เรานับถือพระพุทธศาสนาตรงไหน
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบคารวะพระเถรานุเถระทุกรูป เจริญพรสามเณร และท่านสาธุชนผู้รักบุญทุกท่าน
วันที่คุณยายจากไปก็เกือบจะครบปีอยู่แล้วนะ คุณยายจากไปเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน เมื่อปีที่แล้ว วันนี้วันที่ ๕ อีก ๕ วันก็จะครบรอบวันที่คุณยายจากพวกเราไป นึกแล้วก็ปีตินะ เพราะเห็นว่าทุกท่านมา เอาบุญกับคุณยายไม่ได้ขาดเลยสักวันหนึ่ง ทั้งพวกเราที่มาฟังสวดอภิธรรม แล้วก็พระภิกษุสามเณรที่ร่วมฟังสวดด้วย แล้วก็ที่มาสวดพระอภิธรรมด้วย รวมทั้งที่มาแสดงพระธรรมเทศนา เกือบไม่ได้ขาดเลยสักวันหนึ่งนะ ก็เป็นที่น่าปีติถึงความรัก ความเคารพที่พวกเราทั้งหลายมีต่อคุณยาย
วันนี้ก็จะมาแสดงพระธรรมเทศนา ซึ่งคราวที่แล้ว เมื่อปีที่แล้ว ได้พูดถึงเรื่องของการสรรเสริญคุณของคุณยาย ก็ได้ให้หลักว่าเราจะสรรเสริญคุณของคุณยายให้ได้อย่างครบถ้วน เราก็ต้องสรรเสริญอย่างมีหลักคืออาศัยพุทธคุณ ๙ หรือพระพุทธคุณ ๓ ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเป็นหลัก วันนี้ก็จะได้มาพูดในเรื่องที่คล้ายกัน แต่ในแง่มุมที่ต่างกัน
ปัจจุบันนี้ประเทศไทยเราได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนามั่นคงที่สุดในโลก มีประชาชนที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นเปอร์เซ็นต์ มากกว่า ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วพวกเราที่อยู่ในที่นี้ที่เป็นลูกหลวงพ่อ เป็นหลานคุณยาย ถ้านึกดูแล้ว ก็เป็นชาวพุทธประเภทเข้มข้น คือเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ได้เป็นชาวพุทธแต่เพียงในนามเท่านั้น แต่ว่าเราเป็นชาวพุทธแล้ว เราทำตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มารักษาศีล มาปฏิบัติธรรมกัน แล้วก็ให้ทานอย่างไม่ได้ขาดเลย
แต่ก็อยากจะถามทุกท่านว่า เราได้เคยถามตัวเองไหมว่าในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เรานับถือพระพุทธศาสนาตรงไหน พอถามคำถามนี้หลาย ๆ ท่านก็คงจะนึกว่า เราไม่ได้เคยถามตัวเองอย่างนี้เลย เพราะนับถือพระพุทธศาสนาก็นับถือพระพุทธศาสนานะ ไม่ได้เคยนึก ไม่ได้เคยคิด ว่าอะไรคือพระพุทธศาสนา ก็โดยมองภาพรวม ๆ ถ้าถามพวกเราที่เป็นชาวพุทธเข้มข้น ที่ปฏิบัติด้วยอย่างนี้ บางคนก็ให้คำตอบได้ยาก
เพราะฉะนั้นถ้าเราไปถามชาวพุทธอื่น ๆ ทั่วเมืองไทย ก็คงจะได้คำตอบที่หลากหลาย บางคนก็คงตอบไม่ได้ เพราะว่าก็นับถือพระพุทธศาสนา ก็นับถือที่ปากนะ คือนับถือตามทะเบียน แต่ว่าชาวพุทธเขาทำอย่างไร เขาปฏิบัติอย่างไร ไม่เคยรู้เลย หรือว่ารู้แล้วก็ไม่ได้ทำเลย
แต่บางคนนับถือพุทธศาสนา นับถือที่ประเพณี คือไปทำบุญตักบาตร ตามประเพณีที่ปู่ย่าตายายเคยทำมาอย่างไร ก็ทำไปตามนั้น รักษาประเพณีเอาไว้ นี่นับถือพระพุทธศาสนาแบบตามประเพณี แต่ว่าธรรมะจะมีอะไรมากมายลึกซึ้ง ก็ไม่ได้สนใจนัก
บางคนบอกว่านับถือพระพุทธศาสนาก็นึกไปนึกมา เราก็นับถือหลวงปู่ที่วัดนะ นับถือหลวงตา นับถือหลวงพ่อ ท่านเทศน์เก่ง ท่านสอนเรา หรือเคยบวชให้กับเรา ก็นับถือท่าน
เพราะฉะนั้นก็ได้คำตอบที่หลากหลาย บางคนก็บอกว่าพระสงฆ์ยุคนี้ไม่ค่อยน่านับถือเลย เพราะฉะนั้นไม่นับถือพระสงฆ์แล้ว นับถือพระพุทธศาสนานับถือที่พระธรรมคำสอน นี่ก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง
ถ้าเราจะบอกว่า เราจะนับถือพระพุทธศาสนาให้ถูกตัวจริง เราจะนับถือตรงไหน เพราะถ้าเอาคำตอบหลากหลายนี้เป็นเกณฑ์ เราก็คงไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอน ที่นี้เรามาดูพระพุทธศาสนา คำว่าพระพุทธศาสนานี่แปลว่าอะไร ศาสนา ก็แปลว่า คำสอน พุทธศาสนาก็แปลว่า คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นคำสอนนี้หรือที่เป็นตัวพระพุทธศาสนา
ตัวพระธรรมคำสอนที่เราเห็น มีบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นตู้ ๆ เลย นึกดูแล้วคงไม่ใช่ เพราะว่าถ้าหากพระธรรมคำสอนเป็นตัวพระพุทธศาสนา สมมติว่าเราเอาฝังดินไว้อีกเป็นพันเป็นหมื่นปี รอจนกระทั่งพระพุทธศาสนาหายไปจากชาวโลกแล้ว ไม่มีใครรู้จักพระพุทธศาสนาเลย บังเอิญมีคนหนึ่งไปขุดขึ้นมาได้พระไตรปิฎกทั้งตู้เลย ขุดขึ้นมาแล้วก็มาอ่าน เอามาศึกษากัน ถ้าพระธรรมคำสอนเป็นตัวพระพุทธศาสนา ขุดเจอขึ้นมา ก็แสดงว่าพุทธศาสนาบังเกิดขึ้นอีกแล้วในโลก นึกดูแล้วก็คงไม่ใช่นะ
เมื่อเราสาวไป พระธรรมคำสอนนี้เกิดจากอะไร เราก็พบว่า เกิดจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่พระองค์คือตัวพระพุทธศาสนา เรานับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็นับถือถูกตัวจริงแล้วนะ ถ้าอย่างนั้นบางคนเขาก็บอกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้ว พุทธศาสนาก็สิ้นไปแล้วน่ะซิ นึก ๆ ดูแล้ว มันก็จริงของเขานะ ถ้าอย่างนั้นอะไรล่ะ คือตัวพระพุทธศาสนา ก็ต้องสาวไปอีกว่า แต่เดิมยังไม่ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเป็นใคร ก็เป็นเจ้าชายสิทธัตถะที่เราได้ร่ำเรียนมาในพระพุทธประวัติ เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เห็นทุกข์ของการครองเรือน อยากจะแสวงหาโมกขธรรม ก็หนีออกมาจากวัง ทิ้งครอบครัว ทิ้งทรัพย์สมบัติมากมาย ออกมาบวช จนกระทั่งตรัสรู้ธรรม
อะไรเป็นตัวที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะกลายมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องบอกว่าคือการตรัสรู้ การตรัสรู้ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ใต้โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพราะฉะนั้นการตรัสรู้ธรรมนั้นคือตัวพระพุทธศาสนา ถ้าเราสรุปอย่างนี้ บางคนบอกว่าการตรัสรู้ธรรม รู้สึกมันเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้เลย แล้วรู้สึกมันเคว้งคว้าง ซึ่งโชคดีว่าพวกเรามีหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านได้ทุ่มเทชีวิตไปค้นพบขึ้นมาว่าการตรัสรู้ธรรมจริง ๆ แล้วไม่ใช่เพียงนามธรรมเท่านั้น กว่าพระองค์ตรัสรู้เอาธรรมะขึ้นมาสอนชาวโลกได้ และเป็นนามธรรมที่จับต้องได้
การที่จะเปลี่ยนจากเจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปลี่ยนเมื่อไหร่ เปลี่ยนตอนที่พระองค์เข้าถึงพระธรรมกายภายในด้วยพระองค์เอง ตรงนั้นเองที่เป็นการตรัสรู้ธรรม เพราะฉะนั้นการตรัสรู้ธรรมหรือการเข้าถึงพระธรรมกายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านถึงได้เรียกกายธรรมหรือพระธรรมกายภายในว่ากายแห่งการตรัสรู้ธรรม
เพราะฉะนั้นเราก็ได้ข้อสรุปว่าการที่จะนับถือพระพุทธศาสนาให้ถูกตัวจริง เราได้คำตอบแล้วว่าก็ต้องนับถือที่การตรัสรู้ธรรมของพระองค์ หรือนับถือที่พระธรรมกายของพระองค์ ตรงนั้นแหละคือตัวพระพุทธศาสนา ที่สาวมาตั้งแต่ต้นจริง ๆ แล้วก็รู้ว่าที่นั่งอยู่ในที่นี้ก็คงได้คำตอบมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะเราโชคดีมีครูบาอาจารย์ที่สอนสั่งเราดี หลวงปู่วัดปากน้ำสอนไว้ตั้งนานแล้ว คุณยาย หลวงพ่อท่านก็สืบทอดมาบอกพวกเราต่อ
แต่ถ้าหากว่าเราเพียงแต่ฟังคำสอนท่านแล้วก็จดจำเอาไว้ ไม่ได้เอามาขบคิด ไม่ได้สาวให้เห็นเหตุเห็นผลอย่างนี้ บางทีความโชคดีก็อาจจะเป็นเหตุแห่งความโชคร้ายได้นะ คือเราเลยกลายเป็นคนคิดไม่เป็น ไม่ได้คิดสาวเหตุสาวผล นั่นก็รู้ แต่ว่าพอใครจะมาถามก็บอกไปอย่างนั้น ไม่สามารถที่จะแจงเหตุแจงผลได้
โดยสรุปก็คือพระพุทธศาสนาคือการตรัสรู้ธรรมตรงนี้ แล้วก็มาถึงในทำนองเดียวกัน ที่มานั่งกันอยู่ที่นี่ เพราะความเคารพ ความรักคุณยายแท้ ๆ เราเคารพรักคุณยายตรงไหน เพราะท่านชื่อจันทร์ ขนนกยูงหรือ ไม่ใช่ หรือว่าเพราะว่าท่านเป็นศิษย์เอกหลวงปู่วัดปากน้ำ ก็ไม่ใช่ เราก็คงได้คำตอบตรงกันว่าเพราะว่าคุณยายมีธรรมะอยู่ในใจ พูดง่าย ๆ ก็คือคุณยายมีพระธรรมกายภายใน เป็นธรรมกายที่ละเอียดมากนะ แล้วก็สามารถจะสอนให้พวกเราเข้าถึงพระธรรมกายภายในได้ด้วย
ก็สรุปได้ตรงกันว่าที่เรานับถือพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะนับถือพุทธศาสนาผ่านจากการที่เราเคารพรักคุณยาย เราเคารพหลวงปู่วัดปากน้ำ หรือเราเคารพหลวงพ่อของเรา ก็สาวไปถึงที่เดียวกันก็คือการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การนับถือการตรัสรู้ธรรมตรงนี้ ภาษาพระท่านเรียกว่าตถาคตโพธิสัทธา ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าความเชื่อหรือความนับถือในการตรัสรู้ธรรมของพระองค์ จัดเป็นสัมมาทิฐิเบื้องต้น ก็คือเป็นความรู้ เป็นความเข้าใจเบื้องต้นของคนที่จะเอาดีได้ หรือจะเป็นเหตุให้เกิดคุณงามความดีที่จะตามมาในภายหลัง
แต่ถ้าหากว่าไม่เคยเชื่อ ไม่เคยนับถือในเรื่องการตรัสรู้ธรรมตรงนี้เลย เหตุแห่งคุณงามความดีที่จะเกิดขึ้นตามมา มันก็ไม่มี เรียกว่าเป็นปากทางของคุณงามความดีทั้งหมดในตัวเราทีเดียว แล้วถ้าถามว่าสำคัญไหม ก็สำคัญมาก ทำไมถึงสำคัญ เพราะถ้าเราดูไปจริงๆ แล้ว ความที่เราเชื่อในการตรัสรู้ธรรมของพระองค์ ถ้าขยายความก็หมายความว่าเราเชื่อว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีตัวตนจริง พระองค์ตรัสรู้ได้จริง และธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้มา ก็ช่วยพระองค์ แล้วก็ช่วยสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นทุกข์ได้จริง
การเชื่ออย่างนี้มีประโยชน์อย่างไร ก็มีประโยชน์ที่ว่าเมื่อเราเชื่ออย่างนี้แล้ว ก็เลยพลอยให้เราเชื่อธรรมะที่พระองค์สอนไปด้วย เราก็เลยเชื่อบุญเชื่อบาป เชื่อว่าทำดีได้ดีจริง เชื่อว่าโลกนี้โลกหน้ามีจริง ทำดีก็ไปสวรรค์ ทำชั่วก็ตกนรกโลกันต์ เพราะเหตุแห่งความเชื่อในการตรัสรู้ธรรมของพระองค์ จึงเป็นเหตุให้เราเชื่อในเรื่องของกรรม เป็นเหตุให้เราเชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งความเชื่อตรงนี้ถ้ามีอยู่ในผู้ใดก็ตาม จะทำให้เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาก็คือหิริโอตัปปะ ความเกรงกลัวบาป ความอายบาป ซึ่งจะเป็นเหตุให้เราทำความดีอย่างไม่มีข้อแม้เลย ทำความดีแล้วไม่มีใครเห็นก็ทำ เพราะรู้ว่ามันเป็นบุญ หรือว่าหันซ้ายแลขวา ไม่มีใครเห็นแล้ว จะไปขโมยเขา ก็ไม่ทำ เพราะรู้แล้วว่า ไม่มีใครเห็น ตำรวจจับไม่ได้ แต่บาปมันเกิดขึ้นแล้ว มันตามทัน เพราะฉะนั้นตถาคตโพธิสัทธาตรงนี้คือความเชื่อในการตรัสรู้ธรรมของพระองค์ จึงเป็นเบื้องต้น เป็นที่มาของคุณงามความดีทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย
แล้วการเชื่อตรงนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร พระองค์ก็บอกไว้อีก ก็เกิดขึ้นมาด้วยเหตุ ๒ สถานคือ
๑. เป็นผู้มีบุญเก่ามามาก
๒. มีกัลยาณมิตรคอยแนะนำ
อย่างแรก ก็คือเป็นผู้ที่ มีบุญเก่ามามาก เกิดมาแล้วก็เตือนตัวเองได้ เหมือนอย่างมีพระอรหันต์ท่านหนึ่งในสมัยพุทธกาล ชื่อพระมหากัปปินะ แต่เดิมท่านเป็นพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ขึ้นเป็นกษัตริย์ พอรู้ความ ก็รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองแสวงหาตลอดเลย คืออยากจะรู้ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ที่ตรงไหน สามารถมีปัญญาที่จะเตือนตัวเอง สอนตัวเองได้ขนาดนั้น แล้วก็ให้อำมาตย์ ข้าราชบริพารส่งม้า ไปแสวงหาทั่วแคว้น ทั่วทวีปเลยว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีข่าวอย่างนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ให้มาแจ้งเรา
วันคืนผ่านไปก็ไม่มีข่าวกลับมาสักที จนกระทั่งวันหนึ่งท่านเสด็จไปพระราชอุทยานพร้อมกับอำมาตย์พันหนึ่ง ไปพบกับพ่อค้าที่มาจากต่างเมือง ๕๐๐ คน ถามไปถามมา ก็เลยได้ข่าวจากพ่อค้าเหล่านี้ว่าพระพุทธรัตนะบังเกิดขึ้นแล้ว พอได้ยินอย่างนี้ ด้วยความที่แสวงหาสิ่งนี้มานาน มันเหมือนกับ ได้พบเจอเป้าหมายที่ตัวเองแสวงหามานาน ปีติเกิดซาบซ่าน ทุกขุมขนเลย ตั้งแต่ปลายขนจรดเยื่อในกระดูกก็ว่าได้ ปีติมาก จนกระทั่งอ้ำอึ้ง ไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรอยู่ จนกระทั่งระงับปีติได้ก็ถามอีก ท่านกล่าวว่าอะไรนะ พ่อค้าก็ตอบเหมือนเดิม ปีติก็เกิดอีก ถามถึงครั้งที่ ๓ ปีติก็ยังเกิดเหมือนเดิม นี่เพียงแค่ฟังคำเดียวว่าพุทธรัตนะบังเกิดขึ้นแล้ว พอถามต่อไปก็บอกว่าธรรมรัตนะบังเกิดขึ้นแล้ว สังฆรัตนะบังเกิดขึ้นแล้ว ความปีติก็บังเกิดขึ้นหาประมาณไม่ได้เลย
แล้วทำอย่างไรต่อ ก็ตัดสินใจทันทีเลยว่าราชสมบัติที่ใครเขาอยากได้กันนัก เห็นเหมือนเป็นห่วงผูกคอ ทิ้งเลยนะ ก็บอกกับอำมาตย์ทั้งหลาย เราจะออกบวชวันนี้แหละ จะไปตามหาพระพุทธเจ้าอยู่ที่ตรงไหน แม้ไกลแค่ไหนก็ตาม เราจะไปหา เราจะไปออกบวช สร้างบารมีกับพระองค์ อำมาตย์ก็มีบุญเช่นกัน ก็บอกว่าพระองค์อย่าไปคนเดียว ข้าพระองค์ทั้งหลายทั้งพันจะไปด้วย ก็เลยทิ้งบ้านทิ้งเมืองออกไปบวชกัน ก็ฝากพ่อค้าไปแจ้ง ให้พระมเหสีทราบ
ผู้มีบุญเป็นอย่างนี้เพราะความที่มีบุญเก่าสั่งสมมามาก แต่ถ้าหากว่าบุญเก่าไม่ได้มีอย่างนี้ ก็ต้องอาศัยเหตุอีกอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ก็คือต้องมีกัลยาณมิตรมาคอยแนะนำ เหมือนอย่างที่พวกเราทั้งหลายมานั่งอยู่ในที่นี้ ก็เพราะอาศัยความเมตตากรุณาของกัลยาณมิตรคือคุณยาย คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ท่านเมตตาอบรมสั่งสอนพวกเรา จนกระทั่งพวกเรามีความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
เพราะการมีกัลยาณมิตรตรงนี้ก็เป็นเหตุให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือการตรัสรู้ธรรมของพระองค์ ซึ่งเป็นเหตุให้พวกเราได้ทำความดีกัน ทั้งทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนากันมาอย่างเต็มที่เลย
สมัยพุทธกาลก็มีเหมือนกัน พระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ได้รับธรรมะจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนกระทั่งเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรเหมือนกัน พระองค์มีเพื่อนเป็นกษัตริย์ต่างเมือง เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก แต่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย ก็เป็นเรื่องแปลก คือคบค้าสมาคมกันผ่านทูต มีราชทูตส่งบรรณาการไปถามสารทุกข์สุกดิบกัน อยู่คนละเมืองไม่เคยเห็นหน้ากันเลย แต่รักกันมาก
วันหนึ่งเพื่อนคนที่ชื่อว่าพระเจ้าปุกุสาติ ได้ส่งราชบรรณาการมา คือไปได้ผ้าที่มีค่ามาก ๆ เขาเรียกว่าผ้ากัมพลรัตนะ ด้วยความรักเพื่อน ก็ส่งมาเป็นบรรณาการให้พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารได้รับ ก็เปิดท่ามกลางท้องพระโรง หมู่อำมาตย์ราชบริพารก็เห็น พอเปิดออกมาเท่านั้นแหละ เสียงหึ่ม พึมพำเลย ของมีค่ามากอย่างนี้เอามาถวายให้เพื่อนกัน นี่รักกันจริง ๆ บางคนก็ดีดนิ้วเปาะเลย ไม่รู้จะชมยังไง เพราะมันสวยจริงๆ
พระเจ้าพิมพิสารก็ดำริว่า เพื่อนเราให้ของมีค่ามากอย่างนี้ เราจะให้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน นึกไปนึกมา ตามประสาคนมีธรรมะ สิ่งที่มีค่ามากสำหรับพระโสดาบันไม่มีอะไรเกินพระรัตนตรัยเลย นึกดูแล้ว จะนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไป ก็จะเป็นการรบกวนพระองค์ พระองค์ก็เผยแผ่พระพุทธศาสนาเต็มที่อยู่แล้ว ครั้นจะไปบอกกล่าวพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหาเถระทั้งหลาย ท่านทั้งหลายก็อยู่ในปัจจันตชนบท เมืองที่ห่างไกล จะนิมนต์ท่านไปก็เป็นความลำบากแก่ท่าน อย่ากระนั้นเลย เราจะเขียนหนังสือก็แล้วกัน ว่าแล้วก็ให้ช่างทำแผ่นทอง ยาวประมาณ ๔ ศอก กว้างประมาณคืบหนึ่ง แล้วก็ไปนั่งเขียน
ก่อนจะนั่งเขียนด้วยความเคารพ วันนั้นก็อาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้าเลย สมาทานศีลอุโบสถ เสร็จแล้วก็ขึ้นไปอยู่บนปราสาทคนเดียวเลย ด้วยอำนาจแห่งฌาน ตัวลอยขึ้นไปในอากาศ แล้วก็เขียนทั้งขณะที่ตัวลอยอยู่ในอากาศ บันทึกพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมกับบรรยายด้วยว่าพระองค์สร้างบารมีมาอย่างไร จนกระทั่งจุติจากดุสิตเทวโลก ลงมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เล่าตลอดหมดเลย เหมือนกับที่เราเคยได้ยินได้ฟังพุทธประวัติมา
แล้วก็พระธรรมรัตนะ ก็บันทึกถึงธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้มรรคมีองค์ ๘ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ บันทึกไว้มากมายทีเดียว
พระสังฆรัตนะก็บันทึกถึงพระสงฆ์ที่ปฏิบัติตามธรรมของพระองค์ แล้วมีคุณที่น่าเคารพยกย่องอย่างไร บันทึกไว้หมด
เสร็จแล้วก็ม้วนใส่อย่างดีในผอบ ผอบก็ทำด้วยทองนะ ไม่พอ ใส่ในผอบที่ทำด้วยเงินอีก แล้วก็ใส่ในผอบที่ทำด้วยแก้วมณี แล้วก็ซ้อนลงไปอีก เป็นผอบที่ทำด้วยแก้วประพาฬ แก้วรัตนะ รวมเป็น ๑๐ ชั้น ด้วยความเคารพในพระรัตนตรัยมาก
ก่อนจะส่งไปเป็นราชบรรณาการ ก็ให้ขบวน เป็นขบวนเสด็จอย่างยิ่งใหญ่เลย แถมยังส่งจดหมายไปหาพระเจ้าปุกุสาติด้วยว่า ให้พระเจ้าปุกุสาติทำขบวนต้อนรับ เครื่องราชบรรณาการนี้ยิ่งใหญ่เหมือนกัน อย่าทำแบบดูเบานะ พระเจ้าปุกุสาติก็ต้อนรับอย่างนั้นเหมือนกัน
ปรากฏว่าพระเจ้าปุกุสาติรับไป เอาขึ้นไปปราสาท ไม่ให้ใครขึ้นไปด้วย เอาไปอ่านคนเดียว พออ่านเท่านั้น หนังสือกระทบตา อ่านจบไป ๑ รอบ ปีติมันซาบซ่านไปทุกขุมขนเลย ไม่รู้จะพูดอย่างไร จนลืมตาว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่ เราเป็นใคร ปีติขนาดนั้น จนต้องระงับปีติแล้วค่อยอ่านต่อ
แล้วท่านก็ปฏิบัติตามธรรมะที่พระเจ้าพิมพิสารเขียนมา บันทึกมา เลยได้ฌานสมาบัติ อยู่อย่างนั้นโดยไม่กินข้าวกินปลาถึงครึ่งเดือนทีเดียว พอเสร็จครึ่งเดือนคราวนี้คิดยังไงต่อ
ในตอนท้ายพระราชสาส์นนั้น พระเจ้าพิมพิสารเขียนแนบท้ายมาด้วยว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มีคุณอย่างนี้ ถ้าท่านปรากฏก็ควรจะออกบวช ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิสัยของบัณฑิตก็เชื่อตามคำแนะนำของกัลยาณมิตร พระเจ้าปุกุสาติก็ตัดสินพระทัยทันทีเลยว่า เราจะรักษาพระราชบัลลังก์นี้หรือว่าจะรักษาพระพุทธศาสนา ก็เลือกอย่างหลัง โดยตัดสินใจออกบวช แม้ประชาชน อำมาตย์ ข้าราชบริพารจะร้องห่มร้องไห้ ไม่อยากให้พระองค์ออกบวชก็ตามที แต่พระองค์ก็ออกบวช สุดท้ายก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
เพราะฉะนั้นสัมมาทิฐิเบื้องต้นตรงนี้คือความเชื่อในการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องธรรมดา เป็นเหตุแห่งคุณงามความดี ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งถึงเป็นพระอรหันต์ทีเดียว ทำให้เราพ้นทุกข์ไปจากวัฏสงสารนี้ได้
ในการที่คุณยายท่านมีคุณธรรมความดี ท่านมีธรรมะ จนกระทั่งเป็นที่เคารพรักของพวกเรา ก็เพราะว่าท่านก็มีตถาคตโพธิสัทธาตรงนี้เหมือนกัน ท่านมีได้อย่างไร ท่านก็มีโดยผ่านจากการปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่วัดปากน้ำ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายภายใน และท่านก็ศรัทธาเลื่อมใสพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการที่ศึกษาพุทธประวัติ แต่ไม่ได้ศึกษาเหมือนเรา คุณยายท่านก็ศึกษาโดยการไปถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยว่าพระองค์สร้างบารมีมาอย่างไร
หรือเหมือนอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเห็นคุณยายกำลังถอนหญ้าอยู่ ก็ถามคุณยาย คุณยายกำลังทำอะไร คุณยายก็บอกกำลังระลึกชาติอยู่ คุณยายระลึกชาติเรื่องอะไร ก็ระลึกชาติไปดูว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตพระองค์สร้างบารมีมาอย่างไรบ้าง แล้วก็มาตรวจดูกับคุณยายเองว่า ของคุณยายยังขาดตกบกพร่องตรงไหน เอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นแบบ สร้างบารมีตามอย่างพระองค์
คุณยายศึกษาพุทธประวัติ เกิดตถาคตโพธิสัทธาอย่างนี้นะ แต่ของเราคงเลียนแบบคุณยายยาก เพราะฉะนั้นเราก็เอาตามวิธีการของเรา จะให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือการตรัสรู้ธรรมของพระองค์ ก็วิธีง่าย ๆ ก็คือเราก็ศึกษาพุทธประวัติ ศึกษาให้รู้ว่าพระองค์มีคุณความดีอย่างไรซึ่งจะเล่าย่อ ๆ พอสังเขปไว้ให้ฟังว่า เขามีอุปมาถึงน้ำใจของพระโพธิสัตว์ว่าพระองค์มีคุณความดีกับพวกเรามาก ๆ อุปมาไว้ว่า สมมติว่า มีถ่านไฟที่ลุกโชติช่วงเป็นกองเพลิง ยาวตลอดระยะทางเท่ากับหมื่นโลกธาตุหรือหมื่นจักรวาล ถ้าสมมติว่าต้องเดินผ่านไฟที่คลุกกรุ่นอย่างนี้ ตลอดหมื่นจักรวาล ไปถึงปลายทางแล้ว จะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ พระองค์ก็ยอมที่จะเดินไป แม้จะยากลำบาก จะทุกข์เข็ญแค่ไหนก็ตาม
หรืออีกอุปมาหนึ่ง ถ้ามีน้ำทองแดง เป็นทะเลน้ำทองแดงที่มีความยาวตลอดหมื่นจักรวาล พระองค์ก็มีน้ำใจที่ว่ายอมที่จะ ว่ายฝ่าน้ำทองแดงไปจนกระทั่งถึงสุดปลายทาง เพื่อจะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้
นี่เป็นอุปมาที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์สร้างบารมีมา ๒๐ อสงไขย กับแสนมหากัป กว่าจะมาเป็นบรมครูของเราได้ยากเพียงไหน พูดถึงความยาวนาน ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป กัปหนึ่งก็ยาวมาก ที่เราเคยได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ ว่าอุปมาเหมือนกับว่ามีภูเขาหินแท่งทึบ กว้าง ๑ โยชน์ ยาว ๑ โยชน์ คือกว้าง ๑๖ กิโล ยาว ๑๖ กิโล
ทุก ๆ ร้อยปีก็มีคนเอาผ้าเบาบางเหมือนควันไฟมาลูบไปสักที ร้อยปีมาอีกแล้ว ลูบอีกทีหนึ่ง จนกระทั่งมันสึกหมดเสมอแผ่นดิน นั่นแหละระยะเวลาเท่านั้น ยังไม่ถึง ๑ กัปเลย และที่พระองค์สร้างบารมีมา ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป
อสงไขยเป็นหน่วยนับของอินเดียโบราณ เท่ากับ ๑๐ ยกกำลังร้อยสี่สิบ หรือ ๑ เติม ๐ เข้าไปอีกร้อยสี่สิบตัว พูดถึงความยาวนานก็สุดที่เราจะคาดคำนึงได้ พูดถึงความยากลำบาก พระองค์สร้างบารมีมา ไม่ใช่สร้างบารมีแบบธรรมดา ต้องสละชีวิต สละเลือดเนื้อมานับไม่ถ้วนทีเดียว เพียงแต่ศีรษะที่พระองค์สละไปในระหว่างภพชาติที่ผ่านมา เพื่อแลกกับบารมี เพื่อให้สร้างความดีได้สำเร็จ ศีรษะก็สละไปมากกว่าลูกมะพร้าวที่อยู่ในโลกนี้เสียอีก เลือดที่พระองค์สละไปเพื่อการสร้างความดี ก็มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ เสียอีก
แล้วพระองค์เสียสละ ยาวนานอย่างนี้ ยากลำบากอย่างนี้ เพื่อใคร ต้องตอบว่าเพื่อสัตว์โลกทั้งหลาย สัตว์โลกที่พระองค์บางครั้งก็ไม่ได้รู้จักซึ่งรวมถึงพวกเราด้วยที่อยู่ในที่นี้แหละ พระองค์ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้เป็นเครือญาติกับพวกเรา แต่พระองค์ก็เห็นว่าชาวโลกทั้งหลายมีทุกข์อย่างชัดเจน แล้วก็อยากที่จะช่วยให้พ้นจากทุกข์ไปด้วย ก็ยอมสละอย่างนั้น
ทีนี้ เรามาลองดูใจเราเองว่า ถ้าเรารักใครมากที่สุดในโลกสักคนหนึ่ง เราจะรักถึงขนาดว่ายอมสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องเขาไหม บางคนก็อาจจะตอบว่าได้ บางคนอาจจะไม่ได้ สมมติว่าได้ แล้วถ้าหากว่าเป็นคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน เราจะยอมไหม ยอมตายเพื่อเขา ก็คงไม่มีใครยอม แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยอม พระองค์มีน้ำใจขนาดนั้น
พูดถึงคุณความดีตรงนี้ ก็พอแล้วที่พวกเราจะกราบท่านได้อย่างสนิทใจ แค่นี้ก็เป็นคุณความดีที่มหาศาลแล้ว และถ้าพูดถึงว่าธรรมะที่พระองค์เกิดประสิทธิผลช่วยเราได้อีก การที่เราจะช่วยเหลือใครสักคน ต่อให้เรารักมากที่สุด คุณพ่อคุณแม่ที่เรารัก ท่านจะช่วยเรา หรือเราจะช่วยท่าน อย่างดีก็ช่วยได้แค่ชาตินี้ ช่วยให้มีกินมีใช้ ช่วยให้มีความสุข สะดวกสบาย แต่ช่วยข้ามภพข้ามชาติไม่ได้สุดวิสัยแล้ว เพราะต่างคนต่างก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ยังไม่รู้เลยว่าตายแล้วจะไปไหน จะไปช่วยใคร ก็ยังช่วยไม่ได้ แต่ธรรมะของพระองค์ช่วยเราได้ ช่วยให้เราไม่ตกนรก เปิดสวรรค์แล้วก็จูงเราไปพระนิพพานด้วย เพราะฉะนั้นธรรมะของพระองค์ช่วยเราและสัตว์โลกทั้งหลายได้
ว่าจริง ๆ แล้วพระองค์ไม่ใช่เพียงแค่เทศนาสั่งสอนชาวโลกเท่านั้น แต่พระองค์ทำยิ่งไปกว่านั้นคือตลอดระยะเวลาทุกวินาทีเลย พระองค์ช่วยปัดเป่าความทุกข์ของชาวโลกไม่ได้มีหยุดเลยนะ ปัดเป่าด้วยวิชชาธรรมกาย แม้ในขณะที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้วในขณะนี้ พระองค์ก็ยังดูแลพวกเราอยู่ ไม่ได้หยุดเลย เรายังมีเวลากินมีเวลานอน แต่พระองค์ไม่ได้หยุดเลยแม้แต่วินาทีเดียว เพราะฉะนั้นพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมากมายมหาศาล ชนิดที่ว่าตอบแทนอย่างไรก็ไม่หมด
ขนาดว่าใครที่เห็นว่าคุณความดีของพ่อแม่มากกว่าคุณความดีของพระพุทธเจ้า ท่านก็บอกว่าเหมือนกับเด็กน้อยด้อยสติปัญญาที่เห็นเหมือนกับเห็นคุณความดีของไฟในเตา มากกว่าคุณความดีของดวงอาทิตย์ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเป็นผู้มีสติปัญญา ตรองด้วยสติปัญญาแล้วก็จะเห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีคุณมากมายยิ่งกว่าใคร ๆ ในโลก แล้วคุณยาย หลวงปู่วัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อของพวกเรา ท่านก็ดำเนินตามเยี่ยงอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำเนินไปแล้ว คือก็ช่วยเหลือพวกเราทั้งหยาบทั้งละเอียดโดยไม่ได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าคุณความดีของคุณยายที่มีต่อพวกเรา มีมากไหม ก็มากจนกระทั่งสุดจะบรรยาย สุดที่เราจะตอบแทนพระคุณของท่านได้หมด
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เพราะอยากจะให้ได้เห็นว่า การที่เราจะมาเป็นนักสร้างบารมีอย่างแท้จริงนั้น เราต้องเริ่มต้นให้ถูกจุด จะเริ่มต้นนับถือพระพุทธศาสนา ก็ต้องเริ่มต้นนับถืออย่างถูกจุด ถ้าหากว่าเรานับถือไม่เป็นแล้ว เดี๋ยวเราจะเป็นนักสร้างบารมีประเภทตามกระแส เป็นอย่างไรตามกระแส ก็คือว่าเขาว่าอะไรดีก็ไปกับเขาด้วย หรือเป็นนักสร้างบารมีไทยมุง ใครเขามุง เฮไปไหนก็เฮด้วย เขาบอกว่าราหูดี เราก็ไปบูชาราหู เขาบอกว่า วัดนี้มีน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์นัก เราก็ไปกับเขาด้วย มีผู้วิเศษเกิดขึ้นแล้ว เราก็เฮไปกับเขาด้วย เพราะเราไม่มีหลักยึด เราจะเป็นนักสร้างบารมีแบบไทยมุง เฮไหนเฮนั่น แต่สุดท้ายก็จับต้นชนปลายไม่ถูก
ถ้าเราเป็นอย่างนั้น ก็เหมือนลอยไปตามกระแส เหมือนปลาลอยน้ำ ปลาลอยน้ำมีอยู่ปลาประเภทเดียวคือปลาตาย เพราะปลาเป็นมันต้องว่ายทวนน้ำ มีแต่ปลาตายว่ายไหลไปตามน้ำ ถ้าหากว่าเรารักที่จะเป็นนักสร้างบารมี เราต้องสร้างบารมีแบบทวนกระแสกิเลส จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร เราก็ต้องมีหลักที่ยึดที่พึ่งทางใจ ตรงนี้คือศึกษาให้รู้ว่าพุทธศาสนาตัวจริงอยู่ตรงไหน แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา พระองค์มีพระคุณอย่างไร พระองค์สร้างบารมีมาอย่างไร เราศึกษาตรงนี้ได้แล้ว เราจะไม่เพียงแต่มีหลักธรรมะ มีหลักแห่งการสร้างความดีเท่านั้น เราจะเห็นเส้นทางของการสร้างความดีตลอดสาย โดยดูจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นแบบว่า พระองค์สร้างบารมีมาอย่างไร ตั้งแต่เริ่มต้นที่คิดจะสร้างความดี จนกระทั่งถึงจุดสุดท้ายพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทำอย่างไร
จากจุดตรงนี้ เราจะได้แผนที่ของการเดินทาง ต่อแต่นี้เราจะไม่เดินหลงทางแล้ว จะไม่เดินสะเปะสะปะไป ใครบอกที่ไหนดี เราก็เฮไปด้วย เราจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว เราจะเป็นนักสร้างบารมีที่มีหลัก ในการที่เรามีการศึกษา หรือว่าการที่จะเลือกเชื่ออย่างถูกต้องอย่างนี้นะ ก็จะเป็นผลดีต่อตัวเราเอง ไม่ใช่ต่อตัวเราเท่านั้นนะ แม้ที่สุดเราจะไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร จะไปแนะนำผู้อื่น ช่องทางเหตุแห่งความดี ก็เป็นช่องทางเดียวกัน เราจะไม่ไปแนะนำแบบสะเปะสะปะแล้ว แต่จะแนะนำอย่างถูกจุดถูกเป้า คุณจะสร้างบารมี ติดตามหลวงพ่อไป คุณต้องรู้ก่อนว่าสร้างบารมีคืออะไร ดูจากที่ไหน ก็ดูจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำ แล้วจะสร้างบารมี ขั้นตอนมันเป็นอย่างไร ก็ดูจากพุทธประวัติที่พระองค์สร้างมานี่แหละนะ เราจะเป็นนักสร้างบารมีที่เป็นกัลยาณมิตร ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
วันนี้ได้นำธรรมะมาเล่าสู่กันฟัง พอสมควรแก่เวลา ก็ขอให้ทุกท่านนั่งหลับตาสักครู่หนึ่ง ให้เราหลับตาอย่างแผ่วเบา ให้ตรึกระลึกนึกถึงคุณยายอาจารย์หารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง นึกถึงตัวท่านให้ชัดแจ่มอยู่ในใจของเรา เหมือนกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้สอนให้พวกเรานึกถึงหลวงปู่วัดปากน้ำอย่างนั้น เราก็นึกถึงคุณยาย ให้คุณยายนั้นชัดใสแจ่มอยู่ในใจของเรา นึกถึงพระคุณของคุณยายที่ได้ทุ่มเทสร้างบารมีมา ฝึกหัดขัดเกลา ร่ำเรียนธรรมะจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมา ฝึกตัวทุกอย่าง เพื่อมาเป็นต้นแบบ มาเป็นครูบาอาจารย์ของพวกเรา มาเป็นต้นแบบที่ทำให้พวกเราทั้งหลายเพียงแค่เห็นคุณยาย ก็เกิดความมั่นใจในอำนาจของธรรมะ เกิดความมั่นใจว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสรู้จริง แม้พวกเราจะไม่ได้เคยเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธกาล แต่เพียงเห็นแค่ปฏิปทา การปฏิบัติของคุณยาย เราก็รู้แล้วว่าด้วยอำนาจแห่งธรรมะของพระพุทธเจ้า สามารถจะเปลี่ยนจากมนุษย์ปุถุชน ให้มีคุณความดีอย่างมากมาย โดยมีคุณยายเป็นประจักษ์พยาน
ทำให้เราเกิดความมั่นใจ ที่จะสร้างบารมี ที่จะขัดเกลานิสัยของเราตามคุณยาย ตามหลวงปู่วัดปากน้ำ ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไป นึกถึงคุณความดีของคุณยาย นอกจากท่านจะเป็นต้นแบบแล้ว ท่านยังหมั่นอบรมสั่งสอนพวกเรา แม้ไม่ได้อบรมพวกเราโดยตรงก็ตาม แต่ท่านก็อบรมพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง อบรมพระเถระทั้งหลาย ให้มาเป็นครู มาถ่ายทอดคุณงามความดีให้แก่พวกเราอีกตอนหนึ่ง
นอกจากนั้นคุณยายยังมาสร้างวัด สร้างที่ปฏิบัติธรรม หาสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ให้พวกเราได้สามารถจะสร้างบารมีไปเป็นทีม สร้างบุญได้อย่างสะดวก อย่างง่ายดาย อย่างไม่มีติดขัด นึกถึงคุณความดีของคุณยายแล้ว เราก็ยิ่งเกิดความเคารพรักในตัวคุณยายมากขึ้น เกิดความปีติ เกิดความเบิกบานใจว่าเป็นโชคดีของเราแล้วหนอ เราได้มีโอกาสพบเจอกับครูบาอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
นึกแล้วเราก็ปีติเบิกบานใจ ใจก็นิ่งอยู่ตรงกลาง นึกถึงคุณยายให้ชัด ใส เราก็น้อม ระลึกนึกถึงบุญ บุญกุศลที่พวกเรามีความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยาย มาร่วมงานบำเพ็ญกุศลให้คุณยายไม่ได้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว อำนาจบุญกุศลมีมากเท่าไหร่ ที่เกิดขึ้นจากการที่เราฝึกหัดขัดเกลาตามคุณยายมา แม้จะเป็นเพียงบุญกุศลน้อยนิดเมื่อเทียบกับบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของคุณยาย แล้วเราก็จะน้อมบูชาบุญกุศลเหล่านี้เป็นของที่จะบูชาธรรม เป็นความกตัญญูกตเวทิตาที่เราจะตอบแทนบุญคุณของคุณยาย เราก็นึกนะ นึกถึงคุณยายให้ใส แจ่ม อยู่ในใจของเรานะ
*********************************** จบ ***********************************