ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตามรอยนักสร้างบารมีในกาลก่อน

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ กราบคารวะพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดกัลยาณมิตรลูกหลานยาย ผู้ไม่เคยว่างเว้นจากการสร้างบารมีทุก ๆ ท่าน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย ธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นเป็นอจินไตย บุคคลผู้ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าทั้งหลายในธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นย่อมมีวิบากเป็นอจินไตย คำว่าวิบากนั้นก็หมายถึงผลของกรรม ยังจิตให้เลื่อมใส คำว่าอจินไตยก็แปลว่าไม่ควรคิด ก็คือไม่สำเร็จแล้วด้วยการคิด คือมีผลมาก จนไม่อาจที่จะนับจะประมาณได้ เนื่องจากว่าพรรษานี้เป็นพรรษาแห่งมหาบูชา ก็คือการบูชาที่ยิ่งใหญ่ บูชาบุคคลผู้เลิศตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็บูชาครูคือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ และคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งทำให้หลวงพี่เองอยากทราบว่าในยุคก่อน ๆ นั้น เขามีการบูชาบุคคลผู้ควรบูชากันอย่างไร แล้วก็ได้ประสบผลของการบูชานั้นเช่นใด ในวันนี้ก็จะได้นำเรื่องราวและอานุภาพของการบูชาบุคคลผู้ควรบูชาของนักสร้างบารมีท่านหนึ่งที่ท่านได้ประสบมากับตัวของท่านเอง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่นานมาแล้วอย่างน้อย ๑ แสนกัป ในวันนี้ก็จะนำมาเล่าให้ทุก ๆ ท่านได้รับฟังกัน เพราะว่าไม่สามารถที่จะอาราธนาท่านมาเล่าให้ฟังได้ เนื่องจากว่าท่านได้หมดกิเลสเข้าพระนิพพานไปแล้ว การบูชาบุคคลผู้ควรบูชาของคนในยุคก่อน ๆ ที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ หรือว่าพระไตรปิฎก เขาจะบูชาด้วยความเลื่อมใส และบูชากันด้วยความยิ่งใหญ่ แต่ก่อนอื่นก็จะต้องทราบก่อนว่าการบูชาคืออะไร การบูชาหมายถึงการยกย่อง การเชิดชู และเลื่อมใสในคุณธรรมของบุคคลผู้ควรบูชาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็มีอยู่ ๒ วิธี คือ อามิสบูชา และปฏิบัติบูชา อย่างที่เราได้รับทราบ ในพรรษาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้ให้พวกเรามุ่งเน้นไปที่การบูชาทั้ง ๒ อย่าง คืออามิสบูชา และปฏิบัติบูชา ทีนี้ก็มาดูว่าในยุคก่อน ๆ นั้นเขาบูชากันอย่างไร เหมือนหรือว่าแตกต่างจากพวกเราอย่างไร ก็จะแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือกลุ่มที่มีความพร้อมในด้านของกำลังทรัพย์ เมื่อทราบข่าวก่อน รู้ก่อนแล้วก็ทำก่อน และมีความพร้อมในเรื่องของกำลังทีม จะยกตัวอย่างในเรื่องของประวัติของพระเถระรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นยอดนักสร้างบารมีที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้น นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ๑ แสนกัป ก็คือภายหลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระปรินิพพานแล้ว ชาวเมืองทั้งหลายก็พากันรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุ แล้วสร้างพระสถูปเจดีย์เป็นที่บรรจุเอาไว้สูงถึง ๑ โยชน์ ถ้าเปรียบเทียบในยุคนี้ก็เทียบได้กับ ๑๖ กิโลเมตร ถ้าเกิดมาสร้างในยุคนี้ ก็คงจะถูกคัดค้านหรือโจมตีจากพวกที่เป็นมิจฉาทิฐิ แต่ในยุคนั้นเนื่องจากว่ามนุษย์มีกายที่สูงใหญ่ สูงถึง ๕๘ ศอก และคนที่ไปเกิดในยุคนั้นก็ล้วนเป็นสัมมาทิฐิบุคคล ดังนั้นจึงไม่มีการคัดค้านหรือว่าโจมตีในเรื่องของการสร้างพระสถูปเจดีย์ ทีนี้วัสดุที่เขานำมาสร้างพระสถูปเจดีย์นั้นก็ไม่ใช่ อิฐ หิน ปูน ทรายเหมือนอย่างที่พวกเราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ แต่เขาสร้างกันด้วยรัตนชาติล้วน ๆ ตั้งแต่ชั้นที่ ๑ เขาสร้างด้วยทองคำ ชั้นที่ ๒ ก็สร้างด้วยแก้วมณี ชั้นที่ ๓ ก็สร้างด้วยเงิน ชั้นที่ ๔ สร้างด้วยแก้วผลึก ชั้นที่ ๕ ก็สร้างด้วยแก้วทับทิมล้วน ชั้นที่ ๖ ก็สร้างด้วยแก้วลาย ชั้นบนสำเร็จด้วยรัตนะล้วน ทีนี้เทวดาทั้งหลาย เมื่อทราบข่าวแล้ว เขาก็ไม่ยอมที่จะพลาดจากบุญนี้ ต่างก็มีการประชุมปรึกษาหารือกัน คิดหาวิธีที่จะเอาบุญนี้ให้ได้มากที่สุด เพราะเนื่องจากว่ากายของเทวดาเป็นกายทิพย์ เวลาทำบุญก็จะได้ไม่เท่ามนุษย์ พวกเทวดาก็ปรึกษากันว่าพวกมนุษย์ทั้งหลายต่างพากันสร้างพระสถูปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พวกเราก็ไม่ควรประมาท พวกเทวดาจึงนิรมิตพระสถูปให้สูงขึ้นอีก ๑ โยชน์ ด้วยรัตนะ ๗ ประการ พระสถูปจึงสูงขึ้นไปอีก ๑ โยชน์ รวมเป็น ๒ โยชน์ สว่างไสวขจัดความมืดได้ พวกแรกที่สร้างก็เป็นพวกเทวดา เพราะได้ทราบข่าวก่อนเพื่อน ก็ได้พากันก่อพระสถูปขึ้นไปอีก ๑ โยชน์ด้วยรัตนะ ๗ ทีนี้ข่าวก็ไปทราบถึงพวกนาค พวกนาคทราบทีหลังเทวดา จึงเสริมพระสถูปขึ้นไปด้วยแก้ว ๓ ชนิด คือแก้วอินทนิล แก้วมหานิล และแก้วมณีโชติรส สูงขึ้นไปอีก ๑ โยชน์ รวมเป็น ๓ โยชน์ ทีนี้ข่าวก็ไปทราบถึงพวกครุฑ พอเห็นเช่นนั้นก็ปรึกษากัน แล้วพากันเสริมต่อพระสถูปเจดีย์ขึ้นไปอีกด้วยแก้วมณีล้วน สูง ๑ โยชน์ พระเจดีย์จึงสูงเป็น ๔ โยชน์ ส่องสว่างรุ่งเรืองอยู่ สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ประดุจพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น พวกกุมภัณฑ์ เมื่อเห็นดังนั้นก็ไม่ยอมพลาดโอกาส ประชุมปรึกษาหารือกัน แล้วก็เสริมต่อพระเจดีย์ให้สูงขึ้นไปอีก ๑ โยชน์ด้วยรัตนะ พระเจดีย์จึงสูงเป็น ๕ โยชน์ แสงสว่างของพระเจดีย์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก ทีนี้มาถึงพวกยักษ์ เมื่อเห็นดังนั้นก็ประชุมปรึกษาหารือกัน แล้วก็เสริมต่อพระเจดีย์ให้สูงขึ้นไปอีก ๑ โยชน์ด้วยแก้วผลึก พระเจดีย์จึงสูงเป็น ๖โยชน์ ส่องสว่างเพิ่มขึ้นไปอีก พวกคนธรรพ์ ก็คือพวกที่ชอบเล่นดนตรี พวกนักดนตรีประจำสวรรค์ เมื่อเห็นดังนั้นก็ประชุมปรึกษากัน แล้วก็พากันสร้างไพที ๗ ชั้น ได้สร้างตลอดทั้งทางเดิน ด้วยทองคำล้วน พระเจดีย์นั้นจึงสูงเป็น ๗ โยชน์ ความสว่างของพระเจดีย์นั้นแผ่ไปโดยทั่ว ๑๐๐ โยชน์ ตลอดเวลา พื้นที่บริเวณนั้นไม่ปรากฏว่าเป็นกลางวันหรือว่ากลางคืน เพราะความสว่างของพระเจดีย์ แม้แต่ความสว่างของพระอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวก็ไม่อาจจะข่มรัศมีได้เลย ดวงประทีปที่เราเห็นก็ดูไม่สว่าง ในเวลานั้นหากใครต้องการจะบูชาพระเจดีย์ ก็เพียงแต่นำพวงดอกไม้ ของหอม หรือของที่ควรบูชายกขึ้นไว้ในอากาศ ก็จะมียักษ์ตนหนึ่งที่รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาพระเจดีย์ จะนำพวงดอกไม้และเครื่องสักการะบูชาเหล่านั้น ยกให้สูงขึ้นไปในเบื้องสูง มนุษย์ทั้งหลายเมื่อบูชาแล้วก็เห็นแต่พวงดอกไม้ลอยขึ้นไปในอากาศ แต่ไม่เห็นยักษ์ แม้ขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน เมื่อหันไปมองก็เห็นแต่พวงดอกไม้ลอยอยู่ ต่างก็มีความปีติเบิกบาน เมื่อละสังขารจากโลกนี้ไป ต่างก็พากันไปบังเกิดด้วยทิพยกายที่รุ่งโรจน์สว่างไสวอยู่ในสุคติโลกสวรรค์ นี้คือกลุ่มแรกที่มาก่อน มีกำลังทรัพย์ กำลังทีม ทำงานกันเป็นทีม เขาก็จะทำได้ขนาดนี้ เขาทำกันดีที่สุด ทำด้วยวัสดุที่ดีที่สุด เพื่อบูชาบุคคลผู้เลิศที่สุด เหมือนอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จะเป็นอะไรก็ตาม เป็นไปเพื่อการบูชาบุคคลผู้ควรบูชาแล้ว ท่านจะทำให้ดีที่สุด ตั้งแต่เรือนทองของยายที่อยู่ต่อหน้าของพวกเรา หรือการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ หรือมหาวิหารพระมงคลเทพมุนีที่กำลังจะเกิดขึ้น ท่านก็จะทำให้ดีที่สุดดำเนินรอยตามนักสร้างบารมีในกาลก่อน รวมไปถึงผ้าไตรจักรพรรดิมหาสมบัติที่พวกเราได้นำไปอธิษฐานจิตที่บ้าน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่คัดแล้วคัดอีก จนได้ของดีที่สุด เพื่อนำไปบูชาบุคคลผู้เลิศที่สุดมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่มาทีหลัง มีกำลังทรัพย์น้อยแต่ว่ามีศรัทธามาก เหมือนกับบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งเกิดอยู่ในสมัยเดียวกัน คือเกิดในตระกูลยากจนแล้วก็มีอาชีพรับจ้าง เมื่อเห็นคนทั้งหลายพากันมากราบไหว้พระเจดีย์ที่สร้างใหม่ ด้วยความปีติเบิกบานใจ ก็เกิดความคิดว่าจะกระทำบุญด้วยการบูชาอย่างนี้บ้าง จึงเช็ดถูทำความสะอาดพระเจดีย์เป็นการใหญ่ แล้วก็ได้นำผ้าห่มของตัวเองมาซักให้สะอาด เพื่อที่จะนำไปบูชาพระเจดีย์ เพราะว่ามีทรัพย์เพียงเท่านั้น เพราะตัวเองเป็นคนยากจนมีทรัพย์ไม่มากเหมือนคนอื่น จากนั้นก็นำผ้าห่มนั้นมาคล้องไว้ที่ยอดไม้ไผ่ แล้วก็ยกขึ้นเป็นธงประดับพระเจดีย์ ยักษ์ที่ดูแลพระเจดีย์ก็ได้ยกธงนั้นขึ้นสู่อากาศ เมื่อท่านเห็นดังนั้นก็เกิดมหาปีติเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความเลื่อมใส ด้วยอานิสงส์นี้จึงส่งผลให้ท่านได้ไปเสวยทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลก ๑๐ กัปก็ว่ามากแล้ว ๑๐๐ กัปก็ว่ามากแล้ว ๑,๐๐๐ กัปก็ว่ามากมาย ๑๐,๐๐๐ กัป ก็ว่ามากแล้ว แต่ท่านเสวยทิพยสมบัติในเทวโลกตลอด ๖๐,๐๐๐ กัป แล้วถามว่าใน ๖๐,๐๐๐ กัป นี่ท่านอยู่อย่างไรในสวรรค์ เพราะอายุของสวรรค์แต่ละชั้น มันมีเพียงไม่กี่พันปีทิพย์ ซึ่งในคัมภีร์อปทานท่านได้อธิบายไว้ว่า ลักษณะของการจุติแห่งเทวดาก็มีอยู่หลายสาเหตุ อย่างเช่นหมดบุญ หมดอายุ โกรธ หรือว่าลืมกินอาหารอย่างนี้ เมื่อจุติแล้วก็จะไปไหน ก็ไปสวรรค์ชั้นอื่น อย่างเช่นไปจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ไปชั้นยามา จุติจากยามาก็ไปชั้นดุสิต ชั้นดุสิตก็ไปชั้นนิมมานรดี จากชั้นนิมมานรดีก็ไปปรมินมิตสวัตตี วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ตลอด ๖๐,๐๐๐ ปี ไม่เคยรู้จักทุคติเลย แล้วในขณะที่ท่านอยู่ในเทวโลกนั้นก็เป็นที่เคารพของเทวดา ของเหล่าเทพทั้งหลาย คือท่านได้เป็นจอมแห่งเทพ แล้วก็ปกครองสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ถึง ๘๐ ครั้ง เมื่อลงมาเกิดเป็นมนุษย์ท่านก็ได้เสวยมนุษย์สมบัติ คือได้เป็นที่เคารพบูชาของมนุษย์ทั้งหลาย คือได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่สมบูรณ์ไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีอำนาจในการปกครองทวีปทั้ง ๔ ถึงร้อยครั้งก็ว่ามากแล้ว ๕๐๐ ครั้งก็ว่ามากแล้ว แต่ท่านได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๑ พันครั้ง แล้วก็ได้เป็นพระเจ้าประเทศราช ปกครองประเทศต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วน ในด้านของนิพพานสมบัติ เมื่อท่านมาบังเกิดในภพชาติสุดท้ายก็ได้เกิดในตระกูลสูง ก็คือเกิดในตระกูลพราหมณ์ ท่านได้สละทรัพย์ ๘๐ โกฏิออกบวชเพราะเห็นอานุภาพในครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปที่กรุงเวสาลี ท่านได้เจริญวิปัสสนาไม่นาน ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ มีอภิญญามาก พระอรหันต์บางองค์สามารถระลึกชาติถึงพันกัปบ้าง ๑๐,๐๐๐ กัปบ้าง แต่ว่าท่านสามารถระลึกชาติได้ถึง ๑ แสนกัป นี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าบุญที่เกิดจากการบูชาบุคคลผู้ควรบูชาด้วยจิตที่เลื่อมใส แม้ว่าพระองค์จะปรินิพพานไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมากมายเป็นอจินไตย เหมือนอย่างที่ท้าวสักกะได้มากล่าวแก่พระสัมมาสัพมุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้าจะทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม หรือจะปรินิพพานแล้วก็ตาม เมื่อเลื่อมใสเสมอ ผลย่อมเสมอกัน ชนทั้งหลายย่อมไปสวรรค์ เพราะเหตุแห่งความเลื่อมใสนั้น สมบัติทั้งหลาย คือมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ หรือว่านิพพานสมบัติ นั่นเป็นของกลาง ใคร ๆ มีบุญก็จะได้เป็นเจ้าของโดยไม่ยาก อย่างเรื่องนี้ที่ได้ฟังไปนั้น จากคนยากจนเข็ญใจที่ทำงานรับจ้างเลี้ยงชีพ จะกลายไปเป็นพระเจ้าจักรพรรดิปกครองโลกทั้งสี่ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ เพราะเหตุแห่งการบูชาบุคคลผู้ควรบูชา ใครจะรู้ว่าจากคนเข็ญใจจะมากลายเป็นจอมแห่งเทพในสวรรค์ เป็นที่เคารพบูชาของชาวสวรรค์ ใครจะรู้ว่าจากคนเข็ญใจจะมาเป็นพระอรหันต์ผู้มีอภิญญามาก สามารถระลึกชาติได้เป็นแสนกัป เพราะเหตุแห่งการบูชาบุคคลผู้ควรบูชาด้วยผ้าห่มผืนเดียว ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วใครจะรู้ว่าทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ จะเป็นอภิมหาเศรษฐี จะมีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง เพราะเหตุแห่งการบูชาด้วยผ้าไตรจักรพรรดิที่เราได้นำไปบูชา นำไปอธิษฐานจิตที่บ้านจำนวนนับพันผืน ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเชื่อ แต่ก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว อานุภาพแห่งบุญที่นำมาเล่าให้ฟังในวันนี้ ก็ไม่ใช่ของคนธรรมดา แต่ว่าเป็นอมตวาทะของพระอรหันต์รูปหนึ่งที่ชื่อว่าพระอุปวานะ ที่ท่านได้กล่าวเอาไว้ในเบื้องต้น ท่านเป็นผู้เล่าเอง แล้วก็เรื่องราวของท่านได้ถูกบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎก คัมภีร์อปทาน เนื่องจากว่าท่านก็หมดกิเลส เข้าสู่พระนิพพานไปแล้ว จึงเป็นการยากที่จะอาราธนาท่านให้มายืนยันด้วยตัวเองว่าผลแห่งการบูชาบุคคลผู้ควรบูชานั้นมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน ดังนั้นหลวงพี่ขอเป็นตัวแทนนำเรื่องราวที่ท่านได้เล่าเอาไว้เมื่อสองพันกว่าปี มาเล่าให้พวกเราได้ฟังอีกครั้งหนึ่ง จะได้เกิดความมั่นใจ ในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ ซึ่งไม่ได้ผิดไปจากหลักของการสร้างบารมีเลย นักสร้างบารมีทั้งหลายในกาลก่อนเขาก็ทำกันมาแล้ว แล้วก็ประสบผลกันมาแล้ว เมื่อเราเห็นผลมากอย่างนี้ ก็ควรที่จะทุ่มให้เต็มที่ เพื่อเป็นบุญบารมีที่จะทำให้เราไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้โดยง่าย จากการบูชาบุคคลผู้ควรบูชาด้วยผ้าห่มผืนเดียว แล้วก็ครั้งเดียวที่บุรุษเข็ญใจผู้นั้นได้กระทำ เมื่อเทียบกับการบูชาผ้าไตรจักรพรรดิมหาสมบัติ ที่เราจะนำไปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน โดยผ่านพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยาย แล้วก็พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ก็ไม่รู้ว่าอานิสงส์จะมากมายแค่ไหน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ การที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อต้องการให้เป็นประธานกองฉลองมหากฐินเพื่อบูชาบุคคลผู้ควรบูชานั้น เพื่อบ่งบอกให้เราทราบว่าท่านได้นำตำแหน่งหรือสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ ที่ตักไม่พร่อง ตำแหน่งของมหาเศรษฐี ตำแหน่งของเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่มามอบให้เรา ดังนั้นเมื่อครูบาอาจารย์ให้สิ่งที่ดีที่สุดมาแล้ว ก็ไม่ควรที่จะไปปฏิเสธความเมตตาของท่าน เป้าหมายที่แท้จริงที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้พวกเราทำบุญ ไม่ใช่ว่าจะทำให้พวกเราไปเป็นเทวดาหรือว่าเป็นมหาเศรษฐีเท่านั้น แต่ว่าเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่หรือบุญบารมีที่เราได้ทำไป ก็เพื่อที่จะติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม นี้คือเป้าหมายที่แท้จริง ดังนั้นเมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว อันดับต่อไปก็เรียนเชิญทุกท่านได้หลับตาของเรา น้อมนำใจของเรามาไว้ที่กลางกายอย่างเบาสบายทุกท่านนะ ********************************** จบ **********************************