ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

วุฑฒิธรรม ๔ คุณธรรมที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงาม

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ท่านสาธุชน ผู้มีความเป็นศิษย์ของคุณยายอาจารย์ และหลวงพ่อทุกๆ ท่าน (สาธุ) หากโดยการเสียสละสุขเล็กน้อยแล้ว บุคคลอาจพบกับสุขอันไพบูลย์ได้ คนที่เป็นบัณฑิตก็อาจจะยอมสละความสุขเล็กน้อยนั้น เพื่อเห็นแก่ความสุขอันไพบูลย์ ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้รับการอาราธนาให้เสด็จไปเมืองเวสาลี หรือเมืองไพสาลี ขณะนั้นชาวนครเองได้รับประสบภัย ๓ อย่างด้วยกันคือ ๑. ภัยจากความอดอยาก ๒. ภัยจากโรคระบาด ๓. ภัยจากอมนุษย์ เมื่อเสด็จไปถึงก็ได้เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์หลายอย่าง ทรงตรัสว่าที่เหตุเกิดอัศจรรย์ได้เช่นนั้น เพราะกุศลกรรมที่พระองค์ทรงบำเพ็ญไว้แต่กาลในอดีต ซึ่งเป็นการสละความสุขส่วนน้อยเพื่อความสุขส่วนใหญ่ที่จะเกิดขึ้น ในโลกปัจจุบัน ในยุคแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน ภัยจากความอดอยากก็ยังมีอยู่ ภัยจากโรคระบาด รักษายาก ก็ยังมีอยู่ ภัยจากจิตใจเหมือนมี อมนุษย์สิงอยู่ คอยเบียดเบียนปล้นจี้ ผิดศีลผิดธรรม ทำความรำคาญให้แก่ผู้อื่น จนเกิดความเดือดร้อนไปทั่ว ก็ยังมีอยู่ เขาเหล่านั้นพึงแสวงหาที่พึ่ง ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งคงจะมีคนช่วยปลดทุกข์ เข้าที่เขาต้องเจอภัยต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นภัยน้ำท่วม วาตภัย อัคคีภัย หรืออื่นๆ ก็ดี เมื่อไปแก้ไขให้ ก็ช่วยผู้ประสบทุกข์นั้นได้แต่เพียงระดับหนึ่ง สาเหตุที่แท้จริงสาเหตุหนึ่งก็คือเขาขาดมาตรฐานของชีวิต ขาดวิธีการฝึกฝนตนเองให้เป็นคนดี ให้รอดพ้นจากความวิบัติทั้งหลาย ธรรมะบทไหนล่ะ ที่จะทำให้เขาไม่ต้องเจอภัยในอนาคตอีกต่อไป นั่นก็คือวุฒิธรรม ๔ ธรรมเป็นเครื่องเจริญ เป็นวิธีการในการฝึกฝนให้เป็นคนดีได้ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเน้นนักเน้นหนาก็คือหาครูดีให้ได้ ฟังคำครู ตรองคำครู ปฏิบัติตามครู หาครูดีนั้น ก็ต้องดูให้ออกว่าคนไหนมีศีล มีปัญญา มีความสะอาด มีความกล้า พอที่จะเป็นครูเราได้หรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่าคนมีศีล พึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน คนมีปัญญา พึงรู้ได้ด้วยการสนทนา คนมีความสะอาด พึงรู้ได้ด้วยการงาน คนกล้า พึงรู้ได้เมื่อยามมีภัย บางคนไฟไหม้ คิดว่าวิ่งหนีไฟแล้วจะเอาของมีค่า กะว่าหยิบตู้เซฟ วิ่งไปได้สักพัก ด้วยความเหนื่อยหันมาดู ที่ตัวเองแบกไปนั้นก็เป็นโอ่งนั่นเอง ความกล้ามันมีกำลังมหาศาล เมื่อเจอครูดี จึงทำให้รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้อีกเยอะ จากที่ต้องตระเวนแสวงหาไปทั่ว โดยไม่รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้นะ จึงประมาทอยู่ ครูนี่มีงบด้วยกัน ๒ งบด้วยกันคืองบแนะและงบนำ ครูผู้ที่ชี้แนะให้เกิดปัญญา พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะ เคยกล่าวสอนไว้ว่า “อย่าได้หวังล่วงหน้าว่าเด็กต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้ว เพราะเขาไม่รู้ เขาจึงต้องมาเรียน เราจึงต้องสอนเขาเพื่อให้เขารู้ ครั้นเขาเรียนแล้ว แต่ยังไม่รู้ เพราะเขายังไม่เข้าใจ ไม่รู้จริง เราจึงต้องทำให้เขาเข้าใจ เพื่อจะได้รู้จริง แม้เมื่อเข้าใจไปแล้ว แต่กลับไม่รู้อีก เพราะเขาจำไมได้ ความรู้จึงเลือนลางไป เราจึงต้องอบรมเขา เพื่อให้ความรู้ติดแน่น อบคือทำให้หอม รมคือทำให้ติด ให้เขาได้ฝึกฝนจนชำนาญ คำสอนของครูจึงเป็นประตูสู่อนาคต” งบนำนั้นท่านจะทำให้ดู คุณยายเคยสอนว่า “อาจารย์ส่วนใหญ่ แม้จบปริญญาตรี เวลาสอนเด็ก ป.๑ ก็มักจะอ่านตำราของเด็ก ป.๑ เท่านั้นสอนไปสอนมา แม้จบปริญญาตรี แต่ความรู้ก็เท่ากับเด็ก ป.๑” คุณยายเวลาสอน ท่านทำให้ดู เวลาพูดก็พูดโดยละเอียด และทำดูเลยตอนนั้น แล้วท่านก็พร่ำสอน สอนเรื่องศีล ยายก็บอกว่า “คุณนั่งเข้าไปดู มีดวงศีล” ตอนไหนลูกศิษย์มีราคะเข้ามา “ดวงจะเป็นสีชมพู” ยายก็บอกให้ลูกศิษย์นั่งเข้าที่ไปดูเลย และบอกว่าเป็นสีอะไร สีชมพู แสดงว่ามีราคะ ให้กลั่นให้บริสุทธิ์ เป็นสีขาว ใส แล้วก็สอนวิชาต่อไป อย่างนี้เรียกว่าสิกขาหรือศึกษานั่นเอง ในการฟังคำครู บางคนเจอครูดีแล้วก็ยังไม่รู้เลยนะ เหมือนใคร เหมือนกามนิตอยู่กับท่านทั้งคืนยังไม่รู้เลยคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเจอครูดีแล้วอย่าเฉย ต้องขวนขวายให้ครู ผ่าตัดความโง่ออกไป การจะรู้คำสอนของครูได้อย่างแจ่มชัดมีขั้นมีตอนอย่างไรนั้น ในสมัยพุทธกาล พระปุณณิยะ ถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าอะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ฟังธรรมแจ่มแจ้งบ้าง ไม่แจ่มแจ้งบ้าง ทรงตรัสสอนว่า ๑. นี่ต้องมีศรัทธา เมื่อศรัทธาแล้วก็เข้าไปหา เข้าไปหาแล้วเข้าไปนั่งใกล้ เข้าไปนั่งใกล้ แล้วก็สอบถาม เมื่อสอบถามแล้วก็เงี่ยหูฟัง เมื่อเงี่ยหูฟังก็ต้องทรงจำให้ได้ ทรงจำแล้วต้องพิจารณาไตร่ตรองให้จงหนัก แล้วจึงจะรู้อรรถรู้ธรรมนั้น นี่คือ ๘ ขั้นตอนด้วยกัน กว่าจะรู้ธรรมแจ่มแจ้ง เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้นั้น ก็คือเข้าไปของานท่าน ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว เข้าไปของานท่าน ขอคุณธรรมจากท่านด้วยความเคารพ รับใช้ท่านอยู่ตลอด อุปัฏฐากท่าน สอบถามนั้น ในการสอบถามนั้น ถ้าจะตั้งคำถาม ถ้าต้องตั้งคำถามที่น่าตอบนะ ในพระไตรปิฎกเคยพูดถึงเรื่องการสักถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรไม่เป็นกุศล ๑ นะ อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ ๑ อะไรควรเกี่ยวข้อง อะไรไม่ควรเกี่ยวข้องอีก ๑ อะไรที่ข้าพเจ้าทำอยู่ พึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาล หรืออะไรที่ข้าพเจ้าทำอยู่ พึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลกันแน่ ๑ นี้มาจากลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๑๒ นะ ที่จะทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรามีมหาบุรุษข้อนี้ คือมีฉวีวรรณสะอาด จนฝุ่นละอองไม่อาจจับติดตัวพระวรกายได้ เราก็เป็นได้อย่างนั้น ถ้าหากเราซักถามให้ได้อย่างนี้นะจ๊ะ เป็นผู้ที่ซักถามอะไร ก็เป็นกุศลนะ รู้ว่ามีโทษ ไม่มีโทษ ควรเกี่ยวข้องหรือไม่ควรเกี่ยวข้อง แล้วทำ ดูซิว่าทำแล้วมันเกื้อกูล มีสุขตลอดเวลาไหม บางครั้งครูส่วนใหญ่ ก็จะชม ๓ ติ ๑ เพื่อไม่ให้ใจเสียบ้าง ตอนที่หลวงพี่เคยได้ไปอบรม ที่วัดถ้ำพุหว้า ก็มีหลวงพ่อท่านหนึ่ง ท่านสอนดีเหลือเกินนะ ตอนที่ทำงาน ท่านก็ให้กำลังใจ ฉันทะนะ เยี่ยมเลย วิริยะยอด จิตตะ จดจ่อในการงาน หาใครเทียบยาก แต่วิมังสานะ คิดทบทวนกลับไปกลับมาให้รอบคอบนั้น รับไม่ได้ ท่านก็สอนต่อไป แต่ท่านก็อดทนสอน บางครั้งเมื่อท่านมีพระคุณแล้ว เพื่อที่จะศึกษาให้รู้จริง รู้จำ รู้แจ้ง แต่พื้นฐานยังไม่ดีพอ ท่านก็มีความกรุณาที่จะปรับให้ดีให้ได้ จึงต้องมีพระเดชบ้าง ดังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านเคยสอนไว้ ถึงเวลาฟันก็ต้องฟัน เหมือนฟันต้นไม้ ฟันมันทั้งต้น เพื่อให้รากมันลึก ใครถอนไม่ได้ ตัดให้เป็นนะ มิใช่ตัดแล้วไม่ดูแล แต่ตัดแล้วถนอมเหมือนไข่ในหิน นี้เป็นวิธีการหนึ่งที่อาจารย์ผู้ดูแลลูกศิษย์ด้วยความรัก อยากให้ลูกศิษย์ได้ดี ในการตรองคำครูนั้น เมื่อเงี่ยหูฟัง ก็ต้องจำให้ได้ พิจารณาไตร่ตรองให้จงหนัก หาที่มาที่ไปให้ได้ว่าอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม อย่างไร ภาษาอังกฤษก็ว่า What Where Why When How นะ คนส่วนใหญ่มักมองไปข้างหน้า คนฉลาดกว่าจะมองกลับไปกลับมา เหมือนเหรียญมี ๒ หน้า อย่ามองด้านเดียว ยิ่งมองไปได้ ๖ ด้านได้ยิ่งดี พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะเคยสอนว่า มีได้ก็ย่อมมีเสีย อย่ามองผ่านแม้เรื่องเล็กน้อยนะ จงมองให้เห็นแม้นภัยจากเรื่องที่เราประสบ แม้นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม มั่นคง สูงศักดิ์ ก็ดูที่กระดูก ก็คือความอดทน ขยัน จากการทำงานฐานะการเงิน การเข้าสังคม วิตกยินดีก็ดูที่สีหน้าและแววตา สำเร็จล้มเหลวดูที่การวินิจฉัย ผู้แสวงหาครูบาอาจารย์ได้ด้วยตัวเองนั่นคือกษัตริย์ราชเชียว ทารกไม่รอดอัคคี ผิดที่มารดา บุตรไม่ได้รับการสั่งสอน ผิดที่บิดา เมื่อศึกษาแล้วไร้ความรู้ ไร้สติปัญญา ปณิธาน ผิดที่เจ้าตัว ตามธรรมดาผลไม้ย่อมโต จากเมล็ดเป็นต้นใหญ่ น้ำย่อมไหลจากสูงไปต่ำ มีกลางวันก็ติดตามมาด้วยกลางคืน ฤดูกาลเปลี่ยนผันไปไม่หยุดนิ่ง เหตุใดนี่ถ้าเราแน่จริง ก็ต้องกล้าสละชีวิตพิสูจน์ความจริง เหนือคำสั่งสอน เหนือธรรมชาติที่ครูบาอาจารย์ท่านสอน อย่างเช่นหลวงปู่วัดปากน้ำท่านเคยพูด เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำไม ไอ้ที่อยากมันก็หลอก ไอ้ที่หยอก มันก็ลวง ทำจิตให้เป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์ ๓ เรื่อยไป เสร็จกิจ ๑๖ ไม่ตกกันดาร จะเรียกนิพพานก็ได้ แล้วยังย้ำอีกว่า จริงแค่ไหนล่ะในการทำ ก็จริงแค่ชีวิตซิ ในการปฏิบัติตามครูนั้น ก็ขอยกพระสูตรสูตรหนึ่ง ในคณกะโมคคัลลานะสูตร ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณ์ท่านหนึ่งมาถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า มีคำถามอยู่ตอนหนึ่ง อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระนิพพานก็มีอยู่ ทางไปนิพพานก็มีอยู่ ท่านพระโคดมผู้ชักชวนก็ยังมีอยู่ แต่สาวกของท่านพระโคดม ที่ท่านพระโคดมสั่งสอนอยู่นั้น พร่ำสอนอยู่อย่างนั้น บางพวกสำเร็จพระนิพพานอันที่สุดโดยส่วนเดียว แต่บางพวกกลับไม่สำเร็จ พระองค์ก็ย้อนถามกลับไปว่า พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นเราจะถามท่านในเรื่องนี้ ท่านชอบใจเรื่องอย่างใดก็พึงพยากรณ์อย่างนั้น ไม่ต้องเกรงใจ ท่านจะเข้าใจข้อความอย่างนั้นว่าอย่างไร ตัวท่านชำนาญในทางกรุงราชคฤห์มิใช่หรือ ใช่ ท่านโคดม พราหมณ์ตอบ พราหมณ์ ท่านเข้าใจข้อความนั้นว่าอย่างไร คือบุรุษผู้ปรารถนาจะไปกรุงราชคฤห์ พึงมาในที่นี้ เดินผ่านมาแถวนี้ บุรุษนั้นเข้ามาถามว่าท่านผู้เจริญนะ ข้าพเจ้าปรารถนาไปยังกรุงราชคฤห์เมืองหลวง ขอท่านบอกทางให้ด้วย แล้วท่านก็บอกทางท่านไปว่า พ่อคุณ มาเถอะ ทางนี้ไปทางหลวง ท่านจงไปทางนั้นชั่วครู่หนึ่ง แล้วจะไปถึงหัวเมืองชื่อนั้น ไปตามหัวเมืองสักครู่หนึ่ง ก็จะไปถึงอุทยานอันน่ารื่นรมย์ ตรงนั้นก็มีป่าอย่างนั้น มีภาคพื้นที่น่ารื่นรมย์อย่างนั้น มีสระโบกขรณีของเมืองหลวง แสนรื่นรมย์เหลือเกิน บุรุษนั้นที่เราสั่งสอนอยู่อย่างนั้น พร่ำสอนอยู่อย่างนั้น แต่ว่าจำผิด หลงทางไปตรงกันข้าม เหลียวเข้าป่าโดยไม่รู้ ต่อมามีบุรุษคนที่ ๒ จะปรารถนาไปเมืองราชคฤห์ บุรุษนั้นก็มาถาม แล้วเราก็บอกอย่างนั้น ท่านพึงบอกอย่างนี้ว่า พ่อคุณ ทางนี้ไปเมืองหลวง ไปตามทางนี้ชั่วครู่ ก็จะเจอหมู่บ้านชื่อนั้น ไปตามหมู่บ้านชื่อนั้น ก็จะถึงนิคมชื่อโน้น ไปตามนิคมชื่อโน้นแล้วก็เห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ ไปตามลำดับจนกระทั่งถึงเมืองราชคฤห์ บุรุษที่ท่านสั่งสอนอยู่นั้น พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ ไปถึงเมืองหลวงได้โดยสวัสดี พระองค์ก็ตั้งคำถามกลับเลยนะ พราหมณ์ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ในเมืองกรุงราชคฤห์ก็มีอยู่ ทางไปเมืองหลวงก็มีอยู่ ท่านผู้บอกทางก็มีชีวิตอยู่ แต่บุคคลที่ท่านสั่งสอนอยู่นั้น พร่ำสอนอยู่นั้น บุคคลหนึ่งจำทางผิด เดินทางไปตรงกันข้าม คนหนึ่งเดินทางไปราชคฤห์ ถึงเมืองหลวงโดยสวัสดี อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้คนหนึ่งไปถึงเมืองหลวง อีกคนหนึ่งเดินไปผิดทาง หลงทางคนละทาง พราหมณ์ก็ตอบว่า ท่าน พระโคดมในเรื่องนี้ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร เพราะข้าพเจ้าเป็นเพียงแค่ผู้บอกทาง หรือผู้ชี้ทาง พระองค์ก็ตรัสว่า พราหมณ์ ฉะนั้นเหมือนกัน นิพพานก็มีอยู่ ทางไปนิพพานก็มีอยู่ เราตถาคตผู้ชักชวนก็มีอยู่ บางพวกก็สำเร็จนิพพาน อันถึงที่สุดโดยส่วนเดียว บางพวกไม่สำเร็จ ในเรื่องนี้เราจะทำอย่างไรได้ ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทางหรือชี้ทางเท่านั้น เพราะฉะนั้นความสำเร็จนะ ในการที่เราจะเข้าใจฟังธรรม หรือเข้าถึงธรรม หลวงปู่ หลวงพ่อ คุณยาย พระอาจารย์ทั้งหลายเป็นเพียงผู้บอกทาง ผู้ชี้ทางเท่านั้น ความสำเร็จจริงๆ แล้วก็อยู่ที่พวกเราที่จะทำความเข้าใจมีความเพียรพยายามที่จะเข้าใจได้ขนาดไหน อย่าประมาท อย่าฝากความหวังไว้กับคนอื่น แต่ฝากความหวังไว้กับตนเอง เพราะอัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น คุณยายเคยกล่าวว่า “พวกคุณโตแล้วนะ อย่าทำตัวเหมือนเด็กๆ แม้หลวงพ่อจะไม่พูดด้วย รู้คุณธรรมตามหลวงพ่อแล้ว ปฏิบัติตามได้โดยไม่ต้องรอให้หลวงพ่อมาสอน มาพูดด้วย รู้แล้วให้ปฏิบัติเลย” นี่คือวิธีการที่เราจะทำตัวเองให้เป็นคนดี และต้องมีมาตรฐาน อีกธรรมะบทหนึ่งก็คือฆราวาสธรรม ที่มีสัจจะ ทมะ ขันติ แล้วก็จาคะ หลวงปู่ หลวงพ่อและคุณยายเสียสละเวลา เวลาที่มีค่าที่จะค้นคว้าวิชชาธรรมกายไปให้สุดสายธาตุสายธรรม แต่เมื่อหันมาดูลูกๆ ของท่าน ยังอยู่อีกไกล ท่านทนไม่ได้ที่จะให้ลูก ตามให้ทัน ก็ต้องวกกลับมาหากุศโลบายต่างๆ ให้ลูกได้ทำบุญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างวิหาร สร้างเจดีย์ สร้างสภาก็ดี ดูอย่างความ ดูอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราในการสละชีวิต ยอมช่วยมารดา มีใจเด็ดเดี่ยว แบกสะพายมารดาว่ายน้ำอยู่ คิดว่าถ้าเราถึงแก่ชีวิตพินาศ ขาดสูญ ลงไปในมหาสมุทร ในทะเลพร้อมกับมารดา ณ บัดนี้ ด้วยบุญกุศลนี้เป็นผลเป็นปัจจัยให้ถึงพระโพธิญาณ ขอให้เราพึงนำสรรพสัตว์ในวัฏสงสารถึงฝั่งโน้นคืออมตะนิพพาน แต่แปลกหลังจากที่มีความคิดเช่นนี้ แทนที่จะหมดแรงกลับบังเกิดแรงบันดาลใจให้มีแรงกายขึ้นมา สามารถที่จะว่ายน้ำไปถึงฝั่งได้ในที่สุด หรือแม้แต่ความใจใหญ่ของสุเมธดาบส ซึ่งสามารถเผากิเลสเป็นอรหันต์ได้ แต่ไม่เอา ตอนที่นอนแผ่บนพื้นดิน ให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกับพระขีณาสพ พระสาวก อีก ๔ แสนองค์ข้ามผ่าน ก็มีความคิดว่าวันนี้เราปรารถนาจะเผากิเลสของเราได้ จะมีประโยชน์อะไรแก่เราเล่า ด้วยการจาก การกระทำให้แจ้งในที่นี้ด้วยเภทที่ใครไม่รู้จักเรา เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกและทั้งเทวโลก จักมีประโยชน์อะไรแก่เราเล่า ด้วยลูกผู้ชายที่มีร่างกายแข็งแรง ข้ามฝั่งไปผู้เดียว เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ แล้วจะให้มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาข้ามฝั่งไปด้วย ด้วยการกระทำอันยิ่งนี้ ที่เรากระทำด้วยความเป็นลูกผู้ชายผู้ยอดเยี่ยม เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ แล้วจักให้ชนมากมายข้ามฝั่งไปด้วย นี่คือหัวใจนะ ของสุเมธดาบส และได้มาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในปัจจุบันที่เราได้กราบไหว้ จะเห็นว่าเมื่อตอนเริ่มต้นได้พูดเกริ่นถึงเรื่องที่ภัยทั้งหลายที่เกิดขึ้น ในเมืองไพสาลี ชาวเมืองนั้นก็ได้หาครู คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาราธนาให้ท่านพร้อมพระภิกษุสงฆ์อีก ๕๐๐ เดินทางไปที่เมือง แต่ขณะเดินทาง ก็มีพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าลิฉวี ทั้ง ๒ เมืองนี่ จัดเตรียมพื้นที่แล้วก็จัดเตรียมการเสด็จอย่างดีเลย แม้นเจ้าลิฉวีทั้งหลายออกมาต้อนรับ ลุยน้ำมาเพียงคอ นำเรือเข้าฝั่ง เชิญพระศาสดาให้ลงเรือ พอพระศาสดาลงจากเรือ เหยียบฝั่งเท่านั้นแหละ มหาเมฆก็ตั้งขึ้นยังฝนให้ตกไปยังทุกที่ทุกแห่งน้ำ เพียงสะเอวบ้างเป็นต้น ไหล่ พัดพาเอาพวกซากศพทั้งหลายนี่ ให้ไปลงสู่แม่น้ำคงคาหมด ทำให้ภูมิภาคสะอาดสะอ้าน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ ณ อยู่ที่นั่น ก็ได้สั่งสอน และที่สำคัญได้ทรงทำน้ำมนต์แห่งพระปริตรที่มีอำนาจมาก โดยมีพระศาสดาประทับอยู่ ยืนที่ประตูนครในเวลาเย็น ตรัสเรียกพระอานนท์เถระมา ตรัสว่าอานนท์ เธอจงเรียงรัตนสูตรนี้แล้วเที่ยวไปกับเจ้าลิฉวี กุมารทั้งหลาย ทำพระปริตรในระหว่างกำแพง ๓ ชั้น ในเมืองไพสาลี พระเถระเรียนรัตนสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานแล้วก็นำบาตร สำเร็จด้วยศิลาของพระองค์ ไปยืนอยู่ ณ ที่ประตูเมือง และระลึกถึงคุณอันมีประมาณมากมาย ได้ทำน้ำมนต์นั้น ณ วันที่ ๒ ที่จะถึงนี้ น้ำเพียงขา เพียงสะเอว ได้ไหลบ่ามารอผู้มีบุญทั้งหลายแล้ว เพื่อพวกเราพร้อมหมู่ญาติที่จะชุบตัวในสระมหาเศรษฐีทะเลบุญกัน ให้ผังชีวิตที่ดีบังเกิดขึ้น เพียบพร้อมที่จะสละความสุขเพื่อชาวโลก รื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ที่สุดแห่งธรรมให้จงได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสสอนอีกว่านรชนสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละทุกสิ่งทั้งทรัพย์ ทั้งอวัยวะ และแม้ชีวิต เพื่อรักษาไว้ซึ่งธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราขนาดที่อยู่ใต้ต้นโพธิ์ ใต้พวงมหาโพธิ์ เมื่อได้หญ้ามา ๘ กำ ท่านก็ยังอธิษฐานสละชีวิต แม้เลือดเนื้อจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่หนังเอ็นหุ้มกระดูกก็ตามที หากไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณก็จะไม่ลุกออกจากที่ นี้คือหัวใจที่ท่านสละชีวิตเพื่อรักษาธรรมะ หรือแม้นแต่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำก็สละชีวิตถึง ๒ คราด้วยกัน วันนี้เป็นไงเป็นกัน หากเราไม่บรรลุที่พระบรมไตรโลกนาถได้ทรงบรรลุล่ะก็ จะถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา พวกเราก็เช่นกัน เมื่อจะเดินตามรอยครูอาจารย์ทั้งหลาย ก็ต้องสละได้ทุกสิ่ง ไม่ติดในคน สัตว์ สิ่งของ เพื่อให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ผู้ที่ให้ชีวิตก็ย่อมได้ชีวิต ไม่ใช่ตายเป็นตาย แต่เตรียมรวยเป็นรวย ดังสุนทรพจน์ของพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ที่ว่า นี่แหละยอดนักรบ ทัพธรรม ที่ติดตามมาประจำ ศึกสู้ กี่โกฏิ กี่กัปกัลป์ อยู่ใกล้ พ่อนา ทิ้งชีพเพื่อกอบกู้ ปราบสิ้นมารสยอง ณ โอกาสนี้อยากให้ทุกท่านนั่งหลับตา นึกถึงครูบาอาจารย์ที่ท่านมีความกรุณา มีความเมตตา มีความบริสุทธิ์ และมีปัญญาที่ตั้งใจสั่งสอนเรา ให้เราตามรอยท่าน ให้เราสร้างบารมีเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับท่าน ไม่ตกไปแม้ชาติใดชาติหนึ่งเลย เราก็นึกถึงคุณของครูบาอาจารย์กันนะ ในบางครั้งเราอาจจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยบ้าง ในเริ่มแรกของการสร้างบารมี แต่ขอให้มองดูครูอาจารย์ที่ท่านทุ่มเทชีวิตและจิตใจ ยอมเสียเวลา เสียโอกาส ความปรารถนาทั้งหลายที่จะทำงานที่แท้จริง แต่ต้องมาสั่งสอนพวกเรา สั่งสอนพวกเราทั้งหลายเพื่อจะทำหน้าที่แทนท่าน ก็ขอฝากกลอนบทนี้ไว้นะ สัตว์โลกทั้งหลายอยากไปเกิดในสวรรค์ มองเห็นท่านกอบกู้ธรรมสมศักดิ์ศรี เดินไปเถอะ ทางนั้นอันโสภี อย่าน้อยใจที่สู้อยู่ผู้เดียว ดูหลวงพ่อ คุณยายเป็นแบบอย่าง ท่านถางทางเริ่มต้นทนเด็ดเดี่ยว ท้าทุ่มทำความดีมิลดเลี้ยว มุ่งเกาะเกี่ยวเหนี่ยวเรา เข้าถึงธรรม กี่ท่านในโลก สละเวลา กล้านำพาสรรพสัตว์ให้หยุดนิ่ง ขอสู้เป็นคนสุดท้ายในแดนดิน ตราบสิ้นทุกคน สู่หนทางพระนิพพาน แม้เราเกิดกี่ภพกี่ชาติ ยากนักจะเจอครูบาอาจารย์เช่นนี้ เมื่อเจอแล้ว หาครูดีเจอแล้ว ฟังคำครู ตรองคำครู และทำตามให้ได้ยิ่งๆ ขึ้นไปเทอญ ***************************** จบ *****************************