ผู้สานสายสัมพันธ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล
(ม้วน 1/A)
พระมหาวีรวัฒน์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันหาประมาณมิได้ กราบขอโอกาสพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณรและเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่าน (สาธุ)
วันนี้เป็นวันมหามงคลอีกวันหนึ่งของพวกเราทุกๆ คนที่ได้มีโอกาสมาเอาบุญใหญ่ด้วยการเป็นเจ้าภาพงานสวดพระอภิธรรมของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นวันมหาปีติของตัวหลวงพี่เอง ที่บอกว่าเป็นวันมหาปีติก็เพราะว่าตัวหลวงพี่เองนั้นน่ะ รอวันนี้มานานแล้ว นานขนาดไหน ตั้งแต่สภาธรรมกายสากลหลังนี้นี่ยังไม่เกิดเลย ๒ ฝั่งนี่เป็นป่ากัลปพฤกษ์ จะมีลานกว้าง แล้วก็ปูด้วยหญ้าที่เขาเรียกกันว่าลานธรรมอยู่ตรงกลาง จนกระทั่งศาลาหลังนี้เกิดมานี่ หลวงพี่เองก็ยังไม่มีโอกาสได้รับเกียรตินี่ ได้ขึ้นมานั่งแสดงธรรมอย่างนี้ วันนี้เป็นวันแรก แล้วในการขึ้นเทศน์ครั้งแรกของหลวงพี่เองนี่ ก็เป็นการเทศน์เพื่อเป็นปฏิการคุณแก่คุณยาย ซึ่งเป็นที่รักยิ่งของหลวงพี่ด้วย
เพราะฉะนั้นนี่ต้องบอกว่ามหาปีติจริงๆ ฝึกฝนอบรมตัวเองมานี่ตั้งแต่เป็นสามเณรน้อย อายุ ๑๓ จนบัดนี้นี่นะ อายุ ๓๐ ต้องบอกว่าตั้งแต่หนุ่มจนแก่เลยทีเดียว กว่าจะมีโอกาสขึ้นมานั่งแสดงธรรมในวันนี้ ได้มีโอกาสเจอคุณยาย ได้มีโอกาสรับอุปการะคุณนี่จากคุณยายนี่หลายประการทีเดียว ต้องบอกว่าเนื้อเลือดและจิตวิญญาณของตัวหลวงพี่เองนี่ได้รับการปลูกฝังมาจากคุณยาย หรือจากมือของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วก็พระอาจารย์ซึ่งทุกรูปก็เป็นผลงานหรือเป็นลูกศิษย์ลูกหาของคุณยาย เพราะฉะนั้นทั้งหมดของตัวหลวงพี่เองที่มีอยู่ ณ วันนี้ต้องบอกว่าเพราะน้ำมือของคุณยายเอง
จากเดิมสมัยก่อนนี่ เป็นเด็กที่แบบวัยรุ่น มีกำลังเหลือเฟือ ช่วงแรกๆ ที่มาอยู่วัดพระธรรมกาย จะมีสามเณรอยู่ด้วยกันประมาณสักร้อยรูป ถ้า ปีพ.ศ. ๒๕๓๐ หลวงพี่มีโอกาสได้มาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย สมัยนั้นนี่กุฏิจากอยู่แถวสถานพยาบาลทุกวันนี้ แล้วก็เลยมาทางหมู่บ้านพักอาสาสมัคร แถบนั้นน่ะจะเป็นบริเวณพักของพระภิกษุแล้วก็สามเณร ปี ๓๑ ๓๒ นี่ ก็เริ่มสร้างกุฏิที่สามเณรอยู่ปัจจุบัน ก็คือบริเวณเต็นท์แก้วดวงธรรม เป็นธุดงค์พระทุกวันนี้
ในตอนเช้าๆ นี่ ทุกๆ เช้า จากหมู่กุฏิสามเณรที่ธุดงค์พระนี่ สามเณรจะต้องปั่นซาเล้ง เป็นกองทัพซาเล้งประมาณ ๑๐ คัน เรียบคลองแอน แล้วก็เข้าไปในวัด เข้าประตู ๓ นี่ไปกวาดวัด กวาดถนนคอนกรีตนี่ทุกวันเลย สมัยนั้นนี่ปั่นแข่งกัน ใครถึงก่อนเป็นแชมป์ แล้วก็แข่งกันทุกวัน ถ้าปั่นไม่ถึงนี่ก็จะมีมือรอง ซาเล้ง ๑ คันนี่เรานั่งกันได้ ๑๐ ถึง ๑๒ รูป ซึ่งทุกวันนี้หลวงพี่ก็ไม่เห็นใครเขาปั่นกันอย่างนั้น แต่ตอนนั้นไม่รู้แรงมาจากไหน
แต่เวลา เส้นทางนะฮะ เลียบคลองแอน แต่ทุกวันนี้จะมีกำแพงกั้น ตรงบริเวณอาศรมอุบาสิกานี่จะเป็นป่ากัลปพฤกษ์ จะกั้นระหว่างธุดงค์เก่ากับธุดงค์ใหม่ ตอนย้ายมาอยู่ธุดงค์ที่อยู่ปัจจุบันธุดงค์พระทุกวันนี้ เราเรียกกันว่าธุดงค์ใหม่ ตอนปั่นซาเล้งไป ก็จะปั่นเรียบ ปั่นได้เฉพาะขึ้นบนเส้นถนนเรียบคลองแอน เส้นทางเส้นนั้นนี่พอขึ้นถนนได้นี่ จะเป็นช่วงที่ปั่นชนิดที่ว่าขย่มเลยทีเดียว
แล้วทำไมเราต้องรีบ ต้องแข่ง เพราะว่าเรามีเวลาแค่ชั่วโมงเดียว ชั่วโมงเดียวนี่ เราแบ่งกันหน้าวัด หลังวัด มีอยู่ ๒ สองกลุ่ม แล้วกวาดนี่ จะต้องกวาดจากประตู ๓ อ้อมไปถึงอาคารภาวนาของหลวงพ่อ ปั่นไป เราจะแบ่งกำลังกัน ๒ ฝั่งแล้วก็ไปจรดกัน แล้วก็จะเข้ามาข้ามเกาะ มันจะมีเกาะที่กุฏิของพระอาจารย์ฐิตสุทโธ กวาดมาเกาะก็มาเจอกันตรงกลาง ตรงสังฆภัณฑ์สีเขียว ก็เป็นอันว่าเสร็จกวาดวัด จะเร่งเวลา เพราะว่าสัก ๔๕ นี่เราจะต้องรีบห่มผ้า เพื่อไปฉันอาหารที่สภาจาก
คุณยายนะ ทุกๆ เช้าท่านจะ สัก ๖ โมงเช้า ๖ โมงนิดๆ ท่านจะออกจากกุฏิแล้วก็เดิน บางวันเดินมาหาสามเณร บางวันท่านก็จะเดิน เออ จะนั่งสามล้อ มีพี่อารีพันธ์บ้าง มีตอนนั้นอุบาสกประดิษฐ์บ้าง อุบาสกอุดมบ้าง สมัยนั้นฮะ ทุกวันนี้ท่านเป็นหลวงพี่กันหมดแล้ว จะปั่นสามล้อ ยายจะตรวจวัดเป็นประจำ
สมัยก่อนนี่ หลวงพี่เห็นยายนี่ ไม่กล้าเข้าหา กลัวยายทั้ง คือรัก อยากจะเข้าใกล้แต่ก็เกรง เพราะว่าธรรมดาปุถุชนนี่คิดดีบ้าง คิดไม่ดีบ้าง อยู่ใกล้ยาย กลัว กลัวจะคิดไม่ดีกับยายแล้วกลัวจะเป็นบาปมหันต์ติดตัวไป แล้วเราคิดอะไรที่สำคัญนี่ เราคิดอะไรยายรู้หมดนะ กลัวมากๆ แต่ว่าจะอาศัยจังหวะที่เวลายายหยุดรถ หยุดสามล้อ หรือยายเดินมาหากลุ่มสามเณรนี่ ถ้ารวมกันเยอะๆ เราก็จะไปแอบอยู่ข้างหลัง ชอบฟังเวลายายพูด ยายจะสอนดีทีเดียว
อย่างเช่นกวาดวัดนี่ ตอนแรกๆ นี่เราก็กวาดเอาเสร็จ องค์หนึ่งอยู่ตรงกลาง กวาดปราด ๒ ข้าง อีก ๒ องค์นี่กวาดลงถนน ๒ ฝั่ง แป๊ปเดียวเสร็จ วันหลังยายเดินมาเจอ ท่าน ท่าน ท่านจะพูดอย่างนี้ ท่านให้เกียรติมาก ไม่ว่าจะเป็นพระเป็นเณร ท่านจะใช้คำว่าท่าน ท่าน กวาดอย่างนั้นมันก็ไม่เสร็จ กวาดนี่มันต้องเก็บด้วย แล้วยายก็ทำให้ดู ทำอย่างไร ยายแนะ ยายสอน บางวันนี่มาเจอ ท่าน ท่าน สามเณรนี่ดื้อไหม ดื้อนี่เฆี่ยนเลยนะ เฆี่ยนก้นเลย ต้องสอนกัน ยายจะบอก จะแนะนำตลอด
ในขณะเดียวกันบางทีที่กลัวมากๆ ก็คือใครมาทำไม่ดีในวัด ยาย ยายจะขู่ไว้ก่อน หรือเปล่าไม่รู้นะ บอกว่ายายจะสาปให้เป็นชะนี กลัวมาก เพราะฉะนั้นอยู่วัดนี่ไม่กล้ากระดิก ไม่กล้ากระดิกเลยทีเดียว นานมาก เร็วๆ นี้แหละได้ยินใครก็ไม่รู้บอกว่า ยายบอกว่ายายขู่ไปอย่างนั้นแหละ จริงๆ แล้วยายเมตตา ยายจะไม่สาปใครหรอก แต่บอกไว้ก่อน เพราะว่าจะได้ไม่กล้าทำความไม่ดี ทำอะไรที่มันไม่เหมาะไม่สม ไม่เหมาะไม่ควรในวัดพระธรรมกาย
แล้วที่ได้ยินบ่อยจนฝังใจนี่ ยายนี่จะมีความสุขตอนที่ทั้งพระทั้งเณรจะถามว่า ตอนยายไปช่วยพ่อนี่ยายทำยังไง ตอนยายปัดลูกระเบิดนี่ ยายจะทำยังไง คุณยายจะเล่าด้วยความปีติ ด้วยความอาจหาญ แล้วสิ่งนี้นี่จะฝังใจกับตัวของหลวงพี่เองที่เจอทุกครั้งตลอดมาว่าทำให้จากเดิมนี่นะ ก่อนมาอยู่วัดพระธรรมกายนี่ บอกก็ได้ความลับส่วนตัว ไม่เชื่อมั่นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริงไหม ไม่รู้หรอก ก็พระพุทธรูป บวชก็คือบวช ไม่รู้ แต่พอมาอยู่วัดพระธรรมกาย เชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้ามีจริงนะ เราสืบทอดการบวชอุปสมบทนี่ บรรพชานี่มาจากสมัยพุทธกาล เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง ตั้งใจที่จะสร้างบารมี แต่ก่อนไม่รู้จักเลย แต่เพราะที่นี่บ่ม ยายพูดบ่อยๆ มันเป็นการบ่มอบรมตัวของพระภิกษุสามเณรเอง ให้รักบุญ กลัวบาป แล้วก็มีอุดมการณ์ ซึ่งตรงนี้นี่ต้องบอกว่าได้จากยาย คุณยายนี่ท่านมีคุณธรรมของครูจริงๆ เลย
เพราะฉะนั้นหลวงพี่มีความรู้สึกว่าอะไรก็ตามนี่ ถ้าได้ทำ ตอบแทนคุณยายนี่มันจะนึกด้วยความปีติ อย่างเช่นปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ นี่ ปีแรกที่คุณยายท่านเป็นประธานกฐิน ท่านบอกบุญกฐินด้วยความเบิกบานใจ เป็นยุคเทกระเป๋า ยุคสมัยนั้นนี่ทีมฟ้าของ เออ ทีมเต็มคลังนี่นะ แก้วเต็มคลังของพระอาจารย์สุวิชาโภ นี่ จะดัง จะ hot ที่สุดเลยตอนนั้นนี่ และทุกวันนี้นี่ทีมฟ้าหลายๆ คนก็มาเป็นกำลังสำคัญให้กับวัดเรา จนถึงทุกวันนี้
หลวงพี่เป็นสามเณร เห็นเขาเทกระเป๋า เราก็อยากเทกระเป๋าเหมือนกัน มีเท่าไหร่ทุ่มหมด แต่ก็เท่าที่มีสมัยนั้น ในใจนี่นึกอยากจะทำอะไรที่มันแสดงออกถึงความอยากจะได้บุญ ร่วมบุญกับยาย เป็นความโชคดีสมัยนั้น สามเณรสมัยนั้นมีพระพี่เลี้ยงที่ชื่อว่าหลวงพี่มหาสุรพล เราจะรู้จักกันในนามหลวงพี่ชินนะฮะ ที่เป็นอุปัฏฐากพระเดชพระคุณหลวงพ่อทุกวันนี้นะฮะ หลวงพี่ชินนี่ท่านจบเกษตรแม่โจ้ เพราะฉะนั้นท่านจะเก่งในเรื่องของปลูกต้นไม้ เพาะกล้าไม้ ท่านจะสอน สมัยนั้นท่านจะปลูกผัก ผักบุ้ง ขุดแปลงผักก็ จากหลวงพี่ชิน
และในปีนั้นเองนี่ เป็นงานแรก เป็นงานใหญ่ครั้งแรกที่วัดเรานี่ปลูกดอกไม้สวย บานในวันงาน เราเองนี่ทั้งขุดดินทั้งขนดินฮะ สามเณรทั้งหมดนี่เกณฑ์กันไปตอนเย็น รับสภาหลังจาก แรกๆ นี่ยังไม่มีต้นไม้ จะมีราวไม้ไผ่ ถ้าใครมาทันสมัยนั้นจะเห็น เฉพาะราวไม้ไผ่เอาไว้ทอดผ้าป่า แล้วก็แดดเปรี้ยงๆ หลวงพี่ชินก็ไอเดีย ไปขุดยกร่อง ยกแปลงต้นไม้แล้วก็กล้าต้นดาวกระจาย แล้วก็เอาไปปลูก คำนวณให้บานในวันงานพอดี รอบเต็นท์ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ก็ต่อจาก ทุกวันนี้เป็นโรงเรียนปริยัติสามัญ รอบนั้นนี่ขุดด้วยมือ ใช้จอบ เสียมด้วยแรง ขุดกันทุกวัน ปลูกนี่ก็ต้องรดน้ำเช้า รดน้ำเย็น แล้วก็ตลอดแนวของคลองแอน ฝั่งที่ติดกับน้ำนี่ จากเดิมนี่เป็นโพรงของหญ้าคา เราก็ไปขุดเป็นหลุม เอาปุ๋ยไปใส่ เอาต้น เอากล้าของทานตะวัน ของดาวกระจายนี่ไปปลูก
เพราะว่าเส้นทางนั้นนี่ ในวันนั้นนี่หลวงพี่บุญเธียรท่านจะปลูกกระสอบตลอดแนว จากธุดงค์พระไปถึงสภาธรรมกาย ไปถึงตรงนั้นข้ามสะพาน เป็นซุ้ม เราเกิดมาสร้างบารมี ธรรมกายคือเป้าหมายชีวิต มันจะมีอยู่ ๒ ซุ้ม ๒ สะพาน ปูนี่ พระแถวนี่ เดินแถวมานี่จะสวยงาม ในวันงานหลวงพี่ยังแอบได้ยิน โยมนี่เขาบอกโอ้โฮ พระเณรเยอะมากเลย สงสัยเป็นหมื่น สมัยนั้นพระวัดเรามีสัก ๓–๔๐๐ มั้ง ไม่แน่ใจว่าถึงไหม แต่ภาพที่พระเณรเดินแถว ภาพที่สาธุชนนี่ปลื้มใจในวันงานที่เห็นดอกไม้บานในวันงานนี่ เป็นความสุข แล้วนึกถึงบุญนี้นี่ หลวงพี่ปีติทุกครั้งแล้วก็ไม่เคยลืมเลย
เพราะฉะนั้น นี่เพิ่งเกริ่นความนะนี่ จึงดีใจ ปีติใจที่ได้มา มีโอกาสได้มาเทศน์ในวันนี้ เพราะคุณยายนี่ท่านมีคุณธรรมของครูจริงๆ ขนาดท่านเองนี่นะฮะ นอนทอดร่างอยู่ตรงนี้นี่ ท่าน บารมีของท่านนี่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา มีหลายๆ คนคิดที่จะรวมสงฆ์ สร้างพุทธมณฑลขึ้นมา มีเนื้อที่ ๒,๕๐๐ ไร่ คิดจะรวมสงฆ์ เป็นที่ประชุมของสงฆ์ บัดนี้ก็ประชุมได้แค่เรือนหมื่น มีคนเคยสร้างวัด แล้วก็เอาพระไปอยู่ ตั้งใจจะรวมสงฆ์ บัดนี้ก็ยังไม่สำเร็จ
แต่คุณยายของเรานี่นะ ท่านใช้ร่าง สังขารอันเป็นมงคล อยู่ที่แห่งเดียว ท่านรวมสงฆ์ได้ทั้งประเทศ ท่านรวมได้อย่างไร หลวงพี่จะขอย้อน ในส่วนนี้นี่ หลวงพี่จะพอทราบข้อมูล เพราะว่าได้มีโอกาสรับบุญตรงนี้ทุกวันอาทิตย์ ตอนสวด ก่อนสวดพระอภิธรรม ตอนพวกเราเดินทางช้างนี่ จะเจอหน้าทีมงานที่เดิมๆ ยืนรอรับพระ ส่งพระที่มาเจริญ เออ ที่มาสวดอภิธรรม จะหน้าเดิมๆ วันอาทิตย์นี่เรานิมนต์พระ พอคุณยายนี่ท่านละสังขารแรกๆ ทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ ๒๐๐ รูป จากเดิมนี่ ใครมาวัดพระธรรมกาย รับอาราธนามาวัดพระธรรมกายนี่ เป็นพวกของวัดพระธรรมกาย ถูกกล่าวหา บางคน บางรูปบางองค์นี่อยากจะมา แต่ก็ไม่กล้ามา หรือหลายๆ รูป ทั้งๆ ที่ไม่เชื่อข่าวเลย ไม่เชื่อสื่อ แต่ท่านจะมานี่ ต้องเสียค่ารถค่าราค่าใช้จ่ายเยอะ ในขณะเดียวกัน มาแล้วนี่ ถ้าไม่ได้รับเชิญ ท่านมานี่ ถ้าเราไม่ต้อนรับ ท่านจะเสียเกียรติและเสียหน้า ท่านก็ไม่กล้ามา
แต่พอมีการสวดพระอภิธรรมงานคุณยายนี่ อาทิตย์ละ ๒๐๐ รูป แล้วก็เวียนกันเลย เจ้าคณะตำบล อำเภอ เรานิมนต์เจ้าคณะผู้ปกครองมา เพียง ๒-๓ เดือนนี่นะ ภาพของวัดพระธรรมกายในสายตาของคณะสงฆ์นี่เปลี่ยนไป ท่านมาดูมาเห็นนี่ แต่ละองค์นี่ทึ่ง แล้วก็กลับไปพูดกัน ปากต่อปาก บางองค์นี่นะฮะ พอกลับไปปั๊ปนี่ โทรมาเล่าให้ฟังนี่ ท่านมีพวกที่ไม่เห็นด้วย ท่านใช้คำว่าเป็นมิจฉาทิฐิด้วยซ้ำไปนี่ กลับมานี่พรรณนาชมวัดพระธรรมกายใหญ่เลย บางองค์นี่ท่านบอกว่ามาชม มาดูวัดเรา ได้มีโอกาสนี่ ทำไมสิ่งที่ได้ฟังกับสิ่งที่มาดูนี่มันเป็นคนละเรื่อง ผมไม่เชื่อข่าวแล้ว ผมจะกลับไปกระจายข่าวนี้ให้กับ เรียกว่าผู้ที่อยู่ใต้ปกครองของท่านนี่ทราบ
มาดูสถานที่ของเรา สภาธรรมกายนี่ แต่ละรูปนี่บอกใหญ่โตมโหฬาร แค่คิดจะทำนี่ ท่านบอกก็ไม่กล้าคิด บางองค์นี่บอกว่าเอาวัดผมนี่ใส่ไว้สภาหลังนี้ได้สัก ๒๐ วัด ท่านบอก เพราะว่าวัดท่านก็ ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ ๒๐ ไร่ ของเรานี่เป็นร้อยไร่ เพราะฉะนั้นใส่ของท่านได้เยอะ ท่านบอก นี่คือเป็น ท่านบอกว่าผู้ที่คิดนี่เป็นอัจฉริยะทีเดียว
บางองค์มาดูนี่ เห็นเออ สิ่งของข้าวของที่เราทำนี่ เห็นเทียนชนวนบ้าง เห็นโคมที่เราจุดของหอมนี่ ท่านอยากได้ เอาไปจุดที่วัดท่าน บางองค์ขอเลย บางทีก็บอกนี่ แค่ผมคิดจะลอกเลียนแบบนะ ผมไม่คิดทำใหม่เลยนะ จะลอกแบบวัดพระธรรมกายนี่ ก๊อปปี้แต่ละอย่างไปนี่ ผมว่าทั้งชาตินี้ผมก็ทำไม่หมด ท่านชื่นชมเราถึงขนาดนั้น
บางองค์นี่เวลามาในงานบุญใหญ่บอก ที่ตอน อย่างเช่นตอนงาน ๒๒ เมษานี่ หลวงพี่ชัยยันต์ท่านให้สัญญาณฆ้อง โหม่ง สาธุชนก็หันซ้ายไปหาพระ ถวายใบปวารณา ถวายจีวรอย่างนี้ ท่านบอกอัศจรรย์ ไม่มีใครในโลกทำได้ เคาะระฆัง โหม่งเดียวนี่ สั่งหันซ้ายหันขวาของคนเรือนแสน ไม่มีใครทำได้ แต่ที่นี่ทำได้ ด้วยลูกหลานของคุณยาย ด้วยระบบที่คุณยายนี่ท่านได้วางเอาไว้ดีแล้ว
แล้วหลังจากนั้นนี่ คณะสงฆ์ทั่วประเทศนี่ จากเดิมนี่เราตอนไปนิมนต์งานคุณยายแรกๆ นี่ ต้องไปกราบกราน ต้องไปถึงที่ เอาใบฎีกาไปนิมนต์ บางทีนี่อ้อนแล้วอ้อนอีก ต่อมานี่ แค่ยกโทรศัพท์หลวงพ่อครับ วันอาทิตย์นี้นิมนต์สวดอภิธรรมครับ อึ่ม เดี๋ยวผมส่งฎีกานี่ ส่งไปไปรษณีย์ครับ เรียกว่าคุ้น ต่อมานี่ เราวิวัฒนาการถึงขนาด หลวงพ่อครับ เออ อาทิตย์หน้าจะนิมนต์จังหวัดหลวงพ่อ นิมนต์สวดอภิธรรมสัก ๓๐ รูปครับ ได้ เดี๋ยวผมจัดรายชื่อไปให้ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ท่านให้ความไว้วางใจและเมตตาเรามากขึ้นเรื่อยๆ จากจุดเริ่มต้นที่งานคุณยาย
เพราะฉะนั้นนี่ งานคุณยาย คุณยายจึงบอกว่าท่านนี่รวมสงฆ์ จากฉลองเจดีย์นิมนต์พระผู้ใหญ่ประมาณสัก ๒๐๐ รูป คละๆ กัน ต่อมานี่นิมนต์เจ้าคณะอำเภอ ๒๒ เมษาที่แล้ว สอบพระแท้นี่ เจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศ ท่านกล้าที่จะมา เพราะว่าท่านเชื่อใจ เข้าใจ เมตตาเรา จากจุดเริ่มต้นที่งานยาย เจ้าคณะอำเภอมาหมดเลย
งานที่แล้วฉลองประโยค ๙ วันสมาธิโลก จากเจ้าคณะอำเภอ ๗๐๐ ทั่วประเทศ ก้าวกระโดดเป็น ๑๐ เท่า เป็นเจ้าคณะตำบลทั่วประเทศงานที่แล้วครับ ๕ สิงหาคม ต่อไปสลายร่างคุณยาย หลวงพ่อท่านได้แจ้งพวกเราไปแล้ว ๓ กุมภาใช่ไหมฮะ วันนั้นหลวงพ่อท่านมีนโยบายให้นิมนต์เจ้าอาวาสทั่วประเทศ ๓๐,๐๐๐ รูปครับ วันนั้นนะฮะ จะเป็นวันรวมสงฆ์จริงๆ ไม่เคยมีใครทำ หรือคิดจะทำก็ทำไม่ได้ คนไม่พอ สถานที่ไม่เอื้ออำนวย แต่สำหรับคุณยายแล้วนี่ เป็นบุญของท่าน จะรวมได้ในวันนั้น เป็นบุญของคุณยายจริงๆ
ที่ท่านรวมได้ขนาดนี้ก็ต้องบอกว่าคุณยายท่านมีคุณธรรมของครู ซึ่งหลวงพี่มหาพรชัยท่านได้เคย ได้นำมากล่าวขึ้นมาเทศน์แล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ท่านผูกเป็นคาถาว่า
ปิโย ครุ ภาวนีโย วตฺตา วจนกฺคโม คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา โน จฏฺฐาเน นิโยชเย
นี่คือคุณธรรมของครู ถ้าจะแปล ก็ต้องบอกว่าเป็นผู้ที่น่ารัก น่าเคารพ น่ายกย่อง ท่านแนะนำพร่ำสอน ทั้งแนะทั้งนำ แล้วก็อดทนต่อคำพูดของคนรอบข้าง ในขณะเดียวกันนี่เวลาลูกศิษย์มีปัญหา แล้วเกิดความคลางแคลงใจสงสัย โดยเฉพาะเรื่องลึกๆ เรื่องที่คนอื่นตอบไม่ได้ ท่านสามารถตอบได้แจ่มแจ้ง เช่นเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องการไปเกิดมาเกิด ซึ่งคนอยากรู้แล้วก็สงสัย พอถามคุณยาย แจ่มแจ้งหมด เพราะท่านรู้แจ้งโลก
ในขณะเดียวกันสิ่งที่ท่านชักนำ ไม่มีชักนำ ชักชวนที่ให้คนประกอบที่เป็นอกุศลให้ตกต่ำ ท่านชวนเราเข้าพระนิพพาน ชวนเราสร้างบุญกุศล เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม คุณธรรมเหล่านี้เองนี่ที่ทำให้คุณยายท่านสูงส่ง ทำให้บุญท่านนี่มีมากพอที่จะรวมใจพวกเราทุกคน รวมใจสงฆ์ทั้งประเทศ นี่คือคุณยายของพวกเราทุกคน
ในขณะเดียวกัน ถ้าจะว่าไปแล้วนี่ ความสำเร็จของวัดพระธรรมกายที่มาได้ถึงทุกวันนี้ ทำไมพระถึงประทับใจ เพราะว่าท่านเห็นลูกศิษย์ยายนั่งเป็นระเบียบเรียบร้อย เห็นแล้วทึ่ง ทำอะไรทำพร้อมเพรียง บอกอะไรนี่ ทำตามหมด ซึ่งความระเบียบเรียบร้อย สิ่งเหล่านี้นี่จะหาดูที่ไหนไม่ได้เลย แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องบอกว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากลูกหลานยายทุกคน บุญอะไรที่หลวงพ่อบอก งานอะไรที่ ที่จะให้พวกเรานี่ได้รับบุญ ได้ช่วยกัน พวกเราทำเต็มที่เต็มกำลัง ความสำเร็จของวัดพระธรรมกายจึงมีได้อย่างที่พวกเราเห็น
เพราะฉะนั้นนี่หลวงพี่เองก็ต้องขออนุโมทนาบุญกับพวกเราทุกๆ คนเลยนะ ในขณะเดียวกันนี่นะ ในช่วงต่อไปนี้นี่คุณยายท่านมีบุญใหญ่อยู่ ๒-๓ บุญใช่ไหม ท่านจะเป็นประธานกฐินทอด เป็นประธานกฐินที่สร้างมหาวิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ บูชาครูของท่าน ท่านจะเป็นะประธานผ้าป่าสร้างอนุสรณ์สถานของคุณยาย เออ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วในวันสลายร่างยาย สลายร่างของท่านเอง ในวันนั้นพระ ๓๐,๐๐๐ รูป สาธุชนนะล้นสภา บุญอันใดนี่ หลวงพี่เชื่อมั่นว่าพวกเราทุกคนนี่ไม่ตกหล่นสักบุญ เชื่อมั่นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นนี่เราทำอันไหนได้ เต็มแรงเต็มกำลังเราขนาดไหน ก็ขอให้ทำให้เต็มที่ แล้วก็ต้องขออนุโมทนาบุญล่วงหน้ากับพวกเราทุกคน
ที่หลวงพี่ได้แสดงธรรมมาตั้งแต่ต้นจนสมมติว่าอวสาน ก็ขอจบการแสดงธรรมโดยสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ (สาธุ)
ด้วยอานุภาพของพระรัตนตรัย บารมีธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ บารมีธรรมของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง บารมีธรรมที่พวกเราทุกคนได้บำเพ็ญไว้ดีแล้ว ขอบารมีธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จงมาประมวลรวมกันเข้าให้เป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัย ส่งผลดลบันดาลอภิบาลคุ้มครองปกป้องรักษาให้พวกเราทุกๆ คนพร้อมทั้งญาติสนิทมิตรสหาย ให้สมบูรณ์ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ จะประกอบธุรกิจการงานใด ก็ให้ประสบความสำเร็จเกินควรเกินคาด ให้ได้เป็นมหาเศรษฐี ผู้ใจบุญ มีสมบัติอัศจรรย์ทันใช้เกิดในปัจจุบันชาตินี้ ให้ความปรารถนาที่ตั้งไว้ดีแล้ว ปรารถนาไว้ดีแล้ว จงพลันสำเร็จทุกประการ ให้มีธรรมะที่สว่างไสว ติดตามหลวงพ่อ คุณยาย สร้างบารมีไปจนถึงที่สุดแห่งธรรมจงทุกท่านเทอญ (สาธุ)
*******************จบ******************
หน้า PAGE 9
440913FW-AAT