อริยสัจสี่ แม่บทของคำสอนในพระพุทธศาสนา
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระมหาเถระ พระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง คารวะเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดกัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
พวกเราเคยทราบกันดีใช่ไหมว่า ธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์สาวกและพุทธบริษัท ๔ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ซึ่งมีทั้งพระวินัย พระสูตร และอภิธรรมนั้น มีมากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์เลยทีเดียว แต่พวกเราเคยสงสัยหรือเคยทราบไหมว่า ในธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น ธรรมหมวดใดหรือธรรมข้อใดที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่บทของธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา บางท่านอาจจะทราบแล้ว แต่ก็เชื่อว่าบางท่านอาจจะยังไม่ทราบ และเพื่อที่จะให้ทุกท่านได้ทราบโดยทั่วถึงกัน เวลาที่มีใครมาถาม เราจะได้ตอบอย่างองอาจผึ่งผายให้สมกับที่เราเป็นชาวพุทธที่แท้จริง
ธรรมะที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่บทของพระพุทธศาสนานั้นก็คืออริยสัจ ๔ นอกจากเป็นแม่บทแล้ว ยังถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญของพระพุทธศาสนา อริยสัจ ๔ ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือคำว่า “อริยะ” กับคำว่า “สัจจะ” อริยะแปลว่า ประเสริฐ ส่วนสัจจะ แปลว่า จริง เมื่อรวมคำ ๒ คำเข้าด้วยกัน แปลอย่างง่าย ๆ จึงแปลว่า จริง ประเสริฐ ซึ่งสามารถตีความหมายได้ ๒ นัย
นัยแรกนั้น อริยสัจ ๔ เป็นของจริงอันประเสริฐ
และอีกประการหนึ่งคืออริยสัจ ๔ เป็นความจริงที่ทำให้คนประเสริฐ
สำหรับในความหมายแรกนั้นหมายถึงของที่มีอยู่เอง มีอยู่จริงโดยธรรมชาติ ไม่มีใครไปเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา และของนั้นแม้ว่าจะไม่มีใครประมูลค่า ประเมินราคา แต่ก็มีคุณค่าในตัว เป็นคุณค่าที่มั่นคงถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ส่วนธรรมะในอริยสัจในความหมายที่ ๒ นั้น ที่กล่าวว่าเป็นความจริงที่ทำให้คนประเสริฐนั้น สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งนี้เป็นของจริง เป็นความจริงที่ใครก็ตามเมื่อได้มาเห็น ได้มารู้ มาศึกษา และนำไปปฏิบัติแล้ว บุคคลคนนั้นก็จะเข้าถึงซึ่งความประเสริฐที่มีอยู่ภายใน จนกระทั่งกลายเป็นคนประเสริฐ ที่กล่าวมานี้ คือความหมายของคำว่า “อริยสัจ”
อริยสัจ ๔ นี้เป็นความจริงที่มีอยู่คู่โลก เป็นความจริงที่มีอยู่แล้วก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราจะบังเกิดขึ้น แต่ว่าไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้ตรัสรู้ จึงทรงเห็นความจริงทั้ง ๔ ประการนี้ ซึ่งอริยสัจนี้ประกอบด้วย
ทุกข์ / สมุทัย / นิโรธ / มรรค
ทุกข์คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มี ๒ ลักษณะ ทุกข์ลักษณะแรก เรียกว่า สภาวะทุกข์ เป็นทุกข์ประจำ และเป็นทุกข์ที่ไม่มีใครเลยที่จะสามารถหลีกเลี่ยงไปได้ มีด้วยกัน ๓ ประการคือ
ชาติ ทุกข์เพราะความเกิด
ชรา ทุกข์เพราะความแก่ และ
มรณะ ทุกข์เพราะความตาย
ทุกข์ในลักษณะที่ ๒ เรียกว่าปกิณกะทุกข์ คือทุกข์จร เกิดกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีความรุนแรง ความหนักเบาที่ต่างกันไป ได้แก่ความโศก ความคร่ำครวญเจ็บไข้ได้ป่วย ความน้อยใจ ท้อแท้อาลัยอาวรณ์ ขัดข้องหมองมัวด้วยอารมณ์ต่าง ๆ
สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ซึ่งก็คือตัณหา ๓ ประกอบด้วย
กามตัณหา ความอยากได้ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ที่น่าพอใจ
ภวตัณหา ความอยากเป็นในสิ่งต่าง ๆ
และวิภวตัณหา ความไม่อยากเป็น ไม่อยากเป็นอย่างโน้น ไม่อยากเป็นอย่างนั้น
นิโรธ คือ ความดับทุกข์ หมายถึงสภาพใจที่หมดกิเลสแล้ว ทำให้หมดตัณหา จึงทำให้หมดจากทุกข์ มีความสุขล้วนๆ เป็นความสุขอย่างแท้จริง
และอริยสัจ ๔ ในประการสุดท้ายคือ มรรค ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ มีทั้งหมด ๘ ประการด้วยกัน ประกอบด้วย
สัมมาทิฐิ มีความเห็นชอบ คือเห็นว่าทุกข์มีจริง เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์มี และเห็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้ดับทุกข์
สัมมาสังกัปปะ มีความคิดชอบ คือคิดออกจากกาม คิดไม่ผูกพยาบาท ไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่ทำให้ใครแตกแยก ไม่พูดคำหยาบ และคำเพ้อเจ้อ
สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และประพฤติพรหมจรรย์
สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ คือเลิกการประกอบอาชีพเลี้ยงชีวิตที่ผิดจากธรรม แต่จะเลือกประกอบในอาชีพที่ถูกต้องด้วยศีลธรรมแทน
สัมมาวายามะ มีความเพียรชอบ คือเพียรป้องกันบาปอกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น และตั้งใจทำความดี สิ่งที่เป็นกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
สัมมาสติ มีความระลึกชอบ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน มีสติรู้ตัว ระลึกได้ หมั่นตามเห็นกายในกาย จิตในจิต เวทนาในเวทนา ธรรมในธรรมอยู่เสมอ
สัมมาสมาธิ มีใจตั้งมั่นชอบ คือมีใจตั้งมั่นหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ตามเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม จนบรรลุถึงธรรมะภายใน ยกฐานะจากฌานในระดับโลกียะเป็นระดับโลกุตระ
มรรคทั้ง ๘ นี้ได้ชื่อว่าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสายกลาง ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป เนื่องจากก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราจะบังเกิดขึ้นนั้น ประชาชนหรือบุคคลในสมัยพุทธกาลนั้นคิดที่จะออกจากทุกข์ แต่ว่ายังมีวิธีปฏิบัติที่ผิดๆ
บางกลุ่มปฏิบัติด้วยการหมกมุ่นในกามคุณ เพราะคิดว่าการทำอย่างนั้น จะทำให้หลุดออกจากทุกข์ได้ เรียกว่ากามสุขลิกานุโยค
และอีกพวกหนึ่งปฏิบัติด้วยการทรมานตนเองด้วยวิธีการต่างๆ นานา เนื่องจากเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้ตนพ้นทุกข์ ซึ่งเรียกกันว่าอัตตกิลมัตถานุโยค
ส่วนมรรคของเรา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมัชฌิมาปฏิปทานี้ เมื่อได้ขยายออกไปแล้วจะสามารถครอบครองคำสอนในพระพุทธศาสนาทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์เลยทีเดียว และเมื่อเราได้ปฏิบัติจนใจหยุดนิ่งเป็นสมาธิ ก็จะเห็นอริยสัจได้อย่างชัดเจนและพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
แต่เราเคยทราบไหมว่าในมรรคทั้ง ๘ นี้ ข้อไหน มรรคข้อไหนที่ถือว่าเป็นหัวใจ เป็นหัวหน้าของมรรคทั้ง ๘ คำตอบก็คือ สัมมาทิฐินี้เอง ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยอนุเคราะห์ให้เกิดมรรคข้ออื่นตามมา เนื่องจากสัมมาทิฐิเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งกุศล ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสกับเหล่าภิกษุสงฆ์เมื่อครั้งพุทธกาล โดยปรากฏในปุภังคสูตรว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งดวงอาทิตย์เมื่อจะอุทัย คือแสงเงินแสงทองฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย คือสัมมาทิฐิฉันนั้นเหมือนกันแล
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาทิฐิ
สัมมาวาจา ย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาสังกัปปะ
สัมมากัมมันตะ ย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาวาจา
สัมมาอาชีวะ ย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมากัมมันตะ
สัมมาวายามะ ย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาอาชีวะ
สัมมาสติ ย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีวายามะ
สัมมาสมาธิ ย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาสติ
สัมมาญาณะ ย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาสมาธิ
และสัมมาวิมุตติ ย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาญาณะ
นอกจากนี้พระพุทธองค์ยังได้ตรัสไว้ในมหาจัตตารี สักกสูตร ไว้ด้วยว่าดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิที่เป็นอริยะ อันมีเหตุมีองค์ประกอบคือสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่าสัมมาสมาธิ ที่เป็นอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบบ้าง ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิ ว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่า สัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฐิ จากพุทธดำรัสนี้เราจะเห็นว่า สัมมาทิฐินั้นมีความสำคัญเป็นประการแรก
การที่เราคิดสร้างความดี คิดสร้างบุญกุศลต่างๆ คิดหาทางที่จะพ้นทุกข์ ก็เพราะว่าเรามีสัมมาทิฐิก่อนนั่นเอง เมื่อเราทราบแล้วว่าสัมมาทิฐินั้นเป็นธรรมะ เป็นสิ่งแรกที่เราจะต้องคำนึงถึงก่อนที่จะไปทำในสิ่งอื่น ตอนนี้ก็มาถึงเรื่องที่ว่าสัมมาทิฐิเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือว่าจะทำอย่างไรให้เรามีสัมมาทิฐิ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดสัมมาทิฐินั้นมีอยู่ด้วยกัน ๒ ประการคือ
ความถึงพร้อมด้วยมิตรที่ดีงาม คือมิตรที่มีปัญญา สามารถที่จะให้คำแนะนำอันถูกต้องได้ ดังที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีว่ากัลยาณมิตรนั่นเอง
และประการที่ ๒ ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฐิ สิ่งนี้ก็คือ ตัวของเราเองจะต้องมีโยนิโสมนสิการ คือพิจารณาไตร่ตรองอย่างแยบคาย
ซึ่งในเรื่องนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสภาษิตไว้ว่า กัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการนี้ ย่อมเป็นเบื้องต้นของสัมมาปฏิบัติทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสมาธิ ไม่ว่าจะเป็นปัญญา หรือคลุมไปได้จนถึงศีลทั้งหลาย ย่อมอาศัยมีกัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการ ตั้งแต่เบื้องต้นเหมือนอย่างอรุณเป็นเบื้องต้นของวัน กัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการก็เปรียบเหมือนเป็นอรุณ เป็นเบื้องต้นของความสว่างของสัมมาปฏิบัติ คุณงามความดีทั้งสิ้นอันนับว่าเป็นความสว่าง จึงต้องอาศัยกัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการดังนี้
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ถ้ามองตามความเป็นจริง เราจะเห็นว่าแม้โยนิโสมนสิการจะเป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้เกิดสัมมาทิฐิก็ตาม แต่ว่าการที่บุคคลจะมีโยนิโสมนสิการ คือคิดพิจารณาไตร่ตรองได้ด้วยตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ยากมาก ผู้นั้นจะต้องสั่งสมบุญบารมีมาอย่างมากมาย ซึ่งปกติคนทั่วไปแล้ว การที่จะมีโยนิโสมนสิการได้ก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตร
แต่ก็มีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่มีธรรมครบทั้ง ๒ ประการ คือมีทั้งโยนิโสมนสิการและมีความเป็นกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นผู้ที่เราเคารพบูชาอย่างยิ่ง บุคลผู้นั้นก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระพุทธองค์มีโยนิโสมนสิการ ไม่หวั่นไหวตามความเป็นไปของโลก คิดหาทางพ้นทุกข์ และเมื่อคิดได้ก็ไม่ได้เสด็จหนีไปแต่เพียงพระองค์เดียว กลับเป็นกัลยาณมิตรให้กับชาวโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลาย สิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่เราจะต้องตระหนักนึกภาคภูมิใจในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
และบุคคลอีกท่านหนึ่งที่จะเราไม่กล่าวถึงไม่ได้นั้นก็คือ ผู้ที่ทอดเรือนกายอยู่เบื้องหน้าของเรา นั่นคือคุณยายอาจารย์ของเรานั่นเอง คุณยายเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ สอนตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก โดยทุกครั้งเมื่อคุณยายจะทำอะไรก็ตาม คุณยายจะคิดทำอย่างดีที่สุด ทำให้สุดฝีมือ จะเป็นอะไรก็เป็นอย่างดีที่สุด ซึ่งหลายท่านคงจะเคยอ่านอัตชีวประวัติของคุณยาย สมัยที่ยายยังเล็กๆ นั้น วันที่พ่อกับแม่ของยายทะเลาะกัน ลูกๆ ทุกคนในบ้านกลัวว่าพ่อจะทำร้าย จึงไม่มีพี่น้องของยายคนใดกล้ากล่าวอะไรสักคำ แต่คุณยายกลัวว่าพ่อจะทำร้ายแม่ โดยไม่ได้คิดห่วงใยตัวเองเลย จึงกล่าวขึ้น กล่าวคำป้องกันแม่ไว้ ดังนั้นท่านจึงถูกพ่อของท่านแช่งอย่างที่เราทราบกัน
และแม้คุณยายจะเป็นชาวนา ท่านก็เป็นชาวนาอย่างดีที่สุด ทุกเช้าท่านจะไปที่นาของท่านตั้งแต่ครอบครัวอื่นบ้านอื่นยังไปไม่ถึง ทั้งๆ ที่ท่านก็เป็นเด็ก และเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ เสียด้วย เมื่อมาอยู่บ้านคุณนายเลี๊ยบ มาเป็นคนใช้ คอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้อื่น เมื่อได้รับคำสั่ง ท่านก็ทำอย่างดีที่สุด และทำด้วยความเต็มใจ จนเป็นที่รักใคร่ เป็นที่ไว้เนื้อเชื้อใจของเจ้าของบ้าน
เมื่อได้มาเป็นนักศึกษาวิชชาธรรมกาย มาเป็นศิษย์ของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านก็เป็นศิษย์ที่ดีที่สุด ไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข ไม่เคยทำให้พระเดชพระคุณหลวงปู่ลำบากใจ จนทำให้ท่านเป็นผู้เดียวในศิษย์ของหลวงปู่วัดปากน้ำ ที่หลวงปู่ชื่นชมว่า “ลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง” ที่กล่าวมานี้คือความเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการของคุณยาย
ส่วนความเป็นกัลยาณมิตรนั้น เราได้รู้ได้ฟังกันมามากมายจากที่พระอาจารย์หลายๆ ท่าน ตั้งแต่วันแรกที่เราได้อัญเชิญสรีระของยายมา ณ วิมานหลังนี้ จนกระทั่งทุกวันนี้เป็นเวลาหลายวันแล้ว การถ่ายทอดเรื่องราวคุณธรรมของยายที่แสดงออกถึงความเป็นกัลยาณมิตรที่ยิ่งใหญ่นั้น ยังไม่หมดไปจากห้วงความรู้สึกของเราและพระอาจารย์แต่ละท่าน จึงได้มีการมาบรรยายให้พวกเราฟังทุกวัน อย่างต่อเนื่องและเสมอมา
ท่านเป็นครูอาจารย์ที่ดียิ่ง ได้แนะนำถ่ายทอดคุณธรรมต่างๆ สู่ครูบาอาจารย์ของเราทั้ง ๒ ท่าน คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว นอกจากนี้ตัวท่านเองก็เป็นต้นแบบและเป็นครูที่คอยอบรมพร่ำสอนเราทำในสิ่งต่างๆ โดยแนะให้ทำ นำให้ดู อยู่ให้เห็น เป็นทั้งครูและต้นแบบให้กับเรา
หลวงพี่เองไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดท่านมากนัก จึงบรรยายธรรมเกี่ยวกับคุณธรรมของท่านได้ไม่ละเอียดเท่ากับพระอาจารย์ที่เป็นรุ่นบุกเบิกของวัด แต่ว่าถ้าไม่มีคุณยาย ก็คงจะไม่มีหลวงพี่ เพราะแต่เดิมนั้นไม่ได้คิดที่จะบวชมาก่อน และไม่เคยคิดที่จะบวชมาถึงขนาดนี้ แต่เพราะมียายนี่เอง คุณยายท่านได้เป็นกัลยาณมิตรให้กับหลวงพี่ ก่อนหน้านี้หลวงพี่ไม่เคยคิดที่จะเข้าวัดมาก่อน แต่เมื่อมีกัลยาณมิตร ๒ ท่าน ก็ขอประกาศเกียรติคุณของท่านไว้ ณ ที่นี้ ทั้ง ๒ ท่านนั้นตอนนี้ได้มาบวชเป็นพระในวัดพระธรรมกายของเราแล้ว คือ หลวงพี่วิทยา ธัมมทินโน กับหลวงพี่ไพฑูรย์ สุขิโต
ชวนหลวงพี่มาวัด ปีนั้นเป็นปีพ.ศ. ๒๕๓๘ ตรงกับวันมาฆบูชา ในขณะที่รับปากมานั้น ก็รับปากด้วยความเกรงใจ และคิดว่าเมื่อมาแล้วก็คงจะมาครั้งเดียว เพราะคิดว่าวัดของเรานี้คงไม่ต่างจากวัดทั่วๆ ไป แต่เมื่อได้มาถึงวัด ความคิดเหล่านั้นได้หายไปอย่างสิ้นเชิง และเมื่อได้มาพบคุณยาย คุณยายทักทายหลวงพี่ด้วยการเอามือมาจับที่ไหล่ และส่งรอยยิ้มให้ด้วยความเมตตา นับตั้งแต่ครั้งนั้นมาหลวงพี่มีความรักและศรัทธาคุณยายของเราอย่างมากมายและไม่เคยเสื่อมคลายลงเลย
ในพระพุทธศาสนานั้น บุคคลที่ได้ชื่อว่าหาได้ยากมีอยู่ ๒ ท่านด้วยกันคือ
บุพการีบุคคล คือผู้ทำอุปการะก่อน ทำความดีโดยไม่คิดถึงผลตอบแทน
และกตัญญูกตเวทีบุคคล คือผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้ว และตอบแทน รู้จักคุณค่าแห่งการกระทำดีของผู้อื่น และแสดงออกเพื่อบูชาความดีนั้น
ในบุคคลที่ได้ชื่อว่าหาได้ยากนี้ เราได้มาพบแล้ว คุณยายของเรานี่เอง ซึ่งตอนนี้ได้ทอดสรีระอยู่เบื้องหน้าของเรา ท่านเป็นบุคคลที่ชื่อว่าหาได้ยาก ในเมื่อเราหาบุคคลเช่นท่านได้อย่างยากเย็น แล้วเราจะปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปได้อย่างไร สู้เรามาสักการะท่านด้วยการแสดงออกถึงความกตัญญู ที่เรามีต่อท่านไม่ดีกว่าหรือ
กตัญญูมีความหมายว่าเห็นคุณค่าคือเห็นด้วยใจ ด้วยปัญญาว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณต่อเราอย่างแท้จริง ส่วนกตเวทีหมายถึงการทดแทนพระคุณท่าน ซึ่งเราสามารถทำได้ ๒ วิธีด้วยกัน
ประการแรก คือประกาศคุณท่าน
ประการที่ ๒ ตอบแทนคุณท่าน
การประกาศพระคุณก็คือการปฏิบัติบูชานั่นเอง เพราะว่าการที่เราจะประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าคุณยายของเรานั้นมีคุณธรรมอย่างไร มีความดีอย่างไร เราคงไม่สามารถที่จะบอกจะพูดให้เขาเชื่อได้ แต่การที่เราปฏิบัติต่อท่านนั่นเอง เป็นการประกาศเกียรติคุณ ประกาศถึงคุณงามความดีต่างๆ ของท่านอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่เรากราบท่าน เราตั้งใจกราบแค่ไหน คำสั่งสอนของท่านต่างๆ คำห้ามปรามในสิ่งที่ไม่ควรต่างๆ เราได้ใส่ใจ ตระหนักและทำเพียงไร
และประการสุดท้าย การที่เราได้มาร่วมงานของคุณยายทุกๆ วัน ชวนกันมามากมาย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าเรามีความกตัญญู มีความตั้งใจที่จะประกาศเกียรติคุณของท่านอย่างแท้จริง ส่วนการตอบแทนคุณนั้น จะว่าไปก็คืออามิสบูชา คือการบูชาด้วยวัตถุสิ่งของ ถ้าเป็นชาวโลกทั่วไปเราคงไม่หนักใจในการหาสิ่งของมาบูชา แต่สำหรับคุณยาย ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ เป็นกัลยาณมิตรให้กับเรา และยังได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากอย่างยิ่ง เราจะต้องตอบแทนพระคุณของท่าน บูชาท่านด้วยความพิเศษมากกว่าบุคคลทั่วๆ ไป ซึ่งเราสามารถทำได้โดย การทำความปรารถนาของท่านให้สำเร็จ ซึ่งความปรารถนาของคุณยาย สิ่งที่คุณยายปรารถนาเป็นอย่างยิ่งนั้น
ประการแรก คือท่านปรารถนาที่จะให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเราได้ทำวิชชา
ประการที่ ๒ อยากให้มหาธรรมกายเจดีย์ อยากให้สภาธรรมกายสากลหลังนี้ และมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี สำเร็จโดยเร็วพลัน
ดังนั้นขณะนี้นับว่าเป็นช่วงเวลาอันดียิ่ง ที่เราจะได้แสดงความกตัญญูต่อท่าน เพราะว่าขณะนี้สรีระของคุณยายยังอยู่กับเรา และในวาระอันใกล้นี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ครบรอบการเข้าถึงวิชชาธรรมกายของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ครบ ๗ รอบในวันที่ ๒ นี้ ก็อยากเชิญชวนให้พวกเราใช้ช่วงเวลาอันมีคุณค่า ซึ่งเป็นวาระพิเศษนี้มาบูชาท่านด้วยการสถาปนามหาวิหารพระมงคลเทพมุนีให้สำเร็จโดยเร็ว ให้หลวงพ่อของเราได้หมดภารกิจในส่วนนี้ เพื่อที่ท่านจะได้ทำวิชชา ซึ่งเป็นภารกิจที่แท้จริง แล้วยังได้ชื่อว่ายังความปรารถนาของยายให้เต็มเปี่ยม นอกจากนี้ยังเป็นการบูชาพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำอีกด้วย
และประการสำคัญอีกประการหนึ่ง เนื่องจากช่วงนี้ใกล้ที่จะถึงวันครูธรรมกาย เราจะได้ไปเอาบุญในการขุดเสาสมบัติอันเป็นที่รองรับมหาวิหารนั้น ถ้าใครได้ผ่านมาด้านหน้าจะเห็นว่ามีการขนหินเกร็ดเพื่อนำมาไว้ในสระมงคลมหาเศรษฐี เพื่อให้เกิดความสง่างามในวันงาน ดังนั้น หลังจากเลิกปฏิบัติธรรมแล้ว ถ้าท่านใดที่ไม่รีบร้อนนัก หลวงพี่ก็ขอเรียนเชิญให้ทุกท่านไปรับบุญใหญ่ด้วยกัน
เมื่อเราได้ทราบถึงหลักของการบูชาแล้ว อามิสบูชาเราได้เตรียมตัวเตรียมใจกันที่จะสถาปนามหาวิหารแล้ว ช่วงนี้ก็ขอให้เรามาปฏิบัติบูชากันสักครู่หนึ่ง ก็ขอเรียนเชิญทุกท่านนั่งหลับตานึกถึงคุณธรรมของยาย นึกถึงพระคุณของคุณยายที่มีต่อชาวโลก และมีต่อพวกเราทุกคน
ให้เรานึกถึงใบหน้าคุณยายอย่างชัดเจนไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา เป็นภาพคุณยายที่ใส สว่าง เป็นกายแก้วของคุณยาย นึกถึงคุณธรรม คุณงามความดีต่างๆของคุณยาย และเราจะได้บูชาท่าน และถ่ายทอดคุณธรรมของท่านมาสู่เรา (สัพเพฯ)
*************************************** จบ ***************************************