ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ในดินแดนมนุษยภูมิ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(เริ่มม้วน 1/A) พระมหาชัชวาลย์ กราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอกราบพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร และญาติโยม อุบาสก อุบาสิกาทุกๆ ท่าน (สาธุ) ก่อนอื่นก็ต้องขออนุโมทนาบุญกับพวกเราทุกๆ คนที่ได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมถวายแด่หลวงพ่อวัดปากน้ำ เนื่องในวันครูธรรมกายของเราเมื่อวานทุกๆ คนเลยนะ (สาธุ) หลวงพี่ได้รับโอกาสบุญในวันนี้ ก็รู้สึกว่าเป็นโชคดีที่ได้มาสนทนากับญาติโยมทุกๆ คน ทุกๆ ท่าน ณ ที่นี้ ดินแดนที่พวกเราทั้งหลายได้มาเกิดในโลกของเราในปัจจุบันนี้ ตามพระไตรปิฎกท่านเรียกว่าดินแดนมนุษยภูมิ มนุษยภูมินี้เป็นแดนที่สร้างบุญสร้างบารมี เป็นแดนที่กลางๆ สำหรับคนทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลายที่จะมาเกิดในโลกมนุษย์ จริงๆ สรรพสัตว์ทั้งหลายที่จะมาเกิดในโลกมนุษย์นั้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์สวรรค์ จะเป็นเทวดา เป็นเทพนารีก็ตาม หรือว่าเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ตาม ล้วนมีความตั้งใจดีในการมาเกิดเป็น ในภพมนุษย์แห่งนี้ เหมือนกับเรื่องของนางเรวดี ซึ่งเป็นภรรยาของนายนันทิยะ เผลอไปสร้างเวร สร้างกรรม สร้างบาปอกุศล ไปแกล้งภิกษุสงฆ์ เอาอาหารบูดๆ ถวายภิกษุสงฆ์ เมื่อตายไปแล้วก็ไปสู่นรก นายยมบาลก็ดี นายนิรยบาลก็ดี ได้ตามไปอกุสะทะนรก เมื่อลงไปสู่ที่นั่นและนี่ ได้รับความทรมาน ก็ขอร้องนายนิรยบาลต่างๆ นานา แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่ได้ผลอย่างที่ตนเองปรารถนา แล้วก็ตั้งใจเอาว่าท่านนายนิรยบาล เมื่อข้าพเจ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่สร้างเวรสร้างกรรม แต่จะสร้าง เออ จะสร้างแต่บุญแต่กุศล จะปฏิบัติธรรมให้อยู่ในศีล ๕ อยู่ในศีล ๘ อยู่ในโอวาทของพระพุทธเจ้า ตั้งใจไว้อย่างนั้น จะเป็นสัตว์สวรรค์ก็ดี คือเป็นเทวดาก็ดีนี่ เวลาลงมาเกิดในโลกมนุษย์ ก็จะตั้งใจไว้ว่าข้าพเจ้าเมื่อลงมาเกิดในโลกมนุษย์แล้ว จะตั้งใจสร้างแต่คุณงามความดี เพื่อจะได้กลับไปเกิดในสวรรค์วิมานของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าอยู่ที่สวรรค์วิมานนั้น เสวยทิพยสมบัติ มีความสุขเหลือเกิน ไม่อยากจะไปสู่นรกเหมือนกัน เพราะงั้นต่าง ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ก็ต่างตั้งใจดีในการมาเกิดในโลกมนุษย์ แต่เมื่อมาเกิดแล้ว อยู่ในท้องมารดานานถึง ๙ เดือน สิ่งที่ตั้งใจอะไรต่างๆ นานาเหล่านั้นนี่ โดนบีบคั้นภายในท้องของมารดา จึงเลอะเลือน จึงลืมไปหมดเลย ว่าตัวเองตั้งใจสมัยที่ก่อนมาเกิดเป็นมนุษย์นี่ ตั้งใจจะทำอะไรเอาไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดในโลกมนุษย์ มีอยู่ยังไงก็เป็นอยู่อย่างนั้น มีชีวิตอยู่ยังไงก็ไปตามเขา ไปเป็นวัน ไปเป็นวันตามเขาอย่างนั้นเรื่อยๆ ไป ไม่ได้นึกถึงเป้าหมายที่ตนเองได้เกิดมา ได้ตั้งใจเอาไว้ ก่อนเกิดมาเป็นมนุษย์ เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ไปเผลอไปสร้างเวรสร้างกรรม สร้างบาปสร้างอกุศล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในได้ตรัสเอาไว้ในบุครสูตรว่าก็บุคคลที่มาเกิดมาในโลกมนุษย์นั้น มีอยู่ ๔ ประเภทด้วยกัน มีอะไรบ้าง ในบุครสูตรวาระพระบาลีที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้กับพระเจ้าปเสนทิโกศลเอาไว้ว่า ในวันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลได้เข้าไปถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า บุคคลในโลกมีอยู่กี่ประเภท พระองค์ได้ตรัสตอบว่ามีอยู่ ๔ ประเภท มหาบพิตร ๔ ประเภทมีอะไรบ้าง ๔ ประเภทก็คือตั้งแต่ ๑. ตโม ตมปรยาโน คือบุคคลประเภทที่ ๑ มืดมาแล้วก็มืดไป ๒. ตโม โชติปรยาโน มืดมาแล้วก็สว่างไป ๓. โชติ ตมปรยาโน สว่างมาแต่ว่ามืดไป บุคคลประเภทที่ ๔ ประเภทสุดท้าย คือโชติ โชติ ปรยาโน สว่างมาแล้วก็สว่างไป มหาบพิตร บุคคล ๔ ประเภทนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ประเภทที่ ๑ บุคคลผู้มืดมาแล้วก็มืดไปนั้น เวลาก่อนที่จะมาเกิดในโลกมนุษย์ก็อาจจะมาแบบมืดๆ หรือว่าอาจจะมาแบบสว่างก็ตามทีแหละ แต่ว่าเมื่อมาเกิดในโลกมนุษย์แล้ว ด้วยเวรด้วยกรรมที่ตัวเองเคยสร้างมาในอดีต เมื่อมาอยู่ในโลกมนุษย์ก็มีความลำบาก หาเช้ากินค่ำ หาค่ำกินกลางคืน มีความลำบากลำบนเหลือเกิน แต่เมื่อมาเกิดแล้ว ก็เห็นว่า ก็ต้องดำรงชีวิตตัวเองให้อยู่ให้มันได้ ก็เผลอไปสร้างเวรสร้างกรรม สร้างอกุศลหนักเข้าไปอีก เมื่อเผลอสร้างเวรสร้างกรรมหนักเข้าอย่างนั้น เวลาตายไป ก็ไปสู่อเวจี ก็ไปสู่นรกอีกเหมือนเดิม นี้เรียกว่าบุคคลผู้มืดมาแล้วก็มืดไป มหาบพิตร ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงปรารภนายพรานที่เกิดมาแล้วนี่นะ แถมที่เออ แถมที่จะสร้างบุญสร้างกุศล ต้นตระกูลของตัวเองเป็นนายพรานล่าสัตว์อยู่ทุกวันทุกวัน ตัวเองเกิดมาก็ล่าสัตว์ เวลาตายไปก็ไปสู่นรกอีกเหมือนเดิม สู่อบายภูมิอีกเหมือนเดิม บุคคลประเภทที่ ๒ คือมืดมาแล้วก็สว่างไป เป็นอย่างไรบ้าง บุคคลประเภทนี้นี่ เวลาเกิดมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะมืด คือชีวิตในโลก ในสมมติในปัจจุบันนี่อาจจะไม่ได้รุ่งเรือง จะไม่รุ่งโรจน์นักหนา แต่ว่าไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาทในชีวิต คิดสร้างบุญสร้างกุศล สร้างบุญสร้างบารมีอยู่ร่ำไป ให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ดีอยู่ร่ำไปอย่างนี้ เวลาตายไปแล้วก็ไปสู่สวรรค์ได้เหมือนกัน นี่แหละมหาบพิตร บุคคลประเภทที่ ๒ บุคคลประเภทที่ ๓ เป็นอย่างไร บุคคลประเภทที่ ๓ คือสว่างมาแล้วก็มืดไป พระองค์ตรัสเอาไว้ในข้อนี้ว่าบุคคลประเภทนี้เวลาเมื่อเกิดมาแล้วนี่ จริงอยู่ว่าบุญของตัวเองสร้างเอาไว้ดี มีทรัพย์มีสมบัติ ไม่ต้องหาเลี้ยงชีพตลอดชีวิต ก็สามารถที่จะอยู่ได้ แต่กลับประมาท ขาดหิริหรือโอตตัปปะ คือขาดความกลัวบาป เกรงบาป ก็เผลอไปสร้างเวรสร้างกรรม ถึงแม้จะเกิดในตระกูลสูง คือตระกูลกษัตริย์มหาศาล ตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือว่าจะเกิดตระกูลในเศรษฐีมหาศาลก็ตาม แต่ว่าเมื่อไปเผลอสร้างเวรสร้างกรรมอย่างนี้แล้ว เวลาตายไปก็ไปสู่อบายภูมิ บุคคลประเภทนี้เรียกว่าสว่างมาแล้วก็สว่างไป บุคคลประเภทที่ ๔ คือสว่างมา เออ สว่างมาแล้วก็มืดไปนะ ขออภัย บุคคลประเภทที่ ๔ คือสว่างมาแล้วก็สว่างไป เมื่อเกิดมาแล้วมีอันจะกินแล้ว ก็ไม่ประมาทในชีวิต ยังสร้างบุญสร้างบารมี อย่างเช่นพวกเราทั้งหลาย ไม่มีประมาทในชีวิต คิดจะสร้างคุณงามความดี สร้างกุศล เพื่อจะกินบุญต่อบุญ จะเอาไปใช้ในภพชาติเบื้องหน้าต่อๆ ไป ท่านทั้งหลาย มนุษย์เมื่อเกิดมาแล้ว อะไรล่ะ เป็นตัวให้สร้างเวรสร้างกรรม อะไรเป็นตัวให้สร้างคุณงามความดี พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่าสิ่งที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มนุษย์สร้างคุณงามความดีหรือว่าสร้างเวรสร้างกรรมนั้นก็คือ ในฝ่ายบุญ กรรมหรือว่าบุญเก่าที่เราสร้างเอาไว้ หรือว่ากัลยาณมิตรในภพใหม่ที่เราเจอนี่แหละจะเป็นตัวชักนำ ชักชวนให้เราสร้างคุณงามความดี สรุปก็คือว่าบุญเก่าและกัลยาณมิตรในภพใหม่ จะเป็นตัวชักนำ เป็นผู้ชักนำให้เราสร้างคุณงามความดี บุคคลประเภทที่ ๒ คือพวกที่จะสร้างเวรสร้างกรรม สร้างบาปสร้างกุศล มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ก็บอกต่อไปว่ามีกิเลสนั่นแหละ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สร้างเวร สร้างกรรม สร้างอกุศล เมื่อมีกิเลส กิเลสมันบีบบังคับใจหนักเข้า หนักเข้า หนักเข้า ก็เผลอไปสร้างเวรสร้างกรรม เมื่อสร้างเวรสร้างกรรม สร้างกรรมหนักเข้า กรรมนั้นก็ทำให้เกิดวิบาก เมื่อสร้างวิบาก วิบากนั้นก็มีอำนาจที่จะชักนำให้ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ตั้งแต่เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสูรกาย หรือว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ดังนั้น ท่านจึงสรุปเอาไว้ว่าบุญจะเป็นตัวสร้างรูปกายในสัมปรายภพ บุญจะเป็นตัวสร้างความเป็นอยู่ในสัมปรายภพ อีกเช่นกัน บาปจะเป็นตัวสร้างรูปกายในสัมปรายภพเบื้องหน้า บาปจะเป็นตัวสร้างความเป็นอยู่ในสัมปรายภพเบื้องหน้าอีกเช่นกัน เ พราะงั้นเวลาเราสร้างบุญ สร้างคุณงามความดี เวลาบุญส่งผลหรือให้รูปกาย ให้ความเป็นอยู่ จึงไปสู่สวรรค์เป็นเทพบุตรสุดโสภา เป็นเทพธิดา หน้าตาสดใส เวลาบาปให้ผล เวลาสร้างอกุศลหนักเข้า หนักเข้า มันก็สร้างรูปกาย สร้างความเป็นอยู่ ให้เป็นสัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสูรกายก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี สัตว์นรกก็ทุกข์ทรมานอยู่ในสัตว์นรก ด้วยการทรมานจากไฟบ้าง จากน้ำบ้าง จากน้ำกรดบ้าง จากความเย็นบ้าง จะเป็นเปรตก็ทุกข์ทรมานด้วยความหิวโหย ห่วงลูกห่วงหลานในภพมนุษย์ จะเป็นสัตว์อสูรกายก็มีความกลัว ไม่กล้าสู้หน้าต่อเพื่อนมนุษย์ จะเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ทุกข์ด้วยการที่ต้องทำมาหากิน ต้อง เออ ลำบากในการหาเลี้ยงชีพของตัวเอง เช่นพวกนกก็ดี พวกสัตว์ต่างๆ ก็ดีนี่ ต้องพยายามเลี้ยงชีพตัวเองด้วยปากเล็กๆ อย่างนี้เป็นต้น เผลอสร้างบาป บาปนั้นก็สร้างรูปกาย หรือสร้างความเป็นอยู่ในสัมปรายภพคือภพเบื้องหน้าที่เราจะต้องไป ถ้าเราสร้างบุญ บุญนั้นก็จะส่งผลคือสร้างรูปกายให้เป็น ให้เป็นเทพธิดา เทพบุตรอยู่ในสวรรค์ เสวยบุญเสวยวิมานของตัวเองอยู่ในที่นั้นๆ ดังนั้นท่านทั้งหลาย มนุษย์ภูมินี้จึงเป็นที่แสวงหา คือแสวงหาบาปและแสวงหาบุญ แล้วแต่ว่าเราจะอยู่ในอำนาจของกิเลส หรือจะอยู่ในอำนาจของฝ่ายบุญ ถ้าเราอยู่ในอำนาจของฝ่ายบุญ แล้วก็สร้างแต่คุณงามความดี ถ้าเรามี จากกำลังใจที่ไม่เข้มแข็งพอ เผลออยู่ในอำนาจของกิเลส แล้วก็สร้างแต่บาป สร้างแต่อกุศล พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ มนุษย์แปลว่าผู้มีใจสูง ดังนั้นเราทั้งหลายเมื่อได้ฟังอย่างนี้แล้ว เราควรที่จะมาคิดพิจารณาว่าทำอย่างไรนะ เราจะได้กลับมาเกิดในภพมนุษย์อีก เพื่อจะได้มาสร้างบุญสร้างบารมีต่อๆ ไป ไม่เผลอไปสร้างเวรสร้างกรรม จะไม่ไปตกนรกเป็นเปรต เป็นอสูรกาย หรือว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้น พระองค์ให้หลักเอาไว้ง่ายๆ ว่าการที่เราทั้งหลายจะได้กลับอัตภาพมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากแสนยาก กิจฺโฉ มนุสฺสปฺปฏิลาโภ ยากนักหนา แต่ว่าก็ไม่เหลือวิสัย โดยทำยังไง โดยให้อยู่ในมนุษยธรรม มนุษยธรรมทั้ง ๕ ประการ ให้อยู่ในมนุษยธรรมทั้ง ๕ ประการที่พระองค์ได้ทรงแสดงเอาไว้ก็คือศีล ๕ นั่นเอง ตั้งแต่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหก หรือว่าไม่ดื่มสุราเมรัย อย่างนี้เป็นต้น เมื่อเรารักษามนุษยธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ได้แล้ว เป็นอันมั่นใจได้ว่าเราจะต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ได้มาสร้างบุญสร้างบารมีอีกแน่นอน แต่พอหรือยัง ยังไม่พอ ต้องประกอบด้วยความไม่ประมาทด้วย เมื่อเรามีมนุษยธรรมแล้วนี่ เราต้องมีความประมาท ความประมาทเป็นต้นทุนในภพชาติปัจจุบันของเรา ถ้าเราประมาทแล้ว ถือว่าการเกิดมาในชาติของเราขาดทุน เราไม่สามารถจะกลับไปสู่วิมานของเราเองได้ แต่เราอาจจะกลับไปสู่นรก กลับไปสู่เปรต เป็นอสูรกาย หรือว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน พระองค์ตรัสเอาไว้ว่ามนุษย์ที่เกิดมาแล้วนี่ หลังจากตายไปแล้ว ไปเกิดในสวรรค์นั้นน้อย ไปเกิดในอบายภูมินั้นเยอะ ดังนั้นท่านทั้งหลาย ถ้าเราอยากจะเกิดเป็นมนุษย์อีกในภพชาติต่อๆ ไป เราจะต้องมีมนุษยธรรมพร้อมกับความไม่ประมาท ไม่ประมาทในอะไร ไม่ประมาทในคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ประมาทในโอวาทของพระพุทธองค์ พระองค์ให้โอวาทไว้เยอะแยะมากมาย แต่สรุปเป็น ๓ ข้อง่ายๆ ก็คือ สพฺพปาปสฺส อกรณํ อย่าทำบาปทั้งปวงนะ อย่าทำบาปทั้งปวง กุสลสูปสมฺปทา ยังกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อม อย่างเช่นว่าเราทั้งหลายที่มาบำเพ็ญทุกๆ วันนี่ อย่าคิดว่าบุญกุศลเราเยอะ อย่าคิดว่าเราพอแล้วนะ พระองค์ไม่ให้ประมาท ให้บำเพ็ญทุกวัน ทุกวัน ยังกุศลให้มันถึงพร้อมทุกอย่างทุกประการ และข้อสุดท้ายคือ สจิตฺตปริโยทปนํ ทำจิตของตัวเองให้ผ่องใส ให้ผ่องแผ้วอยู่เสมอ เมื่อให้ทานแล้วก็ดี รักษาศีลแล้วก็ดี เราจะต้องมีการบำเพ็ญสมาธิภาวนา เพราะว่าถ้าเราบำเพ็ญทานดี เกิดไปกี่ภพกี่ชาติ เราก็จะมีขุนคลังประจำตัว ขุนคลังนี้จะตามตัวเราไปตลอดเวลา เมื่อเรารักษาดี เราก็จะมีช่างเสริมสวยประจำตัวอีกเหมือนกัน แต่ถ้าเกิดว่าเรามีสมาธิดี ฝึกปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาด เราก็จะมีกุนซือ คอยจะติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง คอยเป็นปรึกษา สติปัญญาเอาไว้ปรึกษา ปรึกษาว่าเราจะทำยังไงสำหรับการดำเนินชีวิตของเราต่อๆ ไป อย่างนี้นี่เราก็จะสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยโอวาทที่พระองค์ได้ทรงประทานเอาไว้ว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ อย่าทำบาปทั้งปวง กุสลสูปสมฺปทา ยังกุศลทั้งหลายทั้งปวงให้ถึงพร้อม ถึงแม้ว่าจะเป็นกุศลเล็ก กุศลน้อย กุศลมาก กุศลใหญ่ก็ตาม ทำเข้าไป ข้อสุดท้าย คือ สจิตฺตปริโยทปนํ ทำใจของตัวเองให้ผ่องใส ให้ผ่องแผ้ว เมื่อเราทำได้อย่างนี้ทั้ง ๓ ข้อ แล้วมนุษยธรรม พร้อมกับความไม่ประมาททั้งหลายทั้งมวลที่กล่าวมาแล้วนี้นี่ ใจของเราก็จะผ่องใส เมื่อใจของเราผ่องใสแล้ว พระองค์ก็ตรัสรับรองเอาไว้อีกว่า สจิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ สุคติปาฏิกงฺขา ตรัสรับรองไว้เลยนะ จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ สุคติปาฏิกงฺขาเมื่อใจเราผ่องใสไม่เศร้าหมอง สวรรค์ก็เป็นที่ไป จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคติปาฏิกงฺขา เมื่อใจเศร้าหมองไม่ผ่องใส ก็นรกเป็นที่ไป อบายภูมิเป็นที่ไป ดังนั้น ท่านทั้งหลายที่ได้มาสร้างบุญสร้างบารมีในวันนี้ หรือว่าสร้างบุญสร้างบารมีร่วมกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ร่วมกับคุณยายก็ตาม ให้เราดีอกดีใจว่าบุญเก่าเราเตือนแล้ว พร้อมกับเรามีกัลยาณมิตรใหม่คือหลวงพ่อของเรา คุณยายของเรา ได้มาแนะนำสิ่งเหล่านี้ให้เรารู้ว่าเส้นทางที่เราจะดำเนินชีวิตต่อไปนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เราทั้งหลายอาจจะสังเกตดูว่าทำไมคนเรามันจึงต่างกัน คนเราเวลา ทำไมนะทั้งๆ ที่มีความเป็นอยู่ก็คล้ายๆ กัน ทำไมมันต่างกัน บางคนนี่ความเป็นอยู่แตกต่างกัน ทำไมจึงเหมือนกัน นั่นแหละเป็นเพราะว่าบุญกุศลที่เราเคยสร้างเอาไว้ บางคนนี่ประมาท ไม่เชื่อในผลบุญ ไม่เชื่อผลบาป ที่ว่าไม่เชื่อในผลบาปก็รับอกุศลไป แต่ที่ว่าไม่เชื่อในผลบุญก็คือว่าเกิดมาแล้วนี่มีทรัพย์สมบัติมากมายแล้วแต่ เชื่อมั่นตัวเองว่าข้าพเจ้าทำมาได้นี่ก็เพราะว่าความสามารถของตัวเอง ไม่ได้ด้วยบุญด้วยกุศลเลย ท่านทั้งหลาย เราเคยเห็นไหมบางคนมีสติปัญญาดี ร่ำรวยมากมายมหาศาล แต่ว่าทำธุรกิจหรือว่าทำงานไปสักพักแล้ว ก็เกิดประสบปัญหาขึ้นมาได้ นั่นเพราะว่าบุญหมดนั่นเอง ดังนั้น ท่านทั้งหลาย ชีวิตเราจะต้องอยู่ได้ด้วยความไม่ประมาท จงอยู่ในโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงอยู่ในโอวาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ อยู่ในโอวาทของคุณยายที่ท่านทั้งหลาย เออ ที่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นนี่ได้พร่ำสอนให้พวกเราอยู่ในศีลอยู่ในธรรม ได้ปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ ตลอดระยะเวลาหลายปีทีเดียว เมื่อเราทำอย่างนี้ เราก็จะได้วนเวียน แล้วก็เวียนวนอยู่ในภพทั้งสอง คือสวรรค์แล้วก็มนุษย์สมบัติ เมื่อเราทำ เมื่อเราวนเวียนอยู่ในภพทั้งสองอยู่ร่ำไป ไม่เผลอไปตกอยู่ในอบายภูมิ เวลาในการสร้างบุญสร้างบารมีของเรา ก็จะย่นย่อเข้ามาไม่เสียเวลาไปเสวยวิบาก ไปเสวยกรรมอยู่ในอบายภูมินั้นๆ ในวาระโอกาสนี้ ก็ขอให้พวกเราทุกๆ คนได้มีแต่ความสุข ได้มีแต่ความเจริญ ให้ได้เป็นลูกแก้วของหลวงพ่อ ให้ได้เป็นหลานแก้วของคุณยาย ได้สร้างบุญสร้างบารมี ติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อและหมู่คณะให้ชีวิตของเราสมบูรณ์ บริบูรณ์ไปด้วยธรรมปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามวาระพระบาลีที่ได้ชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจแห่งธรรมปฏิบัติของพุทธองค์ที่ทรงแสดงเอาไว้ตั้งแต่ต้นจนอวสาน สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสวัสดีจงมีแต่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานนี้ทุกถ้วนหน้า อาตมาชี้แจงแสดงมา ก็พอสมควรแก่กาลเวลา ก็ขอสมมติยุติธรรมิกคาถาไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ (สาธุ) (หมดหน้า 1/A) หน้า PAGE 8 440903FW-AAT