พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นได้โดยยาก
ขอกราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบคารวะพระมหาเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรเศรษฐีใจบุญลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่านนะ (สาธุ)
ด้วยว่าความบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในโลก ความได้อัตภาพเป็นมนุษย์อีก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก
วันนี้เป็นโอกาสดีของหลวงพี่อีกวาระหนึ่งที่ได้มาแสดงธรรมในนามของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ช่วงนี้อยู่ในระหว่างเทศกาลวันแม่แห่งชาติ ประชาชนชาวไทยก็จะตรึกระลึกถึงพระคุณของคุณแม่กัน คุณแม่นั้นถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดจึงมีความสำคัญ เป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุด
ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นพระองค์ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดพระพุทธศาสนา ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดเหล่าภิกษุสามเณร ภิกษุณี รวมทั้งอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย พวกเราท่านทั้งหลายต่างล้วนได้รับเอาพระพุทธศาสนานี้มาเป็นที่พึ่งที่ระลึก พระพุทธศาสนานี้เป็นสุดยอดของศาสนาทั้งปวงในโลก แต่ว่าการที่จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นได้นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยยาก
วันนี้หลวงพี่จะได้มาบรรยายถึงการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราว่าเกิดขึ้นได้ยากอย่างไร ในวัฏฏสงสารอันยาวไกลนี้พวกเราท่านทั้งหลายล้วนต่างต้องเวียนว่ายตายเกิด ถือกำเนิดในวัฏฏสงสารนี้ ท่องเที่ยวอยู่ในภพภูมิต่างๆ ในสุคติภูมิบ้าง ทุคติบ้าง มนุษยภูมิบ้าง ตามแต่บุญกรรมที่ได้กระทำมา ดังที่มีพุทธพจน์ลิขิตไว้ในวาเสฏฐสูตรว่า
กมฺมุนา วตฺตติ โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
กรรมคือการกระทำ ผู้ใดเมื่อทำอะไรลงไปแล้ว ไม่ว่าจะทำด้วยกาย วาจา ใจก็ตาม ผลที่เขาทำนั้น จะติดตัวตลอดไป และจะส่งผลให้ไปเกิดตามคติต่างๆ ถ้าทำดีก็ไปเกิดในสุคติภูมิ ทำชั่วก็ไปเกิดในทุคติภูมิ สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงต้องเวียนว่ายตายเกิด ถือกำเนิดในคติต่างๆ ๕ อย่างคือ
๑. คติเป็นเทวดา จะเสวยสุขบนสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น แล้วก็พรหม อรูปพรหม
๒. คติมนุษย์ก็คือโลกเรานี้ เป็นคติที่ถือว่าเป็นกลางๆ มาเกิดเพื่อสร้างบารมีโดยเฉพาะ
๓. คติเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็อยู่ในภพมนุษย์บ้าง ในภพภูมิอื่นๆ บ้าง
๔. คติเป็นเปรต อสูรกาย ก็อยู่ในภพภูมิเสวยทุกขวิบาก
๕. คติเป็นสัตว์นรก สัตว์นรกก็จะต้องไปเสวยทุกขวิบากในนรกยาวนานเลย
ภพภูมิของมนุษย์นี้เป็นภพภูมิสำหรับสร้างบารมีของมนุษย์เราทั้งหลาย บางท่านอาจจะเคยได้ยินเขาบ่นกันว่าเกิดมาต้องมาใช้กรรม เกิดมาใช้กรรม จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะว่าจริงๆ แล้ว มนุษย์เรานี้เกิดมาเพื่อสร้างบารมีโดยเฉพาะ แม้ว่าจะมีความแตกต่างในแต่ละคน บางคนเกิดมารวยบ้าง จนบ้าง พิการบ้าง หรือว่าประสบเคราะห์กรรมต่างๆ ผิดหวังบ้าง สมหวังบ้างต่างๆ เหล่านี้ก็ตาม แต่วิบากเหล่านี้เป็นเพียงผลกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังเหลือเศษติดตัวมาเท่านั้นเอง ผลกรรมจริงๆ นั้นแต่ละคนจะได้รับเมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว ถ้าทำความชั่วไว้มาก ก็ต้องไปเสวยวิบากในนรก ถ้าทำความดีไว้ ความดีก็จะส่งผลให้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นต่างๆ
ความเป็นมนุษย์ในชมพูทวีปนี้มีความประเสริฐกว่ามนุษย์ในทวีปอื่นๆ เช่น อุปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีปเป็นต้น และสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มนุษย์ในชมพูทวีปมีความประเสริฐกว่ามนุษย์ในทวีปอื่น ๓ ประการคือ
๑. สูรภาวะ คือมีจิตใจที่กล้าแข็ง สามารถสร้างบุญบารมี ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาได้เต็มที่
๒. สติมันตะ คือมีสติตั้งมั่นในพระรัตนตรัย
๓. พรหมจริยวาส คือสามารถประพฤติพรหมจรรย์ บวชเป็นพระภิกษุ หรือว่าถือบวชต่างๆ ได้ ซึ่งมนุษย์โลกอื่นทำไม่ได้
มนุษย์จริงๆ แล้วมาจากคำว่า มนะแปลว่าใจ รวมกับคำว่าอุสสะ ที่แปลว่าสูง มนุษย์จึงแปลว่าใจสูง ดังนั้นสรรพสัตว์ทั้งหลายจึงอยากที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์กันมาก แต่ว่าการที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า
ทุลลโภ มนุสฺสตฺตํ ปฎิลาโภ ความได้อัตภาพเป็นมนุษย์อยู่นั้น เป็นของยาก
พระพุทธองค์ทรงเปรียบความยากในการเกิดเป็นมนุษย์นั้นเหมือนกับเต่าตาบอดตัวหนึ่ง ซึ่งกบดานอยู่ใต้มหาสมุทร ทุก ๑๐๐ ปี เต่าตาบอดตัวนี้จะโผล่ขึ้นมาหายใจครั้งหนึ่ง และบนมหาสมุทรนั้นจะมีห่วงหนึ่งลอยเคว้งคว้างไปมา ครั้งใดก็ตามที่เต่าตาบอดตัวนี้โผล่ขึ้นมาหายใจ และหัวของมันได้สวมกับห่วงที่ลอยอยู่นั้น พอเหมาะพอดี นั้นคือโอกาสที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ แต่ถ้าเราพิจารณาด้วยสามัญสำนึกแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยใช่ไหม
แต่ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีทารกเกิดขึ้นทุกวัน วันละหลายคนด้วย เคยมีสถิติทั่วโลก เขาบันทึกไว้ว่า ทุกนาทีจะมีทารกมาเกิดประมาณ ๒ คน ดังนั้นในแต่ละปี มนุษย์ที่จะเกิดก็คงมีจำนวนหลายล้านเลยทีเดียว แต่ถ้าเรามาเปรียบเทียบกับสัตว์ต่างๆ ที่อยู่บนโลกนี้ เอาแค่เปรียบกับมดหรือว่าปลวกอย่างเดียว ชนิดเดียวก็มีปริมาณมากกว่ามนุษย์ทั้งโลก ซึ่งมีถึง ๖,๐๐๐ กว่าล้านในขณะนี้ และยังมีสรรพสัตว์ต่างๆ อย่างมากมาย รวมทั้งสัมภเวสีต่างๆ เปรต อสูรกาย สัตว์นรกต่างๆ พวกนี้ก็อยากมาเกิดเป็นมนุษย์ทั้งนั้น
คุณยายอาจารย์เมื่อท่านลงไปช่วยโยมพ่อในนรก ซึ่งเป็นขุมกระทะทองแดง เป็นขุมเล็กๆ ขุมหนึ่งในจำนวน ๕๐๐ สี่ร้อยกว่าขุมในนรกนั้น กระทะทองแดงนี้ พวกเราอาจจะคิดจินตนาการว่าเป็นกระทะเหล็กใหญ่ๆ จุได้สักร้อยสองร้อยคนอะไรอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ท่านลงไปแล้วบอกว่ากระทะทองแดงที่เห็นนั้นมันกว้างใหญ่ เป็นทะเลเป็นมหาสมุทรเลยทีเดียว แล้วก็มีสัตว์นรกแออัดยัดเยียดเต็มไปหมด พวกที่ตกนรกโอกาสที่จะได้มาเกิดก็ยาก เพราะว่าอายุของสัตว์นรกนั้น ๑ วัน ๑ คืนในขุมที่ตื้นที่สุดจะเท่ากับ ๙ ล้านปีมนุษย์ และอายุเต็มๆ ของเขาก็ ๕๐๐ ปีนรก ดังนั้นโอกาสที่จะกลับมาเกิดก็ลืมไปเลยทีเดียว
ฝนที่ตกลงมาในหม้อมีน้ำน้อยเมื่อเทียบกับฝนที่ตกในจักรวาล มีฝนน้อยส่วนใด มนุษย์สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสรรพสัตว์ทั้งปวงฉันนั้น สิ่งที่เกิดได้ยากต่อมาก็คือการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
ทุลฺลโภ พุทฺธุปฺปาโท โลกสฺมึ แปลว่าการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากในโลก
การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้มาบังเกิดพระองค์หนึ่งนั้น เป็นเรื่องยากมาก และระยะเวลายาวนานมาก ที่จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้สักพระองค์หนึ่ง เพราะผู้ที่จะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลที่พิเศษจริงๆ มีความตั้งใจสั่งสมบ่มบารมีเป็นระยะเวลายาวนาน และตั้งใจที่จะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะด้วย หลังจากที่ได้อบรมสั่งสม บารมีมาตลอดเป็นระยะเวลายาวนาน จึงจะได้มาตรัสรู้สักพระองค์หนึ่ง
ผู้ที่จะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น แต่เดิมก็เป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรา เพียงแต่ว่าเขาเกิดความทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดนี้ รู้สึกเบื่อหน่ายในความทุกข์ที่เกิดมาก จนกระทั่งชาติหนึ่ง มีความตั้งใจที่จะออกจากทุกข์นี้ และตั้งใจที่จะพาสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์นี้ไปด้วย นั่นแหละก็คือการที่เขาเริ่มเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว
และหลังจากนั้นก็ต้องสั่งสมบารมีเรื่อยมาเป็นเวลายาวนานเป็นอสงไขยเป็นกัป คำว่าอสงไขยนี้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก มีอุปมาเปรียบเทียบไว้ว่ามีฝนตกทั่วทั้งจักรวาลตลอดเวลาเลย เป็นระยะเวลา ๓ ปี จนกระทั่งน้ำฝนท่วมเต็มขอบจักรวาล ซึ่งมีความสูง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ปริมาณน้ำฝนที่นับได้เป็นเม็ดๆ ได้เป็นจำนวนเท่าไหร่ ก็คือเวลา ๑ อสงไขยปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก
ส่วนคำว่า “กัป” มีอุปมาเปรียบเทียบไว้ว่า นครที่ทำด้วยเหล็กยาวหนึ่งโยชน์กว้างหนึ่งโยชน์ สูงหนึ่งโยชน์ เต็มด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาดที่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนในทุกร้อยปี บุรุษหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาด ๑ เมล็ด ออกจากนครนั้น จนกระทั่งเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นหมดไป คือระยะเวลา ๑ กัป ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก
อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ เมื่อตอนที่ท่านเริ่มตั้งใจจะออกจากกองทุกข์นี้ เมื่อ ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัปที่แล้ว ท่านได้เกิดเป็นมานพหนุ่มที่ยากจน แล้วก็ต้องเลี้ยงมารดาผู้แก่เฒ่า ต้องไปตัดไม้ในป่ามาขาย แล้วก็เลี้ยงมารดา มีวันหนึ่งได้ไปแถวชายทะเล ได้เห็นเรือสำเภาก็มีความคิดว่าเราน่าจะไปเป็นลูกจ้างทำงานบนเรือมากกว่า เพราะต่อไปถ้าแก่เฒ่าแล้ว จะไม่มีแรงไปตัดไม้มาทำอาชีพนี้ได้
จึงได้ไปสมัครทำงานบนเรือ แล้วได้ขอเอามารดาไปด้วย เมื่อเจ้าของเรือนั้นอนุญาตแล้ว ก็ได้พามารดาขึ้นเรือ ล่องเรืออยู่ในมหาสมุทร ๗ วัน ปรากฏว่าโชคไม่ดี ได้เกิดคลื่นซัดกระหน่ำ จนกระทั่งเรือแตก มานพหนุ่มนั้นก็กระโดดลงน้ำ ด้วยตัวเองเป็นผู้แข็งแรง ว่ายน้ำจะหนีก็ได้ เหลียวมาเห็นมารดา ก็รีบย้อนว่ายกลับมาช่วยมารดา ให้มารดาเกาะบ่าเกาะไหล่ของตัว แล้วก็พาว่ายไปเรื่อยๆ ว่ายไป ๒-๓ วัน จนกระทั่งเหนื่อย จะหมดแรงอยู่แล้ว
ช่วงนั้นเป็นระยะเวลาที่ว่างเว้นจากการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่มีมาบังเกิดเลย พระมหาพรหมบนชั้นสุทธาวาสก็มีความกังวล ได้เล็งแลลงมาเพื่อที่จะมาหาผู้ที่เหมาะสมจะเป็นพระโพธิสัตว์ เล็งแลมาเห็นมานพหนุ่มนี้ เห็นว่าโอ้ มนุษย์นี้คงเป็นผู้ที่มีน้ำใจอาจหาญ มีความเพียรอย่างยิ่ง แล้วก็มีคุณธรรม ว่ายน้ำพา คุณแม่ไปด้วยไม่ยอมทิ้งเลย ตัวเองจะจมน้ำอยู่แล้วก็ไม่ยอมทิ้ง
ก็เลยดลใจให้อธิษฐานว่าแม้ตัวเรานี้จะต้องจมน้ำตายลงไป ณ บัดนี้ ขอบุญกุศลที่เราได้อุตส่าห์แบกมารดาไว้บนบ่านี้ ว่ายน้ำมาตลอด ๒-๓ วัน เป็นกุศล เป็นเครื่องที่จะนำเราออกไปจากทุกข์ในวัฏสงสารนี้ในอนาคตด้วยเถอะ และขอให้เราสามารถพาสรรพสัตว์ออกจากวัฏสงสารนี้ด้วย พออธิษฐานจิตเสร็จก็เกิดแรงขึ้นมา สามารถที่จะว่ายต่อไปอีก ๒-๓ วันก็ถึงฝั่ง แล้วก็ได้พามารดาเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพแล้วก็อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งหมดอายุขัย
มีอีกชาติหนึ่งต่อมาได้มาเกิดเป็นพระราชา ชาตินี้พระองค์เป็นพระราชาที่มีศักดานุภาพมาก แล้วก็ชอบช้างเป็นอย่างมาก พอดีได้ข่าวว่ามีช้างมงคลอยู่ ก็เลยไปจับมา เป็นช้างเผือกมงคล ซึ่งพระองค์ก็รักมาก แล้วก็ให้นายหัตถาจารย์ นายหัตถาจารย์ก็คือ หมอช้างนั่นเอง เหมือนกับหมองูอะไรทำนองนี้ จะมีเวทมนต์สามารถที่จะสอนแล้วก็บังคับช้างได้ หัตถาจารย์ได้สอนช้างจนกระทั่งเชื่องภายใน ๗ วัน
พระราชาก็ได้ทรงช้างนี้ไปเวียนประทักษิณในวันที่ ๗ คืนนั้นได้มีช้างป่าฝูงหนึ่งเข้ามาในอุทยานแล้วก็เหยียบย่ำ ถ่ายมูลไว้ด้วย ทำลายผลหมากรากไม้ในอุทยานของพระราชา พระราชาเมื่อประทักษิณเมืองเสร็จแล้ว ก็ได้มาที่อุทยานนั้น ช้างมงคลนั้นได้กลิ่นของนางช้างที่มาถ่ายมูลไว้ ก็เกิดความกระสันขึ้นมา เกิดความเมามัน แล้วก็ตกมันขึ้นมา ได้สลัดควาญช้างตกลงมา แล้วก็ทำลายกำแพงวิ่งเตลิดไป เพื่อจะไปหานางช้างในป่า โดยพาพระราชาไปด้วย
พระราชานั้นตกใจ พยายามที่จะบังคับ ใช้ขอช้างซึ่งแหลมคมสับที่คอ ช้างก็ไม่รู้สึกเพราะว่าฤทธิ์ราคะที่เกิดขึ้นนั้นมีอำนาจมากเหลือเกิน แม้แต่มนต์ของนายหัตถาจารย์ ตะขอที่สับลงมาที่คอก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งมันได้ จนเข้าไปในป่า พระราชาเห็นท่าไม่ดี และถูกกิ่งบาด ก็เลยเล็งหากิ่งที่เหมาะๆ แล้วก็โหนไปอยู่บนกิ่งไม้
หลังจากนั้นพวกอำมาตย์ก็ตามมารับพระองค์กลับไป ท่านก็ไปคาดโทษกับนายหัตถาจารย์ว่าฝึกช้างยังไง พาพระองค์เตลิดเข้าไปในป่าอย่างนี้ เกือบเอาชีวิตไม่รอด นายหัตถาจารย์ก็ได้อธิบายว่าเหตุที่เกิดเช่นนั้นเพราะช้างมงคลนั้นเกิดราคะกิเลส ราคะกิเลสนั้นมีฤทธิ์ อำนาจเหลือเกิน ถ้าพูดถึงความร้อนแล้ว ก็ไม่มีความร้อนในโลกจะสู้ได้ พูดถึงพิษแล้ว ก็มีพิษยิ่งกว่าพิษของพญานาคทั้งสี่ พูดถึงความคมแล้ว ก็มีความคมยิ่งกว่าหอกดาบใดๆ ดังนั้น มนต์ของข้าพระองค์นี้จึงไม่สามารถที่จะบังคับช้างนั้นได้
แต่พระองค์ก็ไม่ต้องวิตกกังวลเพราะว่าเมื่อช้างนั้นได้เสพสังวาสแล้ว ก็จะต้องกลับมาด้วยมนต์ของข้าพระองค์ พระราชาก็ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ ก็ให้ทหารจับนายหัตถาจารย์ไปขังไว้ก่อน ต่อมาอีก ๗ วัน ช้างนั้นก็ได้กลับมาจริงๆ พระราชาจึงให้นายหัตถาจารย์ทดลองมนต์ของตน โดยการเผา ก้อนเหล็กให้ร้อนแดงเลย นายหัตถาจารย์ก็สั่งช้างให้ใช้งวงคีบเหล็ก ซึ่งยังร้อนแดงๆ อยู่ ช้างก็ทำตามคำสั่ง ใช้งวงคีบก้อนเหล็กร้อนนั้น จนงวงไหม้ กลิ่นควันไหม้ขึ้นเลย ถามว่าช้างนั้นร้อนไหม ช้างก็บอกว่าโอ้โฮ ร้อนเหลือเกินเลย อยากจะสลัดทิ้งแต่ไม่กล้าเพราะถูกมนต์ของนายหัตถาจารย์บังคับอยู่ น้ำหูน้ำตาไหลเลยแหละ เหงื่อกาฬแตกซิกๆ เลย
พระราชาเห็นอย่างนั้นก็อัศจรรย์ใจ โอ้โฮ มนต์ของนายหัตถาจารย์นี้สามารถที่จะบังคับช้างได้อย่างนี้จริงๆ ก็รีบสั่งให้นายหัตถาจารย์สั่งให้ช้างปล่อยเหล็กนั้นออก เพราะกลัวช้างจะตาย แล้วก็เกิดความสลดสังเวชว่า โอ้หนอ ราคะกิเลสนี้มันช่างร้ายกาจจริงๆ เป็นตัวที่ทำให้สรรพสัตว์ต้องข้องติดอยู่ในนี้แล้วก็มีความทุกข์ตลอดมา พระองค์เกิดความสลดสังเวชอย่างนั้นแล้ว ต่อมาก็ได้สละราชสมบัติออกบวช เป็นฤๅษีอยู่ในป่า จนกระทั่งสิ้นอายุ
อีกชาติหนึ่งก็ได้เกิดเป็นมานพหนุ่ม เป็นพราหมณ์ เมื่อพ่อแม่ตายแล้วก็ได้สละทรัพย์ ซึ่งมีถึง ๘๐ โกฏิ ออกบริจาคหมดเลย แล้วก็ไปเป็นฤๅษีอีก ต่อมาเมื่อเข้ามาเที่ยวในเมือง พักอยู่ในอุทยาน ต้องถูกพระเจ้ากะลาปุ ซึ่งเกิดความโกรธเพราะเห็นนางสนมไปห้อมล้อม ได้สั่งให้เพชฌฆาตเฆี่ยนพระองค์ ๒,๐๐๐ ครั้ง ได้ตัดมือ ตัดข้อมือข้อเท้า จนกระทั่งตัดหูตัดจมูก กระทืบที่อกอีกต่างหาก แต่ท่านก็ไม่มีความโกรธเลย บำเพ็ญขันติบารมีจนกระทั่งมรณภาพไป
อีกชาติหนึ่งมาบวชเป็นฤๅษีแล้ว มาพบกับเสือแม่ลูกอ่อน กำลังจะกัดกินลูกของมันอยู่ ก็เกิดความเมตตาสงสาร ก็กระโดดลงไปที่ใต้หน้าผา สละตัวเองให้เสือกิน พระองค์ต้องเวียนว่ายตายเกิด สร้างบารมีอย่างเช่นนี้มาตลอดเลย แม้บางชาติจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็มิได้หยุดหย่อนในการสร้างบารมีเลย
เมื่อพระองค์บำเพ็ญบารมีจนมาถึงที่สุดรอบแล้ว จึงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ท่านใช้เวลา ๒๐ อสงไขยกับอีก ๑ แสนมหากัป เรียกว่าพระปัญญาธิกะพระพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้ามี ๓ ประเภท
ประเภทที่ ๑ เรียกว่าพระปัญญาธิกพระพุทธเจ้า
ประเภทที่ ๒ เรียกว่าพระศรัทธาธิกะพุทธเจ้า จะต้องใช้เวลาในการสร้างบารมีมากขึ้นไปอีกถึง ๔๐ อสงไขยกับแสนมหากัป
และประเภทที่ ๓ เรียกว่าพระวิริยาธิกะพุทธเจ้า ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการสร้างบารมีมากขึ้นไปอีก ถึง ๘๐ อสงไขยกับแสนมหากัป
ดังนั้นเมื่อสร้างบารมีแก่รอบแล้ว จึงจะได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็นำความรู้นั้นมาเผยแผ่ ชี้นำสั่งสอนสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้เป็นจำนวนมากมายมหาศาล เป็นล้าน เป็นโกฏิ ความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มาเผยแผ่นั้น เป็นความรู้สุดยอดวิเศษ ไม่มีศาสตร์ใดจะมาเทียบใด ไม่มีสิ่งใดที่จะมาหักล้าง ความรู้ของท่านได้
แต่หลังจากพุทธปรินิพพานไปแล้วประมาณ ๕๐๐ ปี ความรู้สำคัญอย่างหนึ่ง ได้เลือนหายไป
จนล่วงเลยมาถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้สละอุทิศชีวิต ปฏิบัติธรรมค้นคว้าจนกระทั่งเอาความรู้ชนิดนั้นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง และได้นำความรู้นั้นมาเผยแผ่ ให้กับพวกเราท่านทั้งหลายได้รู้ได้เห็นตาม นอกจากนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีมโนปณิธานที่ยิ่งใหญ่ ท่านจะขนสรรพสัตว์ทั่วทั้งจักรวาล อนันตจักรวาล แสนโกฏิจักรวาล ให้เข้าพระนิพพานให้หมดเลย ไม่เหลือแม้สักตัวตนเดียว
ก่อนหน้านี้ ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้วนับพระองค์ไม่ถ้วน มากกว่าเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ สรรพสัตว์ที่พระองค์ขนไปแต่ละครั้งก็มากมายมหาศาล แต่สรรพสัตว์ที่ยังเหลืออยู่นั้น ก็มากมายสุดประมาณ มากกว่าที่พระองค์ขนอีกมากมายนัก ดังนั้นการที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีมโนปณิธานที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น บุคคลใดที่ทำบุญกับท่าน บุญที่เกิดก็ไม่ต้องพูดถึงกันแหละ แล้วก็คุณยายอาจารย์ของเราก็ได้สืบมโนปณิธานเช่นนั้นสืบต่อมา คุณยายท่านได้เคยบอกว่าใครจะไปนิพพานก็ไปเถอะ ท่านจะไปปราบไอ้ดำก่อน จะเห็นได้ว่ามโนปณิธานของครูบาอาจารย์ของเรานั้นยิ่งใหญ่มหาศาล
ดังนั้น การที่พวกเราได้ทราบความสำคัญของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้มาพบพระพุทธศาสนาอันประเสริฐสุดนี้ แล้วก็ได้มาพบครูบาอาจารย์ของเรา ซึ่งเป็นผู้ชี้นำแล้วก็คอยให้กำลังใจในการสร้างบารมีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็อย่าได้ประมาท ปล่อยให้เวลานั้นล่วงเลยไป ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
ด้วยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะบังเกิดขึ้นในโลกนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยยาก ความได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์อีกนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยยาก
จากนี้ไปก็ขอเชิญลูกหลานคุณยายทุกท่านได้หลับตาเจริญภาวนา เพื่อเป็นปฏิบัติบูชาแก่คุณยายอาจารย์ของเรานะ
ภิกฺขเว อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ทุลฺลโภ พุทฺธุปฺปาโท โลกสฺมึ ทุลฺลโภ มนุสฺสตฺตํ ปฎิลาโภ ทุลฺลโภ สทฺธาสมฺปตฺติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด สัพเพฯ
********************************** จบ **********************************