ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ความปีติของผู้ไม่เคยรู้บาปไม่เคยรู้บุญ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคตด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพยิ่ง กราบนมัสการพระเถระที่เคารพ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา กัลยาณมิตร สาธุชน ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยาย ผู้ใคร่ในการฟังธรรมทุกท่าน (สาธุ) คุณยายรักบุญ รักธรรมะ รักสะอาด คุณยายฉลาด สอนศิษย์ เป็นหนักหนา คุณยายพูดให้ฟัง ทำให้ดู จนเจนตา เรารู้ค่า บารมีนี้ เพราะคุณยาย วันนี้นับว่าเป็นวันดีของพวกเรา นักสร้างบารมีอีกวันหนึ่ง ที่จะได้มาตอบแทนคุณ แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยาย อันเป็นเครื่องหมายของคนดี การแสดงธรรมหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา พระอาจารย์หลายๆ รูป ล้วนแต่เป็นเรื่อง เป็นการแสดงเรื่องคุณธรรมของคุณยายของเราทั้งสิ้น และวันนี้หลวงพี่เองก็จะได้นำเรื่องราวคุณธรรมความดีของคุณยายของเรา ได้มาเทศน์ในวันนี้ เรื่องที่หลวงพี่จะนำมาสนทนาธรรมในวันนี้นั้น ก็มีด้วยกัน ๓ หัวข้อใหญ่ๆ หัวข้อที่ ๑ ประวัติความเป็นมาที่หลวงพี่เองได้เข้ามาพบคุณธรรมความดีที่วัดพระธรรมกายแห่งนี้ และก็ได้ตัดสินใจมาสร้างบุญสร้างบารมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ หัวข้อที่ ๒ เรื่องราวที่หลวงพี่ได้บวช และได้ฝึกฝนอบรมอยู่ ณ วัดพระธรรมกายแห่งนี้ แล้วก็ได้เรียนรู้คำสอนของคุณยาย ของครูบาอาจารย์ แล้วก็ได้นำเครื่องคุณธรรมความดีทั้งหลายนี้ไปสอนให้กับชาวเขาในปัจจุบันที่หลวงพี่เองไปทำหน้าที่อยู่บนเขาบนดอย อยู่กับชาวกะเหรี่ยง แล้วก็ชาวลั้วะในปัจจุบันนี้ หัวข้อที่ ๓ เป็นเรื่องของผู้หญิงท่านหนึ่งที่ได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วก็ได้ถือโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่บนดอย แล้วก็ได้เล่าเรื่องราวส่วนตัวนั้นให้กับหลวงพี่ได้ฟัง เรื่องราวทั้ง ๓ หัวข้อนี้ ก็จะขอนำมาสนทนาธรรม เล่าให้กับพวกเรากัลยาณมิตร ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายได้ฟังกัน เพื่อจะได้เป็นกำลังใจในการสร้างบุญสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ก่อนอื่นหลวงพี่ขอออกตัวไว้หน่อยหนึ่งว่าทุกวันนี้ก็ได้อยู่กับชาวบ้าน ชาวเขา ชาวดอย ลักษณะการเทศน์หรือการพูดต่างๆ อาจจะมีถ้อยคำของภาษาแบบชาวบ้านๆ ปะปนมา ก็หวังว่ากัลยาณมิตรทุกท่านคงจะพอฟังกันได้ เรื่องราวเรื่องแรกที่หลวงพี่เองจากที่ใช้ชีวิตในการทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครนี้ โดยหลวงพี่เองเมื่อก่อนนั้นก็เป็นทั้งดีเจ เป็นทั้งนักร้อง เป็นทั้งผู้จัดการ สรุปแล้วอยู่กับโลกมืดทั้งนั้นเลย อยู่กับวงการกลางคืนเสียส่วนใหญ่ นั่นคือชีวิตที่คลุกคลีมาเป็นเวลาที่นาน ก่อนที่จะได้เข้ามาสู่วัดพระธรรมกายแห่งนี้ ก่อนที่จะเข้ามานั้น หลวงพี่ได้ไปพบกับใบโบชัวร์ เชิญชวนให้มาบวชสามเณรแก้ว ๑๐,๐๐๐ รูป ตอนนั้นก็อ่านเล่นๆ แต่รู้สึกว่ามีความประทับใจใน ที่มีภาพของการนั่งสมาธิ ก็เลยมีความรู้สึกว่าชีวิตของเรานั้น ทุกวันทุกวัน ที่เที่ยวเตร่ หาแก่นสารไม่ได้ แต่เราเห็นภาพนั้นแล้ว มีความรู้สึกว่าเราปีติใจที่อยากจะมาหยุด มานั่งหลับตา นั่งสมาธิ อย่างที่รูปภาพในใบโบชัวร์ที่ไปถึงหลวงพี่ และแปลกดี ในร้านนั้นที่หลวงพี่ทำงานอยู่นั้นก็มีแค่ เพียงแค่ใบเดียว บังเอิญหลวงพี่เองตกตอนเย็นก็จะไปตรวจพนักงาน ขึ้นไปตรวจบนเวที ก็ขึ้นไปพบใบโบชัวร์อันหนึ่ง ตอนแรกหลวงพี่เองก็ไม่รู้จักหรอก ไม่รู้จักวัดพระธรรมกาย ไม่รู้จักมาก่อน ไม่รู้จักพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ไม่รู้จักใครๆ ทั้งสิ้น เพราะว่ากลางคืนก็เป็นเวลาที่เราต้องเที่ยวเตร่ ตาสว่าง แต่กลางวันนั้นกลับเป็นเวลาที่พักผ่อนหลับนอน นั่นชีวิตที่ผ่านมา แต่ก็มาสะดุดตรงใบโบชัวร์ว่าการบวชสามเณร ๑๐,๐๐๐ รูปนั้น เราเกิดมาชาตินี้ เรายังไม่เคยเห็นเลย แม้แต่ร้อยรูปก็ยังไม่เคยเห็นในตอนนั้น ก็เลยมีความรู้สึกว่าเราอยากจะมาบวช ก็เลยสั่งงานให้กับเพื่อนๆ ว่าให้ช่วยดูงานไปก่อนนะ อยากจะมาบวชร่วมกับวัดพระธรรมกายสัก ๘-๙ วันในช่วงนั้น เมื่อเสร็จแล้วก็จะกลับมาทำงานเหมือนเดิม แล้วก็หลังจากนั้นก็เตรียมตัว ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมามาก เพียงแต่เสื้อผ้า ๒-๓ ชุด แล้วก็ใส่กระเป๋า แล้วก็มาบวชในช่วงนั้น รู้สึกว่าช่วงนั้นจะมีสามเณรที่ได้มาบวชนั้นประมาณ ๑๓,๘๔๒ รูป ปัจจุบันนี้เหลือเพียง ๑๐ รูป ในชุดหลวงพี่ และหลวงพี่เองก็เป็น ๑ ในจำนวน ๑๐ รูปนั้น แล้วก็สิ่งที่เข้ามาในตอนแรกนั้น หลวงพี่เองเข้าวัด ตอนแรกก็ได้เหมาแท็กซี่มา เพราะว่าไม่รู้จักวัดพระธรรมกาย ก็เลยต้องเหมาแท็กซี่จากดาวคะนอง ฝั่งธนบุรี ก็เข้ามา โดยให้แท็กซี่มาส่ง พอผ่านหน้าประตูก็มองเห็นสภาธรรมกายสากลแห่งนี้ ตอนแรกก็ตกใจ เอ๊ะ เรามาถูกวัดหรือมาผิดวัด เพราะว่าวัดนี้แปลก ไม่มีช่อฟ้าใบระกาที่เราจะคุ้นเคยกัน วัดนี้ตอนแรกมองเข้ามาที่สภาธรรมกายสากลแห่งนี้ นึกว่าโรงงาน เป็นโรงงานที่ขนาดใหญ่ เราเองก็ไม่เคยเจอว่าโรงงานอะไรจะใหญ่ขนาดนี้ แล้วก็มาด้วยความงงๆ ตอนแรกมาคนเดียว รถแท็กซี่ก็จอดไว้ที่สำนักงานใหญ่ วันแรกเข้ามาเขียนใบสมัครก่อน ต่อมาอีกวันก็เตรียมตัวมาบวชเลย วันมาบวชก็ไม่ได้โกนผมมาหรอก ก็มาปลงผมที่สภาธรรมกายสากลนี่แหละ โดยวานให้เขาปลงให้ คนที่ปลงก็รู้สึกว่าเหมือนกับเขาทราย กาแลคซี่ กล้ามใหญ่ๆ แล้วก็วางมีดที เลือดไหลตามมีด ตามรอยมีดเลยในช่วงนั้น ก็สรุปแล้วว่าช่วงนั้นหัวหลวงพี่แดงเลย ปกติเขาจะหัวขาวกัน แต่หลวงพี่สีแดงสด ๆ สงสัยจะเอาเลือดไม่ดีออกไปมั๊ง จากวันนั้นก็สู้ๆ และอดทนมาตลอด เสร็จจากการที่ได้บวชแล้ว แล้วก็มีความประทับใจหลายๆ อย่างที่ทำให้หลวงพี่นี้ ได้มาสู่เส้นทางวัดพระธรรมกายแห่งนี้ ตอนแรก ตอนแรกตัวเองนั้นไม่รู้บาป ไม่รู้บุญ ไม่มีใครสอน รู้เพียงแต่ว่าวันหนึ่งที่ไหนมีชื่อมีเสียง ที่ไหนดังๆ เราจะไปเที่ยว ที่ไหนบ่อนดังๆ เราก็จะไปเล่น แม้แต่มาเก๊าก็ยังไปเล่น เพราะอยากเที่ยว อยากไปเล่นการพนัน นั่นคือชีวิตที่ผ่านมา แต่พอมาถึงวัดพระธรรมกายแห่งนี้ หลายๆ อย่างที่เรามา ทำให้เรา ทำให้หลวงพี่รู้และเกิดปีติ และมันตื้นตันใจออกมา บางครั้งก็ทำให้เรานี่น้ำตาไหล เพราะว่าเราดีใจที่เราได้เข้าสู่วัดพระธรรมกาย แล้วก็ได้มาสร้างบารมี ตอนแรกเข้ามานั้นก็ยังงงๆ อยู่ ยังไม่เข้าใจอะไร ใครที่บอกว่าหลวงพ่อชื่ออะไรก็ไม่รู้ คุณยายของเราชื่ออะไรก็ไม่รู้ คือไม่รู้อะไรเลย แล้วก็มาบวช มาบวชอย่างงั้นๆ จนพิธีกรรมเริ่มพิธีการบวช หลวงพี่เองก็เกิดความประทับใจหลายๆ อย่าง ๑. ทำไมคนมากันเยอะ อย่างที่เราไม่เคยเห็นเลย รู้แต่ว่าในเธคนั้นคนเยอะแล้วที่เคยเห็น ทำไมวัดพระธรรมกายนี่คนเยอะอีก ก็มีความรู้สึกว่าเอ๊ะ ทำไมที่นี่คนเยอะ แล้วก็ทำไมมาที่นี่กัน วัดก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ ก็เป็นความงงๆ อยู่ตอนนั้น แล้วก็มองเห็นคนที่มาบวช ก็มาบวชกันเยอะ ก็แปลก เอ๊ะทำไมวัดนี้คนถึงมาบวชกันเยอะ เขาศรัทธาอะไรกันนะ แล้วก็หลังจากบวช เราก็ได้รู้ว่า ที่วัดนี้เขามีระบบ มีระเบียบเรียบร้อย อุบาสกก็แต่งตัวเรียบร้อย มีภูมิฐาน อุบาสิกาก็แต่งตัวเรียบร้อย แต่งตัวชุดขาวกันทั้งหมดวัดเลย เราแปลก เราไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วก็เห็นตอนที่บวชสามเณรนั้น พอลาโกนผมแล้ว เวลานุ่งห่มนาค ก็เห็นว่าเอ๊ะ ทำไมคนมาโกนผมเยอะอย่างนี้ บวชกันทั้งหมดเลยหรือนี่ รู้สึกว่าเป็นจำนวนหมื่น ก็มีความรู้สึกว่า เราโชคดีจังเลยที่ตัดสินใจลางานมาในครั้งนี้ แล้วก็เห็นการจัดงาน ก็เกิดความประทับใจ เป็นระบบระเบียบ คนมาประเภทมืดฟ้ามัวดิน สามารถจัดให้เป็นระบบเป็นระเบียบได้ ก็งงเหมือนกัน แต่ก็อยู่มาด้วยความงงๆ ทำได้ไงแต่ก็เริ่มจะชอบ ก็ติดตามสังเกตมาตลอดว่าวัดนี้มีอะไรดีๆ อีก ก็สังเกตมาเรื่อยๆ จนเข้าไปในห้องน้ำ ห้องน้ำก็สะอาด ปกติเราไปตามวัดต่างๆ หรือไปตามที่สาธารณะนี่จะสกปรก แต่ที่นี่นั้นสะอาด เราก็มีความศรัทธา เอ๊ะ ขนาดห้องน้ำยังสะอาด นับประสาอะไร เอ๊ะที่นี่มีครูบาอาจารย์ เขาสอนญาติโยมดีนะ เสร็จแล้วก็ได้ศึกษามาเรื่อยๆ จนมาวันสุดท้ายของโครงการบวชที่คณะสามเณรทั้งหมดหนึ่งหมื่นกว่ารูป ได้ลงไปตั้งแถวเพื่ออัญเชิญพระบรมพุทธเจ้า ตอนนั้นหลวงพี่ก็ไปด้วย ก็ไปอยู่ด้านหน้าๆ ตอนนั้น เพื่อนๆ ก็บอกว่าท่าน ท่าน ท่านเห็นอะไรหรือเปล่า เราก็มอง ไม่เห็นอะไรเลย โน่นไง โน่นไง ที่อัญเชิญมาบนรถ หลวงพี่ก็มองไป มองไป โอ้โฮ ทำไมองค์พระสวยอย่างนี้ ทำไมท่านสง่างามแล้วก็สงบนิ่ง ทำไมท่านสวยขนาดนี้ เราไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วน้ำตาเราก็ไหลออกมา เราก็อายๆ เพื่อน เพราะว่าเดี๋ยวกลัวเพื่อนแซวๆ ก็หลบๆ เลี่ยงๆ ทั้งๆ ที่น้ำตามันไหลออกมา เราดีใจที่ว่าเอ๊ะ ทำไมองค์พระทำไมสวยอย่างนี้ สวยงามมาก แล้วหลวงพี่ก็คิดไว้ในใจว่าเราอยากเป็นเหมือนกับท่านจังเลย ท่านสงบ ท่านนิ่ง รู้สึกมีพลัง แล้วก็มองด้วยความปีติใจ น้ำตาก็ไหลออกมาด้วย พอน้ำตาไหลทีไร เราก็หลบทีหนึ่งเพื่อมาเช็ดน้ำตา แล้วก็มองไปใหม่นะ ก็อายเพื่อนเหมือนกัน แต่หลังจากวันนั้นก็ได้อธิษฐาน ถ้ามีบุญมีกุศลที่เคยทำมาดีแล้ว ก็ขอให้ได้บวชตลอด ก็ปีติใจ จากการที่ได้เห็นองค์พระแล้วก็ได้ตั้งคำอธิษฐานขึ้นมา ว่าขอให้ได้บวชตลอดไป ก็ปีติเหมือนเดิม หลังจากที่ได้บวชแล้ว แล้วก็ได้อบรมธรรมทายาทที่ผ่านมาก็ได้ศึกษาเรื่องครูบาอาจารย์ แล้วก็นำรูปแบบของท่านนั้นมาปฏิบัติ จนเรามั่นใจว่าเราพบครูบาอาจารย์ที่ดีแล้ว แล้วหลังจาก ต่อจากนั้นมาก็ได้ตั้งใจไม่หวนกลับคืนไป แล้วก็สร้างบารมีมาตลอด แล้วก็เรื่องที่ ๒ ที่หลังจากได้ฝึกฝนอบรมตนเองแล้ว ก็ได้สมัครไปอยู่กับชาวเขา ส่วนมากเราจะรู้จักกันว่าสวนพนาวัฒน์ แล้วรอบข้างนั้นก็จะเป็นเขาเป็นดอย ที่เรามองจากพนาวัฒน์ผ่านไป ตามเขาตามดอยนั้นก็มีหลวงพี่และหมู่คณะที่ได้ไปอยู่กับชาวบ้าน ได้ไปคลุกคลี แล้วก็ได้ไปให้ธรรมะสอนคุณธรรม และศีลธรรมที่ได้จากวัดพระธรรมกายของเรา ซึ่งมีคุณยายของเรานั้นเป็นต้นแบบ แล้วก็นำสิ่งเหล่านี้ไปให้กับชาวเขาชาวดอย จนทุกวันนี้ชาวเขาชาวดอยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงจากเมื่อก่อนนี้มาก จากสมัยก่อนนั้นเมื่อเห็นพระ จะมีความรู้สึกว่าแข็งกระด้าง ถ้าเดิน ถ้าเดินหน้าต่อหน้า ถ้าเราไม่หลบก็อาจจะชนพระก็ได้ นั่นคือสมัยก่อน แต่ปัจจุบันนี้หลังจากที่พวกเรากัลยาณมิตรลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายที่ได้เป็นพระ แล้วก็ไปทำหน้าที่อยู่ตรงนั้น ก็มีหมู่บ้านหนึ่ง มีวัดหนึ่งก็วัดละรูป ๒ รูป ที่อยู่กับชาวบ้าน แล้วก็การเป็นอยู่ของพระที่อยู่ที่นั่น ก็อยากจะนำมาเล่าให้กับพวกเราได้ฟังกัน ถามว่าบางครั้งลำบากไหม ก็ลำบาก บางครั้งมีความสุขไหม มีความสุขกับการเป็นผู้ให้ กับการได้สร้างคนดีอยู่ ณ บนที่แห่งนั้น ทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ชาวบ้านกับเราก็ผูกพันกันดี ปัจจุบันนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงก็คือชาวบ้านหลายๆ หมู่บ้านด้วยกันได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมกันที่วัด มาพร้อมใจกันสวดมนต์ โดยที่นำเด็กมาสวดวันหนึ่ง ผู้หลักผู้ใหญ่อีกวันหนึ่ง แล้วก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกัน ก็มีหลายๆ คนที่ดีขึ้น อย่างเด็กนี่จะเห็นธรรมะกันง่าย อย่างเด็กนี้นั่งพักเดียว ก็เห็นดวงสว่างกัน ก็ปีติใจตามๆ กัน ว่าเด็กๆ เขาคุยกันว่าแปลกนะเธอ สิ่งนี้มีได้อย่างไร ไม่น่าเชื่อเลย นี่ภาษาเด็กเขาพูดกัน แล้วเด็กอีกคน หลายๆ คนด้วยกัน เขาก็อยากจะฝึกเหมือนกันว่าเอ๊ะ มันจริงหรือเปล่า ก็เลยเด็กๆ ส่วนมากก็รักธรรมะกัน อยากจะเห็นดวงแก้วที่เขาอยากเห็น แล้วก็ยังมีคนแก่หลายๆ คนที่อายุมากแล้ว ที่เป็นผู้นำในหมู่บ้าน ซึ่งสมัยก่อนนั้นจะค่อนข้างขี้เหล้าเมายา แต่ปัจจุบันนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยที่ผู้นำเหล่านั้น บางคนก็ได้มาบวชพระรุ่นเข้าพรรษา ก็ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม จน จากคำว่าขี้เหล้าก็เปลี่ยนแปลงไป ทุกวันนี้ก็เป็นที่น่านับถือของชาวบ้านในปัจจุบัน ก็เป็นแบบอย่างที่ดี หลังจากที่พระของเราได้ไปอยู่แล้ว แล้วบางบ้านที่ขายเหล้า บางบ้านก็มาทำวัตร มานั่งสมาธิ มาฟังธรรมะ กลับไปก็ไปเลิกขายเหล้า มีหลายหมู่บ้านด้วยกัน นี่ก็น่าปีติใจที่คุณธรรมความดีเหล่านี้ไปสู่ชาวบ้านชาวเขา ประเพณีก่อนๆ ชาวเขาส่วนมากนั้นจะนับถือผีเป็นส่วนใหญ่ ตอนเจ็บป่วยอะไรก็จะไหว้ผีตลอด หาของไม่เจอก็ยังไปไหว้ผี นั่นเป็นลักษณะที่เขาเชื่อถือกันมาแต่ก่อน แต่ปัจจุบันนี้ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยมากราบพระ มาทำบุญที่วัด นี่คือการเปลี่ยนแปลงของชาวเขาในปัจจุบัน แล้วก็มีความเคารพพระ แม้แต่เด็กถ้าเห็นพระ เด็กกำลังเล่นกันอยู่นี่ ถ้าเห็นพระเดินผ่านไป ก็จะร้องโดยพร้อมเพรียงกันเลยว่ากราบนมัสการครับ กราบนมัสการค่ะ นี่คือเด็กชาวเขาในปัจจุบัน นี่คือคุณธรรมความดีของวัดพระธรรมกาย ที่มีต้นแบบคุณยายของเรานั้นเป็นต้นแบบที่นำสิ่งเหล่านี้ไปสู่ชาวเขา แล้วก็มีเรื่องที่ชุดหลวงพี่ได้เข้าไปอยู่ในหมู่บ้านลึกๆ ได้เข้าไปในหุบเขาห่างออกไป ที่ขยายเข้าไปในหุบเขา เพื่อนำคุณธรรมนี้ขยายเข้าที่ห่างไกลจากพนาวัฒน์เข้าไปอีก ประมาณสัก ๓๐-๔๐ กิโล ที่เข้าไปในเขา ก็ได้นำคำสอนของคุณยายและครูบาอาจารย์ของเรานี้ ได้ไปเป็นต้นแบบให้กับชาวบ้านเหล่านั้น ซึ่งชาวเขาที่ห่างไกลออกไปนั้น บางคนฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องเลย เราพูดภาษาไทยนี่เขาฟังไม่รู้เรื่อง แต่เราเองเราไปอยู่ใหม่ บางครั้งภาษากระเหรี่ยงเราก็ไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไปกันได้ โดยใช้การสื่อ โดยใช้มือบ้าง แสดงกิริยาบ้าง แต่ก็ไปกันได้ แต่ชาวเขาที่อยู่ลึกๆ ไปนั้น เราชวนมาปฏิบัติธรรม มานั่งสมาธิก็มานั่งกัน ตอนนั้นหลวงพี่มีอยู่ด้วยกัน ๓ รูปด้วยกัน ได้ไปขยายไปในหุบเขาที่ลึกๆ เข้าไป แล้วก็ไปตั้งกุฏิชั่วคราว แล้วก็ชวนเด็กๆ มาประพฤติปฏิบัติธรรมกัน เด็กๆ ก็มา ถึงเวลาเสียงระฆังเป๋ง ๖ โมง เด็กจะวิ่งมากันเป็นกลุ่มๆ เลย กุฏิหลวงพี่ประมาณสัก ๔ ห้อง เด็กๆ ขึ้นมาเต็มหมด จนไม่พอนั่ง ต้องขยายไปนั่งตรงที่วางรองเท้า ทั้งๆ ที่ก็มียุง แต่เด็กนั้นก็นั่งสมาธิกันได้ แล้วก็ตั้งใจกันสวดมนต์ แล้วผู้เฒ่าผู้แก่ เด็กๆ ก็ชวนมา ท่านก็มา มาก็มากราบไหว้ กราบไม่กราบธรรมดา กราบประเภทติด หัวนี่ติดพื้นเลย กราบพระ ดูแล้วน่าปีติใจกับชาวเขาที่เขายังมีโอกาสได้พบพระ แล้วก็ได้พบกับพวกหลวงพี่ที่ไปอยู่ แต่บางครั้งก็มีเรื่องตลกๆ เหมือนกัน อย่างเช่นมีเจ้าทรง เจ้าทรงนี่ปกติแล้วก็ คงจะหลอกชาวบ้านได้ ก็เรื่องผีๆ นะ การเข้าทรงจะสั่นๆ นะ สั่นคอสั่นมืออะไรพวกนี้ สั่นแล้วชาวบ้านเขากลัวๆ ปกติเป็นคนกลัวผีอยู่แล้ว ทีนี้เจ้าทรงนี่บอกอะไรชาวบ้านเชื่อไปหมด บางครั้งก็ถูก บางครั้งก็ผิด แต่ชาวบ้านก็เชื่อหมด แต่มีอยู่วันหนึ่ง เป็นเรื่องตลก ที่หลวงพี่ไปแล้วก็มีเด็ก มีชาวบ้านมาทำวัตรกันเยอะ ก็คงไปขัดอะไรบางอย่าง ก็เลยมาหลอก ร้องตั้งแต่ตีนเขา ร้องมา ร้องแบบเหมือนกัน คล้ายๆ กับเสียงอะไร เสียงช้าง ร้องมา หลวงพี่มองไปหาชาวบ้าน แต่ละบ้านปกติแล้วเปิดไฟ พอได้ยินเสียง ดับไฟในบ้านกันหมดเลยนะ ดับไฟกันหมดเลย แล้วเจ้าทรงก็วิ่งตรงมาหาหลวงพี่ หลวงพี่เองตอนแรกก็ตกใจเหมือนกัน เพราะไม่เคยเห็น เสียงดังขนาดนั้น แล้วก็ร้องวิ๊ด เข้ามาหาเรา กุฏิของเรานั้นเป็นกุฏิชั่วคราว ก็มีบันไดสัก ๒-๓ ขั้นได้ เจ้าทรงมาถึงก็ ทำเป็นเหมือนกับผีแม่นาคพระโขนง ยื่นมือ ๒ มือนะ แล้วก็ยื่นมาที่หลวงพี่ หลวงพี่ก็ ก็คิดอยู่ในใจเหมือนกันว่าเอ๊ะ จะอยู่หรือจะไป (หัวเราะ) แต่ว่าคิดว่าเอ๊ะ เราลูกหลวงพ่อนี่นา เราเป็นทหารกล้า ไม่ใช่ทหารเกณฑ์ เรากล้ามารบ เราไม่ได้เกณฑ์มารบ ก็เลยสู้ ไปยืนอยู่เฉยๆ แหละ เขาอยากบีบก็ให้บีบไป แต่แล้วพอเรายืนอยู่เฉยๆ แล้ว กลับไม่กล้าบีบเรา เราก็เลยรอดไป ถ้าบีบก็แย่เหมือนกัน เพราะเราเองเราก็ตัวนิดเดียว แต่ว่าเจ้าทรงนั้นเขาตัวใหญ่ชนิดที่ว่า ๒ เท่าตัวหลวงพี่เลยนะ ก็เป็นเรื่องตลกๆ นะ เรื่องต่อไป ก็เป็นเรื่องอาหารนะ เรื่องอาหารการกินนะ การขบฉันอยากจะมาเล่าให้กับพี่น้องเราได้ฟัง เรื่องการขบฉันบนดอยนั้น ชาวบ้านเขาจะ in มาก ถ้าเราไม่ได้ฉันอาหารของชาวบ้านมานี่ บางทีชาวบ้านเขาก็จะสงสัยว่าเอ๊ะ หลวงพี่นี่ท่านรังเกียจเรามั๊ง ท่านเลยไม่ยอมฉันอาหาร แต่อาหารบางอย่าง หลวงพี่จะยกมา อย่างเช่นอาหารหน้าฝนก็มีลูกกบลูกเขียดนะ ลูกกบลูกเขียดนี่จะเป็นอาหารแบบ ถ้าบิณฯบ้านแรกนี่เป็นลูกกบลูกเขียดนี่ บ้านที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี่ ก็จะเหมือนกันหมดเลย เพราะเป็นช่วงฤดูนะ ถ้าฤดูไหนฤดูหน่อไม้ ก็หน่อไม้ทั้งหมดนะ หน่อไม้แทบจะทุกปิ่นโตเลย ก็ตอนนี้มีลูกเขียด ตอนแรกๆ ก็มันเป็นลักษณะที่ลูกเขียดตัวน้อยๆ เปิดก็เต็มปิ่นโตเลย แล้วมันก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกนะ ท้องมันก็ป่อง ตอนแรกเราก็ทำใจเหมือนกันเอ๊ะ เราไม่เคยนี่นะ เอ้าเป็นพระนี่นา อยากได้ร้อนก็ได้เย็น อยากได้เย็นก็ได้ร้อน จะไปเลือกอะไร ถ้าไม่ฉันเดี๋ยวชาวบ้านเขาจะเสียใจอีก ว่ารังเกียจขึ้น ตอนแรกก็ทำใจ ก็ตักมาแล้วตักมาอีก แต่มาตักไว้ที่จาน (หัวเราะ) แล้วก็มาหายใจ เอ๊ะ เราจะฉันได้ไหมนี่ สุดท้ายนะ ก็ลองค่อยๆ ค่อยๆ ไป เพื่อจะได้เข้ากับชาวบ้านให้ได้ ต่อไปต่อมาก็ชาวบ้านยังเป็นห่วงว่าทุกวันนี้กลัวจะไม่พอกับพวกหลวงพี่ ก็เลย มาทุกวันนี้ก็เลยชินกับอาหารชาวเขา อาหารชาวเขานี่ส่วนมากรสชาติจะเค็ม แล้วก็จะมีน้ำใสๆ แล้วก็มีผักป่า ที่นำไปใส่ทั้งดุ้น ถ้ามีต้นก็ใส่ไปทั้งต้นนั่นแหละนะ ก็เป็นอาหารประเภทอย่างนี้นะ นี่แหละชีวิตของนักสร้างบารมีนะที่เราต้องต่อสู้ต่อไป ถึงมันจะลำบาก แล้วก็อย่างที่บอกว่าเราเป็นทหารกล้า คือกล้าไปรบ เราไม่ใช่ทหารเกณฑ์ที่ต้องเกณฑ์ไปรบ ก็เลยจำคำนี้ไว้ แล้วก็ได้สร้างบารมีอย่างนี้ อดทนและต่อสู้มาจนถึงทุกวันนี้ แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่เมื่อพรรษาก่อนโน้น หลวงพี่ได้จำพรรษา ก็มีโยมอยู่ท่านหนึ่ง มาเล่าให้หลวงพี่ฟังบอกว่า หลวงพี่เชื่อไหมว่าโยมนี่รอดตายมาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนนั้นหลวงพี่ก็ เอ้า ไหนโยมลองเล่ามาซิ โยมก็เล่ามา ก็บอกว่าเมื่อ ๒-๓ ปีก่อน โยมพี่ทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น อยู่กับน้องสาว เช่าห้องอยู่ แล้วตอนนี้โยมพี่ ตอนที่อยู่กับน้องสาว เช่าห้องอยู่นั้น โยมพี่เป็นโรคสารพัดโรคเลย แต่ละโรคนั้นล้วนแต่จะทำให้ตายทั้งนั้น หนักๆ ทั้งนั้นเลย คิดว่าโยมพี่จะไม่รอดเสียแล้ว ก็เลยสั่งกะน้องสาวไว้ว่าน้องเอ๊ย ถ้าพี่นี่เป็นอะไรขึ้นมา ก็คงจะต้องรับสภาพไป เพราะว่าหมอเองหมอก็หมดทางรักษาแล้ว แล้วพี่เองก็กลับเมืองไทยก็คงกลับไม่ไหว ถ้าเป็นอะไรไป ก็ขอตายอยู่ที่นี่ ก็ขอฝากน้องไว้ด้วยว่าขอให้ ถ้าพี่กลับมาจากที่ทำงานแล้ว ถ้าพี่เป็นอะไรไป ขอให้เผาพี่แล้วก็นำกระดูกนั้นไปลอยน้ำให้ด้วยโดยใส่ผ้าขาว แล้วก็พวงมาลัยสัก ๑ พวง ทำให้พี่ด้วย น้องได้ยินอย่างนั้น น้องก็ร้องไห้ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะหมดทางรักษา เสร็จแล้วก็ปิดประตู แล้วก็ออกไปทำงานโดยน้ำตาอย่างนั้นแหละ ตอนนี้หลังจากน้องสาวออกไป โยมพี่นี่ก็มาเล่าให้ฟังว่าหลังจากน้องสาวออกไปนี่ โยมพี่นี่มีอาการหนักมาก จึงคิดว่าสลบไปเลย มันวูบไป แล้วก็รู้สึกว่าไม่รู้สึกตัว แต่รู้อีกที รู้ว่ามันสว่างอยู่กลางท้อง แล้วไม่ใช่สว่างธรรมดา ดันมีองค์พระซึ่งเป็นพระสงฆ์นี่แหละ แต่จำได้ว่าเป็นพระสงฆ์ไทย ปรากฏที่กลางท้อง เธอก็ ก็ยังงงๆ อยู่ ก็คิดว่าเอ๊ะ คนเรานี่ตายไปแล้ว เป็นอย่างนี้หรือ ก็คิดว่าอย่างนั้น พอสักพักหนึ่งก็มีเสียงออกมาจากองค์พระว่าลุกขึ้นมาเถอะลูก ลุกขึ้นมาเถอะลูก เสร็จแล้วโยมพี่ก็ลุกตามเสียงนั้นไป หลังจากลุกเสร็จแล้วก็ค่อยๆ ลืมตา แล้วก็มองเห็นว่าเอ๊ะในห้องมันก็ยังสว่าง สว่างเหมือนในท้องเลย แต่แสงสว่างข้างนอกนั้นมาจากตู้หนังสือ โยมพี่ จริงๆ แล้วก็ดูหนังสือไทยไม่ค่อยเก่ง อ่านภาษาไทยไม่ค่อยเก่ง ก็ไปตามตู้หนังสือ ก็ไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งเป็นหนังสือ รู้สึกว่าจะเป็นหนังสือกัลยาณมิตรนะ เป็นหนังสือกัลยาณมิตรที่มีรูปหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ ก็เลยได้ศึกษาจากหนังสือ แล้วก็หลวงพ่อยังไม่พอ หลังจากดูหนังสือเสร็จแล้ว หลวงพ่อที่เห็นอยู่กลางท้องนั้น โยมท่านก็เล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อท่านสอนให้นั่งสมาธิรักษา โดยให้นั่งสมาธิ โดยสอนนะ มือขวาทับมือซ้ายอย่างที่เราได้ศึกษากัน แล้วก็นั่งให้ภาวนาว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง โยมพี่นั่งไปสักหลายชั่วโมงเหมือนกัน เสร็จแล้วก็สามารถลุกขึ้นเข้าห้องน้ำห้องท่าได้ ก็แปลกนะ ก็แปลก หลังจากวันนั้นมา น้องสาวกลับมาก็ตกใจ ทำไมพี่เราตอนเช้าอาการหนักนะ ตอนเย็นหายแล้ว แปลก หลังจากนั้นมาก็ไปตรวจหมอประจำ หมอบอกว่าเอ๊ะ แปลกจริงนะ โรคของคุณนี่มันหายได้ยังไง หลังจากนั้นมาก็กลับมาเมืองไทย แล้วก็มาเป็นผู้นำบุญของวัดเราอยู่จนทุกวันนี้นะ ก็สมควรแก่เวลา ต่อจากนี้ไปให้เรานั่งหลับตาสักครู่หนึ่งนะ เพื่อจะนึกถึงบุญกุศลและความปีติ แห่งบุญกุศลที่หลวงพี่เองได้สนทนามาระยะหนึ่งนี้ ก็จะได้เป็นกำลังใจให้กับลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายได้สร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ให้เราน้อมใจคิดถึงคุณยายตามที่เราได้ฝึก และได้อบรมกันมาสักครู่หนึ่งนะ ******************************** จบ ********************************