ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คำสอนศักดิ์สิทธิ์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง กราบคารวะพระมหาเถระและพระเถระที่มีอายุพรรษากาลแก่กว่ากระผมด้วยความเคารพ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุก ๆ รูป เจริญพรสามเณรอุบาสกอุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายทุก ๆ ท่าน ก่อนอื่นหลวงพี่ขออนุโมทนาสาธุการกับเหล่ากัลยาณมิตรที่ได้พร้อมใจกันมาบำเพ็ญกุศลให้กับคุณยายอาจารย์ของเราในค่ำคืนนี้ทุก ๆ ท่านเลยนะ วันนี้เป็นวันที่ ๓๑๕ ของการจัดงานบำเพ็ญกุศลให้กับคุณยายอาจารย์ของเรา หลาย ๆ วันที่ผ่านมาทุกท่านได้ฟังธรรมะจากพระอาจารย์หลาย ๆ รูปกันมาพอสมควรแล้ว ส่วนตัวของหลวงพี่เอง ขอนำสิ่งที่คุณยายเคยบอกกล่าวหรือชี้แนะเท่าที่ยังจำความได้มาเล่าสู่กันฟัง หลวงพี่บรรยายธรรมครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ได้มีโอกาสมาบรรยายธรรมอีกวาระหนึ่ง ก่อนหน้าการบรรยายธรรมทั้งสองครั้งนี้ หลวงพี่หมูหรือหลวงพี่รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก ที่ช่วยคุณยายดูแลโรงครัว ท่านมาบอกกล่าวให้หลวงพี่ได้ฟังว่า เมื่อครั้งสมัยที่พวกเรายังเป็นอุบาสกอยู่นั้น คุณยายได้เคยแอบชมหลวงพี่โดยพูดกับหลวงพี่หมู สมัยเมื่อครั้งเป็นอุบาสกให้ได้ฟังว่า อีตานี่ อีตาคนนี่ขยั้น ขยัน อดทน น่าสงสาร ทำงานอยู่ตัวคนเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบ คนอื่นเขาหนีกลับบ้านกันไปหมดแล้ว คำแอบชมนี่ตั้งแต่อยู่กับคุณยายจนท่านสิ้น หลวงพี่ยังไม่เคยได้ยินท่านพูดให้ฟังเลย พึ่งจะมาได้ยินจากหลวงพี่หมูนี่แหหละ หลวงพี่พอจะจำความได้ว่า สมัยนั้น ราวปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หลวงพี่ได้เข้ามาช่วยงานที่วัดได้เต็มตัวแล้ว เนื่องจากจบการศึกษาแล้ว โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหลักในการดูแลอบรมธรรมทายาท ซึ่งสมัยนั้นทำการอบรมบริเวณเนินประดู่ข้าง ๆ โบสถ์ด้านในวัด ตอนนั้นหลวงพี่ทำงานอยู่ตัวคนเดียวจริง เนื่องจากน้อง ๆ ธรรมทายาทที่เคยช่วยงานกันนั้นพอสิ้นสุดการอบรมแล้วเป็นเวลาเปิดภาคเรียนพอดี เขาก็จะต้องกลับบ้านไปเรียนหนังสือกันหมด คงเหลือแต่หลวงพี่เพียงลำพังผู้เดียวที่ทำงานต่อไป ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก รู้สึกว่ามีความสุขที่เราได้เข้ามาช่วยงานในวัด พอมาปี พ.ศ. ๒๕๒๘ หลวงพี่ต้องเข้าไปเอาของที่ครัวมากที่สุด เนื่องจากมีการขยายรับพระอยู่ประจำวัดเพิ่มมากขึ้น โดยขยายพื้นที่ออกไปทางธุดงค์พระด้านนอก วันหนึ่งคุณยายท่านเลยมีเมตตาช่วยชี้ขุมทรัพย์ให้หลวงพี่ หลวงพี่ไม่ทราบว่าท่านทราบด้วยญาณทัสสนะของท่านอย่างไรนะที่หลวงพี่เข้าไปเอาของที่ครัวบ่อย ๆ ท่านเลยมีเมตตาช่วยชี้ขุมทรัพย์ให้ โดยพูดขึ้นว่า แกเฮ้ย หัดช่วยตัวเองบ้างสิวะ อะไรก็ครัว อะไรก็ครัว ครัวก็ตาย หลวงพี่มาลำดับเหตุการณ์ดูทั้งหมดแล้ว อดสงสัยแปลกใจไม่ได้เลย ตอนที่เราทำงานอยู่คนเดียว คุณยายไม่เห็นชมเราเลย แต่พอเราเข้าไปเอาของที่ครัวบ่อย ๆ คุณยายกลับช่วยชี้ขุมทรัพย์ให้ หลวงพี่เลยไปเปิดพระไตรปิฎก ภาคภาษาไทย ๓ ฉบับนะ มีฉบับสังคายนาปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย และก็ฉบับมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย โดยเปิดอ่านพระสูตรอยู่สูตรหนึ่งชื่อว่ามหาสุญญตสูตร หัวข้อว่าด้วยมิตรปฏิบัติ อยู่ในพระบาลีสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ความโดยละเอียดท่านที่สนใจเปิดอ่านดูได้นะ หลวงพี่ขอนำความตอนท้ายของพระสูตรซึ่งพอแปลสรุปรวมความได้อย่างนี้นะ ขออ่านให้ฟังดังนี้นะ อานนท์ เราจักไม่กระทำกับพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนช่างหม้อประคับประคองภาชนะดินดิบที่ยังดิบอยู่ อานนท์ เราจักขนาบแล้วขนาบอีก อานนท์ เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักดำรงอยู่ได้ หลวงพี่อ่านทบทวนอยู่หลายครั้งจึงได้เข้าใจซาบซึ้ง และตื้นตันในพระคุณของคุณยาย คุณยายท่านฉลาด มีวิธีการอบรมสั่งสอนศิษย์ ยามที่ศิษย์ทำดีอยู่แล้วท่านจะไม่ชมให้เหลิง แต่จะคอยดูแลอยู่อย่างห่าง ๆ แต่ยามใดที่ศิษย์มีข้อบกพร่อง ท่านจะเข้าไปช่วยตักเตือนแก้ไขให้ หลวงพี่จึงดีใจที่ได้มาร่วมอยู่สร้างบารมีร่วมกับคุณยาย มีความระลึกไว้อยู่เสมอว่า เราอยู่สุขสบายทุกวันนี้ได้เพราะคุณยายโดยแท้ เราจะต้องตอบแทนพระคุณคุณยายให้ดีที่สุด เท่าที่สติปัญญาความสามารถ ที่มีอยู่จะกระทำได้ คุณยายไม่เพียงแต่จะอบรมสอนหลวงพี่หรือพวกเราอุบาสกตอนนั้นนะ แม้แต่น้องพนักงานในครัวคุณยายท่านก็จะคอยสั่งสอนให้ด้วยอีกเหมือนกัน คือปกติในทุก ๆ วันคุณยายจะต้องเดินไปตรวจที่ครัว ในช่วงหลังเวลาอาหารเช้าและหลังอาหารกลางวันทุก ๆ วันเลย คุณยายท่านจะต้องทำอย่างนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากคุณยายเคยบอกให้หลวงพี่ฟังอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งหลวงพี่ก็จำได้อยู่เสมอ ท่านบอกว่า ครัวนะ ถ้าไม่มียายน่ะเละ ท่านจึงต้องไปตรวจครัวเป็นประจำ ๆ วันนั้นหลวงพี่จำวันเดือนปีไม่ได้นะ หลวงพี่กำลังเดินเข้าไปที่ครัวพอดี ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณสักเที่ยงครึ่งถึงบ่ายโมง เห็นคุณยายท่านกำลังเมตตาสอนน้องพนักงานครัวอยู่คนหนึ่ง ตรงจุดตู้เก็บของบริเวณครัวอาคารยามาตอนหน้า ตู้นี้จะสูงประมาณสักระดับเอว แล้วหน้ากว้างประมาณสักครึ่งเมตร ใช้เป็นที่เก็บภาชนะถ้วยแก้ว ถ้วยชาม เป็นตู้แสตนเลสนะ หลวงพี่เดินเข้าไปที่ครัว เห็นคุณยายกำลังชี้ให้น้องพนักงานครัวคนหนึ่งเห็น หลวงพี่ก็สงสัย คุณยายท่านกำลังชี้อะไรให้น้องพนักงานดู หลวงพี่เลยค่อย ๆ เดินไปทางข้างหลังคุณยาย อยู่เยื้อง ๆ ทางด้านซ้ายมือคุณยาย ระยะห่างจากท่านประมาณสัก ๖-๗ เมตร เลยชะเง้อมองดูว่าท่านชี้อะไรให้น้องพนักงานครัวดู หลวงพี่ก็เล็งมองดูเห็นคราบอาหาร รู้สึกว่าจะเป็นคราบอาหารหวานเกาะติดอยู่ที่ผิวหลังตู้แสตนเลส ซึ่งใช้เป็นพื้นที่ในการวางภาชนะอาหาร ปกติหลวงพี่ก็ดูแล้ว น้องคนนี้เขาก็ทำความสะอาดเรียบร้อยดีอยู่แล้ว แต่ชะเง้อมองดูอีกทีหนึ่งยังมีคราบเป็นวงเล็ก ๆ อยู่วงหนึ่งซึ่งยังเช็ดไม่เกลี้ยง หลวงพี่เล็งดูวงนั้นรู้สึกจะกว้างประมาณสัก หนึ่งเซ็นต์หรือหนึ่งเซ็นต์ครึ่งนี่ หลวงพี่เล็งดูแล้ว คุณยายสะอาดอย่างนี้เชียวนะ ความสกปรกเล็กน้อยก็ไม่ปล่อยผ่านเลย แล้วสักพักหนึ่งก็เห็นน้องเขากำลังเช็ดถูใหญ่เพื่อให้เกลี้ยงเลย ตอนนั้นสัญชาติญาณเตือนภัยหลวงพี่ เตือนให้หลวงพี่รู้ว่า เราอยู่ช้าไม่ได้แล้วนะ เดี๋ยวคุณยายท่านหันมาจ๊ะเอ๋กับเราแล้ว ขุมทรัพย์ขุมที่สองคงได้รับการชี้แนะ ชี้นำอีกแน่นอน หลวงพี่รู้สึกชักกลัว ๆ คุณยาย ตอนนั้นเลยค่อย ๆ ถอยออกแล้วก็หันกลับ รีบกลับไปทำงานต่อ ตอนนั้นกลัวโดนดุ เพราะว่าเข้าไปเอาของที่ครัวบ่อยก็เลยกลับ แต่ว่าตรงนี้หลวงพี่ก็ได้นิสัยดี ๆ จากคุณยายติดมานะ คืออย่างน้อยหนึ่งเรื่อง คือเรื่องความสะอาด ของสกปรกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณยายชี้ให้น้องพนักงานครัวนั้นดู เราจะไม่ปล่อยผ่านเลย และสองการทำงานทุกครั้งเวลาเสร็จงานแล้วนี่ จะต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดอันอาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างน้อยหลวงพี่ก็ได้ตรงนี้มาสองข้อจากคุณยาย คุณยายยังเคยสอนให้หลวงพี่รักบุญกลัวบาป คือมีอยู่วันหนึ่ง จำวันเดือนปีไม่ได้อีกเหมือนกันนะ นั่งอยู่กับคุณยายตามลำพังที่ห้องรับแขกเรือนครัวอาคารยามาฯตอนหน้า คุณยายท่านก็มีเมตตาพูดให้ฟังว่า คนเรานะ มันตายแล้วไม่สูญ มันสูญแต่กายหยาบ ไอ้กายมนุษย์ละเอียดมันต้องท่องเที่ยวไปแสวงหาที่อยู่ใหม่ ตอนนั้นหลวงพี่ฟังแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่าธรรมะละเอียดลึกซึ้งเราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ จะถือว่าเป็นอุบาสกน้องใหม่ก็ว่าได้ พออยู่วัดไปนาน ๆ เข้ายิ่งได้ฟังเทศน์จากหลวงพ่อทั้งสองมากขึ้น และพอได้ออกบวชศึกษาธรรมเล่าเรียนบาลีมากแล้วพอหวนระลึกนึกถึงคำพูดของคุณยาย คราวนี้ความกลัวตกนรกมันแล่นวื้ด ๆ จับกึ๊กเข้าที่ขั้วหัวใจ โอ้ ไม่เอาแล้วอะไรที่ผิดๆ พลาดๆ มาจะรีบปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องตัวเอง จะรีบทำแต่ความดีรีบสั่งสมบุญไปให้มากที่สุดตามแบบอย่างที่คุณยายทำ เพราะคำของคุณยายที่ว่า ไอ้กายมนุษย์ละเอียดที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นวิญญาณนั่นแหละ มันต้องไปท่องเที่ยวแสวงหาที่อยู่ใหม่ ตรงนี้เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะไปดีหรือไปร้าย ถ้าเราสั่งสมบุญไว้ไม่มากพอ โอกาสที่เราจะต้องไปรับทุกข์ทรมานในนรกมีได้อย่างแน่นอน คำพูดของคุณยายนี่สามารถเทียบเคียงกับประโยคพุทธพจน์ได้อยู่คู่หนึ่งนะ สำหรับท่านที่เรียนบาลีนี่จะต้องจำประโยคพุทธพจน์อันนี้ขึ้นใจได้อย่างแน่นอนเลย ประโยคพุทธพจน์ที่ว่านี้ก็คือ มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มโนเสฏฐา มีใจประเสริฐที่สุด มโนมยา สำเร็จแล้วด้วยใจ มนสา เจ ปทุฏเฐน ถ้าบุคคลมีใจชั่วแล้ว ภาสติ วา กโรติ วา จะพูดหรือทำก็ตาม ตโต นิ ทุกฺขมเนวติ ทุกข์ย่อมตามเขาไป เพราะทุจริต ๓ อย่างนั้น จกฺกํว วหโต ปทํ เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ตัวกำลังลากเกวียนไป อีกบทหนึ่งก็คล้าย ๆ กันนะ เนื้อหาแตกต่างกันนิดหน่อย มีอย่างนี้ว่า มโนปูพฺพงฺคมา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มโนเสฏฐา มีใจประเสริฐที่สุด มโนมยา สำเร็จแล้วด้วยใจ มนสา เจ ปสนฺเนน ถ้าบุคคลมีใจดีแล้ว ภาสติ วา กโรติ วา จะพูดหรือทำก็ตาม ตโต นิ สุขมเนวติ สุขย่อมตามเขาไป เพราะสุจริต ๓ อย่างนั้น ฉายาว อนุปายินี เหมือนเงาที่ไม่พรากจากตน คำแปลนี้หลวงพี่นำมาจากพระไตรปิฎกฉบับสังคายนาปี พ.ศ. ๒๕๓๐ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกายธรรมบท หรือจะเทียบเคียงกับหลักธรรมอยู่คู่หนึ่งก็ได้ ซึ่งท่านที่เรียนกระทู้ธรรมชั้นตรีจะต้องเคยผ่านหลักธรรมคู่นี้มาอย่างแน่นอนเลย สามารถเปิดอ่านดูได้ ในหนังสือพุทธศาสนสุภาษิตเล่มหนึ่ง กระทู้ธรรมที่ว่านี้ก็คือ จิตฺเต สงฺกิลิฏเ เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคคติ ปาฏิกงฺขา ทุคติเป็นอันหวังได้ จิตฺเต อสงฺกิลิฏฐ เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติ ปาฏิกงฺขา สุคติเป็นอันหวังได้ คำพูดของคุณยายนี่ศักดิ์สิทธิ์ หลวงพี่หวนระลึกถึงทีไรจะต้องนึกถึงบุญและบาป กลัวว่าเราจะมีบุญไม่มากพอ กลัวว่าเราจะต้องไปตกนรก เลยต้องรีบขวนขวายทำแต่ความดีอยู่บ่อยๆ มีอยู่อีกครั้งหนึ่งที่คุณยายท่านนอกจากจะสอนพวกเราด้วยคำพูดแล้วนี่ท่านยังสอนพวกเราด้วยการกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างได้อีกด้วยเหมือนกัน คือมีอยู่วันหนึ่ง หลังจากอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วนี่คุณยายท่านเดินออกจากกุฏิและมาตรวจที่ครัว แวะมาเยี่ยมเยียนพวกเราอุบาสก รวมทั้งให้กำลังใจให้ความอบอุ่น ซึ่งพวกเราก็กำลังนั่งทานอาหารเช้าอย่างเป็นระเบียบที่บริเวณครัวอาคารยามาตอนหน้าเหมือนกัน วันนั้นหลวงพี่จำเดือนปี พ.ศ.ไม่ได้นะ ขณะที่คุณยายท่านกำลังยืนอยู่ต่อหน้าพวกเรานี่เผอิญมีน้องอุบาสกหรือธรรมทายาทนี่ หลวงพี่จำไม่ได้แล้วว่าใครนะ กำลังเดินจะมาตักอาหารเช้าอยู่พอดีเลย เขาคงจะเดินมาด้วยท่าทางคงจะไม่ค่อยกระฉับกระเฉงองอาจหรือกระปรี้กระเปร่าเท่าไหร่นี่ คุณยายท่านเห็นเข้าท่านก็เลยพูดเป็นเชิงกระเซ้ากระตุ้นขึ้นด้วยความเมตตาว่า เฮ้ย ทำให้มันกระฉับกระเฉงหน่อยสิวะ แล้วคุณยายท่านก็แสดงท่าทางชึ้บฉับ ๆ ด้วยความแคล่วคล่องว่องไวเหมือนกับทหารเขารีบกุลีกุจอเข้าแถวกันอย่างพรึบพับ ๆ อย่างนั้นเลยนี่ หลวงพี่ทึ่งมาก แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเหมือนกัน คุณยายตอนนั้นวัยท่านอยู่ในเกณฑ์สัก ๗๗ หรือ ๗๘ ในราวนั้นน่ะ แต่ท่านยังแสดงท่าทางด้วยความแคล่วคล่องว่องไวมาก เช้าวันนั้นนี่ นอกจากพวกเราอุบาสกจะอิ่มอร่อยไปกับอาหารเช้าแล้ว พวกเรายังปีติเบิกบานมีความสุขกันอีกด้วย อุบาสกบางคนถึงกับปล่อยฮาออกมาด้วยความสุขสนุกสนาน เพราะคุณยายท่านถึงลูกถึงคนดี คุณยายท่านตีบทแตก หลวงพี่จำภาพนี้ได้ไม่รู้ลืมเลย ยามใดที่หลวงพี่เกิดอาการเหนื่อยหน่ายเฉื่อยชาขึ้นมาพอนึกถึงภาพที่คุณยายแสดงให้ดูนึกถึงคำพูดของคุณยาย มันเหมือนกับมีสปริงมาติดอยู่ข้างหลังนี่คอยดีดผึงให้เรานี่ทำอะไรต้องรีบกระฉับกระเฉงแคล่วคล่องว่องไว ทำด้วยความองอาจสง่าผ่าเผย ไม่มาโอ้เอ้ ชักช้าพิรี้พิไรเลย การสอนด้วยการทำตัวอย่างให้ดูนี้ไม่ใช่มีเรื่องที่หลวงพี่นำมาบอกนะ มีหลาย ๆ เรื่องที่พระเถระรุ่นบุกเบิกท่านก็เคยนำมาบอกกล่าวให้ฟังแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องล้างห้องน้ำหรือเรื่องถอนหญ้าก็ตามคุณยายล้วนแต่ทำให้ดูแล้วทั้งสิ้น การทำเป็นตัวอย่างที่ดีให้ดูนี่ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองพระองค์ก็ทรงกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างได้เช่นกัน เรื่องนี้มีมาในพระวินัยปิฎกมหาวรรค ทุติยภาคหรือภาคที่สองนะ ข้อจีวรขันธกะ เรื่องภิกษุอาพาธโรคท้องร่วง ความโดยสรุปก็คือมีภิกษุรูปหนึ่งป่วยเป็นโรคท้องร่วง นอนปนเปื้อนอุจจาระและปัสสาวะของตัวเอง ไม่มีใครทำการปฐมพยาบาลให้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จมาพบเข้าจึงทำการปฐมพยาบาลด้วยพระองค์เอง ดังความตอนหนึ่งที่ว่าไว้ในพระวินัยปิฎกกล่าวไว้อย่างนี้นะ หลวงพี่ขออ่านให้ฟัง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรับสั่งกับท่านพระอานนท์ว่า อานนท์ เธอไปตักน้ำมา เราจักสรงน้ำภิกษุรูปนี้ ท่านพระอานนท์จึงตักน้ำมาถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรดน้ำ ท่านพระอานนท์ขัดสี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกศีรษะ ท่านพระอานนท์ยกเท้าแล้ววางบนเตียง จะเห็นได้ว่า คุณยายของเรานี่ท่านแม้ไม่มีความรู้เรียนจบปริญญาตรีทางโลกอย่างเช่นคนอื่นๆ แต่ท่านสามารถสอนพวกเราที่จบปริญญาตรีทางโลกได้ คุณยายท่านสอนตามแนวทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนเลย ตามที่หลวงพี่กล่าวไว้ ในพระไตรปิฎก คุณยายท่านสอนได้ตามแนวทางแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทุกประการ คุณยายท่านสอนด้วยธรรมภาคปฏิบัติที่ท่านไปรู้เห็นด้วยตัวของท่านเอง สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า ความรู้ทางธรรม โดยเฉพาะความรู้ธรรมปฏิบัติที่สามารถรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเองนั้นย่อมอยู่เหนือกว่าความรู้ทางโลกโดยประการทั้งปวง คุณยายนอกจากท่านจะสอนอบรมให้ความอบอุ่นกับพวกเราอุบาสกแล้วนี่หรือญาติโยมทั่วๆไปแม้กระทั่งพระภิกษุสามเณรคุณยายท่านก็ยังให้ความเมตตาไปถวายความรู้ หรือให้ความอบอุ่นอีกเช่นกัน คือเมื่อครั้งสมัยที่พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่อยู่ที่ธุดงค์พระฝั่งใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหมู่กุฏิจาก อยู่บริเวณด้านข้างสภาหลังคาใหญ่ ทางออกไปด้านทิศตะวันออก ครั้งนั้นคุณยายท่านได้ไปถวายความรู้ธรรมะปฏิบัติให้กับพระภิกษุสามเณร โดยคุณยายท่านไปเยี่ยมเยียนพระภิกษุสามเณรทางด้านธุดงค์พระเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓ แล้วคุณยายท่านก็ถวายความรู้ธรรมะภาคปฏิบัติให้ฟังอยู่ตอนหนึ่งเราลองมาฟังคำของคุณยายท่านดูนะ แต่ละองค์ก็ให้ภาวนานึกถึงบุญถึงกุศลของเราที่ทำบุญทำทาน แล้วก็อธิษฐานให้ร่มเย็นทุกอย่างเชียวนะคะ ให้ภาวนา สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง อยู่ในใจทุกองค์นะคะ นี่คือส่วนที่คุณยายท่านได้ถวายความรู้ธรรมะภาคปฏิบัติให้กับพระภิกษุ สามเณร ที่ธุดงค์พระ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ คุณยายเป็นประธานกฐินใหญ่ พวกเราพระภิกษุสามเณรทุกรูปก็ร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยกันบอกบุญกฐินให้กับคุณยาย คุณยายท่านก็มีเมตตา มาถวายความรู้ให้กับพระภิกษุ สามเณรอีกครั้ง ท่านมาในวันเสาร์ที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ แล้วท่านได้ถวายความรู้ในเรื่องคำอธิษฐานย่อ ๆ ของท่านให้ฟัง ท่านถวายความรู้ไว้อย่างไร เรามาฟังคำของคุณยายดูนะ “อธิษฐานว่า เราเกิดทุกยุคทุกสมัย เมื่อยังท่องเที่ยวอยู่ในมนุษย์ ยังเวียนว่ายตายเกิด เกิดมาให้ได้อยู่ในบวรพระศาสนาให้ได้ทำบุญทำทานไปทุกชาติทุกภพกระทั่งเข้านิพพาน ขอให้ปราศจากคนพาลไปทุกชาติทุกภพไปกระทั่งเข้านิพพาน ยายอธิษฐานย่อ ๆ อย่างนี้” นี่คือ ส่วนที่คุณยายท่านถวายความรู้ให้พระภิกษุสามเณรฟังเรื่องคำอธิษฐานย่อ ๆ ของท่าน นอกจากคุณยายจะได้ถวายความรู้ในเรื่องคำอธิษฐานย่อ ๆ แล้ว ในวันเดียวกันนั้นเอง คือวันเสาร์ที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ คุณยายท่านยังได้พูดถึงอานิสงส์ที่ได้ร่วมบุญกฐินกับคุณยายให้ฟัง ท่านบอกไว้อย่างนี้นะ “การทอดกฐินนี่นะ จะได้บุญติดตัวไปทุกชาติทุกภพ ทุกชาติน่ะเราจะไปเกิดชาติไหนยุคไหนนะ ถ้าร่วมมาทอดกฐินกับยายน่ะ แล้วไปชาติภพต่อไปน่ะไปเจอกัน ก็จะได้ไปทอดกฐินร่วมกันอีกต่อไปทุกชาติไปเลยน่ะ ถ้าตั้งใจทอดทำบุญร่วมกับยาย ก็ได้บุญติดตัวไป ไปภพชาติต่อไป ก็ต้องไปเจอยาย ไปสร้างบุญร่วมกันอีกต่อไป” คุณยายไม่เพียงแต่ถวายความรู้ให้กับพระภิกษุสามเณรเท่านั้น ท่านยังได้มาให้ความอบอุ่นให้ความรักให้ความเมตตา กับพระภิกษุสามเณรโดยทั่วหน้ากัน คุณยายท่านมาเยี่ยมเยียนพระภิกษุสามเณรอีกครั้งหนึ่งในวันจันทร์ที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔ ท่านได้มาอำนวยอวยพรให้ความรักความเมตตากับพระภิกษุสามเณรเหมือนแม่ที่ให้ความรักกับลูก ท่านกล่าวไว้อย่างนี้นะ (เสียงเทปคุณยาย) “ก็พวกท่านนี่ ทั้งหมดนี่ ลูกยายทั้งนั้นเลย ยายอายุ ๘๓ คิดว่าเหมือนลูก เหมือนลูกยายทั้งนั้นน่ะ ยายรักเหมือนลูกยาย ยายบอกยายไม่ได้แต่งงาน แต่ยายมีลูกเต็มวัดเต็มวาเชียวว่า (หัวเราะ) พวกท่านน่ะ ขอให้ได้บุญกับยายเยอะ ๆ นะ (สาธุ) เกิดทุกยุคทุกสมัย ทุกชาติ ทุกภพนะ ให้มีแผ่นดินเป็นของตัวเองไปหลาย ๆ พันไร่ นับเป็นหมื่นๆ ไร่เชียว แล้วเราไปสร้างวัดอยู่กันนะ (สาธุ) คุณยายหัวเราะ อย่าเพิ่งไปแต่งงานล่ะ (เสียงหัวเราะพร้อมกันรวมทั้งคุณยาย) คุณยายท่านมีเมตตากับพระภิกษุสามเณรโดยทั่วหน้าเลย คุณยายท่านนอกจากเปรียบเสมือนเป็นทั้งแม่ที่ให้ความอบอุ่นกับลูกๆ แล้ว ท่านยังเปรียบเสมือนเป็นครูที่คอยพร่ำสอนศิษย์เพื่อให้เห็นภาพพระคุณครูโดยชัดเจนมากยิ่งขึ้น หลวงพี่ขอโอกาสที่ประชุมแห่งนี้เปิดเพลงพระคุณที่สามให้ฟังกันสักหนึ่งรอบ เรามาฟังเนื้อหาของบทเพลงนี้กันดูนะ (เสียงเพลงพระคุณที่สาม) (เสียงเพลงพระคุณที่สาม) (ต่อ) พวกเราทั้งหมดในที่นี้ล้วนแต่เป็นผู้โชคดี ทั้งพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรทุกคนที่ได้มีครูดีที่สุดในโลกอย่างเช่นคุณยายอาจารย์ของเรา คุณยายครูผู้สืบสายธรรม ครูผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย ท่านเป็นอาจารย์อบรมสั่งสอนศิษย์โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก ท่านเป็นปูชนียาจารย์ที่ควรค่าแก่การเคารพสักการะเทิดทูนไว้เหนือเศียรเกล้า ท่านเปรียบเสมือนเป็นแม่ผู้ให้บังเกิดเกล้าแก่ลูก ๆ ในเส้นทางธรรม ในอันที่จะนำวิถีชีวิตของลูก ๆ ไปสู่สิ่งที่ดีงาม ในโอกาสนี้หลวงพี่ขอเรียนเชิญทุกท่าน ได้โปรดสำรวมใจกลับเข้าที่ศูนย์กลางกาย ด้วยการหลับตาของเราเบา ๆ ตรึกระลึกนึกถึงพระคุณของคุณยายด้วยการตรึกคุณยายไว้ที่กลางกาย ให้คุณยายท่านใสสะอาดบริสุทธิ์ประดุจหนึ่งว่าคุณยายได้อยู่ที่กลางกายของเรา เรามาร่วมกันอธิษฐานรวมดวงใจของเราทุกดวง ให้ซ้อนสนิทเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่วมกันอธิษฐานขออานุภาพบุญที่ได้พร้อมใจกันมาบำเพ็ญกุศลในค่ำคืนนี้ได้โปรดดลบันดาลให้คุณยายประสบสุขเกษมศานติ์ในทิพยสมบัติยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขออานุภาพบุญได้โปรดดลบันดาลให้คุณยายประสบสิ่งที่ดีงาม ประสบสิ่งที่คุณยายปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว ตลอดไปทุกภพทุกชาติ หากคุณยายจะรับทราบด้วยญาณวิถีใดขอได้โปรดมาอนุโมทนาสาธุการในบุญครั้งนี้ด้วยเถิด เราอธิษฐานขออานุภาพความกตัญญูกตเวทีที่เราได้พร้อมใจกันมาบำเพ็ญกุศลให้กับคุณยายในค่ำคืนนี้ขอให้เป็นสายใยแห่งความบริสุทธิ์ที่จะให้เราทุกท่านได้สามารถตามติด ติดตามคุณยายได้สร้างบุญบารมีร่วมกับคุณยายได้ทุกภพทุกชาติไป เราก็อธิษฐาน ขออานุภาพบุญให้คุ้มครองพวกเราทุกคนเลยให้มีความสุขกายสุขใจ พ้นทุกข์พ้นภัยให้ประสบความปรารถนาที่ทุกท่านปรารถนา ตั้งใจเอาไว้แล้วนึกอธิษฐานเอาตามใจปรารถนาเอาเองนะ (นั่งสมาธิ) ******************************* จบ *******************************