“สู้” คำเดียวเท่านั้น
(ม้วน 1/A)
สามเณรจันทร์ดี : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐ กราบนมัสการพระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร ลูกหลานผู้มีความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
ก่อนอื่นก็ต้องขออภัยก่อนนะครับ สามเณรวันนี้อาจจะเสียงไม่ดีนะครับ ไม่ใช่ซ้อมเทศน์มาหลายวัน แต่เป็นเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงนะครับไปติวข้างนอก ทำให้เสียงเปลี่ยนไปนะครับ เสียงอาจจะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเออ ลูกหลานทุกท่านนะครับที่จะตั้งใจฟังการบรรยายธรรมในวันนี้นะครับ
ตั้งแต่สามเณรเข้ามาวัดนี้นะครับ เข้ามาแล้วก็ได้อยู่จนถึงทุกวันนี้ สามเณรไม่ใช่ว่าจะอยู่ได้อย่างสบายนะครับ แต่เป็นการผ่านมาด้วยความลำบากลำบนนะครับ ต้องฝึกฝนตนเอง ต้องหมั่นฝึกนิสัยทุกวัน แล้วก็ทุกปี และตลอดไป เพราะว่าคนที่เข้ามาบวชในวัดพระธรรมกายนี้ก็มีแต่คนที่อยากจะฝึกตัว อยากจะปรับปรุงนิสัยของตนเองให้ดีขึ้นสามเณรก็เช่นกัน ก็อยากจะฝึกฝนตนเอง อยากจะเป็นคนดีก็เลยได้มาบวชที่วัด
ก่อนอื่นนั้นก็จะขอเกริ่นคุณงามความดีของคุณยาย คุณยายนั้นถือว่าเป็นผู้มีพระคุณอย่างยิ่งกับสามเณร เพราะว่าถ้าไม่ได้สร้างวัดให้กับสามเณรหรือลูกหลานยายทุกคนแล้ว คงไม่มีในวันนี้ ไม่มีวันที่พวกเราทุกคน ทุกรูปต้องมาพบเจอกัน สามเณรก็อยากจะเล่าประวัติสักเล็กน้อยเป็นประวัติส่วนตัวที่ไม่เคยเปิดเผยในที่โล่งแจ้งมาก่อน
สามเณรเกิดที่ต่างจังหวัดก็มีฐานะปานกลาง พอเลี้ยงชีพไปได้ สามเณรยังจำได้แม่นตอนที่สามเณรยังอายุ ๗ ขวบ เพราะตอนนั้นสามเณรยังเด็ก และโยมแม่ของสามเณรเองก็ป่วยด้วยโรคตับ สามเณรและโยมพ่อนั้นก็เป็นห่วงโยมแม่บ้าง ก็พากันไปรักษาอยู่หลายเดือน รักษายังไงอาการของโยมแม่ก็ไม่ดีขึ้นเลย ต่อมาไม่นานนัก โยมแม่ก็ป่วยอย่างหนักแล้วก็ได้เสียชีวิตในปีนั้นเอง
ซึ่งในวันที่โยมแม่ได้เสียชีวิตนั้น สามเณรไม่ได้อยู่ที่บ้าน ออกไปเล่น เพราะว่าตอนนั้นยังเป็นเด็กมาก ยังไม่ค่อยได้คิดอะไรมากมาย ก็ไปเล่นตามประสาเด็กๆ ที่อื่น พอได้ข่าวว่าโยมแม่เสียชีวิต พอรู้ข่าวเท่านั้นทิ้งทุกอย่าง วิ่งมาที่บ้านทันที พอวิ่งมา ก็ถือว่าเป็นอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ถือว่าเป็นความรักลูกก็ได้นะครับ โยมแม่ได้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่รู้เป็นความห่วงใยชนิดไหนนะครับที่เป็นแรงบันดาลใจให้โยมแม่ได้ฟื้นขึ้นมา แล้วก็ได้บอกกับสามเณรว่าอยากจะเห็นสามเณรใกล้ๆ อยากจะอยู่ใกล้ๆ นะครับ สามเณรพอได้ยินดังนั้นก็รีบเข้าไปใกล้ๆ ท่าน ท่านก็ลูบหัว ขณะท่านที่ลูบหัวอยู่นั้นแรงของท่านแทบจะไม่มีแล้วนะครับ แต่ท่านพยายามมาก เพราะรักลูกมาก
สามเณรเป็นลูกที่ เป็นลูกคนเล็ก อายุยังน้อย แล้วก็ยังเด็กอยู่ ท่านก็ได้ฝากโยมป้าซึ่งโยมป้านั้นเป็นพี่ของแม่ ของโยมแม่สามเณรเอง ท่านก็ได้ฝากมาว่าขอให้ท่านช่วยเลี้ยงดูลูกของหนูให้ดีด้วย เพราะว่าลูกของหนูยังเล็ก ยังเด็กอยู่ อาจจะดื้อ อาจจะเถลไถลไปบ้าง ก็ขอให้เลี้ยงดูอย่างดี พอพูดเสร็จท่านก็หลับตาอย่างสนิท ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย จนทำให้สามเณรต้องนึกถึงวันนั้นทุกทีที่สามเณรลำบากหรือว่าขาดความอบอุ่นจะนึกถึงโยมแม่มากครับ เพราะว่าโยมแม่เคยให้ความอบอุ่น เคยให้ความรัก ความสนิทสนม แต่พอขาดโยมแม่ไปเท่านั้น สิ่งเหล่านี้มันก็ขาดหายไป
แต่อยู่มาไม่นาน โยมพ่อ ซึ่งเป็นความหวังดีของโยมพ่อเอง ก็ไปหาเออ ไปหาแม่ แม่ใหม่มาให้นะครับ เป็นความหวังดีที่อยากให้เลี้ยงลูกอย่างดีตอนที่ท่านไปทำงานที่อื่น แต่เป็น ไม่ใช่เป็นความผิดนะครับ เป็นความพลั้งพลาดของโยมพ่อ และสามเณรก็ไม่ค่อยชอบโยมแม่ที่โยมพ่อเอามาให้เท่าไหร่ เพราะว่ายังไงก็ไม่ดีเหมือนโยมแม่คนเดิมครับ ความรักลูกไม่มีเท่ากัน
แต่แล้วบังเอิญวันนั้นโยมแม่ก็ไปมีปากเสียงกับโยมยาย ซึ่งเป็นคนไม่ถูกคอกันเท่าไหร่ อัธยาศัยอาจจะไม่ถูกคอกัน จึงทำให้แตกแยกกัน โยมพ่อเห็นอยู่กันไม่ได้ ก็จะตัดสินใจไปอยู่ที่อื่น ไม่อยากพึ่งพาโยมตาโยมยายอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าอยู่กันก็ไม่มีความสุข ต้องทะเลาะกันทุกวัน ด้วยเหตุนี้โยมพ่อตัดสินใจไปอยู่ที่อื่น ก่อนจะไปนั้นโยมพ่อได้ถามสามเณรว่าลูกจะอยู่กับใคร ระหว่างตากับยาย โอ้โฮ คำถามนี้นะ ทำให้สามเณรคิดหนัก คิดมากตั้งแต่เด็กเลยนะครับ จะตัดสินใจยังไงดีนะครับ มาถามแบบนี้ รักพ่อก็รักนะครับ รักมากด้วย แล้วก็เป็นคนที่ติดพ่อ ไปไหนก็ไปตามทุกที่นะครับที่พ่อไป
แต่สามเณรรู้สึกว่าสงสารกับโยมตากับโยมยายมากกว่า เพราะว่าท่านชราภาพมากแล้ว ไม่มีใครดูแลใกล้ชิด ไม่มีใครที่จะคอยเออ ดูแลท่านในยามที่ท่านป่วยเท่าไหร่ ว่าพี่ๆ ก็มีครอบครัวกันหมดแล้ว มีลูกแล้วก็ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่อื่นแล้ว จึงทำให้สามเณรตัดสินใจทันทีว่าจะอยู่กับตากับยาย แล้วโยมพ่อก็ไม่ถามสามเณรอีกเลย ทำให้สามเณรต้องคิดอีกทีว่าโยมพ่อรักลูกหรือเปล่า ทำไมตัดสินใจเร็วขนาดนั้น ถามคำเดียวว่าจะอยู่กับใคร แล้วก็ไม่ถามสามเณรอีกเลย เป็นคำถามที่ทำให้สามเณรคิดมาถึงจนถึงทุกวันนี้ แต่ยังไงเขาก็เป็นโยมพ่อ สามเณรก็ยังรักเหมือนเดิม รักที่จะตอบแทนที่จะทำให้ท่านมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
สามเณรอยู่กับตายายนั้นมันก็มีความสุขอีกแบบ แต่มันไม่ใช่ความสุขที่ทำให้ยาวนาน เป็นความสุขช่วงเล็กๆ น้อยๆ ตอนที่อยู่กับตายายนั้น สามเณรช่วยตัวเองแทบทุกอย่างตั้งแต่อายุ ๗-๘ ขวบมา ผ้าก็ต้องซักเอง มีแต่อาหาร มีแต่กับข้าวเท่านั้นที่ทำไม่เป็น เพราะว่ายังเด็กมาก หุงข้าวก็เริ่มทำเป็นตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ เพราะว่าถ้าทำไม่เป็น ใครจะทำให้ มีแต่เราเอง ก็ต้องทำเอง ฉะนั้นสามเณรอีกอยู่กับตายายนั้นได้ความรู้หลายๆ อย่าง และก็มีความสามารถในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำมาหากิน การทำอาหาร
ช่วงที่อยู่กับตายายนั้น สามเณรมีความลำบากอย่างมาก เพราะทุกอย่างนี่สามเณรต้องทำเองตลอดมาเลย ตื่นเช้ามาก็ต้องหุงข้าว หุงข้าวเสร็จก็ต้องทำอาหาร แล้วก็ให้ตากับยายได้ทานข้าวกันเสร็จ สามเณรก็ต้องรีบทานข้าวแล้วก็ต้องรีบไปโรงเรียน ตอนนั้นจะทำให้สามเณรไปโรงเรียนสายเกือบทุกวัน เพราะว่าบางวันก็ตื่นสายหน่อย อาจจะไปเที่ยวดึกนะครับ ทำให้ตื่นสายแล้วก็หุงข้าวสาย ไปโรงเรียนสาย แล้วก็จะยืดเยื้อไปหมดทุกอย่างเลย ถ้าวันไหนทำไม่ต่อเนื่องแล้วก็ไม่กระชับ
กลับมาช่วงที่อยู่โรงเรียน ก็เป็นคนสนุกสนานดี เพื่อนเๆ เขาจะไม่ค่อยได้คิดอะไร เพราะสามเณรเป็นคนที่ชอบสนุกสนานเฮฮากับเพื่อนๆ ไปเรื่อย ไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องทางบ้าน ตอนอยู่โรงเรียนนั้นเอาสนุกสนานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเล่นกีฬาเล่นบอล เล่นตะกร้อ วอลเล่ย์อะไรทุกอย่าง เล่นหมด ไม่มีการแสดงอาการซึมเซา หรือว่าเหงาง๋อย เศร้าสร้อยให้เขาเห็น
แต่พอกลับมาถึงบ้านเท่านั้นแหละ สามเณรก็เปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง คือจากคนที่เป็นคนเฮฮา คนชอบสนุก ก็ต้องมารับผิดชอบ รับผิดชอบ ต้องมา กลับมาถึงบ้านก็ต้องมาหุงข้าว ทำกับข้าว แทนที่จะไปเล่นกับเพื่อนๆ ในตอนเลิกเรียนบ้างก็ไม่ได้ไป บางครั้งหุงข้าวอยู่ไปเล่นกลับมา ไฟก็ไหม้ ไหม้หม้อ หรือว่าข้าวนี่เสียเลย ก็หลายครั้งที่ทำแบบนี้นะครับ เป็นวัยเด็กที่ซนหน่อย แต่ก็คิดได้เป็นระยะๆ ความจำเป็นเด็กๆ เป็นความจำระยะสั้น
ฉะนั้นการอยู่ตากับยายจึงไม่มีโยมพ่อโยมแม่มาคอยสอน ตายายก็แก่ ก็ไม่ค่อยได้สอนอะไรมากมาย มีแต่ตอนกลางคืนที่โยมตากับโยมยายชอบเล่านิทานให้ฟังทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ได้ไปเที่ยวก็นอนกับท่าน รู้สึกมีความสุขมากฮะเวลานอนกับตายาย เพราะว่าท่านจะเล่านิทานเรื่องสมัยก่อน เวลาดึกดำบรรพ์สมัยที่ว่าหมู่บ้านยังเป็นป่าเป็นเขา มีเสือ มีอะไรมากัดกินกวางกินควายต่างๆ ซึ่งทำให้สามเณรตื่นเต้นและอยากจะฟังไปเรื่อยๆ เพราะว่าเล่าทุกวัน ไม่ซ้ำกันทุกวัน ความรู้ของคนแก่คนเฒ่านั้นมีมาก แต่ส่วนมากเด็กๆ หรือว่าวัยหนุ่มไม่อยากจะรู้กัน เพราะว่ามันเป็นหัวโบราณ เขาบอกว่าอย่างนั้นนะครับ เป็นหัวโบราณ แต่สามเณรคิดว่าคนเฒ่าคนแก่นั้นมีความรู้เยอะ มีประสบการณ์มากมาย สามารถมาสอนให้เรารู้ได้ โดยที่ว่าเราไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง
แต่ที่สามเณรอยู่กับตายายนั้น ต้องลองผิดลองถูกนะครับ เพราะว่าไม่มีใครมาสอน ตายายก็ไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่เพราะว่าแก่แล้วนะครับ ไม่เหมือนโยมพ่อโยมแม่ต้องคอยดู โยมตาโยมยายก็ไว้ใจ จะไปไหนมาไหนก็ได้นะครับ ฉะนั้นจึงทำให้สามเณรต้อง แต่ละครั้งที่ทำลงไปสามเณรไม่ค่อยได้คิดเท่าไหร่ เพราะว่าเป็นการกระทำของวัยเด็ก เวลาทำแล้วถึงจะคิดได้ เวลากลับบ้านที ตอนอยู่บ้านก็มีการชกต่อยกันบ้าง อาจจะไปคึกคะนองหน่อย ไปทะเลาะกับเพื่อนมา พอกลับมาถึงบ้านตายายก็จะรู้ครับ จากสาเหตุที่เป็นคนที่อารมณ์ร้อน ตายายก็จะรู้ และท่านก็บอกว่าเพื่อนรักเขาจะไม่เล่นกัน เพราะว่าถ้าเล่นกันแล้วมันจะทำให้ผิดกัน ผิดกันแล้วจะคืนดีกันยาก สามเณรฟังคำนี้แล้ว ยังไม่ค่อยได้คิดในตอนนั้น มาคิดได้ก็ต่อเมื่อโตแล้ว โตแล้วจะคิดได้ คำสอนเหล่านี้ในยามที่เราเป็นเด็ก เรายังคิดไม่ได้
ช่วงที่อยู่กับตายายตั้งแต่อายุ ๗ ขวบจนถึง ๑๒ มันก็ไม่ได้สบายราบรื่นอย่างบางคนที่ว่าตื่นเช้ามา พ่อแม่ก็ต้องหุงข้าวให้ ซักผ้าให้ ทำอะไรให้ทุกอย่าง มันก็เป็นความสะดวกสบาย แต่บางอย่างความสบายอาจจะทำร้ายในภายหลัง แต่ความลำบากนั้นมันจะทำให้คนที่ลำบากได้คิด และไม่ตกต่ำอีก
ตอนที่อยู่ ป.๔ ป.๕ สามเณรก็ได้คิด อยากจะบวช เพราะว่าตอนนั้นลำบากมาก ทำงานเกือบทั้งวัน แทบจะไม่มีเวลาเป็นของตนเอง เวลาส่วนตัวนั้นแทบไม่มี ต้องทำงานแทบทุกอย่าง ฉะนั้นจึงทำให้สามเณรเบื่อโลก เบื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ทางโลกด้วยนะ หนังละครก็ไม่ได้ดู ก็แอบไปดูตอนกลางคืนบ้าง กลับมาก็เจอพี่ตีเอาหรือว่าด่าเอา ก็ทำยังไงได้ครับ ไม่ค่อยได้ดูตอนกลางวัน ตอนกลางคืนก็ต้องเที่ยวกันหน่อย
แต่พออยู่มาอยู่มา สามเณรคิดอยากจะบวชเท่านั้นแหละ โยมตาโยมยายท่านก็อยากจะให้อยู่กับท่าน สามเณรก็บอกท่านไปว่าถ้าสามเณรบวชแล้วจะมาเยี่ยมบ่อยๆ จะมาหาบ่อยๆ โยมตาโยมยายไม่ต้องเป็นห่วง สามเณรยังรักและห่วงใยเสมอที่จะมาดูแลอาศัยนั้น สามเณรคงทำไม่ได้ เพราะว่าสามเณรต้องหาความรู้เข้าใส่ตัว ต้องแสวงสิ่งที่ดีกว่านี้ แล้วก็ทำให้โยมตาโยมยายได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ เพราะว่าถ้าอยู่เลี้ยงตากับยายแล้ว สามเณรก็คงจมอยู่ตรงนั้นอย่างเดียว ไม่มีความคิดที่จะออกจากโลกเลย คิดที่จะมีครอบครัวแล้วก็เลี้ยงชีวิตไปวันๆ
แต่นี่สามเณรคิดจะบวชเพราะว่าทางโลกมันลำบากอย่างหนึ่ง แล้วก็ไม่มีใครช่วยเราได้ เพราะว่าเราคอยพึ่งพาอาศัยโยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ได้ ท่านก็ไปอยู่ที่อื่น ตายายก็แก่ ไม่รู้จะอาศัยใคร พอคิดได้ดังนั้นก็ตัดสินใจออกบวช ก่อนจะบวชก็มีพระจากจังหวัดกาญจน์ วัดถ้ำเนรมิต ไปที่โรงเรียน ไปแล้วก็ไปบรรยายสรรพคุณต่างๆ เกี่ยวกับการบวชสามเณรที่วัดถ้ำเนรมิต สามเณรได้ฟังแล้วก็อยากจะไป เพราะว่าฟังแล้วหรูหรามาก เพื่อนๆ ด้วยกันนั้นเขา เชื่อแน่ๆ เขาไม่อยากไป เพราะว่าเขาจะเรียนต่อบ้าง ทำงานช่วยบ้านบ้าง ทำงาน บางคนก็อยากจะเป็นช่าง อยากจะเป็นสารพัดที่อยากจะเป็น แต่สามเณรคิดไปคิดมา จะเป็นโน่นเป็นนี่ เราก็ไม่อยากจะเป็น เพราะว่ามันลำบาก เราจะบวช
ตอนแรกไม่อยากบวชนาน บวชแค่ ๓ ปี พอโยม พอหลวงพี่ที่ไปเล่าที่โรงเรียนนั้นบรรยายสรรพคุณเสร็จ สามเณรก็ตัดสินใจออกบวชแล้วก็วันต่อมาก็มีเพื่อนต่างจังหวัดที่อยู่ใกล้ๆ กัน เกือบ ๖๐ รูป นั่งรถปิคอัพมาที่จังหวัดกาญจน์ เดินทางทั้งคืน พอมาถึงวัด สามเณรตกใจ ไหนไม่เหมือนที่พูดเลย มีแต่ป่าแต่เขา แต่เวลาบรรยายโอ้โฮ ทำไมหรูหรา เอาภาพมาให้ดูหรูหรา สามเณรคิด คิดไปคนละแบบ ภาพฝันกับความเป็นจริง มันจึงทำให้ต่างกันมาก ภาพฝันกับความเป็นจริงนั้น
พอไปอยู่ ตอนแรกๆ ก็ไม่อยากอยู่ เพราะว่ามันไม่มีความพร้อมเลย ทั้งที่อยู่ ที่อาหารการกิน บางอย่างมันก็ไม่ค่อยถูกปากเราเท่าไหร่ มันมีแต่อาหารไทยๆ มีแต่ของมันๆ ก็ทำให้อยากจะกลับบ้าน ก็ชวนเพื่อน ๔-๕ รูป แต่เพื่อนที่ไม่ได้ชวนนั้นอีกเกือบ ๓๐ รูป ก็เดินทางกลับ แต่เดินเท้าเปล่าครับ เดิน เดินกลับเอง สามเณรก็อยากจะกลับ มีเงินติดตัวแค่ ๒๐ บาท ตอนนั้นไม่ได้คิดมาก ๒๐ บาทก็ไปถึง ถ้าเราใจถึง ก็เดินทางกันเลย
วัดนั้นอยู่ห่างจากทางลาดยางประมาณ ๓๐ กิโล และเป็นป่าเขาตลอดแนว บ้านคนก็ห่างกันกิโล ๒ กิโล ฉะนั้นหาน้ำหาที่พักอาศัยแถวนั้นยาก พอแอบหนีเท่านั้น หลวงพ่อท่านรู้ท่านก็ไปตามกลับมาเหมือนเดิม สามเณรคิดไปคิดมา โอ๊ย จะกลับก็อายเพื่อน อายโยมตาโยมยายด้วย คิดอยากจะกลับ มันก็ไม่อยากจะกลับแล้ว เพราะว่าความอายมันมาบังหน้า อายเพื่อนฝูง อายตากับยายที่อุตส่าห์ลามาแล้ว อยากจะบวช แต่ไหงกลับไปเหมือนเดิม พอคิดแบบนี้ตัดสินใจเลย บวชก็บวช
พอบวชเสร็จ อบรมเสร็จเดือนหนึ่ง อยากจะย้ายวัด เพราะว่าวัดที่นั่นคงหาที่เจริญยาก เพราะว่าอยู่ในป่าในเขา แต่ แต่ทำงานในวัดนั้นๆ รับบุญต่างๆ สร้างกุฏิบ้าง ขนดินบ้าง ถางหญ้าบ้าง ทำไปเป็นวันๆ แล้วก็สนุกสนานกับเพื่อนๆ จึงทำให้ลืมที่ว่าอยากจะย้ายวัด เพราะว่ามันทำให้สามเณรคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของของวัดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเราก็ได้ทำ เราจะย้ายวัดก็ยังไงๆ อยู่ จึงตัดสินใจอยู่ที่นั่น ๑ ปี
ก็ท่อง ช่วงนั้นหลวงพ่อท่านก็ให้โอกาสท่องบาลีไวยากรณ์ ช่วงที่ท่องอยู่นั้นสามเณรก็อยากจะ อยากจะเรียนหนังสือ ก็ตั้งใจท่องบาลีไวยากรณ์ได้มากกว่าเพื่อนหน่อย ก็ประมาณ ๒๐ รูปที่คัด ที่ว่าท่องบาลีไวยากรณ์ได้ ๒-๓ เล่มก็จะส่งมาที่วัดพระธรรมกาย วัดใหญ่ ตอนนั้นบอกว่าส่งมาวัดใหญ่ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวัดไหน เพราะว่าวัดใหญ่ น่าจะใหญ่สมที่เขาเล่าลือกัน พอท่านก็ส่งมาช่วงหลังอบรมเสร็จ หลังเดือนเมษาของปีต่อมา
พอมาอบรมเสร็จ สามเณรก็ไม่ได้อบรมกับสามเณรที่อยู่อบรมกับวัดเลย เพราะว่าถือว่าเป็นสามเณรวัดสาขา แล้วก็ส่งตัวมาเรียนหนังสือเฉยๆ พออยู่ไปอยู่ไป สามเณรก็เข้าสังกัดกับวัด ได้อยู่วัด ช่วงที่อยู่วัดนั้นสามเณรรู้สึกอึดอัด เพราะว่าเห็นญาติโยมมากมายแล้วก็ไม่คุ้นกับคนที่มากขนาดนี้ ช่วงที่วัดจังหวัดกาญจน์นั้นมีญาติโยมแค่ไม่กี่ มากสุดก็ ๕๐ คน พอมาเจอที่วัดพระธรรมกายเป็นหมื่นเป็นแสน รู้สึกว่าดูแล้วมันไม่มีความสงบ คิดแบบนั้น เพราะว่ายังไม่เคย อาจจะไม่เคยมาอยู่แบบนี้นานๆ
แต่พออยู่นานๆ เข้าก็รู้สึกอบอุ่น ดูแล้วเป็นมิตรสหาย เป็นกัลยาณมิตรให้แก่กัน มีความอบอุ่น เวลาเห็นทำงานเป็นทีม รู้สึกมีพลัง จึงทำให้สามเณรอยากจะอยู่ต่อ บางครั้งสามเณรใจตก อยากจะสึก แต่สามเณรก็ตัดสินใจพลาดพลั้ง บางครั้งนี่เพื่อนเขามาชวน อยากจะสึก บางครั้งอยากจะสึกเอง แต่สิ่งที่ทำให้สามเณรมีกำลังใจและฮึดสู้นั้น ก็มีคำเดียวที่หลวงพ่อท่านมอบให้ตอนที่อยู่ดอยสุเทพ ซึ่งเป็นครั้งที่สามเณรนึกทีไรก็ปีติ นึกทีไรก็อยากสู้ คือหลวงพ่อให้คำว่า สู้คำเดียวเท่านั้น เวลาที่ลูกเณรท้อ ลูกเณรไม่มีกำลังใจ นึกอะไรไม่ออก ก็ขอให้ลูกเณรนึกถึงแต่คำว่าสู้ คำว่าสู้คำเดียวเท่านั้นที่ทำให้สามเณรอยู่ได้ และฝึกฝนตนเองมาจนถึงทุกวันนี้
ฉะนั้นคำสอนหรือว่าคำคมของนักปราชญ์นั้น เรามาใช้ได้ แล้วก็ใช้ได้ไปตลอด มันสามารถทำให้เราสูงขึ้น ทำให้เราได้คิด บางอย่างเราก็อาจจะมองข้ามไป เพราะมันเป็นคำที่ง่ายๆ เหมือนกับคำสอนยาย ที่ว่าใครจะเอาบุญกับยายก็เอานะ เพราะว่ายายจะอยู่กับลูกหลานอีกไม่นานแล้ว เป็นคำสั้นๆ แล้วก็กระทัดรัด แต่มีความหมายที่ว่าสามารถทำให้คนที่มีปัญญาได้คิด แล้วก็สามารถทำตามได้ ไม่จำเป็นต้องหาคำที่สละสลวย หรือว่าเป็นคำที่งดงาม เหมือนหนุ่มสาวให้คำกลอนแก่หญิงสาว คำเหล่านั้นเป็นคำที่สวยงามก็จริง แต่เป็นคำที่แฝงด้วยเออ เออเป็นคำที่แฝงด้วยยาพิษ เป็นคำที่ไม่บริสุทธิ์ แต่คำสอนของหลวงพ่อ ของคุณยายเป็นคำสอนที่บริสุทธิ์ จึงทำให้สามเณรอยู่ได้จนทุกวันนี้
และสามเณรก็สอบบาลีตกในประโยค ในปี ๒๕๓๙ เป็นปีที่สามเณรเสียใจอย่างมาก ที่อยากจะสึกเพราะสอบตก ประโยค ๓ เป็นประโยครับพัด เพื่อนๆ เขารับพัดหมดแล้ว เหลือแต่เราอีก ๒-๓ รูป ทำให้เสียใจ เพราะว่าเพื่อนเขาขึ้นประโยคสูง ขึ้นเรื่อยๆ แต่เรายังอยู่ชั้นเดิมอยู่เลย ทำให้สามเณรคิดท้อถอย
แต่ก็ได้ยินได้ฟังนักปราชญ์ท่านกล่าวเอาไว้ว่าเทวดาหรือเทพทั้งหลาย ไม่สามารถกีดกั้นความพยายาม ความบากบั่นของบุรุษได้เลย ศีลอันสูงค่ายังอยู่ใต้ขอบฟ้าแห่งความเพียร สามเณรได้ฟังคำนี้ก็ทำให้สามเณรฮึดสู้อีกเหมือนกัน จึงพากเพียรอย่างหนัก เวลาเพื่อนเล่น เราก็ไม่เล่น ดูหนังสือตุนไว้ก่อน เวลาเพื่อนดูหนังสือเราก็เล่นได้สบาย ซึ่งสลับเวลากับเพื่อนๆ
ตั้งแต่ประโยค ๔ มาสามเณรก็สอบไม่เคยตกเลย จนถึงประโยค ๗ ตอนนี้สามเณรก็อยู่ประโยค ๘ ประโยค ๘ นั้นเป็นประโยคปราบเซียนก็ว่าได้ เพราะว่าใครที่เก่งๆ ใครที่ว่าแน่ พอถึงประโยค ๘ เท่านั้น ก็ต้องร้องเป็นคำเดียวว่าโอ้โฮ มันยากอย่างนี้นี่เอง เขาถึงสอบตกกันเยอะ เป็นประโยคที่ยากมาก เป็นประโยคใหม่ด้วย แล้วก็วิชาก็ใหม่ๆ เช่นแต่งฉันท์ เป็นที่เล่าขานกล่าวลือกันในวงบาลีว่าเป็นวิชาที่ยากมาก ไม่มีใครสอนเลย นอกจากคนที่เชี่ยวชาญจริงๆ เขาจะกล้าสอน
แต่ที่วัดก็ให้พระอาจารย์อุทัยมาสอน เพราะว่าท่านชำนาญในการแต่งฉันท์ สามเณรแต่งฉันท์ ทุกครั้งที่ส่งท่าน ท่านก็จะเขียนบอกว่ายังห่างไกลความจริง แต่งครั้งแรกก็เขียนแบบนี้ทำให้สามเณรมีกำลังใจถดถอย ส่งครั้งที่ ๒ ท่านก็เขียนบอกว่ายังสับสนมาก ครั้งที่ ๒ ก็ยังไม่ได้ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๓ รู้สึกว่ายัง ยังไม่ดีพอ หรือว่ายังไงนั่นแหละ ทุกครั้งที่ส่งจะมีคำแบบนี้ไม่ซ้ำกันเลย จนสอบอยู่หลายเดือน ก็ทำให้ดีขึ้น ได้ยินหรือว่าท่านตรวจทีไรก็บอกว่าเอ้าพอใช้ โอ้โฮ แค่พอใช้เองนะครับ สอบมาตั้งนาน แต่ก็ทำให้สามเณรมีกำลังใจยิ่งขึ้น อยากจะหมั่นเพียร อยากจะขยัน ว่าคำว่าพอใช้ ทำให้สามเณรฮึดสู้ทันที แต่ถ้าว่าห่างไกลความจริง มันรู้สึกมันไกลความจริงเหลือเกิน
สามเณรมีกำลังใจมากพอ แต่ก็ต้องการกำลังใจจากลูกหลานยายทุกคน ที่คอยให้กำลังใจ คอยสนับสนุน ถึงแม้จะสนับสนุนในด้านที่สามเณร เออบางอย่างสนับสนุนไม่ได้ อย่างเช่นสติปัญญา แต่ก็สนับสนุนทางด้านวัตถุอุปกรณ์ต่างๆ การเรียนต่างๆ ได้
สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากข้อคิดกับลูกหลานยายที่มาฟังในวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในวันนี้ จะเป็นความดีหรือความชั่วก็ตาม ก็ย่อมจะติดตามตัวของเราเอง (หมดม้วน 1/A)
PAGE
PAGE 9
หน้า
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\ตุลาคม\44-10-20 FW-AAT.doc