สร้างวัดแล้ว สร้างพระแล้ว กำลังสร้างคนให้เป็นคนดี
(ม้วน 1/A)
พระฐิตสุทโธ : ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ)
เป็นระยะเวลาปีเศษแล้วที่พวกเราทั้งหลายได้มาประชุมร่วมกันในงานบำเพ็ญกุศลยาย วันนี้อาตมาก็จะมีเรื่องที่จะเล่าให้ญาติโยมฟัง สมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อบวชที่วัดปากน้ำ ท่านมีความตั้งใจจะหาที่สักที่หนึ่งเพื่อสร้างวัด อันมีปณิธานว่าจะสร้างวัดให้เป็นวัด จะสร้างพระให้เป็นพระ จะสร้างคนให้เป็นคนดี สถานที่ที่เหมาะต่อการสร้างวัด จะต้องไม่อยู่ในที่ชุมนุมชน เพราะถ้าอยู่ที่ชุมนุมชนแล้วล่ะก็ จะขาดความสงบ จะมีเสียงอึกทึกเข้ามารบกวนในการปฏิบัติธรรม จะต้องไม่ไกลเกินไป เพราะถ้าไกลเกินไป บรรดาญาติโยมที่จะเดินทางไปก็ลำบาก
พื้นที่จะต้องใหญ่พอที่จะตกแต่งปลูกต้นไม้ และดูไม่แออัดเกินไป เพราะสมัยที่ท่านอยู่วัดปากน้ำ ได้เห็นปัญหา ว่าวัดปากน้ำขณะนั้นมีพระภิกษุสามเณรอยุ่หลายร้อยที่ เสนาสนะนี่อัดแอแน่นขนัดไปหมด แทบจะหาพื้นที่ว่างปลูกต้นไม้ไม่ได้ ในช่วงนั้นคณะผู้บุกเบิกซึ่งประกอบด้วยหลวงพ่อทัตตะ หลวงพ่อเอง หลวงพ่อธัมมะเอง ล้วนแล้วแต่จบจากเกษตรทั้งนั้น ก็มีความผูกพันกับต้นไม้ คิดว่าเมื่อสร้างวัดแล้วจะต้องปลูกต้นไม้ให้เป็นสวนป่าที่น่ารื่นรมย์
ฉะนั้น จนกระทั่งเราได้พื้นที่ ๒๐๐ ไร่ที่คลอง ๓ ในขณะนั้นน่ะเมื่อได้ที่มาแล้ว ในชั้นต้นก็มีความคิดกันว่าจะมีพระสัก ๑๐ รูป ไม่เกิน ๒๐ รูป เพราะฉะนั้นเมื่อได้ที่มาแล้ว สิ่งที่ทำขณะนั้นก็คือนอกจากสร้างเสนาสนะแล้วนี่ ก็เริ่มทำรั้วกำแพงเป็นขอบเขตเลย เพราะในขณะนั้นไม่ได้คิดขยาย ไม่ได้คิดขยายพื้นที่เพราะกะว่ามีพระอยู่สัก ๑๐ ๒๐ รูป อ
อาคารที่ซื้อขึ้นมาสำหรับประชุมญาติโยมสาธุชนที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัด มาทำบุญที่วัดก็กะว่าจุคนสักประมาณ ๖ ถึง ๗๐๐ คน ศาลาหลังแรกที่สร้างในชั้นต้นเรียกว่าศาลาเอนกประสงค์ กะว่าเป็นที่บำเพ็ญกุศล บำเพ็ญบุญให้ญาติโยมมาทำบุญกัน แล้วก็เป็นที่สอนการปฏิบัติธรรมด้วย
ต่อมานี่ ญาติโยมเริ่มมาเยอะขึ้น สถานที่มีอยู่รองรับไม่พอ อาตมาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายนี่ก็งานกฐิน ศูนย์กลางพิธีต้องไปอยู่บริเวณหอระฆัง พื้นที่บริเวณโบสถ์ก็ดี บริเวณเกาะที่อยู่ติดกับน้ำตกก็ดี เป็นที่รองรับสาธุชนทั้งหมด ในชั้นต้นเราคิดว่ามาประพฤติปฏิบัติธรรมก็เป็นเรือนพัน แต่เมื่อญาติโยมมาเป็นจำนวนหมื่น หลายหมื่น พื้นที่รองรับไม่พอ เราเลยจำเป็นต้องขยายพื้นที่ออกมาอยู่ข้างนอก คือบริเวณที่สร้างสภาธรรมกายหลังคาจาก
อาคารที่รองรับสาธุชนตอนนั้นนี่ ตอนที่เราขยายตัวอย่างรวดเร็ว การใช้จ่ายเราต้องระมัดระวัง หลวงพ่อเลยบอกว่าให้ทำเป็นอาคารชั่วคราว เพราะงั้นอาคารสภาธรรมกายสากลหลังแรกจึงเกิดขึ้น โดยเป็นโครงเหล็ก หลังคามุงจาก พื้นที่ข้างในรองรับคนได้ประมาณหมื่นคนเศษ นอกจากนั้นก็มีเต๊นท์บริเวณรอบๆ พื้นที่ แล้วก็ใช้เป็นที่ สถานที่สำหรับประกอบพิธีต่างๆ
ในชั้นต้นนี่พระประธานจะอยู่กึ่งกลางของสภา ญาติโยมทั้งหลายที่มาบำเพ็ญกุศลกันจะนั่งทางด้านหน้าพระประธาน ซึ่งหันไปทางทิศตะวันตก ด้านหลังพระประธานนี่ญาติโยมจะนั่งน้อย จนกระทั่งด้านตะวันตกแน่น ก็เลยต้องมีการขยับขยายพื้นที่ออกไป โดยขยับพระประธานมาตั้งให้ชิดด้านทิศตะวันออก เพื่อพื้นที่จะได้มากขึ้น
แต่จำได้ว่างานกฐินอยู่งานหนึ่ง ซึ่งญาติโยมมาจนแน่นไปหมด พื้นที่สภาก็ไม่พอรองรับ ตอนนั้นเองคนประมาณ ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดประมาณ ๘๐,๐๐๐ ๗–๘๐,๐๐๐ คน ก็เลยมีความจำเป็นต้องขยายออกมาในพื้นที่ปัจจุบันนี้คือพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่ปัจจุบันนี้ ท่านที่มาวัดในยุคต้นๆ คงจะจำกันได้ว่าในชั้นแรกนี่สภาธรรมกายสากลหลังนี้ยังไม่เกิดขึ้น สถานที่ที่เราประกอบพิธีบำเพ็ญบุญเป็นพื้นที่ชั่วคราว เป็นโครงเหล็กบ้าง โครงไม้บ้างขึ้นไป แล้วก็ด้านบนมุงบังด้วยซาแลนเพื่อกันแดด
แต่ปรากฏว่ามีอยู่งานหนึ่งคืองานวิสาขะ พิธีบำเพ็ญบุญในช่วงบ่ายต้องเปลี่ยนเพราะพื้นที่ประกอบพิธีฝนตกลงมาแล้วเปียก น้ำขังเฉอะแฉะไปหมด เมื่อเห็นปัญหานี้เกิดขึ้น สภาธรรมกายสากลหลังนี้จึงได้เกิดขึ้น
นี่เป็นลำดับการขยายตัวของเรา ตั้งแต่บ้านธรรมประสิทธิ์จึงมีคนอยู่เรือนร้อย มาพื้นที่ ภายในพื้นที่ ๒๐๐ ไร่ ประชาชนเรากะว่าเป็นเรือนพัน แต่ว่าประชาชนที่มาก็หลายหมื่น ขยับออกมา ขยายออกมาในพื้นที่ แต่เดิมพื้นที่ธรรมกาย สภาธรรมกายหลังคาจาก ประชาชนก็มากตามขึ้นมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้เราต้องขยับมาพื้นที่ปัจจุบันนี้
เดิมเราต้องการสร้างอาวาสพื้นที่ให้รื่นรมย์ โดยการปลูกต้นไม้ร่มเงา แต่เมื่อมีการขยายตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วนี่ จะสังเกตว่าพื้นที่บริเวณ ๒,๐๐๐ ไร่นี่ต้นไม้น้อยมาก ถ้าคนที่มาวัดสมัยก่อนนี่สร้างสภาธรรมกายสากลหลังคาจากขึ้นมา ช่วงต้นมีต้นไม้อยู่ ๓ ต้น บริเวณด้านตะวันออกมีมะม่วง คือเราปลูกต้นไม้ไม่ทัน ต้นไม้ที่ปลูกระยะหลังต้องล้อมต้นไม้ที่โตแล้วมาปลูก ปัจจุบันเหมือนกัน พื้นที่ปัจจุบันนี้ต้นไม้ยังน้อย เพราะงั้นคนที่เข้ามาจะหาร่มเงาจากต้นไม้นี่ยาก แต่ก็ยังโชคดีที่เราสร้างสภาธรรมกายสากลบ้าง พอรองรับคนได้
แต่ก็มีงานใหญ่บางงานที่คนล้นออกไปข้างนอกพื้นที่ นี่เห็นว่าการขยายตัวของเรา ขยายเร็วมาก พื้นที่ ทำให้พื้นที่ระยะแรกๆ เดิมนี่เราต้องการให้ร่มรื่นมีต้นไม้ ปัจจุบันนี่ก็ยังทำไม่ทัน สมัยก่อนที่มีพื้นที่ร้อยเก้าสิบหก หรือ ๒๐๐ ไร่ ประมาณ โดยประมาณร้อยเก้าสิบหกไร่ ยายจะดูแลพื้นที่ให้สะอาด อาคารทุกหลังนี่จะต้องปัดกวาดความสะอาด จนกระทั่งญาติโยมที่มานี่ออกปากว่านี่ วัดพระธรรมกายนี่มีห้องน้ำที่สะอาดมาก เข้ามาทุกหนทุกแห่งสะอาดสะอ้าน
แต่ปัจจุบันนี้พอขยายตัวขึ้นมา พื้นที่มากนี่ การดูแลก็เลยไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร เพราะว่าไม่สามารถที่จะ คนๆ เดียวจะดูแลได้ ก็ต้องอาศัยกำลังบุคคลจำนวนมาก ซึ่งเป็นอาสาสมัครก็มี เพราะฉะนั้นคนที่มาในระยะหลังนี่ พื้นที่บริเวณนี่ ถ้าเทียบกับยุคก่อนๆ ก็อาจจะไม่สะดวกสบายเท่ายุคนั้น
คราวนี้มาดูเรื่องบุคคล วัดที่ดีต้องประกอบด้วยอาวาสเป็นที่สบาย บุคคลเป็นที่สบาย อาหาร แล้วก็ธรรมะ บุคลากรในชั้นต้นของเราในพื้นที่ร้อยเก้าสิบหกไร่ ยายดูแลได้ใกล้ชิด เจ้าหน้าที่เราตอนนั้นมีอยู่ไม่มาก อุบาสก อุบาสิกา เพราะงั้นจะผ่านการอบรมอย่างเข้มงวดจากยาย การต้อนรับสาธุชนนี่ก็ดูแลได้ทั่วถึง ยายก็มากำกับเอง การดูแลญาติโยม เจ้าหน้าที่คนไหนก็ตามที่ดูแล้วมนุษย์สัมพันธ์ไม่ดี ยายจะกันให้ห่างญาติโยม ให้ไปทำหน้าที่ในส่วนไม่เกี่ยวข้องกับญาติโยม
สำหรับการต้อนรับญาติโยม ยายจะทำหน้าที่เอง ทุกคนที่มาวัดระยะต้นจะเห็นได้ว่าการปฏิสันถารของยายนี่เป็นที่ประทับใจทุกคน พระอาจารย์ทุกรูปที่มาบรรยายธรรมก็จะพูดว่ายายเข้าไป ถึงก็ยกมือไหว้ สวัสดีคุณ เพราะยายคิดว่าการจะสร้างวัดได้นี่ต้องอาศัยกำลังศรัทธาญาติโยม ด้วยสติปัญญาของยายมองออก พอวัดเราขยายตัวขึ้น กำลังเจ้าหน้าที่ไม่พอ ก็จะต้องระดมกำลังอาสาสมัครเข้ามาทำหน้าที่บริการ
แล้วบรรดาอาสาสมัครที่เข้ามานี่ ส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่ดี แต่บางส่วน ความที่มีเวลาชี้แจงงานการอบรมน้อย ก็เลยไม่รู้จักความพอดี ไม่รู้จักการยืดหยุ่น คือพระอาจารย์หรือว่าหัวหน้าทีมสร้างมายังไงก็เถรตรงหมด สิ่งเหล่านี้เป็นผลกระทบต่อญาติโยมที่มา บางคนที่มาวัดนานแล้ว มีความเข้าใจ ก็จะทำใจได้ แต่ก็มีผล มีผลทำให้เกิดความขุ่นใจ วันนั้นที่มาวัด แทนที่จะได้บุญเต็มที่กลับไป ก็เลยขุ่นใจเสีย บุญก็เลยได้ไม่เต็มที่
อาตมาเพิ่งได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากเจ้าภาพที่มาที่วัด แต่ความที่โยมคนนี้มาวัดนี้ เคยเป็นอาสาสมัครที่วัดมาก่อน ก็เลยมีความเข้าใจ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นประโยชน์ เพราะว่าเราจะได้แก้ไขไอ้ความบกพร่องที่เกิดขึ้น อาตมาจำได้ว่าการบรรยายธรรมครั้งสุดท้ายเกือบปีมาแล้ว อาตมาขอให้ทุกๆ คนนะทำหน้าที่เป็นเจ้าของวัด ทำหน้าที่เจ้าของวัด เห็นข้อบกพร่องในส่วนต่างๆ ขอให้เขียนจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรมา อาตมาจะได้รวบรวมหลักฐาน เพราะว่าถ้าแต่ละคนมาบอกอาตมานี่ อาตมาเชื่อว่าอาตมาคงจะจำไม่ได้หมด แต่ว่าถ้าเป็นจดหมายมา อาตมาจะมาแยกเป็นประเภท เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ รวบรวมแยกออกมา แล้วก็จะมาทบทวนหาทางแก้ไข แต่จนบัดนี้นี่จดหมายที่มาถึงอาตมาเพิ่งเป็นฉบับแรก
จริงๆ แล้วนี่ญาติโยมที่มาทุกคน อาตมาเชื่อว่าแทบทุกคนอาจจะพบ ได้พบสิ่งที่ทำให้ศรัทธาตกไป เช่นคำพูด การกระทำที่ไม่เหมาะสม หรืออาตมาจะถามเลยก็ได้นะ ทุกๆ ท่านที่อยู่ในที่นี้ ใครบ้างที่ไม่เคยพบคำพูดหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมเลย ขอให้ยกมือให้ดูหน่อยซิ ไม่มีใครยกมือเลย ไม่มีใครเลยสักคนในที่นี้ที่ยกมือ ก็แสดงว่าทุกคนอาจจะได้ยินคำพูดที่ทำให้ศรัทธาถดถอย หรือได้เห็นการกระทำที่ทำให้ศรัทธาถดถอยนะ อาตมาถามว่าใครบ้างที่ไม่เคยพบ ไม่เคยได้ยินเลยนะ ถ้าใครไม่เคยเจอภาพเหล่านี้ช่วยยกมือให้อาตมาได้เห็นอีกครั้งหนึ่ง อาตมาดูแล้วนี่ไม่มีใครเลยนะที่ไม่เคยพบภาพเหล่านี้
อาตมาเคยบอกว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าทิ้งไว้นานๆ มันเหมือนไฟนะ ถ้าเราพบเห็นไฟที่เกิดขึ้น มันจะแผดเผาศรัทธาของญาติโยม ก็เหมือนกับการแผดเผาของวัดเรา ขอให้ช่วยกันบอก อาตมาจะได้แก้ไข แต่ทุกคนก็นะ ฝึกธรรมะอยู่ข้อหนึ่งคือขันติบารมี สร้างขันติกัน ไม่ยอมบอกเลย จริงอยู่ทุกๆ คนอาจจะทนได้ มีขันติพอ เพราะว่าเข้าวัดมานาน
แต่เรามองกลับไปว่าคนใหม่ๆ ที่เข้ามา เข้ามาครั้งแรกถ้าได้ยินคำพูดลักษณะที่คุกคาม ดุ ข่มขู่นี่ ศรัทธาเขาหมด เขาจะไม่กล้ามาวัดนี้อีกนะ เขาจะไม่กล้ามา วันหลังชวนเขามาวัด เขาก็ไม่มา สิ่งที่อาตมาขอให้ทุกคนช่วยกันเพื่อจะได้ช่วยกันอุดช่องโหว่ของวัด หรือช่วยกันดับไฟ อาจจะเป็นกองเล็กกองน้อยก็ตามที่จะแผดเผาวัดเรา เพื่อวัดของเรานี่จะเป็นวัดที่ดี วัดที่เป็นวัดให้คนรุ่นหลังเรานี่ได้เข้ามาสร้างบารมีกันต่อไป
อย่างที่บอกโยมว่าตอนที่งานขยาย งานเราขยายมาก ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บางครั้งนี่เป็น ๑๐ เท่า จากอาคารปฏิบัติธรรมที่อาตมายกตัวอย่างว่าจุคนได้ประมาณ ๖ ถึง ๗๐๐ ขยายออกมานี่ จุคนประมาณหมื่นคนนี่ มันเกิน ๑๐ เท่าตัว เพราะพื้นที่สภาธรรมกายสากลหลังคาจากนี่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณหมื่นสี่พันตารางเมตร ตัดบางส่วนออกไปด้านหน้า ก็จุคนได้เป็นหมื่น เรือนหมื่น สภาธรรมกายสากลหลังปัจจุบันนี้ก็ขยายอีกเกิน ๑๐ เท่าของหลังเดิมนะ
เมื่อพื้นที่เราขยายขึ้นขนาดนี้ การที่เราอบรมบุคลากรขึ้นมารองรับงานนี่ไม่ทัน ไม่ทัน ยิ่งมีกระแสการต่อต้านวัดเรา ๒-๓ ปีที่ผ่านมานี่ คนใหม่นี่เข้ามาน้อย น้อย ก็ต้องอาศัยบรรดาญาติโยมที่เข้าวัดมานานนี่มีความเข้าใจ ที่เป็นกำลังให้หลวงพ่ออยู่ปัจจุบันนี้
เพราะงั้นถ้าเราคิดว่าจะช่วยหลวงพ่อ รักษาวัดให้เป็นวัดที่ดีนี่ เราต้องช่วยกัน ในส่วนที่เข้ามาเห็น สิ่งไหนก็ตามที่ดูแล้วทำให้ศรัทธาตกลง ขอให้ช่วยกันบอกนะ เพื่อว่าวัดของเราจะได้เป็นวัดที่ดีต่อไป ให้ลูกหลานเราได้ใช้เป็นสถานที่ฝึกตัวเองในการสร้างบารมีต่อไป
อาตมาได้พูดถึงพื้นที่และบุคลากร อีก ๒ เรื่องคืออาหารเป็นที่สบายนะ ทุกคนที่มาวัดนี่ มีความตั้งใจ มีศรัทธาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอาหารปัจจุบันนี้ก็ถึงแม้บางคนจะไม่คุ้นเคยแต่ก็ทำใจได้ ก็คงทำใจได้ บางคนสมัยก่อนอยู่บ้านนี่ อาหารนี่ภาชนะอย่างดี แก้วเจียระไน แต่เมื่อมาอยู่วัดนี่ต้องมาทานอาหารกล่องหรือเป็นอาหารใส่ถุงพลาสติก ก็ทำใจเพราะคิดว่าวันหนึ่งมาเอาบุญ เพราะงั้นเรื่องนี้อาตมาก็ไม่พูดมาก
สำหรับเรื่องธรรมะเป็นที่สบายนี่ก็ ทุกคนนี่มาวัดอย่างเหนียวแน่น ถึงปัจจุบันนี้ก็เพราะว่าธรรมะที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้อบรมพวกเรามา เพราะงั้นในประเด็นนี้อาตมาก็จะไม่พูดถึง เป้าหมายที่หลวงพ่อต้องการสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ ตอนนี้พระภิกษุของเราขยายตัวมาก พระภิกษุ ๖–๗๐๐ คน เอ่อ ๖–๗๐๐ รูป การอบรมพระภิกษุ หลวงพ่อท่านก็ทำดีอยู่แล้ว ท่านต้องการให้พระเราเป็นที่ตั้ง เป็นที่ตั้งของศรัทธาญาติโยม เป็นเนื้อนาบุญให้ญาติโยมได้มีโอกาสบุญ เพราะงั้นประเด็นนี้อาตมาก็จะไม่พูดถึง
อาตมาจะพูดถึงประเด็นที่ว่าการสร้างคนให้เป็นคนดี ที่เราทำกัน ถ้าเรามองย้อนกลับไป สมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนโน้น สมัยเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ ๓๒ ช่วงนั้นที่วัดเราเองมีปัญหากับชาวบ้าน เราเองถูกจับตาด้วยความไม่ไว้ใจ ทั้งที่ชาวบ้านชั้นต้นนี่ ถ้าเรามองกัน เราพิจารณากันแล้วนี่สิ่งที่ชาวบ้านทำในยุคต้นๆ ดูแล้วไม่ถูกต้อง แต่ว่าสื่อก็ไม่ได้ ข้าราชการก็ดี สื่อมวลชนก็ดี ไม่ได้ตีในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านั้นมันก็เลยสะสมมาถึงปัจจุบันนี้ ถ้าเรามองไปดู สังคมปัจจุบันนี้เขาแยกไม่ออก หรือบางครั้งนี่เขาแยกออกแต่ว่าไม่กล้าก็ไม่ทราบ การที่กลุ่มบุคคล ทำให้คนอื่นเดือดร้อนนี่ เช่นการปิดถนนก็ดี สร้างความเดือดร้อนให้คนเดินทาง แทนที่จะตำหนิบุคคลกลุ่มนั้น กลับลงข่าวคึกโครมโดยที่ไม่ได้ตำหนิ หรือเออ ชี้ให้หน่วยราชการเห็นว่าการกระทำเหล่านั้นไม่ถูกต้อง
หรือกลุ่มบาง บุคคลบางกลุ่ม ประท้วงเรียกร้องค่าตอบแทน จริงๆ แล้วนี่ค่าแรงต่างๆ นี่บริษัทที่จ้างเราก็จ่ายตามปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเงินปันผลที่เคยได้มาก ได้น้อยลง ก็ไม่พอใจแล้ว ประท้วงไม่ยอมทำงาน ถึงขนาดขั้นวางเพลิงเผาโรงงาน
ถ้าเรามองย้อนกลับไป การกระทำแบบนี้เป็นการกระทำของโจร เป็นการกระทำของโจร โจรนี่ไม่จำเป็นต้องถืออาวุธเข้าไปปล้น บางครั้งไม่ต้องใช้อาวุธ แค่ใช้ปากกาเขียนจดหมายข่มขู่ให้เขาส่ง ให้เขามอบทรัพย์ให้ หรือให้เขาทำ ให้เขาทำตามสิ่งที่ตัวเองเรียกร้อง แล้วก็ตัวเองบรรลุวัตถุประสงค์นั้น นี่ก็คือกิริยาของโจร
หรือบางครั้งนี่ไม่ได้ใช้อาวุธเลย อาตมาเคยเจอเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง เมื่อ ๑๐ ปี ประมาณ ๑๐ ปีได้ สมัยนั้นมอเตอร์ไซค์ จักรยานยนต์รับจ้างคือยังไม่มีกฎหมายให้จักรยานยนต์สวมหมวกกันน๊อต แต่ตอนนั้นเข้มงวด
(ม้วน 1/B)
การพกพาอาวุธ มีเขตปลอดอาวุธเกิดขึ้นแล้ว อาตมาจำไม่ได้ว่ากี่ปีมาแล้ว จักรยานยนต์รับจ้างคนหนึ่ง รับผู้โดยสารไป ผู้โดยสารนั้นก็ไม่มีอาวุธอะไร แต่เมื่อไปถึงเออ จุดที่เปลี่ยว ผู้โดยสารนี่แสดงตัวเป็นคนร้าย เอายาหม่อง ยาหม่องธรรมดานี่ป้ายไปที่ตาของคนขับจักรยาน เรานึกภาพดู เราเองนี่พอถูกยาที่เป็นยารักษาโรคนี่ รักษาอาการฟกช้ำนี่เข้าตา มันแสบหูแสบตา แล้วผู้โดยสารนี่ก็แสดงตัวเป็นคนร้ายชิงรถเอาไป ถามว่าเขาใช้อาวุธอะไร ไม่ได้ใช้อาวุธ อาวุธที่เขาใช้คือยา
หรือบางคนเราสังเกตดู ไม่ได้ต้องการทรัพย์สินไม่ต้องการทรัพย์สิน แต่ว่าให้ บังคับให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ดี หรือว่าผู้ที่ตัวเองเรียกร้องก็ดี ยินยอมทำตามเงื่อนไขที่ตัวเองเรียกร้อง เข้าไปยึดสถานที่ราชการ บังคับให้ราชการทำตามข้อเรียกร้องตัวเอง สิ่งเหล่านี้กิริยาเหล่านี้ จริงๆ ถ้าเรามองกันแล้วนี่ก็เป็นกิริยาของโจร อาตมาอยากพูดให้ชัดๆ เลยว่าเป็นการกระทำของโจร หรือใช้เงื่อนไข
วัดเราชั้นต้น อาตมาจำได้ว่ากลุ่มที่เรียกร้องเข้ามาก่อความไม่สงบในวัด ในชั้นต้นเลย ซึ่งออกรายการโทรทัศน์แล้วก็เราเองได้บันทึกภาพไว้ หัวหน้ากลุ่มบอกว่าจริงๆ ที่เข้ามา จะมาเผาวัด ข่มขู่เป็นเงื่อนไขให้ทางรัฐบาลจัดสรร หรือปฏิรูปที่ทำกินให้ ไม่เกี่ยวกับวัด แต่อาศัยวัดเป็นเครื่องต่อรอง สรุปแล้วในชั้นต้นเลยเอาวัดเป็นตัวประกัน ให้กลุ่มบุคคลนี่ตั้งเงื่อนไขกับรายการ
ต่อมาก็ ลุกลามหนักเข้า ขนาดมีการวางเพลิงเกิดขึ้นในวัด ตอนนั้นกุฏิพระเป็นกุฏิจาก ถูกไฟไหม้ไป ๒ หลัง หนักเข้าก็คือทุบทำลายพระพุทธรูปของเรา เดิมเรามีลานประกอบพิธีที่เราเรียกว่าลานธรรม มีพระพุทธรูปปูนปั้นอยู่ใน เป็นพระประธานที่กลางลานธรรม ก็มีกลุ่มบุคคลเข้ามากลางคืน เข้ามาทุบทำลายพระพุทธรูปเรา ก็พยายามเอาของแข็งทุบที่พระหัตถ์ ๒ ข้าง ของพระพุทธรูป ก็พยายามจะตัดที่คอนะ จะตัดที่คอ เราเองก็ได้มีการเก็บภาพเหล่านั้นไว้ ผลสุดท้ายพระพุทธรูปองค์นั้นเราจะต้องเปลี่ยน
การกระทำเหล่านี้กลับไม่ถูกตำหนิจากสื่อต่างๆ เพราะว่าเขาแยกไม่ออกว่าการกระทำนี่เป็นการกระทำที่ถูกหรือผิด เพราะงั้นก็เป็นเรื่องที่วัดเราเองจะต้องอบรมเยาวชนให้เข้าใจถึงธรรมะ ว่าสิ่งนี้ที่ทำนี่เป็นบาปเป็นอกุศล การที่จะทำความดี หาความดีใส่ตัว จะเป็นบุญนี่จะทำอย่างไร เป็นการรักษาศีล เพราะถ้าเรามองดูปัจจุบันนี้ ปัญหาในสังคมนี่ ปัญหาตั้งแต่ยาเสพติด การพนันก็ดี มีทุกหย่อมหญ้า ทุกหัวระแหง
เพราะฉะนั้นพวกเราเองนี่ คงจะต้องช่วยกันสืบสานปณิธานของหลวงพ่อ ต้องการสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ แล้วก็สร้างคนให้เป็นคนดี เรามองดูชาติที่เจริญ เราไม่ต้องไปสัมผัสคนในชาติเขาหรอก ชาติที่เจริญส่วนมากแล้วนี่จะต้องมีคนดีอยู่ในชาตินั้นมาก เขาถึงสร้างความเจริญให้ชาติของเขาได้
อาตมาจำได้ว่าสมัยอาตมายังอายุไม่มาก ญี่ปุ่นตอนนั้นแพ้สงคราม ทุกคนในชาติเขานี่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากเพื่อท้อง ยกฐานะสร้างประเทศขึ้นมา ตอนนั้นค่าแรงคนญี่ปุ่นถูกกว่าเราเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าแรงผู้หญิงนี่ถูกมาก แต่ความที่คนในชาติเขาส่วนใหญ่แล้วเป็นคนดี เขาถึงชาติเขาได้ ทำให้พัฒนาชาติเขาได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา
เกาหลีใต้เหมือนกัน แต่เดิมนี่เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น คนในชาตินะ ซึ่งต่างลัทธิกัน เข่นฆ่ากัน ทำให้บ้านเมืองเสียหาย แต่ปัจจุบันนี่ความที่เขาเองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เรามองดูนี่ ย้อนหลังไปไม่กี่ปีนี่ ที่เขามีปัญหากระทบด้านเศรษฐกิจเหมือนอย่างที่เราเจอ ปัจจุบันเขาคลี่คลายแล้ว เกาหลี
ก็เป็นเรื่องที่พวกเรา ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายก็ต้องช่วยกันสืบสานปณิธานของหลวงพ่อให้สำเร็จ ช่วยกันรักษาวัดของเรา สิ่งใดก็ตามที่ดูแล้วนี่ จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้วัดเราเสื่อม ช่วยกัน ป้องกัน แล้วก็ช่วยกันเผยแพร่ธรรมะในส่วนที่เราสามารถช่วยได้ออกไปสู่เยาวชนของชาติ เพื่อว่าเขาจะได้เป็นคนดีต่อไปในอนาคต ชาติเราจะได้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมชาติที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย
วันนี้ก็ใช้เวลาไปพอสมควร ก็จะฝากโยมไว้ ๒ เรื่องอย่างที่กล่าวมาแล้วนะ ขอจบการบรรยายธรรมแต่เพียงแค่นี้
ด้วยอำนาจกุศลที่ท่านทั้งหลายได้ทำไว้ดีแล้วในวันนี้ จงส่งผลให้ท่านทั้งหลายเป็นผู้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิธาน ธนสาร บริวารสมบัติ ปรารถนาสิ่งใดอันเป็นไปในทางที่ชอบ ขอความปรารถนานั้นจงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ขอให้มีสมบัติทั้งสาม คือรูปสมบัติ รูปสมบัติก็ขอให้ ถ้าเป็นท่านชายก็ขอให้ได้ลักษณะมหาบุรุษ ถ้าเป็นท่านหญิงก็ขอให้ได้ลักษณะของเบญจกัลยาณี คุณสมบัติก็ขอให้เป็นผู้ที่มีธรรมะสว่างไสว มีธรรมกายภายในที่สว่างโพลงทุกท่าน ทรัพย์สมบัติก็ขอให้มีสมบัติจักรพรรดิ ได้ใช้สร้างบารมีไม่รู้จักหมดจักสิ้น และขอให้ทุกท่านได้มีโอกาสสร้างบุญบารมีติดตามหลวงพ่อกับคุณยายไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรมเทอญ (สาธุ) จบ......
หน้า PAGE 10
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กันยายน\44-09-16 EW-TST.doc