ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ทุกชีวิตมีตำนาน (๑)

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระมหาบุญพรม : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระที่เคารพทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสกา ลูกหลานทุกท่าน (สาธุ) เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น บางเหตุการณ์ก็มีคำตอบ บางเหตุการณ์ก็ไม่มีคำตอบ หลวงพี่เชื่อว่าหลายๆ ท่านในที่นี้คงจะได้รับคำตอบเมื่อเราได้เข้ามาสู่วัดพระธรรมกาย และได้รับคำตอบอย่างยิ่ง เมื่อเราได้เข้าถึงพระธรรมกาย คำถามทุกคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจเรานั้น จะได้รับคำตอบที่แน่นอน บางเหตุการณ์เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ชาวโลกก็มองว่าเป็นเรื่องน่าทึ่ง เป็นเรื่องอัศจรรย์ลึกลับซับซ้อน เป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่สำหรับผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว จะเห็นว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องทั่วๆ ไป ดังเช่นเหตุการณ์บางช่วงในชีวิตของหลวงพ่อเองที่ได้ประสบมา ได้รับคำตอบก็เมื่อมาอยู่ที่นี่ ซึ่งรายละเอียดก็ไม่ค่อยได้เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน เกือบระยะเวลา ๓๐ กว่าปี ครั้งนี้เพื่อที่จะบูชาพระคุณของคุณยาย จึงได้มีโอกาสได้มาเล่ารายละเอียด เมื่อหลวงพี่อายุ ๗ ขวบ เนื่องจากหลวงพี่เป็นลูกชาวนา เป็นปกติของชาวนา เมื่อทำนาเสร็จ ก็จะไปนอนเฝ้าที่ไร่นา ตอนเช้ากลับจากทุ่งนาก็ไปเรียนหนังสือ มีอยู่วันหนึ่ง กลับจากทุ่งนาพร้อมกับโยมแม่เพื่อที่จะไปโรงเรียน ระหว่างทางเข้าหมู่บ้านก็เจอหลวงพ่อ เจ้าคณะอำเภอที่บ้าน ที่ท่านจะเข้าหมู่บ้านเพื่อไปบิณฑบาต หลวงพี่กับโยมแม่ตอนั้นก็นั่งลงแล้วก็พนมมือ ยกมือไหว้ท่าน ท่านมองหน้า มองหน้าหลวงพี่แล้วก็บอกกับโยมแม่ว่า เด็กคนนี้ฝากเลี้ยงไว้ก่อน ไว้โตขึ้นเรียนจบแล้วให้เอาไปบวชกับหลวงพ่อ ปกติหลวงพ่อองค์นี้นี่ท่านจะ เวลาท่านพูด ท่านจะไม่ค่อย ไม่มีพูดเล่น คือถ้าพูดก็พูดคำจริงไปเลย เพราะว่าท่านเป็นนักปฏิบัติธรรม แล้ววัดของท่านก็เป็นวัดปฏิบัติธรรม ฉะนั้นคำพูดนี้จึงฝังใจตั้งแต่นั้นมาว่าโตขึ้นจะต้องบวช ส่วนบวชแล้วจะเป็นอย่างไร มีความอยู่เป็นอย่างไร ตอนนั้นยังคิดไม่เป็น รู้แต่ว่าถ้าบวชแล้วคงดีแน่นอน แล้วเราก็จะต้องบวชให้ได้ ตั้งแต่นั้นมา หลวงพ่อท่านก็เมตตา เอาข้าวก้นบาตรฝากมากับโยมตา โยมตาซึ่งก็ไปวัด วัดนั้นน่ะเป็นประจำทุกวัน ท่านก็ฝากข้าวก้อนมา มากับโยมตาบอกว่าเอาข้าวก้นบาตรนี้ไปให้หลานชายทาน โยมตาก็ได้เอาข้าวก้นบาตรนั้นมาให้หลวงพี่ทานตั้งแต่เล็กจนโต ที่บอกว่าข้าวก้นบาตร ข้าวก้นบาตรจริงๆ เพราะว่าวัดนั้นท่านฉันข้าวมื้อเดียว แล้วก็ฉันข้าวในบาตร ส่วนหลวงพ่อท่านก็ฉันเจ ในใจก็คิดแต่ว่าถ้าจบ เรียนจบจากป.๖ เมื่อไหร่ จะต้องไปบวช แล้วก็ไปบวชกับหลวงพ่อ ฉะนั้นพอจบป.๖ ปั๊บนี่ก็เตรียมตัวที่จะไปบวชเลย แต่ก่อนที่ไปบวชนี่ ช่วงที่รอ รอบวชก็เอาควายออกไปเลี้ยงตามทุ่งนา ก็ไปเลี้ยงทุกวัน ควายออกไปเลี้ยงกลางทุ่งนา มีอยู่วันหนึ่ง พอปล่อยควายไว้กลางทุ่งนา ตัวเองก็ขึ้นบนกระท่อมฟางนา กระท่อมกลางนานี่มันสูง แล้วสามารถมองเห็นไกลๆ ได้ ก็จะได้รู้ว่าควายอยู่แถวๆ ไหน พอขึ้นไปที่กระท่อมกลางนา อากาศมันก็เย็นสบาย เนื่องจากตั้งใจว่าจะบวช ก็เลยเตรียมหนังสือ หนังสือสวดมนต์มนต์พิธีสำหรับ สำหรับคำท่องคำขอบวชไปด้วยทุกครั้ง แล้วก็ท่อง ท่องคำขอบวชนี่ซึ่งเป็นภาษาบาลี คนที่เรียนภาษาบาลีจะรู้ว่าภาษาบาลีนี่แปลก ถ้าท่อง ท่องประจำแล้ว ท่องแบบให้จำได้แม่นๆ มันจะ มันจะคล้ายๆ เป็นยานอนหลับโดยอัตโนมัติ หลวงพี่ก็ไม่มีข้อยกเว้นจากเรื่องนี้เหมือนกัน ก็คือพออากาศเย็นสบายๆ นี่ ท่องคำบวช ท่องไปท่องมาก็หลับ ขณะที่หลับก็ฝัน ฝันเห็นว่ามีแม่ชีเข้ามาหา ท่าทางท่านใจดีมาก หน้าตาท่านยิ้มแย้มแจ่มใส ตานี่เด็ดเดี่ยว คือจำ จำแม่นจนถึงปัจจุบันนี้ เพราะว่าแปลกว่าเป็นความฝันที่จำได้ตั้งแต่เล็กจนโต คือเห็นท่านแล้วนี่มีความรู้สึกคุ้นเคยกับท่าน ไม่มีความรู้สึกแปลก ในขณะที่ฝันนั้นน่ะ มีความรู้สึกคุ้นเคยกับท่าน พอท่านเข้ามาหา ท่านก็บอกว่าถึงเวลาแล้ว ให้ไปทำหน้าที่ ในใจตอนนั้นพอฟังว่าให้ไปทำหน้าที่ ก็รับปากกับท่านเลย ครับ ผมจะไป แต่ไม่รู้จะไปที่ไหน คือพอท่านบอกว่าต้องไปทำหน้าที่นะ ครับ ก็รับปากเลย แต่ในใจลึกๆ ก็รู้สึกกลัว รู้สึกกลัว ท่านก็เลยบอกว่าไม่ต้องกลัวหรอก ยายจะดูแล จะดูแลคุ้มครองรักษาไปตลอด ก็เลยมีความอบอุ่นใจขึ้นมาตอนนั้น แล้วก็มีความเชื่อมั่น พอตื่นขึ้นมานี่ ตื่นขึ้นมามันเป็นความฝันที่แปลก ก็มีความเชื่อมั่นว่าแม่ชีคนนี้ต้องดูแลคุ้มครองเรา รักษา รักษาเรานี่ไปตลอด แล้วก็ไม่ได้คิดอะไร ท่านบอกว่าให้ไปทำหน้าที่ ก็ไม่รู้จะไปทำที่ไหน พอตื่นขึ้นมาแล้ว มันจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็คิดว่ามันคงเป็นเรื่องของความฝัน คงไม่มีอะไรมาก แล้วก็ปล่อยให้ผ่านไปเลย เลยตามเลย พอวันที่ ๒ วันต่อมา เด็กเลี้ยงควายคนนั้นก็เอาควายออกไปเลี้ยงตามปกติเช่นทุกวัน แต่พอไปถึงกระท่อมกลางนาหลังเดิม มันเป็นภาพที่ฝังใจว่าเมื่อวานนี่มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นตรงนี้ วันนี้เราจะเจอแจคพ็อตแบบนี้อีกหรือเปล่า คือมีความรู้สึกตอนนั้นว่าเริ่มกลัว เริ่มกลัวว่ามีสิ่งแปลกๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา อากาศตอนนั้นก็เวลาเดิมคือ ๙ โมงกว่าๆ สายๆ หน่อย ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรมั๊ง ก็ปลอบใจตัวเองไปเรื่อยนะ คงไม่มีอะไรหรอก แค่ความฝัน พอไปนั่งพักที่กระท่อมกลางนาหลังเดิม ก็ค่อยๆ หยิบหนังสือ ทีนี้ค่อยๆ หยิบ ค่อยๆ หยิบหนังสือมนต์พิธีนี่ขึ้นมาอ่าน แล้วก็ค่อยๆ เปิดทีละแผ่น ทีละแผ่น พอไปถึงหน้าที่จะท่อง ก็ค่อยๆ เริ่มทบทวนความจำของตัวเองที่ท่องผ่านมา ท่องไปได้สักพัก ปรากฏว่าเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นอีกรอบ ๒ คือหลับไป และยิ่งกว่านั้นก็ฝันแปลกกว่าเมื่อวาน วันนี้ฝันเห็นเป็นพระภิกษุวัยกลางคน ผิวพรรณวรรณะท่านผ่องใส หน้าตาก็ผ่องใส เข้ามาหา ยิ่งได้คุยกับท่าน ยิ่งมีความรู้สึกสนิทสนมกับท่าน ทั้งที่เจอกันในความฝัน แล้วก็เจอกันแค่ครั้งแรก แล้วท่านก็พูดคุยแบบเป็นกันเอง ความรู้สึกตอนนั้นก็คือมีความรัก ความรักในท่านมาก และท่านก็รักและเอ็นดู แต่คำพูดที่ท่านพูดออกมาที่ให้จำให้ขึ้นใจก็คือ ถึงเวลาแล้วให้ไปทำหน้าที่ ลูกเกิดมาพร้อมกับหน้าที่ พอฟังคำนี้ปั๊บนี่ เอ๊ะ ทำไมมันเหมือนกับได้ฟังเมื่อวาน ก็เลยถามท่านว่าเมื่อวานก็มีคนมาบอกอย่างนี้ แต่พอตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้จะไปที่ไหน ก็บอกกับท่านอย่างนี้เลย ท่านบอกว่าให้จำ ๒ คำนี้ ๒ ประโยคนี้ให้แม่นๆ คือให้ไปที่วัดพระธรรมกาย กับคำว่าพระธรรมกาย ให้จำแม่นๆ พอตื่น ตื่นขึ้นมานี่ ตื่นพร้อมกับความฝัน แต่เป็นความฝันที่ต้องท่อง ๒ คำนี้ไว้ในใจ ฉะนั้นพอตื่นขึ้นมาก็เลยจำได้ตลอด จำได้ว่าต้องไปที่วัดธรรมกาย แล้วก็พระธรรมกาย พอบอก พอหลวงพ่อบอก พอพระองค์นั้นบอกว่าพระธรรมกายนี่ ก็เห็นเป็นรูปองค์พระใหญ่ขึ้นมาเลย ในฝันนะ เห็นรูปองค์พระใหญ่ขึ้นมา ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว เวลานึกก็ยังเห็นรูปพระองค์นั้น รูปพระพุทธรูปนะองค์ใหญ่อยู่เหมือนเดิม วันนั้นตลอดทั้งวัน คือเห็นองค์พระนี่ตลอดทั้งวัน แล้วก็ถาม ถามคนที่ไปเลี้ยงควายด้วยกัน ถามคนข้างๆ ถามว่าเคยได้ยินชื่อวัดนี้ไหม วัดธรรมกาย หรือพระธรรมกายเคยได้ยินไหม เขาบอกว่าไม่เคยได้ยิน อยู่ตามท้องไร่ท้องนานะ แล้วก็อยู่ไกลกลางกรุง ไม่รู้เรื่อง เขาบอกว่าไม่เคยได้ยิน ตอนนั้นก็มีความรู้สึกว่าคงไม่มีอยู่ในโลกล่ะมั๊งวัดนี้ ก็เลยปล่อยให้เรื่องผ่านไป เลยตามเลย พอจะเข้าวัดบวชจริงๆ คำขอบวชที่ไปท่องกลางนานี่ก็ท่องได้หมดเลย คำขอบวช คำให้พร คือท่องได้หมดเลยก่อนบวช แต่วัดนี้นี่ใครที่จะบวชต้องให้อยู่ปฏิบัติธรรมเดือนหนึ่ง ถึงจะให้บวชได้ ฉะนั้นหลวงพี่ก็อยู่ปฏิบัติธรรมก่อนบวชนี่ ๑ เดือน พออยู่ครบกำหนดหลวงพ่อท่านก็บวชให้ ท่านถามชื่อว่า ท่านก็ถามว่าชื่ออะไร หลวงพี่ก็บอกท่านว่าชื่อบุญพรมครับ แต่เวลาท่านเรียก ท่านจะไม่เรียกบุญพรม ท่านจะเรียกว่าบุญถมทุกครั้งไป เวลาท่านเขียน ท่านก็เขียนว่าบุญพรมนะ เวลาเขียนใบสุทธิให้ ท่านก็เขียนว่าบุญพรม แต่เวลาท่านเรียกนี่ ท่านจะเรียกว่าบุญถม หลวงพี่ก็ไม่เข้าใจความหมายว่าเอ๊ะ ทำไมหลวงพ่อท่านเรียกบุญถม แล้วก็เรียกชื่อนั้นนะตลอด ช่วงที่อยู่กับท่าน ๒ ปีนะ ท่านก็เรียกชื่อว่าบุญถมทุกครั้งเลย หลวงพี่ก็มีโอกาสได้อุปัฏฐากรับใช้หลวงพ่อนี่ตลอดมา จนช่วงบั้นปลาย เกือบบั้นปลายชีวิตของท่าน ท่านเริ่มป่วย พอเริ่มป่วยนี่ ก็มีความรู้สึกว่า คือในใจคิดว่าถ้าหลวงพ่อเสียไปนี่ คงไม่มีใครสืบทอดเจตนารมย์ในการที่จะปฏิบัติธรรม ฉะนั้นเราจะต้องไปให้สถานที่ปฏิบัติธรรมที่เก่งๆ แล้วกลับมาฟื้นฟูสำนักปฏิบัติธรรมให้ท่าน ตอนนั้นเป็นสามเณรนะอายุ ๑๓ ขวบ คือใจใหญ่มาก พอจะออกจากท่านมาจริงๆ ท่านก็บ่นขึ้นลอยๆ หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอ ท่านก็บ่นขึ้นลอยๆ ว่าลูกๆ นี่ หนีพ่อไปหมด หลวงพี่ก็บอกท่านว่าหลวงพ่อครับ ผมยังอยู่กับหลวงพ่อไปตลอดนั่นแหละ ไม่ไปไหนหรอก ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวลูกก็ไป เพราะว่าเขาเอามาฝากไว้เฉยๆ หลวงพี่พอฟังคำนี้ปั๊บนี่ก็อึ้งนะ งง เอ๊ะ ทำไมหลวงพ่อบอกว่ามีคนเอามาฝากไว้ ก็ถามท่าน หลวงพ่อครับ ใครเอาผมมาฝากไว้ครับ ท่านบอกว่าถึงเวลาแล้วก็จะรู้เอง ต่อจากนั้นมา หลวงพี่ก็มีโอกาสได้ไปเรียนบาลีที่จังหวัดระยอง ระยอง ก็ในวัดนั้นก็มีหลวงพี่รูปหนึ่ง ท่านมาอยู่ธุดงค์ที่วัดพระธรรมกาย ท่านมาอยู่ธุดงค์ พอท่านมาอยู่ธุดงค์ ท่านก็ได้เทปธรรมะของหลวงพ่อธัมมะกลับไป ท่านก็ไปเปิดให้ฟัง ตอนนั้นก็ขึ้นไปเล่นที่ห้องของท่าน เข้าไปคุยกับท่าน ท่านก็เปิดเทปธรรมะให้ฟัง คือท่านชวนหลวงพี่นั่ง นั่งสมาธิขณะที่เปิดเทป หลวงพี่ก็บอกว่าหลวงพี่นั่งไปเถอะครับ เดี๋ยวผมนอนฟัง หลวงพี่ก็นอนฟัง นอนฟังหลวงพ่อท่านบรรยายธรรมไปเรื่อย พอฟังไปถึงคำพูดที่หลวงพ่อบอกว่าสมาธินี่ คนที่จะเข้าถึงต้องหยุดแล้วก็นิ่ง พอฟังถึงคำนี้ปั๊บ สะดุ้งโหยงเลย ลุกขึ้นนั่งสมาธิพร้อมกับหลวงพี่ท่าน ลุกขึ้นนั่งตอนนั้นเลย พอลุกขึ้นนั่ง จนจบเทปนี่ แล้วก็บอกหลวงพี่ท่านว่า หลวงพี่ วัดนี้อยู่ตรงไหน วัดธรรมกายอยู่ตรงไหน พาผมไป แล้วก็มีความตั้งใจว่าจะต้องมาวัดนี้ให้ได้ จะต้องมาอยู่วัดนี้ให้ได้ เพราะ ๒ คำที่บอกว่าหยุดกับนิ่ง มันเข้าไปในใจ เข้าไปในใจ แล้วเป็นคำที่กระจ่าง กระจ่างใจเราว่ามันต้องมีอะไรที่ลึกซึ้งแน่นอนยิ่งกว่านี้ ลืม ลืมไปนิดหนึ่งนะ คือก่อนที่จะมาวัดพระธรรมกาย เหตุการณ์ที่อยู่ ที่อยู่วัดเดิมนะ ที่อยู่ต่างจังหวัดกับหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอนะ นี้เหตุการณ์สำคัญ คือหลวงพ่อท่านบอกว่า มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อท่านใช้ให้ไปทาสีน้ำมันในแท้งค์น้ำ แท้งค์น้ำนี่ก็ไม่สูงใหญ่ แท้งค์น้ำประมาณ ๒ เมตรกว่าๆ ก็อากาศ ตอนนั้นอากาศเดือนเมษายนหน้าร้อน ก็เข้าไปทาสีในแท้งค์น้ำ ที่ไปทาด้วยกันมีสามเณรอยู่ ๓ รูป เออ มีสามเณรอยู่ ๒ รูป โดยประมาณ หลวงพี่ก็ให้สามเณร ๒ รูปนั้นไปทาก่อน แล้วตัวเองก็ไปทาทีหลัง ช่วงที่เข้าไปทาสีคนล่าสุด เนื่องจากอากาศร้อนอบอ้าวในถังน้ำนั้นน่ะ ในแท้งค์น้ำนั้นน่ะยิ่งร้อนใหญ่ แล้วบวกกับสีน้ำมันที่มันเหม็นคลุ้ง น่าจะเป็นว่าอ๊อกซิเจน หรืออากาศที่บริสุทธิ์ในแท้งค์คงมีน้อย พอหลวงพี่เข้าไปทา ก็ตั้งใจว่าจะทาให้หมดในด้านนั้นที่สามเณร ๒ รูปยังทาไม่หมด ตั้งใจว่าจะทาให้หมด พอทาไปทาไปนี่ ทั้งความร้อน ทั้งมึนศีรษะ ปวดหัวอย่างมาก เหมือนใครเอาฆ้อนมาทุบ ปวดอย่างมากเลย แต่ก็ความร้อนนั้นมีความรู้สึกเอ๊ะ ไฟในนรกนี่คงร้อนอย่างนี้หรือเปล่า แล้วยิ่งร้อนขึ้นมากเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว พอบอกว่าทนไม่ไหวแล้ว ก็หลุดพัวะออกมา ไอ้ที่หลุดออกมาคือกายอีกกายหนึ่งมันหลุดออกมา กายอีกกายหนึ่งนี่ กายหยาบนี่จะนอน เนื่องจากแท้งค์น้ำนั้นเป็นแท้งค์น้ำที่วางไว้ วางไว้กะพื้น นอนตะแคง กายหยาบนี่ก็เอาหัวยื่นออกมาข้างนอก นอนอยู่ สามเณร ๒ รูปที่ยืนคอยข้างนอกก็หัวเราะ หัวเราะว่าอะไรเข้าไปทาสีได้ไม่นาน ทำไมหลับน้ำลายยืดแล้ว แต่ความรู้สึกหลวงพี่ตอนนั้นก็คือกายอีกกายหนึ่งมันหลุดออกมาแล้ว แต่ว่ามันแค่ครึ่งเดียว คือหลุดออกมาแค่ครึ่งเดียว ส่วน ตั้งแต่ส่วนเอวลงไปนี่ยังอยู่ แต่ว่าส่วนอกขึ้นมาเป็นส่วน จากเอวขึ้นมาหาศีรษะนี่หลุดออกมาแล้ว คือกายหนึ่งนอนอยู่ แต่อีกกายหนึ่งก็ยืนขึ้นมา แบบนั่งอยู่อย่างนี้ พอออกมาอย่างนั้นปั๊บนี่ ก็ตกใจ จับตัวเอง คือเห็นรูปร่าง รูปร่างนี่เห็นหมด เห็นตัวเองว่าอยู่ในชุดไหน เห็นเหมือนกัน เห็นหมด แล้วก็จับดูตัวเอง พอจับดูมันก็จับไม่ถูก เพราะมันเป็นร่างโปร่งๆ จับก็จับไม่ถูก ตกใจ จะทำไงดี สามเณรที่หัวเราะนี่ เสียง เสียงหัวเราะข้างนอกนี่ได้ยินชัดเจน แต่ว่ารูปภาพเวลาเรามองนี่ มันจะไม่เหมือนกายหยาบที่มอง มันจะไม่เหมือนกายหยาบที่มอง กายหยาบที่มองจะเห็นภาพที่ชัดเจน แต่กายละเอียดที่มองนี่ มันจะเห็นเป็นภาพลางๆ รู้ว่าแถวนั้นนี่ต้นไม้เยอะ เพราะเป็นวัดป่า ก็เห็นเป็นแค่ภาพลางๆ ขนาดว่าอยู่ในแท้งค์น้ำ มันก็ไม่เห็นแท้งค์น้ำ เห็นโล่งๆ ไปหมดเลย กลางวันนี่ดวงอาทิตย์สว่างจ้า เห็นชัดเจนว่ามันสว่าง ก็เลยรู้ สงสัยผีหลอกนี่มันกลัวกลางวันเพราะว่ามันสว่างอย่างนี้ ตอนนั้นคิดนะ ก็จะเข้าร่าง ทีนี้จะเข้าร่าง มุด มุดเข้าร่างตัวเอง มันก็เข้าไม่ได้ มุดซ้ายมุดขวาก็ไม่เข้า ทีนี้กังวลใจใหญ่เลย ทำไงเราถึงจะเข้าได้ นึกถึงหนัง หนังจีนนะ หนังผีจีนเวลาวิญญาณมันเข้าร่าง นอนทาบลงไปแล้วเข้า โดดหยองๆ ก็เอาบ้าง นอนทาบลงไป พอนอนทาบลงไปนี่ มันก็ไม่เข้าอีก เด้งดึ๋งออกมา พอเด้งมา ทีนี้ก็ ทำไงจะเข้าดี ไม่รู้ว่าหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอท่านเดินมาจากที่ไหน แต่ท่านมาพร้อมกับพระอีกรูปหนึ่งที่หน้าตาผ่องใสมาก วัยกลางคน ท่านมายืนข้างๆ แล้วท่านบอกว่าระวัง เดี๋ยวก็ตายติดอยู่ในที่นั่นหรอก คือในนั้นก็ได้ยิน ได้ยินเป็นเสียงที่ชัดเจน แต่พอท่านเดินจากไปแล้ว ท่านพูดแค่นั้นท่านก็เดินจากไป แต่พระอีกรูปหนึ่งนี่ ท่านยืนอยู่ในที่นั้นด้วย ยืนกำกับเลย ท่านบอกว่าเข้าไปตรงฐานกลางกายที่ ๗ นั่นแหละ เสียงท่านนี่ใหญ่ แล้วกังวาน กังวานมาก เสียงมีอำนาจ สั่งข้างในนี่แบบต้องทำตามทันที บอกหลวงพ่อครับ ผมมุดเข้าไปแล้ว เออ ก็บอก ก็บอกท่านว่าผมมุดเข้าไปแล้ว มันมุดเข้าไม่ได้ ท่านบอกว่ามุดเข้าไปใหม่ ก็เลยทำตามท่าน ก็คือมุดเข้าไปอีกที พอมุดเข้าไปครั้งที่ ๒ นี่ เข้าไปที่กลางท้องนั่นน่ะ มุดเข้าไปครั้งที่ ๒ เป็นทางโล่งเลย เป็นทางโล่ง พอสุดทางปุ๊บ สะดุ้งตื่น รู้สึกตัว พอรู้สึกตัวขึ้นมานี่ ช่วงที่เกิดเหตุระยะช่วงนั้นนี่ไม่น่าจะนาน เพราะว่าสามเณร ๒ รูปนั้นยังไม่เข้ามาปลุก เพราะว่าเข้าใจว่านอนหลับแล้วก็มัวหัวเราะกันอยู่ ก็พอสะดุ้งตื่น เณรก็เห็นงัวๆ เงียๆ เณร ๒ รูปก็ถาม ถามบอก เป็นอะไร เป็นอะไร หลวงพี่ก็บอกว่าเกือบตายไปแล้ว อ้าวจริงหรือ บอกจริง ก็เลยถามว่าเมื่อกี้หลวงพ่อท่านมาหรือเปล่า สามเณร ๒ รูปก็บอกว่ามา ท่านมา ท่านมาพูดว่าเดี๋ยวก็ตาย เดี๋ยวก็ตายติดอยู่ที่นั่นหรอก พอพูดเสร็จแล้วท่านก็ไปเลย อ้าวแล้วอีก พระอีกองค์ล่ะ วัยกลางคนที่หน้าตาผ่องใสไปไหน สามเณรบอกไม่มี ก็มีแต่ผม ๒ คนยืนอยู่ แล้วก็หลวงพ่อท่านเดินมาแค่นั้นเอง หลวงพี่ก็แปลกใจ แล้วใครมาช่วยเรา ขณะที่ช่วงรอยต่อของชีวิตช่วงนั้น ใครมาช่วย คือตอนนั้นก็คิดนะ คิดว่าที่ท่านบอกว่าฐานที่ ๗ ฐานที่ ๗ หรือว่างวดนี้เลขมันจะออก ๗ หรือว่ามันจะมีเลข ๗ ก็คิดไปโน่นเลยนะ คือไม่ได้คิดว่าไอ้ฐานที่ ๗ ในกลางท้องไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะความรู้สึกตอน ตอนฟื้นขึ้นมานั่นอีกอย่างหนึ่ง ก็ปัญหาฝังใจนั้น ปัญหาค้างคาใจมาตลอด จนมาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ทุกปัญหาก็ได้รับคำถามทุกคำถามที่บอกว่าหลวงพ่อฝากไว้ก่อนนะ โตขึ้นแล้วให้นำไปบวช ที่บอกว่าเขาเอามาฝากไว้เฉยๆ ถึงเวลาเดี๋ยวก็ต้องไป แล้วที่เรียกชื่อหลวงพี่ว่าบุญถม น่าแปลกว่าพอหลวงพี่ได้ขึ้นปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อธัมมะครั้งแรกที่ดอยสุเทพ ท่านก็อ่านชื่อนะ ท่านอ่านชื่อ คำแรกที่ท่านถาม ท่านถามว่าชื่อบุญถมหรือบุญพรม หลวงพี่ก็ตอบท่านว่าบุญพรมครับ ก็คิดในใจเอ๊ะ หลวงพ่อรู้ได้ไงว่ามีคนเรียกเราว่าบุญถม แล้วก็มีคนเดียวด้วยที่เรียกว่าบุญถมนี่ เรียกมาตลอดเลย แล้วหลวงพ่อรูปนี้ก็ หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอนี่ท่านก็มรณภาพเมื่อปี ๒๕๓๒ ซึ่งตอนนั้นหลวงพี่ก็ได้มาอยู่ที่ เป็นสามเณรที่วัดพระธรรมกายแล้ว พอมาอยู่เป็นสามเณรที่วัดพระธรรมกายนี่ ได้เข้ามาก็ได้รู้ว่าคนที่เข้าฝัน ไปตามว่าให้มาทำหน้าที่ แล้วพระที่เข้าฝัน ในฝันว่าให้มาทำหน้าที่คือใคร และที่หลวงพ่อท่านเจ้าคณะอำเภอท่านบอกว่าเขาเอามาฝากไว้คนนั้นคือใคร ก็มาได้รับคำตอบที่นี่ ก็คือพอเห็นคุณยาย เห็นหลวงพ่อปั๊บนี่ ครั้งแรกเลย ก็รู้ว่าคนนี้แหละเป็นคนที่ไปตามในฝัน แล้วก็เป็นคนที่ไปช่วย ไปช่วยเราให้พ้นจากวิกฤตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตครั้งนั้น ยังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกเรื่องหนึ่งก็คือหลังจากที่มาอยู่เป็นสามเณรที่วัดพระธรรมกายแล้วนี่ ก็บวชพระ ก็กลับไปเยี่ยมบ้าน มีโอกาสกลับไปเยี่ยมที่บ้าน ก็ไปเจออุปัฏฐาก หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอองค์นี้ ไปเจอท่าน เออไป อุปัฏฐากคนนั้นท่านก็ เห็นแล้วก็ทักเลย บอกมหา เรียกมหาเลยนะ บอกมหา เราก็ยืดอกเลย บอกมหาตอนนี้อยู่วัดไหน หลวงพี่บอกว่าอยู่วัดธรรมกาย อ๋อ อยู่วัดที่มีแม่ชีเก่งๆ ใช่ไหม หลวงพี่ก็บอกเอ๊ะ แล้วรู้ได้ไงว่าวัดนี้มีแม่ชีที่เก่งๆ มีอยู่คนหนึ่ง เขาบอกว่าผมเคยไป เพราะว่าสมัยนั้นนี่หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอนี่ท่านใช้ให้ไป เหตุก็เพราะว่าเข้าไปกราบท่าน อุปัฏฐากคนนี้เข้าไปกราบหลวงพ่อ ไปกราบแล้วก็บอกหลวงพ่อครับ คนที่ปฏิบัติธรรมเก่งๆ ในโลก ในประเทศไทยคงมีหลวงพ่ออยู่รูปเดียวมั๊ง หลวงพ่อท่านก็ตอบเลย มี ยังมีเก่งกว่าอีก ยังมีเก่งกว่าฉันอีก เป็นแม่ชีชื่อว่าจันทร์ อยู่ที่วัดพระธรรมกาย แล้วท่านก็ส่งลูกศิษย์คนนั้นน่ะให้มีพิสูจน์ ก็คือลูกศิษย์คนนั้นก็ขึ้นรถไฟมาเลย มาจากต่างจังหวัดนะ ขึ้นรถไฟมา รถไฟมา ก็ลงรถก็ถามคนมาเรื่อย จนมาถึงวัดพระธรรมกาย สมัยนั้นคุณยายยังแข็งแรง แล้วท่านก็ต้อนรับแขกเอง พออุปัฏฐากคนนี้เข้าไปกราบคุณยาย กราบครั้งแรกนี่ กราบยังไม่ทันได้เสร็จเลย คุณยายทักก่อนแล้ว คุณ คุณเป็นลูกศิษย์คนนั้นคนนี้ชื่อนี้ส่งมาใช่ไหม คุณชื่อนี้ นามสกุลนี้ อยู่บ้านนี้ ตอนนี้ที่บ้านทำนายังไม่เสร็จใช่ไหม มีลูกกี่คนนี่บอกหมดเลย อุปัฏฐากคนนั้นยังไม่ทันได้พูด เอ่ยคำทักทายอะไรเลย คุณยายบอกก่อนแล้ว อุปัฏฐากคนนี้ก็เลยอึ้ง เชื่อมั่นเลยว่าโอ้โฮ คุณยายคนนี้รู้จริง แม่ชีคนนี้รู้จริง พอคุณยายทักทายเสร็จปั๊บ คุณยายก็มอบหนังสือให้เล่มหนึ่ง แล้วก็บอกว่าให้นำหนังสือเล่มนี้ไปให้กับอาจารย์ของเธอ อุปัฏฐากคนนั้นก็นำหนังสือเล่มนั้นกลับไปที่บ้าน ก็ไป เอาไปถวายหลวงพ่อท่าน หลวงพี่ก็ถามว่าเป็นหนังสืออะไร แกก็บอกว่าอ่านคร่าวๆ ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม หลวงพี่ก็เลยไปค้นดูเพราะมันนานแล้ว ก็ปรากฏว่าหาไม่เจอ ไม่รู้เป็น แต่อุปัฏฐากคนนั้นก็ยืนยันว่าได้นำหนังสือนี้กลับไปให้หลวงพ่อที่บ้านเอง แล้วหลวงพ่อท่านก็เก็บเงียบเลยนะ ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย จากเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามานี่ในชีวิตหลวงพี่ อันนี้ยังไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่อยู่ในวัดพระธรรมกายเลยนะ (ม้วน 1/B) เวลาจะหมดแล้ว ขอไว้ ยกยอดไว้โอกาสหน้านะ ครูบาอาจารย์ที่ ครูบาอาจารย์และวิชชาธรรมกายนี่ของพวกเราทุกคนนั้นมิใช่ว่าท่านจะดำรงอยู่ในภพภูมิเดียวกับเราก็ตาม หรือดำรงอยู่ในภพภูมิเดียวกับเราก็ตาม หรือดำรงอยู่ในภพภูมิอื่นที่ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป (หมด 1/A) ท่านก็จะคอยดูแลลูกศิษย์ลูกหาข้ามภพข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาติที่ผ่านๆ มา ในชาตินี้ ชาติหน้า ในอนาคต เพราะเพียงแต่กำลังบุญของพวกเรานี่ ไม่เพียงพอที่จะทวนกระแสกิเลสอันเชี่ยวกรากมาจนกระทั่งพบเจอท่านได้ เมื่อเราไม่สามารถมาพบเจอท่านได้นี่ เราก็จะมีโอกาสพลาดตกลงไปสู่อบายภูมิมากมายอย่างยิ่งทีเดียว แต่ทว่าเมื่อเราสามารถพบเจอท่านแล้ว เราก็มีโอกาสรู้จักศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มีโอกาสรู้จักวิชชาธรรมกาย เมื่อเป็นเช่นนี้นี่ เราก็จะมีสุคติเป็นที่ไป มีนิพพานเป็นเป้าหมาย ดังนั้นครูบาอาจารย์ของพวกเราทุกท่านจึงมีพระคุณอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจจะนับจะประมาณได้เลยทีเดียว เมื่อพวกเราทราบดังนี้แล้วนี่ ณ โอกาสนี้ก็ขอเรียนเชิญทุกท่านนะ ตั้งใจนั่งหลับตาเจริญภาวนา ตรึกระลึกนึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านสักครู่หนึ่งนะ สัพเพ (หมด 1/B) PAGE PAGE 10 FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กันยายน\44-09-27 FWAA.doc