ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ธรรมทายาทกับคุณธรรมคุณยาย

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบคารวะพระมหาเถระ และพระเถรานุเถระด้วยความเคารพยิ่ง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านสาธุชนผู้นำบุญ ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายผู้มีบุญทุกๆ ท่านนะ (สาธุ) วันนี้ก็เป็นโอกาสดีอีกวาระหนึ่งที่พวกเราทุกคนได้มาพร้อมใจกันแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ที่เป็นทั้งต้นบุญต้นแบบในการสร้างบารมีของพวกเราทั้งหลาย ท่ามกลางความมืดมิดแห่งห้วงวัฏฏสงสาร บุคคลผู้มีสัมมาทิฐิแม้เพียงคนเดียว เมื่อบังเกิดขึ้นย่อมนำมาซึ่งความสว่างไสวแก่มหาชนทั้งหลาย ดุจเดียวกับดวงอาทิตย์ที่นำมาซึ่งแสงสว่างให้แก่โลกและจักรวาล การบังเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง ดังที่มีบัณฑิตนักปราชญ์ได้กล่าวเอาไว้ว่าฝุ่นที่มีอยู่ในเล็บมือ มีปริมาณน้อยนิดเมื่อเทียบกับปริมาณฝุ่นที่มีอยู่ในจักรวาลฉันใด การได้อัตภาพเกิดเป็นมนุษย์ก็มีปริมาณน้อยนิดเหมือนกับฝุ่นในเล็บมือฉันนั้น เมื่อพวกเราได้ทราบว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากอย่างนี้ เราจึงควรทำชีวิตที่มีอยู่นี้ให้มีคุณค่า สมกับที่เราได้เกิดมา คุณยายอาจารย์ท่านเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีเลิศในเรื่องของการดำเนินชีวิต เพราะทุกวันและทุกคืนของคุณยายท่านเป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญบารมี ทำแต่คุณงามความดี ทำความบริสุทธิ์หยุดนิ่งให้ขึ้นในใจของท่านเอง คุณยายท่านเคยให้กับลูกศิษย์ของคุณยายฟังว่าเมื่อครั้งที่ยายอยู่วัดปากน้ำ นั่งธรรมะกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ยายมีความตั้งใจที่จะสร้างบุญใหญ่อยู่ ๓ อย่าง อย่างแรก คือยายอยากจะบวชพระ แต่พระของยายต้องเป็นพระแท้ เป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระพุทธศาสนา อย่างที่ ๒ คือยายอยากจะสร้างวัดที่พรั่งพร้อมด้วยสัปปายะทั้ง ๔ เหมาะสมแก่การประพฤติปฏิบัติธรรม และอย่างที่ ๓ คือยายอยากจะเป็นประธานทอดกฐินสามัคคี ซึ่งถือว่าเป็นบุญใหญ่ ปีหนึ่งก็จะมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ความปรารถนาทั้ง ๓ ประการนี้ก็ติดอยู่ในใจของยายเรื่อยมา จนกระทั่งในปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ เดือนสิงหาคม วันที่ ๒๗ ความปรารถนาอย่างแรกของยายก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อคุณยายได้บวชพระเป็นองค์แรก พระองค์แรกของคุณยายก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของพวกเรานั่นเอง และหลังจากนั้นก็มีพระที่บวชสร้างบารมีตามๆ กันมารูปที่ ๒ รูปที่ ๓ รูปที่ ๔ จนกระทั่งในปัจจุบันวัดพระธรรมกายมีพระที่อยู่จำพรรษาเกือบพันรูป สามเณรอีกหลายร้อยรูป ซึ่งแต่ละรูปมีความตั้งใจที่จะสร้างบารมีเช่นเดียวกับคุณยาย ในช่วงแรกๆ ของการสร้างวัด ก็จะมีการบวชพระซึ่งเรียกว่าการอบรมธรรมทายาท การอบรมธรรมทายาทจะทำควบคู่กับการสร้างวัดเรื่อยมาเลย เพราะยายบอกว่างานสร้างวัดกับงานสร้างคนต้องทำควบคู่กันไป ยายอยากจะสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ และสร้างคนให้เป็นคนดี หลวงพี่เองเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่ได้มีโอกาสมาช่วยดูแลงานอบรมธรรมทายาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นงานสร้างคนดีให้เพิ่มขึ้นในสังคม พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่าจริงๆ แล้วหน้าที่ของการดูแลพระนี่นะเป็นหน้าที่ของหลวงพ่อเอง แต่ติดที่หลวงพ่อมีภารกิจมาก จึงต้องมอบหมายให้ลูกๆ ได้รับภาระหน้าที่นี้แทน หลวงพี่ก็มานึกถึงตัวของหลวงพี่เองว่าเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่เข้าวัด เราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย แต่เมื่อมีโอกาสได้มาเข้าวัด ได้มาพบเห็นหมู่คณะ ได้มาพบพระเดชพระคุณหลวงพ่อ จนกระทั่งได้มาอบรมธรรมทายาท หลวงพี่ได้รู้ในหลายๆ เรื่องที่อยากจะรู้ และหลายๆ เรื่องที่สมควรจะรู้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือได้รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี สิ่งนี้เองเป็นเหมือนแรงบันดาลใจที่ทำให้หลวงพี่อยากจะมาช่วยงานอบรมธรรมทายาท เพราะหลวงพี่คิดว่าคนที่เขายังไม่รู้เหมือนเราเมื่อก่อนนี้ยังมีอีกมากมายในโลกใบนี้ วันนี้จึงมีความตั้งใจว่าจะมาพูดคุยมาเล่าสู่กันฟัง ในเรื่องของการอบรมธรรมทายาท ซึ่งมีคุณธรรมของคุณยายสอดแทรกอยู่ในทุกบทฝึกของการอบรม ซึ่งในการอบรมธรรมทายาท นอกจากจะเน้นการฝึกปฏิบัติธรรมแล้ว ยังเน้นคุณธรรมหลักๆ ๓ อีกประการคือ ๑. ความมีวินัย ๒. ความเคารพ และ ๓. คือความอดทน สามสิ่งนี้นี่เป็นคุณธรรมพื้นฐาน เป็นบาทเบื้องต้นของนักสร้างบารมีทั้งหลาย ใครที่คิดจะสร้างบารมีให้ได้ตลอดรอดฝั่ง ก็ต้องมีคุณธรรมทั้ง ๓ ประการนี้อยู่ในจิตใจ ธรรมทายาทที่เข้ามารับการอบรม ต่างคนก็มาจากที่ต่างๆ กัน อุปนิสัยใจคอแตกต่างกัน แต่เมื่อมาอยู่รวมกันแล้ว อาจจะเกิดการกระทบกระทั่งเกิดกันได้ง่าย จึงต้องอาศัยวินัยมาเป็นกฎระเบียบ เพื่อให้หมู่คณะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ส่วนในเรื่องของความเคารพและความอดทน ถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่กับการอบรมธรรมทายาทมาโดยตลอด ตั้งแต่การอบรมธรรมทายาทรุ่น ๑ ที่ได้ขนานนามว่ารุ่นทนทายาดนั่นแหละ เพราะว่าต้องปักกลดกันท่ามกลางทุ่งนาฟ้าโล่ง ห้องปฏิบัติธรรมมีเพียงเต็นท์ผ้าใบหลังเดียว แล้วก็นั่งปรารภความเพียรกันไป ถ้าหากฝนตกลงมาก็ไม่ต้องพูดถึงกันเลย ก็ต้องอาศัยความอดทน ผู้ที่สามารถเข้ามาอบรมธรรมทายาท ก็ต้องไปฝึกภาคสนามกันก่อน หลวงพี่ยังจำได้ดี หลวงพี่มาอบรมธรรมทายาทครั้งแรกเมื่อประมาณสัก ๑๐ ปีที่แล้ว ตอนนั้นยังเป็นสามเณรอยู่ มีความตั้งใจว่าจะบวชเพื่อเอาบุญให้กับโยมพ่อโยมแม่ ก็สมัครเข้ามาอบรม แต่ก่อนที่จะอบรมนี่เขาก็จะให้ไปฝึกภาคสนามกันก่อน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทดสอบกำลังใจได้ดีทีเดียว แต่ก็อดทนแล้วก็ผ่านมาได้ พอกลับมาถึงวัด ลงจากรถเรียบร้อย เขาก็ให้ไปปฐมนิเทศกันก่อน เสร็จเรียบร้อย พระพี่เลี้ยงก็พาไปปลงผมกันเลย ซึ่งหลายๆ คนรู้สึกเสียดาย เพราะคิดว่าจะมาอยู่วัดแล้ว คงได้ทำใจก่อน แต่ก็ทำให้เข้าใจว่าเมื่อมาอยู่วัดแล้วนี่ ต้องมีแต่ความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ ส่วนเรื่องความหล่อ ความเท่ทั้งหลายคงต้องเก็บเอาไว้ที่บ้าน พอปลงผมเสร็จก็มารับอุปกรณ์ไปปักกลดกัน ทั้งกลด เสื่อ มุ้ง ผ้าใบ ผ้ากันฝน แล้วก็แยกย้ายไปปักกลดกันตามกลุ่มนะ นอนกลางดิน อยู่ใต้ต้นไม้ ฟังๆ ดูแล้วเหมือนว่าการที่จะมาบวชเป็นพระวัดพระธรรมกายได้นี่ เป็นเรื่องที่ช่างลำบากลำบน ไม่ค่อยสะดวกสบายเหมือนอย่างที่อยู่บ้านเลย แต่มันก็ทำให้เข้าใจความจริงของชีวิตได้ข้อหนึ่งว่าจริงๆ แล้วชีวิตเรานี่ก็ไม่ต้องการอะไรมาก ขอให้มีแค่ที่พัก ที่หลับที่นอน อาหารพอยังชีพอยู่ได้ แต่ที่สำคัญขอให้มีจิตใจที่มีความสุขก็เพียงพอ ซึ่งมันแตกต่างกับคนอีกหลายๆ คนในโลกใบนี้ ซึ่งเขายังแยกแยะไม่ออกเลยนะระหว่างคำว่าต้องการ กับคำว่าจำเป็น บางคนบอกว่าต้องมีบ้านหลายๆ หลัง มีรถหลายๆ คัน อันนี้คือความจำเป็นของเขา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เมื่อมาอยู่กลดอย่างนี้นี่ทำให้เข้าใจในข้อนี้ได้ดีทีเดียว ธรรมทายาทต้องตื่นกันแต่เช้า ตื่นกันตั้งแต่ประมาณตี ๔ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้กำลังใจอย่างสูงทีเดียว หลายๆ คนที่ชอบตื่นสายหรือตื่นบ่ายนี่ ได้ฝึกในสิ่งนี้นี่ถือว่าเป็นการปฏิวัติให้กล้าที่จะตื่นเช้า เพราะไม่ตื่นก็ไม่ได้ คนอื่นเขาตื่นกันหมดเลย ถ้าไม่ตื่นเดี๋ยวพระพี่เลี้ยงมาปลุกก็ได้รับบุญพิเศษกัน คุณยายท่านให้ความสำคัญกับเรื่องของการตื่นแต่เช้ามาก ยายบอกว่าใครที่ตื่นสาย เทวดาเขาจะถ่มน้ำลายใส่ เพราะเวลากลางคืนนี่นะเทวดาเขาจะลงรักษาพวกเรา คนที่มีศีลมีธรรมนี่เทวดาเขาจะลงรักษา แต่พอตอนเช้าเทวดาเขาก็จะกลับวิมานของเขานะ เขาก็เลยต้องปลุกพวกเรา แต่เขามีวิธีการปลุกแบบเทวดา เขาก็จะถ่มน้ำลายใส่ แต่ถ้ายังไม่ตื่น เขาไปเลย การง่วงเหงาหาวนอนนี่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าถีนมิทธะ ใครที่มีความง่วงเหงาหาวนอนมากๆ นี่ จะหมดกำลังใจในการทำความดี จะหมดความวิริยะอุตสาหะกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้แต่ปล่อยใจให้เลื่อนลอย จนกระทั่งไม่สามารถที่จะรวมใจให้เป็นหนึ่งได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าบุคคลผู้มีถีนมิทธะครอบงำอยู่ในใจนี่ เปรียบเสมือนกับนักโทษที่อยู่ในห้องขัง เพราะเขาย่อมหมดโอกาสที่จะมาเที่ยวเล่นข้างนอก ฉันใด คนที่มีถีนมิทธะก็ไม่สามารถที่จะได้ลิ้มรสแห่งธรรมบันเทิง คือธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติฉันนั้นแหละ เพราะงั้นพวกเราลูกหลานคุณยายทุกคนต้องหัดเป็นคนตื่นแต่เช้าให้ได้นะ ให้ฝึกจนเป็นนิสัยเหมือนกับที่เราหายใจได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามนั่นแหละ มีบทฝึกอยู่อย่างหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการลดทิฐิของผู้เข้ารับการอบรมได้ดีทีเดียว นั่นก็คือการขัดห้องน้ำ การขัดห้องน้ำนี่ แรกๆ หลวงพี่รู้สึกแย้งในใจเหมือนกันว่าเอ๊ะ เราจะมาบวชนะ แต่ทำไมให้เรามาขัดห้องน้ำ แต่พอเข้าใจแล้วนี่ ก็รู้สึกว่ายกย่องนะ เพราะใครก็ตามที่ทำสิ่งที่มันสกปรกที่สุดให้มันสะอาดขึ้นมาได้ บุคคลคนนั้นถือว่ามีจิตใจที่สูงส่ง คุณยายท่านไม่เคยมองว่าการขัดห้องน้ำเป็นงานที่ต่ำต้อยเลย แต่ยายมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ใจของยายบริสุทธิ์ ยายเคยบอกไว้ว่ายายจะลดทิฐิที่ไม่ดี ให้ออกไปจากตัว จะเอาทิฐิที่ดีใส่ตัว และที่สำคัญคือยายจะลดทิฐิกับทุกคนที่คิดจะสร้างบารมีกับยาย นี่ครูบาอาจารย์เราให้ความสำคัญกับเรื่องของการขัดห้องน้ำขนาดนี้ พระภิกษุสามเณรทุกรูปก็ผ่านบทฝึกนี้มาแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นพวกเราลูกหลานของคุณยายนี่ ต้องฝึกเป็นคนที่ลดทิฐิให้ได้ ไม่ว่าเรื่องของการทำความสะอาด หรือว่าเรื่องของการขัดห้องน้ำก็ดี คุณยายให้ความสำคัญถึงขนาดฝากกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวว่า หลวงพ่อถ้าใครยังขัดห้องน้ำไม่เป็น หลวงพ่ออย่าเพิ่งให้เขาบวชนะ นี่เหมือนกับยายจะบอกเป็นนัยๆ ว่าใครก็ตาม ที่ยังมีทิฐิมานะถือตัว จะอ้างเหตุด้วยว่าฉันหล่อ ฉันรวย ฉันมีฐานะดี ฉันมีความรู้ดี ฉันมาจากตระกูลสูงก็ตาม แสดงว่าเขาเหล่านั้นนี่ยังมีทิฐิยังขาดความเคารพ ถ้าใครก็ตามที่ขาดความเคารพ ไม่สามารถที่จะรองรับคุณธรรมจากครูบาอาจารย์ได้ เพราะงั้นเราต้องฝึกให้เป็นคนมีความเคารพอย่างนี้ ส่วนในเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น หลวงพี่ยังจำได้ดี และต้องยอมรับเลยว่าในช่วงแรกๆ ของการมาอบรมครั้งแรกยังไม่ได้พบความสุขจากการปฏิบัติธรรมเลย วันหนึ่งต้องนั่งสมาธิกันประมาณสัก ๑๐ กว่าชั่วโมง มันทั้งทรมานนะ ทั้งทางกายแล้วก็ทางใจ ทางกายนี่มันทั้งปวดทั้งเมื่อยไปหมดทั้งตัวเลย แม้ไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งเฉยๆ นี่แหละปวดเมื่อยไปหมด ส่วนทางใจนี่นะ มันตั้งแต่ฟุ้ง เครียด เบื่อ กลุ้ม ซึม เซ็ง คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน แล้วก็ต้องอดทน เพราะคิดว่าถ้ากลับบ้านแล้วนี่ ก็ไม่ได้อะไร บุญก็ไม่ได้ พ่อแม่ก็ไม่ได้บุญจากเรา และที่สำคัญคือเพื่อนคงจะล้อแย่เลย เพราะว่าผมก็ปลงไปหมดแล้ว นานทีเดียว กว่าที่จะได้มีความสุขจากการปฏิบัติธรรม นานทีเดียวกว่าจะหายปวดหายเมื่อย ก็ต้องอาศัยความอดทน แต่เมื่อมานึกถึงคุณยายอาจารย์แล้วนี่นะ ยิ่งมีความประทับใจแล้วก็ซาบซึ้งว่าคุณยายนี่ท่านมีความอดทนมาก เพราะกว่าที่ยายจะได้เข้ามากรุงเทพฯ กว่าที่ยายจะได้เข้าวัดปากน้ำ กว่าที่ยายจะได้พบพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ และกว่าที่ยายจะได้นั่งทำวิชชานี่ ยายต้องอาศัยความอดทนและความเป็นคนจริงอย่างมาก ยายทราบข่าวว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำบรรลุวิชชาธรรมกาย สามารถสอนให้คนไปนรกไปสวรรค์ได้นี่ ยายทราบข่าวนี้ปีพุทธศักราช ๒๔๘๐ แต่ยายต้องใช้เวลาถึง ๖ ปีเต็มๆ เพื่อที่จะหาโอกาสบอกโยมแม่ ขอโยมแม่มากรุงเทพฯ เพราะถ้าบอกโยมแม่ตอนนั้นเลยนี่ โยมแม่คงไม่อนุญาต เพราะคนในรุ่นเดียวกันไม่มีใครสนใจเรื่องการปฏิบัติธรรมเลย พอยายได้เข้ามาอยู่กรุงเทพฯแล้ว ยายก็ต้องเสาะแสวงหาว่าใครนะที่เป็นอุปัฏฐากวัดปากน้ำ ถึงกับขนาดต้องยอมตนเป็นคนรับใช้นี่ ต้องทำงานบ้านให้เขา แล้วก็ปฏิบัติธรรมไปด้วย อีก ๒ ปีเต็มๆ กว่าที่ยายจะได้เข้ามาอยู่ในวัดปากน้ำ ได้นั่งทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ยายต้องอาศัยความอดทนจริงๆ เลย นี่แหละสมกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้ชื่นชมท่ามกลางที่ประชุมโดยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านไม่เคยชมใครเลย ชมว่าลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสองนี่ เพราะคุณยายมีความอดทน และก็เป็นคนจริงอย่างนี้นี่เอง พวกเราทุกๆ คนที่เป็นลูกหลานคุณยาย ก็ต้องมีความอดทนเหมือนกับคุณยายนะ ในการปฏิบัติธรรมนี่ อย่าอ้างนะ อย่าอ้างว่าเออ เรานี่ภารกิจมากนะ งานเยอะ งานประจำวันก็เยอะ งานบ้านก็เยอะ เลยไม่ได้นั่งปฏิบัติธรรม แต่ให้เราระลึกนึกถึงคุณยายน่ะแหละว่าคุณยายท่านต้องทำงานทุกอย่างเลย แต่ก็ยังแบ่งเวลาในการปฏิบัติธรรมได้ มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับพระอาจารย์ของหลวงพี่เอง ท่านได้เล่าให้หลวงพี่ฟังว่าเมื่อครั้งที่ท่านอยู่พรรษา ๑ นะ เหตุการณ์นี้ก็ย้อนไปสักประมาณ ๑๒ ปีที่แล้ว ตอนที่อยู่พรรษา ๑ มาบวชใหม่ๆ ก็มีคำสั่งจากพระอาจารย์นี่ให้ไปช่วยกันรับบุญ ไปกวาดใบไม้ข้างในวัด (๑๙๖ ไร่) พระอาจารย์ของหลวงพี่ตอนนั้นได้พรรษา ๑ ก็ไปกัน พอไปถึงในวัดก็เห็นใบไม้ส่วนใหญ่มันกองเอาไว้แล้ว ก็เลยช่วยกันโกยแล้วก็เก็บ กวาดกันอยู่สักพักหนึ่ง ก็เห็นคุณยายท่านเดินมา พอคุณยายท่านเดินมาถึง ท่านก็มาหาหลวงพี่รูปนี้ แล้วยายก็บอกว่า ท่าน ท่าน ถ้าท่านกวาดแล้วไม่เก็บ ทีหลังท่านอย่ากวาดเลยดีกว่า แล้วคุณยายก็เดินไป หลวงพี่ท่านก็แปลกใจนะว่าเอ๊ะ เราก็ไม่ได้กวาดแล้วกองเอาไว้ แต่เรามาช่วยเก็บแท้ๆ แต่ท่านก็ไม่ได้คิดอะไร ท่านก็กวาดต่อไป กวาดไปได้อีกสักพักหนึ่ง คุณยายเดินผ่านมา แล้วคุณยายก็เดินตรงเข้ามาหาหลวงพี่รูปนี้แหละ ยายก็บอกว่าท่าน ท่าน ถ้าท่านกวาดแล้วไม่เก็บ ทีหลังท่านอย่ากวาดเลยดีกว่า หลวงพี่ท่านรู้สึกแปลกใจแล้วนะ เอ๊ะ ทำไมยายถึงมาบอกเราคนเดียวนะ ทั้งๆ ที่พระที่อยู่ด้วยกันก็มีตั้งหลายรูป แต่ท่านก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ไปบอกใคร ท่านก็กวาดต่อไป ยายก็เดินผ่านไป พอกวาดไปได้อีกสักพักหนึ่ง คุณยายเดินกลับเข้ามาอีกแล้ว ยายก็เดินเข้ามาหาหลวงพี่รูปนี้อีกแล้ว แล้วก็บอกว่าท่าน ถ้าท่านกวาดแล้วไม่เก็บ ทีหลังท่านอย่ากวาดเลยดีกว่า หลวงพี่ท่านบอกว่าตอนนั้นนี่นะ ท่านตกใจมากเลยนะว่าเอ๊ะทำไมหรือ ทำไมยายถึงพูดประโยคเดียวกัน ในสถานที่เดียวกัน กับบุคคลคนเดียวกันถึง ๓ ครั้ง ท่านก็บอกว่าท่านตกใจ แล้วก็กลับมานึก มานั่งพักที่กุฏิแล้วมานั่งนึกถึงคำพูดของยาย แล้วก็ทราบคำตอบว่าจริงๆ แล้วนี่ยายต้องการที่จะสอนนะ ว่าจะทำอะไรก็ตามนี่ ต้องเก็บงานให้เรียบร้อย หลวงพี่ท่านได้ข้อคิดว่าการทำงานที่สำคัญที่สุด คือการวางแผนและการเก็บงาน การเก็บงานนี่นะจะทำให้เรานี่ฝึกเป็นคนมีวินัย และคนที่มีวินัยนี่จะเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ สามารถที่จะเข้าถึงธรรมได้ง่าย ส่วนการวางแผนจะทำให้เราเกิดปัญญา เพราะเราจะต้องวางแผนว่าจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง ส่วนการรับบุญด้วยจิตใจที่เป็นกุศลจะทำให้เราได้บุญจากสิ่งที่เราทำอย่างเต็มที่ คำพูดของยายที่สอนมานี่เป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่แฝงไว้ด้วยความหมายมากมายอย่างนี้ เหมือนกับที่มีหลวงพี่รูปหนึ่งท่านถามคุณยายว่า ยาย ทำไมตอนนั้นหลวงพ่อธัมมชโยท่านขอให้ยายบวชนี่ ทำไมยายถึงไม่ให้บวชทั้งๆ ที่หลวงพ่อท่านก็เห็นธรรมะแล้วนี่ ยายตอบเพียงสั้นๆ ว่ามันเป็นเกียรติ ยายตอบสั้นๆ แค่นี้ แต่พอจบคำตอบของยายนี่หมดคำถามที่จะถามต่อเลย เพราะว่ามันเป็นเกียรติทั้งต่อตัวเองแล้วก็ต่อวงศ์ตระกูลนะ จะได้ไม่มีคนมาครหาได้ว่าเอาดีทางโลกไม่ได้ แล้วมาพึ่งพระศาสนา ซึ่งเป็นคำครหาที่รุนแรงทีเดียว คำพูดของยายนี่เพียงสั้นๆ แต่กินความหมายได้ยาวไกลจริงๆ สิ่งที่หลวงพี่เล่ามานี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการอบรมธรรมทายาท ซึ่งมีคุณธรรมของคุณยายอยู่ในทุกๆ บทฝึก พวกเราจะเห็นได้ว่าการที่ใครสักคนหนึ่งนี่นะ จะปรับปรุงตนเอง จะฝึกฝนอบรมตนเองให้พร้อมที่จะเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระพุทธศาสนานี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพราะต้องอาศัยความอดทน แล้วก็ต้องมีกัลยาณมิตรคอยประคับประคอง จนกระทั่งเขาสามารถที่จะเป็นต้นแบบให้กับคนอื่นๆ ได้ ถ้าหากไม่มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยาย ซึ่งเปรียบเสมือนผู้จุดประกายแห่งการทำความดีให้กับพวกเราทุกคน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เมื่อหลวงพี่หวนระลึกนึกถึงพระคุณของคุณยายครั้งใด หลวงพี่ก็ยิ่งซาบซึ้งในความมีเมตตาของคุณยาย เพราะถ้าหากไม่มีคุณยาย ก็คงไม่มีหลวงพ่อ ถ้าหากไม่มีหลวงพ่อ ก็คงไม่มีหมู่คณะ ไม่มีวัดพระธรรมกาย และคงไม่มีพวกเราที่มานั่งสร้างบารมีกันอยู่ ณ ตรงนี้ พระคุณของยายนี่มากมาย มากมาย เกินกว่าจะมาบรรยายได้ในที่นี้ ความเมตตาของยายนี่มีมากเหลือเกิน มีคนเคยกล่าวไว้ว่าไฟจากไม้ขีดเพียงก้านเดียว หากนำไปใช้ในทางที่ผิด ก็สามารถที่จะเผาผลาญบ้านได้ทั้งหลัง แต่ในทางกลับกัน ไฟจากไม้ขีดก้านเดียวกันนั่นแหละ หากนำมาต่อลงบนเทียนสักเล่มหนึ่ง ก็สามารถที่จะนำมาซึ่งความสว่างไสวได้ เหมือนกับที่ยายได้จุดเทียนเล่มหนึ่งให้สว่างไสวขึ้นในวันนั้น ณ ปัจจุบันนี้เทียนเล่มนั้นได้ไปส่องสว่างอยู่กลางใจคนทั่วโลก พวกเราคงจะซาบซึ้งในพระคุณของคุณยายกันดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทุกวันและทุกคืนของเราควรจะทำแต่ความดี เพื่อเป็นการบูชาธรรมแด่คุณยายอย่างแท้จริง ในวันสลายร่างของคุณยายที่จะมาถึงนี้ จะเป็นเสมือนวันที่ประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าบุคคลท่านนี้แหละคือสุดยอดแห่งนักสร้างบารมี จะมีคนมาจากทั่วโลก มาร่วมในงานครั้งนี้ เขาจะมาเห็นภาพแห่งการสร้างบารมี ความกตัญญูกตเวทีของลูกหลานยาย เมื่อเขากลับไปที่บ้านแล้ว เขาจะเก็บภาพนี้ไว้ในใจของเขา ครั้งใดที่เขารู้สึกท้อแท้ ที่ไม่อยากจะทำความดี ภาพเหล่านี้แหละจะผุดขึ้นมาในใจของเขา ให้เขารู้สึกมีกำลังใจที่จะทำความดีต่อไป และในงานวันนั้นนี่นะ จะมีการบวชสามเณรแก้วเพื่อเป็นการบูชาธรรมแด่คุณยาย และเป็นผู้ที่จะคอยต้อนรับเจ้าคณะพระสังฆาธิการที่มาจากวัด ๓๐,๐๐๐ วัดทั่วประเทศ หลวงพี่ก็อยากจะเชิญชวนพวกเราได้เอาบุญใหญ่ ด้วยการสวมหัวใจของยอดกัลยาณมิตรผู้นำบุญนี่แหละไปชักชวน ไปตามคนที่เรารัก คนที่เรารู้จักคุ้นเคย มาบวชเป็นสามเณรแก้วเพื่อบูชาธรรมแด่คุณยาย เพราะการชักชวนคนมาทำความดีถือว่าเป็นสุดยอดแห่งการให้ หลวงพี่เชื่อเหลือเกินว่าพวกเราทุกคนคงไม่อยากเป็นเพียงผู้ชื่นชมกับภาพความสำเร็จในวันงานวันนั้น แต่เชื่อเหลือเกินว่าพวกเราคงจะอยากมีส่วนร่วมในงานวันนั้นด้วย ยังมีคนอีกหลายล้านคนที่รอเราไปจุดประกายแห่งการทำความดีให้เกิดขึ้นในใจเขา เรานี่แหละที่จะชักชวนเขามาเห็นภาพแห่งความดี และเรานี่แหละที่จะเป็นคนให้เขาได้ใช้ร่างกายของเรานี่สร้างบารมีอย่างเต็มที่ด้วยการบวชสามเณรแก้ว เราจะเป็นผู้หนึ่งที่ไม่เคยถูกลืมเลือนจากใจของเขาเลย เหมือนกับที่เราไม่เคยลืมบุคคลที่เคยชักชวนเราเข้าวัดเป็นคนแรก มาสร้างบารมีเป็นคนแรก เราไม่เคยลืมเลือนเลย นึกถึงครั้งใดก็อยากขอบคุณเขาจริงๆ งานในวันนั้น เราจะเกิดความปีติใจอย่างแท้จริง ที่เราได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของงานสลายร่างของคุณยาย และเมื่อเราได้หวนระลึกนึกถึงครั้งใด ความปีติใจนั้นก็จะกลายเป็นมหาปีติ ให้เราระลึกนึกถึงว่าเรา เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในงานวันนั้นด้วย หลวงพี่ก็อยากจะฝากไว้ในท้ายนี้ว่าการชักชวนคนมาทำความดี การให้โอกาสคนมาทำความดี ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งการให้ทั้งปวง และต่อจากนี้ไปก็ขอเชิญพวกเราทุกคนได้นั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันสักครู่ เพื่อเป็นการระลึกนึกถึงคุณยายอาจารย์ของพวกเราทุกๆ คน ให้เราระลึกนึกถึงภาพคุณยายอาจารย์ ให้ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา ให้ระลึกนึกถึงคุณงามความดีของคุณยาย ผู้มีพระคุณของเรา และให้เรานึกว่าเราเป็นลูกหลานของคุณยาย เราก็จะสร้างบารมีให้เหมือนกับคุณยาย ให้เราได้ตามคุณยายได้ทัน เราก็หยุดใจนิ่งๆ นึกถึงคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ ******************************** จบ ********************************