แม้กายเป็นหญิง แต่หัวใจยอดยิ่งเยี่ยงพระโพธิสัตว์
(เริ่มม้วน 1/A)
พระปฤษฎางค์ : ขอนอบน้อมแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระมหากรุณาแผ่ไปในไตรภพ ขอน้อมนบแด่พระธรรมอันล้ำเลิศ และพระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณรอุบาสก อุบาสิกา และท่านสาธุชนผู้เป็นลูกหลานของคุณยายทุกๆ ท่าน (สาธุ)
พวกเราทุกท่านที่ได้มาร่วมงานบำเพ็ญของคุณยาย ณ ที่นี้ เปรียบเสมือนรัตนะที่บังเกิดขึ้นได้ยากในโลก เพราะในสมัยหนึ่งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ในเมืองเวสาลี แห่งแคว้นวัชชี พระองค์ได้ตรัสกับเจ้าลิจฉวี ถึงรัตนะ ๕ ประการที่บังเกิดขึ้นได้ยากในโลก รัตนะทั้ง ๕ ประการนั้นประกอบด้วย
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพุทธรัตนะ บุคคลผู้แสดงธรรมพระวินัยที่พระองค์ทรงตรัสไว้แล้ว ได้ชื่อว่ารัตนะ
บุคคลผู้รู้แจ้งในพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ ที่ผู้อื่นแสดงแล้ว ก็ได้ชื่อว่ารัตนะ
ผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ก็ได้ชื่อว่ารัตนะ
และประการสุดท้าย คือบุคคลผู้มีความกตัญญูกตเวที ก็ได้ชื่อว่ารัตนะ
เพราะฉะนั้นพวกเราทุกท่าน ผู้มีความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยายอาจารย์ของเรา จึงเป็นเปรียบเสมือนรัตนะที่บังเกิดขึ้นได้ยากในโลก และยิ่งไปกว่านั้นท่านทั้งหลายยังเป็นผู้ที่รักในการสั่งสมบุญ มีจิตใจขวนขวายในบุญ ทุกลมหายใจเข้าออกล้วนเป็นบุญกุศลตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำงานมาเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน จะต้องเดินทางมาไกลเพียงใด รถจะติดขนาดไหน จะกลับถึงบ้านดึกดื่นเพียงไร แต่ทุกท่านก็ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค และความยากลำบากที่อยู่ตรงหน้า แต่ตั้งใจมาสั่งสมบุญทุกๆ ค่ำคืนมิได้ขาด เพราะว่าทุกท่านเป็นลูกหลานของคุณยายอาจารย์ ผู้ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคที่มาขวางหน้า
แม้คุณยายท่านจะเป็นผู้หญิงก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยน้อยใจที่ท่านเกิดมาเป็นผู้หญิง ท่านกลับเร่งรีบสั่งสมบุญ ประพฤติพรหมจรรย์เฉกเช่นพระโพธิสัตว์ในกาลก่อน ที่ได้เกิดเป็นขัตติยะราชกุมารีผู้เพียบพร้อม ดังเรื่องราวที่จะกล่าวต่อไปนี้
เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราสั่งเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ สร้างสมบ่มบารมีเพื่อตรัสรู้พระสัพพัญญุญาณอันประเสริฐ ด้วยน้ำพระทัยอันเด็ดเดี่ยวมั่นคง ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ๒๐ อสงไขย กับอีกแสนมหากัปนั้น ในช่วงเวลา ๗ อสงไขยแรก ซึ่งเป็นช่วงของการบำเพ็ญบารมีตอนต้น พระโพธิสัตว์ได้เคยถือกำเนิดเป็นผู้หญิงอยู่ถึง ๕๐๐ ชาติ ในภพชาติสุดท้ายที่เกิดเป็นหญิงนั้น ท่านถือกำเนิดเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าสุพบุตหาราช แห่งนครจำปาวดี ทรงพระนามว่าเจ้าหญิงสุมิตรา และทรงเป็นพระน้องนางต่างมารดาของสมเด็จพระปุรณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งนับเป็นพระชาติแรกที่พระโพธิสัตว์ของเราได้เกิดมาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับตั้งแต่ทรงแสวงหาหนทางพ้นทุกข์เป็นต้นมา
ครั้งนั้นมีพระโพธิสัตว์อีกองค์หนึ่งชื่อว่าปฌิมทีปังกร ได้มาบังเกิดขึ้นในโลกเช่นเดียวกัน และได้ออกบวชเป็นพระภิกษุในพระศาสนาของสมเด็จพระปุรณะทีปังกร สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยฌาน อภิญญา สมาบัติ
วันหนึ่งท่านตั้งใจจะจุดประทีปบูชาพระปุรณะทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยสาวกที่มาประชุมกันในเวลากลางคืน ดังนั้นจึงเที่ยวเดินบิณฑบาตน้ำมันอยู่จนกระทั่งเย็น ก็ยังไม่ได้น้ำมันเลยแม้แต่หยดเดียว แต่ท่านก็ไม่สิ้นความพยายาม ได้ไปเดินบิณฑบาตที่ใกล้ประตูวัง ใกล้กับพระตำหนักของเจ้าหญิงสุมิตรา เมื่อพระราชธิดาเห็น จึงให้นางกำนัลไปถามถึงความต้องการของพระปฌิมะทีปังกรโพธิสัตว์ เมื่อทรงทราบว่าท่านต้องการน้ำมันเพื่อไปจุด เพื่อไปจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา เจ้าหญิงสุมิตราก็มีจิตยินดีเลื่อมใสยิ่งนัก ทรงถือเอาขันทองไปตักน้ำมันเมล็ดผักกาดมาจนเต็ม เพื่อนำมาถวายแด่พระภิกษุโพธิสัตว์
ในขณะนั้นนั่นเอง ความคิดอันประเสริฐก็บังเกิดกับเจ้าหญิงว่าพระเชษฐาของพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่หมู่สัตว์เป็นอันมาก ขอพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตเบื้องหน้า เพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่สัตว์โลกบ้างเถอะ
เมื่อพระนางทรงดำริอย่างนี้ แล้วจึงรินน้ำมันเมล็ดผักกาดใส่ลงไปในบาตรจนเต็ม พร้อมกับทรงตั้งจิตอธิษฐานว่าด้วยอานิสงส์การถวายน้ำมันในครั้งนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต พระนามว่าสิทธัตถะ เหมือนกับชื่อน้ำมันเมล็ดผักกาดด้วยเถอะ แล้วจึงทรงขอร้องให้พระปฌิมะทีปังกรโพธิสัตว์ได้ช่วยทูลถามพระพุทธองค์ว่าความปรารถนาของพระนางที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะสำเร็จหรือไม่
พระภิกษุโพธิสัตว์นั้นเมื่อได้น้ำมันมาตามความต้องการแล้ว ก็ได้อุ้มบาตรกลับไปหาด้วยความดีใจ ครั้นได้จุดประทีปบูชาให้สว่างไสวแล้ว จึงได้เข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทูลถามถึงความปรารถนาในพุทธภูมิของเจ้าหญิงสุมิตราว่าจะสำเร็จหรือไม่
โดยปกติแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ทรงตรัสพยากรณ์ให้แก่สตรีเป็นอันขาด เพราะว่าไม่ใช่วิสัยที่จะทรงกระทำได้ พระองค์จะทรงตรัสพยากรณ์ให้เฉพาะพระโพธิสัตว์ที่สั่งสมบารมีมาดีแล้ว และประกอบด้วยธรรมสโมธานครบทั้ง ๘ ประการ
ธรรมสโมธานทั้ง ๘ ประการนั้นประกอบด้วย
ประการที่ ๑. มนุสสตัง คือในชาตินั้นพระโพธิสัตว์จะต้องถือกำเนิดเป็นมนุษย์
และประการที่ ๒. ลิงคสัมปัตติ นอกจากจะเกิดเป็นมนุษย์แล้ว พระโพธิสัตว์ยังต้องถึงพร้อมด้วยเพศ คือเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชายด้วย
ประการที่ ๓. เหตุ เมื่อพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นมนุษย์ผู้ชายแล้ว ยังต้องเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ คือสามารถหมดกิเลสได้ชาตินั้น
ประการที่ ๔. **สัทธุทะสะนัง แม้ว่าพระโพธิสัตว์จะถือกำเนิดเป็นชาย ผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ แต่ท่านก็ยังต้องได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
ประการที่ ๕. ปัพพัชชา และท่านจะต้องได้ออกบวชเป็นพระภิกษุ ในขณะที่พบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
ประการที่ ๖. คุณสัมปัตติ แม้เป็นนักบวช พระโพธิสัตว์ก็ต้องเป็นนักบวชผู้ถึงพร้อมด้วยคุณ คืออภิญญาและสมาบัติ
ประการที่ ๗. อธิกาโร แม้ว่าพระโพธิสัตว์จะเป็นผู้วิเศษถึงขนาดนั้น แต่ท่านก็ต้องเคยบำเพ็ญมหาทานบารมีมาก่อน นั่นก็คือเคยสละชีวิตของตนเองเป็นทานมาก่อนในอดีตชาติ
และธรรมสโมธานประการสุดท้าย คือฉันทตา พระโพธิสัตว์นั้นจะต้องมีใจรักในพุทธภูมิเป็นกำลัง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อพระโพธิสัตว์เป็นผู้ถึงพร้อมพระบารมีและธรรมสโมธานดังนั้นแล้ว จึงจะทรงได้รับพุทธพยากรณ์เป็นนิยตโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ผู้เที่ยงแท้ ที่จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ดังนั้นแทนที่พระปุรณะทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทรงตรัสพยากรณ์ให้กับเจ้าหญิงสุมิตรา แต่พระองค์กลับทรงตรัสพยากรณ์ให้กับพระปฌิมะทีปังกรแทน ส่วนเจ้าหญิงสุมิตรานั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธฎีกาว่าพระราชธิดาจะทรงได้รับพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตข้างหน้า อีก ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป
คำว่าอสงไขยนั้นแปลว่านับไม่ได้ เพราะว่าเป็นเวลาที่ยาวนานยิ่งนัก ดังมีคำอุปมาไว้ว่าเมื่อฝนใหญ่ ตกติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นเวลา ๓ ปีมิได้หยุด จนน้ำเจิ่มนองท่วมท้นเต็มขอบเขาจักรวาล อันมีความสูง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หรือเท่ากับ ๑,๓๔๐,๐๐๐ กิโลเมตร เพราะว่าระยะทาง ๑ กิโล เพราะว่าระยะทาง ๑ โยชน์นั้นจะเท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร ถ้านับจำนวนเม็ดฝนและหยาดฝนที่กระจายเป็นฝอย ในขณะที่ฝนตกตลอด ๓ ปีนั้นได้จำนวนเท่าใด จำนวนนั้นก็คือระยะเวลาที่เรียกว่าอสงไขย
ส่วนเวลา ๑ กัปนั้น มีอุปมาไว้ว่ามีภูเขาศิลาแท่งทึบ กว้าง ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ เมื่อถึงกำหนดเวลา ๑๐๐ ปี ก็จะมีเทวดาองค์หนึ่งลงมาจากเทวโลก เอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดเหมือนควันไฟ มาเช็ดที่ยอดภูเขาครั้งหนึ่ง แล้วก็กลับไปยังวิมานของตน รอจนกระทั่งครบอีก ๑๐๐ปี จึงเอาผ้าทิพย์นั้นมาเช็ดที่ยอดภูเขาอีกครั้ง กระทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทุกๆ ๑๐๐ ปี จนกระทั่งภูเขานั้นสึกเหี้ยนเสมอพื้นดิน นี่คือเวลา ๑ กัป และพวกเราลองคิดดูว่า ๑ แสนกัปนั้นจะนานขนาดไหน
เมื่อพระภิกษุพระโพธิสัตว์ได้ยินดังนั้นก็รีบไปกราบทูลให้เจ้าหญิงสุมิตราทรงทราบว่าในพระชาตินี้ พระองค์ทรงไม่รับการพยากรณ์ เพราะว่าเกิดเป็นสตรีเพศ แต่จะทรงได้รับการพยากรณ์ในอนาคตอีก ๑๖ อสงไขยกับ ๑ แสนกัปข้างหน้าโน้น เจ้าหญิงสุมิตราเมื่อทราบดังนั้นก็ทรงสลดพระทัยเป็นยิ่ง จึงทรงเร่งบำเพ็ญบุญต่างๆ มากมาย ไม่ว่าการถวายสังฆทานกับคณะพระภิกษุสงฆ์ โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข ทรงสโมธานศีล ๘ ประพฤติพรหมจรรย์และหมั่นเจริญภาวนา และที่ขาดไม่ได้ คือการที่เจ้าหญิงทรงตั้งจิตอธิษฐานให้ได้เกิดเป็นผู้ชายในภพชาติเบื้องหน้า เจ้าหญิงสุมิตรานั้นทรงสั่งสมบุญอย่างนี้อยู่เป็นประจำ ตราบจนสิ้นพระชนม์ จึงไปบังเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิต
จากเรื่องราวข้างต้นทำให้เราได้ข้อคิดว่าไม่ว่าเจ้าหญิงสุมิตรานั้นจะทรงไม่ได้รัรบการพยากรณ์แต่อย่างใด แถมพระองค์ยังรอฟังคำพยากรณ์ในอนาคตข้างหน้าเป็นเวลายาวนานถึง ๑๖ อสงไขย ๑ แสนกัป ถึงจะทรงทราบว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ แต่เจ้าหญิงสุมิตราก็ทรงไม่ละทิ้งมโนปณิธานที่ต้องการจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ด้วยหัวใจของพระโพธิสัตว์ที่เด็ดเดี่ยวมั่นคง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แม้จะเกิดเป็นหญิงก็ตาม
ดังที่มีผู้อุปมาความเด็ดเดี่ยวของพระโพธิสัตว์ไว้ว่าแม้มีปากไผ่ที่แน่นหนา เต็มไปด้วยหนามอันแหลมคม ขึ้นอยู่เต็มตลอดทั้งจักรวาลโลกธาตุ ซึ่งมีความกว้างใหญ่ วัดได้ไกลถึง ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน์ หรือเท่ากับ ๑๙,๒๕๕,๒๐๐ กิโลเมตร พระโพธิสัตว์ก็มีจิตใจที่หาญกล้า จะบุกฝ่าพงหนามข้ามไปให้จงได้ หรือแม้นมีทะเลน้ำทองแดงอันร้อนแรงท่วมอยู่ตลอดโลกจักรวาล พระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้มีความเกรงกลัวเกิดขึ้นภายในใจแม้แต่น้อย ตั้งใจจะว่ายข้ามไปให้ได้ด้วยกำลังแขนของตน นี่คือหัวใจอันเด็ดเดี่ยวของพระโพธิสัตว์ที่รักพระโพธิญาณยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด แม้แต่ชีวิตของตนเอง
และเจ้าหญิงสุมิตราก็ทรงทำได้สำเร็จ เพราะพระองค์ได้มาตรัสรู้เป็นพระสมณะโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราในวันนี้ ผู้บังเกิดขึ้นเพื่อมาเป็นที่พึ่งของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ให้สรรพสัตว์ได้ดื่มรสอมตะธรรมอันล้ำเลิศ และได้พบดินแดนอันประเสริฐคือพระนิพพาน
คุณยายอาจารย์ของพวกเราก็เช่นกัน แม้ว่ากายภายนอกท่านจะเป็นผู้หญิงสูงอายุ ร่างผอมบาง แต่ภายในร่างกายที่บอบบางนั้น กลับซุกซ่อนหัวใจที่เด็ดเดี่ยวมั่นคง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น เป็นหัวใจที่รักในการสั่งสมบุญ เพราะว่าคุณยายท่านกลัวว่าบุญของท่านจะน้อยกว่าคนอื่นเขา และที่สำคัญร่างกายนี้ยังเป็นที่เก็บรักษาหัวใจที่ยิ่งใหญ่ หัวใจที่ปรารถนาจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ ปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหลาย เข้าถึงที่สุดแห่งธรรมให้จงได้
ดังนั้น พวกเราทุกท่านก็ต้องสวมหัวใจของยอดนักสร้างบารมีเช่นเดียวกับคุณยาย ให้เป็นหัวใจที่รักในการสั่งสมบุญ เป็นหัวใจที่เด็ดเดี่ยวมั่นคงไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น เป็นหัวใจที่ไม่ละทิ้งเป้าหมายและมโนปณิธาน และเป็นหัวใจที่ปรารถนาจะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมให้จงได้
และในขณะนี้เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่พวกเราทุกท่าน จะต้องช่วยกันทำให้สำเร็จ นั่นก็คือการปิดกองกฐินของคุณยายอาจารย์เพื่อสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนีทั้ง ๑,๐๐๐ กองให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ภายในวันที่ ๒ กันยายนนี้ ซึ่งเป็นวันที่ครบรอบ ๘๔ ปี แห่งการค้นพบวิชชาธรรมกาย เพื่อบูชาธรรมถวายแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้เป็นต้นวิชชา ทั้งเป็นโอกาสที่พวกเราจะได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยาย และได้ร่วมบุญกฐินกับคุณยาย เป็นเสบียงบุญติดตัวไปในภพเบื้องหน้าจนถึงที่สุดแห่งธรรม
จากนี้ไป ขอเรียนเชิญทุกท่านได้หลับตาเจริญสมาธิภาวนา เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาแด่คุณยายอาจารย์กันสักครู่หนึ่งนะ ให้ทุกท่านหลับตาลงเบาๆ ปล่อยใจให้นิ่งๆ สบายๆ ให้เป็นใจที่ไม่มีภาระกังวลใดๆ ทั้งสิ้น เป็นใจที่ปรารถนาจะปฏิบัติบูชาแด่คุณยายอาจารย์ เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ของคุณยายอาจารย์
สัพเพ… (หมดม้วน 1/A)
หน้า PAGE 7
440829FW-AAT