ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คำสอนยายทุกคำมีคุณค่า

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคองค์สมเด็จอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า ขอกราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพ พระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และกัลยาณมิตรลูกหลานยายทุก ๆ คนนะ วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ทุก ๆ ท่านได้มาฟังสวดอภิธรรมคุณยาย อาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นประดุจประทีปธรรมในการสร้างบารมีของผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ความเจริญด้วยธรรมทั้งปวงของคุณยาย ย่อมยังแสงแห่งพระสัทธรรมให้โชติช่วง คำสอนของคุณยายจะเป็นรัศมีแห่งธรรมของสัตบุรุษตลอดไป สมดังพระคาถาที่ว่า สทฺธมฺมรํสิชาลิสฺส สพฺพญฺญุสฺส มเหสิโน สทฺธมฺมรํสีสงฺขาตํ จิรํ โชเตตุ สาสนํ นับตั้งแต่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราได้ทรงอุบัติขึ้น ทรงยังพระธรรมและพระสงฆ์ให้บังเกิดขึ้นแล้ว โลกคือหมู่สัตว์ผู้มีจักขุอันมืดบอด ก็กลับได้ดวงตาอันสว่างไสว เป็นดวงตาที่มองคราวใดก็เห็นถึงสัจจะของชีวิต และกิจที่ทุกลมหายใจ จะต้องก้าวไปให้ถึง หากจะได้รวบรวมกับพระดำรัสที่เคยตรัสสอนเข้ามาร้อยกรองเป็นหมวดหมู่แล้ว ผู้รู้ท่านบอกว่ามีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คำสอนคือหลักธรรมที่ถูกอรรถาธิบายโดยพระมหาเถระทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็เห็นว่ามากมายเสียเหลือเกิน จนยากที่จะศึกษาให้เจนจบทรงจำได้ภายในชีวิตเดียว บางท่านอาจจะนึกค้านในใจว่าก็เห็นสมัยนี้พระที่เรียนจบทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ก็มีกันมากมาย ถ้าเป็นในทางโลก บางคนขยัน บางท่านขยันก็ไปเรียน Post doctor ถ้าหากถามว่าเรื่องนี้ คำนี้อยู่หน้าไหน บางท่านตอบได้ บางท่านยิ่งกว่านั้น แน่ยิ่งกว่านั้นเสียอีก ถามว่าคำนี้อยู่บรรทัดที่เท่าไหร่ก็ตอบได้ แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น แม้จะอ่าน จะศึกษาจนทรงจำได้ทุกตัวอักษร ถ้ายังไม่ลงมือปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิบัติสัมมาสมาธิ และเข้าถึงธรรมนั้น ก็ยังไม่ถือว่าเป็นนักศึกษาพระพุทธศาสนา ที่เข้าถึงตัวพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้พูดให้ทุกท่านท้อแท้ ท้อถอย ว่าชาตินี้เราจะเอาดีเรื่องพระศาสนากับเขาไม่ได้เชียวหรือ เพียงอยากจะชี้ชวนให้ทุกท่านได้เงยหน้าขึ้นมองบุคคลผู้นอนทอดร่างต่อหน้าพวกเราทั้งหลาย มองดูรูปของท่าน แล้วยังใจให้แช่มชื่นให้เบิกบาน มองดูท่านด้วยความเลื่อมใส ด้วยความยกย่อง ถ้าท่านมองได้อย่างนี้แล้ว กำลังใจในการศึกษาพระศาสนาจะเกิดขึ้นในตัวของทุกท่านอย่างท่วมท้นทีเดียว หลักธรรมที่มากมายทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นขอยกไว้ก่อน จะขอกล่าวถึงตัวอย่างของหลักธรรมที่สำคัญที่มีอยู่ เช่นอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ เป็นหลักธรรมที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง เป็นที่รวมลงแห่งธรรมที่เป็นกุศลทั้งหลาย เสมือนรอยเท้าช้างใหญ่กว่ารอยเท้าเหล่าสัตว์ที่ท่องเที่ยวไปบนบกทั้งปวง มรรคมีองค์ ๘ เป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่ละเอียดอ่อนและสูงเยี่ยม หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตนเอง กล้าเผชิญความจริง และความลำบากเดือดร้อนอย่างห้าวหาญ สอนให้เรามีเจตจำนงอันแน่วแน่ มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จในบั้นปลาย ไม่ท้อถอยยอมแพ้แม้แต่ก้าวเดียว สอนให้เราเป็นนักสู้เพื่อผลระยะยาว ไตรลักษณ์ช่วยให้เรามองเห็นโลกและชีวิตได้ตามความเป็นจริง ไม่หลงงมงายอยู่กับสิ่งที่ลวงตา ที่ปรากฏอยู่ภายนอก ซึ่งเป็นมายาแห่งโลกเท่านั้น ปฏิจจสมุปบาท ช่วยให้เรามองเห็นโลกและชีวิตในฐานะเป็นสิ่งอาศัยอันเกิดขึ้นชั่วคราว ตามเหตุตามปัจจัย หลักคำสอนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ทุก ๆ ชีวิต เป็นเข็มทิศชี้นำให้มนุษย์ดำเนินชีวิตตาม ถ้ามนุษย์คนไหน กลุ่มไหน เชื่อมั่นศรัทธาในหลักคำสอนใด มนุษย์และกลุ่มชนเหล่านั้นก็ย่อมปฏิบัติตามหลักคำสอนอันนั้น หากปราศจากระเบียบวินัยและคำสอนเสียแล้ว มนุษย์ก็จะมีชีวิตอยู่อย่างผู้มืดบอดเหมือนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย อุปมาเหมือนควายบอดท่องเที่ยวไปในป่า ย่อมได้รับความลำบากด้วยเรียวน้ำและหลุมบ่อ ที่กล่าวมาในเบื้องต้นนั้นมิได้เกินจริงไปเลย เรื่องเคยมีมาแล้วในสมัยพุทธกาล จะขอยกตัวอย่างให้ทุกท่านได้ฟัง ในสมัยพุทธกาล เจ้าชายอชาตศัตรู ราชกุมารแห่งแคว้นมคธ ได้คบกับนักบวชนามว่าพระเทวทัต หลังจากพระเทวทัตได้ยังปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นเฉพาะพระพักตร์ของราชกุมาร พระองค์ก็ทรงศรัทธาในพระเทวทัตอย่างแรงกล้า พระเทวทัตจะพูดจะสอนอะไรก็คล้อยตาม ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือสอนให้ทำชั่วถึงขนาดปลงพระชนม์พระราชบิดา คือพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อละโลกไปแล้วต้องไปเกิดในอเวจีมหานรก เป็นกรรมที่ตัดทอนบุญบารมี ยืดเวลาของการบรรลุธรรม ยืดเวลาของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารต่อไปอีกยาวนาน นี่เป็นตัวอย่างของการฟังคำสอน ยึดถือคำสอนที่ผิด ๆ แล้วนำมาปฏิบัติ ตัวอย่างที่ ๒ ก็ย้อนไปเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีเช่นเดียวกันกับตัวอย่างแรก แต่ตัวอย่างนี้เป็นเรื่องราวของนักศึกษาหนุ่มคนหนึ่ง นักศึกษาหนุ่มคนนี้เกือบทำอนันตริยกรรมต่อมารดาของตน เพราะมีเพื่อนที่ขี้อิจฉาและครูที่หูเบา ชี้ทางให้ทำชั่ว รายนี้ชะรอยจะพอมีบุญเก่าอยู่บ้างในนาทีวิกฤตนั้น ก็ได้พระพุทธองค์ทรงมาเป็นกัลยาณมิตรชี้ทางสว่างให้ จนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้นี้ก็คือพระองคุลีมาลนั่นเอง บางท่านอาจนึกในใจว่าทำไมหลวงพี่ถึงชอบยกเฉพาะตัวอย่าง ในสมัยอดีตในสมัยพุทธกาล แล้วสมัยปัจจุบันที่ผ่านพ้นมาแล้ว ๒,๕๐๐ กว่าปีไม่มีหรือ คำตอบก็คือมี สังเกตได้ง่าย ๆ มนุษย์ทั้งโลกมีประมาณสัก ๖,๐๐๐ ล้านคนได้ ถามว่าจะมีสักกี่คนที่รู้ว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นการยาก ถ้าหากท่านไหนคิดว่าเกิดไม่ยาก เขาก็จะเอาสังขารนี้ ที่ได้เกิดอัตภาพเป็นมนุษย์ไปถล่มเล่น ๆ ไปฆ่าตัวตายบ้างอย่างนั้นแหละ เราเกิดมาแล้ว เกิดมาเพื่ออะไร หากบอกว่าเกิดมาใช้กรรม ก็คงก้มหน้าก้มตารับกรรม ตกต่ำกันต่อไป แต่หากบอกว่าเกิดมาเพื่อสร้างบารมีแล้วไซร้ ก็ขอให้ทุก ๆ ท่านได้เดินเชิดหน้ายิ้มสู้ อย่างผู้มีชัยบนโลกนี้ต่อไป หลังจากละโลกไปแล้ว ชีวิตจบแต่ยังไม่หมดกรรม สร้างกรรมดีก็ได้ไปสวรรค์ สร้างกรรมชั่วก็ไปนรก หมดกิเลสก็ไปพระนิพพาน ไม่มีใครจะมาช่วยเราได้หรอก นอกจากตัวของเราเอง ๖,๐๐๐ กว่าล้านคนมีอยู่กี่คนที่รู้อย่างนี้บ้าง หนึ่งในนั้นก็มีพวกเราซึ่งได้มาปรากฏ ณ มหาสมาคมแห่งนี้ เป็นหนึ่งในจำนวนที่น้อยนิดเพียงหยิบมือเดียวถ้าเทียบกับ ๖,๐๐๐ ล้านคน ยังไม่นับกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นเทวดา พรหม อรูปพรหม สัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ถ้าเราไม่ทราบว่าเกิดมาเพื่อสร้างบารมี การกลับได้อัตภาพเป็นมนุษย์นั้นเป็นการยาก เราจะไม่ได้เกิดมาฟรี ๆ หรือ แล้วก็ตายตกนรก ไปโดยที่ยืดระยะเวลาของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารได้รับทุกข์ตลอดไป ถามว่าความรู้ทุกอย่างนี้เรารู้เองหรือเปล่า คำตอบคือเปล่าเลย เรารู้เพราะว่ามีคนบอก บอกเฉย ๆ ไม่เชื่อก็ต้องสอน สอนครั้งเดียวไม่เชื่อ ก็ต้องสอนครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ถ้าหากยังรักกันจริงอยู่ก็ต้องสอนครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ สอนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเชื่อ หรือว่าเบื่อกันไปข้างหนึ่ง ถ้าผู้ฟังไม่เบื่อ ผู้สอนก็คงจะเบื่อไปอย่างนั้น แล้วที่นั่ง ๆ กันอยู่ตรงนี้ ต้องถามว่าแล้วใครล่ะที่เป็นคนสอน ถ้าจะถามเหมือนในสมัยพุทธกาล ก็ต้องถามว่าท่านทั้งหลายชื่นชมภาษิตของผู้ใด คำถามสมัยพุทธกาลถามว่าสมมติว่ามานพหนุ่มคนนี้นี่เป็นศิษย์ของใคร อาศัยสำนักใดอยู่ก็จะถาม ท่านชื่นชมภาษิตของท่านผู้ใด ใครคืออาจารย์ของท่าน ท่านได้อาศัยสำนักใดอยู่หรือ ถ้าหากถามทุก ๆ ท่าน ณ ที่นี้ ทุก ๆ ท่านก็คงจะตอบว่าข้าพเจ้าชื่นชอบในภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์คืออาจารย์ของข้าพเจ้าข้าพเจ้าได้ดีแล้วในสำนักของท่าน แต่ถ้าหากว่าทอดสายตาให้ยาวไกลไปกว่านั้นเราก็จะได้พบคำตอบว่าอาจารย์ผู้ที่เป็นที่เคารพรักของพวกเราทั้งหลาย ท่านได้ยกย่องบุคคลท่านหนึ่งก็คือบุคคลผู้ซึ่งอยู่ต่อเบื้องหน้าของพวกเรา ก็คือคุณยาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านยกย่องคุณยายไว้ ประดุจผู้ให้กำเนิดท่านและวัดพระธรรมกาย ดังเช่นครั้งหนึ่งท่านได้เคยพูดให้ลูก ๆ ได้ทราบว่าถ้าหากไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีหลวงพ่อ ถ้าหากไม่มีหลวงพ่อ ก็ไม่มีวัดพระธรรมกาย ถ้าไม่มีวัดพระธรรมกายก็ไม่มีพวกเรา เหล่านักสร้างบารมีทั้งหลายที่ได้มาปรากฏ ณ สถานที่แห่งนี้ คุณยายผู้เป็นผู้ที่ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย เพราะฉะนั้น ถ้าหากจะถามว่าเราทั้งหลายได้ดีเพราะใคร เราทั้งหลายตั้งอยู่ในโอวาทของผู้ใด คำตอบนั้นมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวคือคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง คุณยายผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ผู้คอยแนะนำตักเตือนพร่ำสอนผู้ปรารถนาบุญใหญ่ด้วยการประพฤติตนเป็นแบบอย่าง รวมกับการกล่าวสอนด้วยถ้อยคำแห่งธรรมะกับศิษย์คนแล้วคนเล่า ตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง คณะพระเถรานุเถระชุดบุกเบิก จนถึงพระภิกษุสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เจ้าหน้าที่ แม้แต่ตัวของทุก ๆ ท่าน พวกเราที่ได้มาปรากฏ ณ ที่แห่งนี้ และที่ไม่ได้มาอีกเป็นจำนวนมาก คำสอนของคุณยายเปรียบเสมือนเข็มทิศที่ใช้ฝึกตัว เป็นธรรมนูญ ระเบียบปฏิบัติของวัด คำสอนที่คุณยายเคยเอ่ย แม้ไม่เท่าหลักธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ในพระพุทธศาสนา แต่ทุกคำสอนมีคุณค่าต่อการสร้างบารมี เช่นเดียวกับทุกหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเพื่อชักชวนมนุษย์ไปพระนิพพาน ปกติของพระพุทธองค์ทรงพอพระทัยในการตรัสสอนเรื่องทุกข์และวิธีปฏิบัติ เพื่อให้พ้นทุกข์ คำสอนนี้ก็ได้เป็นแบบแผนในการเทศน์สอนของพระรุ่นหลัง ๆ สืบต่อกันมา ภายนอกแม้คุณยายจะมิได้เป็นพระ แต่ท่านก็กล่าวคำสอนเฉพาะคำของพระเท่านั้น คือเป็นคำสอนที่เป็นไปเพื่อความหลุดความพ้น ดังเช่นครั้งหนึ่งคุณยายเคยกล่าวสอนไว้ว่ายายมองไปตลอดหมด ก็เห็นชัดว่าในโลก ในธาตุ ในธรรมทั้งหมดนี้ไม่มีใครเลยที่จะช่วยยายได้ ยกเว้นยายจะช่วยตัวเองเท่านั้น ยายจึงพยายามช่วยตัวเองมาตลอด ทุกข์ของเราใครจะช่วยได้ คิดหาทางช่วยตัวเองอยู่เสมอ หวังเอาตัวเองเป็นที่พึ่ง หวังพึ่งธรรมะในตนเอง ที่เอาตัวรอดมาได้ทุกอย่างเพราะยายมีธรรมะเป็นที่พึ่ง คำสอนนี้หลวงพี่ขอขยายความถึงความสำคัญของธรรมะ ในสิ่งที่พวกเราพอจะเข้าใจได้ โดยปกติมนุษย์ที่ยังไม่ได้รับการฝึกนั้นเป็นสัตว์ที่ดุร้ายที่สุด ไม่มีใคร ไม่มีสรรพสัตว์ใดสามารถสร้างจรวด สร้างระเบิด สร้างอาวุธเคมี อย่างเช่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ความร้ายกาจของมนุษย์ที่ไม่ได้รับการฝึกมาอย่างถูกต้อง ก็คร่าชีวิตมนุษย์ด้วยกันไปหลายแสนหลายล้านคน เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่ยังไม่ได้รับการฝึกนี้จึงเป็นสัตว์ที่ดุร้ายที่สุด มีเครื่องมือสนองความดุร้ายอย่างฉกาจฉกรรจ์ มนุษย์ที่รับการฝึกแล้วเป็นผู้ที่อ่อนโยน เมตตาปราณี และมีเครื่องมือสนองความเมตตาปราณีอย่างดีเยี่ยม ตัวอย่างเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลาย พระมหาเถระทั้งในอดีตและในปัจจุบัน สิ่งที่ถ่ายทอดความดุร้าย สิ่งที่ถ่ายถอนความดุร้ายของมนุษย์ให้หมดสิ้นไปก็คือธรรมะ ธรรมะเป็นเครื่องฝึก ธรรมทั้งหลายนั่นแหละจะช่วยถ่ายถอนความดุร้ายในตัวมนุษย์ให้หายไป แล้วก็ธรรมะอีกนั่นแหละที่ทำให้มนุษย์วิเศษกว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ผู้ฝึกตนแล้วด้วยธรรมะจึงเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุด ส่วนที่ว่าทุกข์นั้นคือทุกข์ที่ยังมองไม่เห็นอริยสัจ อริยสัจแปลว่าอะไร อริยสัจแปลว่าความจริงอันประเสริฐ หรือความจริงอันทำให้บุคคลผู้เห็นนั้นเป็นผู้ประเสริฐ อุปมาเหมือนบุคคลผู้ตกอยู่ในทะเล เมื่อยังมองไม่เห็นฝั่ง ย่อมว่ายวนอยู่ในห้วงทะเลนั้นโดยไม่รู้จุดหมายฉันใด บุคคลเมื่อยังมองไม่เห็นอริยสัจ ก็ย่อมเวียนว่ายตายเกิดในทะเลทุกข์แห่งวัฏสงสารฉันนั้นไม่รู้จบ แล้วอริยสัจล่ะมีอะไรบ้าง หลายท่านก็พอจะทราบ ถ้าหากถามชาวพุทธแม้แต่เด็กประถมหรือมัธยมก็ดี ถ้าถามว่าหลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนานี้คืออะไร เด็ก ๆ เหล่านั้นสามารถตอบได้ว่าอริยสัจ ๔ ไล่ได้ด้วยทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หลวงพี่ก็ขอให้ความหมายไปย่อ ๆ ว่า ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ นิโรธ คือ ความดับทุกข์ด้วยการทำใจให้หยุดให้นิ่ง มรรค คือ วิธีปฏิบัติไปสู่ความดับทุกข์นั้น คำว่าอริยสัจนั้น ดูจะเป็นของลึกลับ บางท่านได้ยินคำว่าอริยสัจ ก็ถอดใจเสียแล้ว ถอดใจเพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก เป็นเรื่องของนักบวช เป็นเรื่องของผู้ประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น ใครจะเห็นอริยสัจได้ ผู้ที่เห็นอริยสัจนั้นก็คือพระอริยบุคคลตั้งแต่โคตรภูบุคคล จนถึงพระอรหันต์ อริยสัจของพระอริยเจ้า ๓ อย่างแรกนั้นขอยกไว้ก่อน เพราะตัวของหลวงพี่เองก็ยังไม่ใช่พระอริยะ จะขอกล่าวแต่อริยสัจที่พวกเราพอจะเข้าใจได้เท่านั้น ข้อสำคัญที่ทรงแสดงมานี้คือมีพระประสงค์จะทรงแสดงทางอันประเสริฐ คืออัฏฐังคิกมรรค ดังพระบาลีที่ว่า มคฺคานํ อฏฐงฺคิโก เสฏโ บรรดาทางที่สัญจรไปในทิศต่าง ๆ ไม่ว่าทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ ไม่ปราศจากอันตรายเลย ทางมีองค์ ๘ ประการ มีสัมมาทิฐิเป็นเบื้องต้น มีสัมมาสมาธิเป็นเบื้องปลาย เป็นทางดำเนินของกาย วาจา ใจ ประเสริฐกว่าทางทั้งหลายเหล่านั้น เพราะเป็นทางที่ปราศจากภยันตราย แม้แต่ทางที่พวกเราเดินทางไปประกอบสัมมาอาชีวะ จะมาวัด มาทำบุญ จะเดินทางท่องเที่ยวไปไหนก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับเส้นทางสายนั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เส้นทางเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางอันปลอดภัย เท่ากับทางมีองค์ ๘ ประการ ก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ถ้าหากเปรียบทุกข์คือ โรคอันเกิดจากเชื้อโรค คือตัณหา คือความทะยานอยากทั้งหลาย อยากหายจากโรคก็ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้น ยาดีขนานเดียวที่สามารถรักษาได้ทุกโรคบนโลกใบนี้ คงไม่ใช่ ๓๐ บาทรักษาได้ทุกโรคของรัฐบาลชุดนี้ แต่ยาที่ว่านี้ก็คือ มรรค อันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ใจหยุดใจนิ่ง ปราบตัณหา รักษาโรคทุกข์ มี ๘ ประการ เป็น ๘ ประการที่คุณยายได้ปฏิบัติแล้ว เห็นผลแล้ว และสอนลูกศิษย์ลูกหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แม้แต่ตัวพวกเราเองก็ได้รับคำสอนนี้มาจากคุณยาย ได้แก่อะไรบ้าง ๑. คือสัมมาทิฐิ มีความเห็นชอบ ลองเปรียบเทียบเราดูแต่ละข้อ จากข้อ ๑ ถึงข้อ ๘ ก็ลองเทียบดูว่าพวกเราแต่ละคนนั้นได้เดินทางตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ข้อใดบ้าง เริ่มจากสัมมาทิฐิ ถือว่าตรวจข้อสอบไปในตัวนะจ๊ะ สัมมาทิฐิมีความเห็นชอบ ในเบื้องต้นก็คือเห็นว่า - พ่อแม่มีพระคุณต่อเราจริง - ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง - โลกนี้โลกหน้ามีจริง - พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมอันยิ่งจริง เป็นต้น ถ้าหากว่าเราไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง ข้อสอบข้อนี้ก็ตก ตกตั้งแต่ข้อแรก ไม่ต้องไปตรวจข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ถ้าเป็นเบื้องสูงล่ะ ถ้าเป็นเบื้องสูงก็คือเห็นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ นี่เป็นเบื้องสูง ส่วนข้อที่ ๒ ก็คือสัมมาสังกัปปะ มีความคิดชอบ คือคิดออกจากกาม คิดไม่ผูกพยาบาท คิดไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน คิดอยู่แค่นี้ สัมมาสังกัปปะ ตรวจสอบตัวเราเองนะจ๊ะ ข้อ ๓ สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกแยกกัน ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ อวดอ้างความดีของตัว เอาชั่วเข้าใส่คนอื่น อย่างนี้ก็ไม่เอา และถามว่าในวันทั้งวัน หรือเกิดมาตลอดจนอายุของพวกเรานี่ เราได้พูดสิ่งเหล่านี้บ้างหรือเปล่า ถ้ามีก็ขอบิณฑบาตเลิก แต่แม้ตัวหลวงพี่เองก็ยังฝึกด้วย เราไม่ใช่พระอริยเจ้า ยังมีสติไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็มีบ้าง แต่หากเราได้สำรวมกาย วาจาของเรา เราก็สามารถปฏิบัติสัมมาสมาธิได้ ถ้าข้อ ๓ ตรวจผ่านแล้วนี่ มาตรวจข้อ ๔ ต่อไป ข้อ ๔ คือสัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ ในที่นี้คงไม่มีใครไปขโมยฉกชิงวิ่งราวเขามาทำบุญนะ ข้อ ๕ สัมมาอาชีวะ การประกอบสัมมาอาชีวะได้ทรัพย์มาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย เป็นการเลี้ยงชีพชอบ คือเลิกประกอบอาชีพเลี้ยงชีพในทางที่ผิด พูดง่าย ๆ คือประกอบอาชีพในทางที่ถูกเหมือนกับทุก ๆ ท่าน ข้อ ๖ สัมมาวายามะ มีความเพียรชอบ คือเพียรป้องกันบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้น เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดสิ้นไป เพียรสร้างกุศลคุณงามความดีที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้นซะ และก็เพียรบำรุงกุศลคุณงามความดีที่มีอยู่ในตัว ให้มันเพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในทาน ในศีล ในภาวนา ก็ต้องหมุนเกลียวของทาน ศีล ภาวนานี้ให้แน่นยิ่งขึ้นไปอีก การทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ก็ลดน้อย ให้มันลดน้อยลงไป แล้วก็ขอให้มันหมดไปในที่สุด มาถึงอริยมรรคข้อที่ ๗ สัมมาสติ มีความประพฤติชอบ คือไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน มีสติรู้ ระลึกตัวได้ หมั่นพิจารณา ถ้าคนที่ได้ธรรมะก็เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมอยู่เสมอ แต่ในเบื้องต้นของพวกเราที่ยังไม่สามารถทำใจให้หยุดให้นิ่งได้ตลอดเวลา เราก็ต้องสำรวมใจอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เมตตา ว่าในระหว่างวันที่เราไม่ได้นั่งภาวนา ก็ให้เอาใจของเรามาไว้ที่ศูนย์กลางกาย คือไม่ปล่อยให้ใจมันซัดส่าย ฟุ้งซ่านไปมา ข้อที่ ๘ สัมมาสมาธิ มีความตั้งใจมั่นชอบ คือมีใจตั้งมั่นหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย คือผู้ที่ได้ธรรมะ อย่างที่หลาย ๆ ท่านมีประสบการณ์ ผ่านกายในกาย ซึ่งก็คือฌานชั้นต่าง ๆ ไปตามลำดับจนเข้าถึงธรรมกาย ใจหยุด ใจนิ่ง ตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายธรรมกาย นี่คือสัมมาสมาธิ มรรคทั้ง ๘ ข้อนี้หากขยายออกไปแล้ว ก็คือคำสอนในพระพุทธศาสนาที่หลวงพี่ได้เคยยกตัวอย่างในข้างต้นก็คือทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้าย่อเข้าก็จะได้แก่ไตรสิกขา อันได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตา สัมมาอาชีวะ จัดเข้าในศีลขันธ์ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเข้าในสมาธิขันธ์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จัดเข้าเป็นปัญญาขันธ์ ถ้าหากว่าผู้ใดที่สามารถปฏิบัติตามมรรคทั้ง ๘ ข้อนี้ได้ ผู้นั้นย่อมตั้งมั่นอยู่ในความดี หมั่นบำเพ็ญอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้ยิ่งขึ้นไป โดยการทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายหนักขึ้น ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญาของเราก็จะใหญ่โตสว่างไสว มรรค ๘ เกิดขึ้นพร้อมบริบูรณ์ที่ศูนย์กลางกาย ใจก็จะหยุดละเอียดขึ้น กิเลสต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ หลุดร่อนไปจากใจ เมื่อบุญบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ใจหยุด ใจนิ่งถูกส่วน เข้าที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารได้ ทุกอย่างที่กล่าวไป ให้ทุกท่านได้รับฟังเป็นเรื่องของการฝึกจิตตามวิธี วิถีของเหตุผล ไม่ต้องไปวิงวอน ไม่ต้องไปขอความเห็นอกเห็นใจจากพระเจ้าหรือว่าใคร ๆ เมื่อทุก ๆ ท่านได้สดับธรรมิกถานี้ ด้วยความชัดเจน เข้าใจดีประการใด แม้แต่ตัวหลวงพี่เองก็จะพึงอุตสาหะปฏิบัติและดำเนินตาม แม้ประสงค์ประโยชน์ความสุขอันใด ทั้งในปัจจุบันและเบื้องหน้า ก็คงสำเร็จได้ทุกประการ สุดท้ายขอให้ทุก ๆ ท่านได้ตั้งใจขวนขวายบุญกุศล ความสำเร็จใดที่ท่านปรารถนาก็จะมีแก่ทุก ๆ ท่านดังพระคาถาที่กล่าวไว้ว่า อปฺปมาทรตา โหถ ปุฺญกิริยาสุ สพฺพทา อิเธว กตฺวา กุสลํ ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถาติ ขอท่านทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาทในบุญกิริยาวัตถุทั้งหลายตลอดกาล ท่านทั้งหลายประกอบกุศลในพระธรรมวินัยนี้นี่แหละ แล้วจักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ คนเราจะหนีสิ่งที่ตนเองทำไว้ไม่ได้ จะวิ่งหนีบุญก็หนีไม่พ้น จะวิ่งหนีบาปก็หนีไม่พ้น เพราะทั้งบุญและบาปติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา จะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้นแน่นอน ใครที่สั่งสมอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้น สร้างความดี สร้างกุศลก็ได้บุญ ได้ความสุข จากคำสอนของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ต่อจากนี้ไปขอเรียนเชิญทุกท่านได้นั่งหลับตา น้อมใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายอย่าง เบา ๆ สบาย ๆ ซึ่งในการปฏิบัติบูชา เป็นการบูชาอย่างสูงยิ่ง ให้เป็นการแสดงว่าพวกเราทั้งหลายให้ความรักความเคารพ ปฏิบัติตามคำสอนของคุณยายอาจารย์ น้อมใจของพวกเราไว้ที่ศูนย์กลางกาย ศูนย์กลางกายอันเป็นที่ตั้งมั่นของสติและปัญญา ศูนย์กลางกายอันเป็นแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ ที่ถูกทางไปพระนิพพานของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และตั้งจิตของเราให้เป็นกุศล ตั้งความปรารถนาว่าบุญกุศลใดที่พวกเราได้กระทำไว้ดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ที่ได้มากระทำในวันนี้ ก็จะได้ตั้งใจกระทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปในอนาคต ขอให้คุณยายได้มาร่วมอนุโมทนาสาธุการในบุญกุศลจะมากน้อยประการใดที่บังเกิดขึ้นกับพวกเรา ให้คุณยายได้มาร่วมอนุโมทนาบุญ และเราก็ขออาราธนาบารมีธรรมของคุณยายนั่นแหละ ให้ได้มาปกปักษ์รักษาพวกเราเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานของคุณยาย ผู้ที่ได้ตั้งใจจะเดินตามรอยเท้าที่มุ่งมั่นเพื่อแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อตนและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เป็นทางที่ไม่ประกอบด้วยอันตราย แต่เป็นทางที่โรยด้วยรัตนะของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นทางที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้ (เป็นช่วงรอยต่อเทป) ในขณะเดียวกันก็จูงมือหมู่มนุษย์ เทวดา สรรพสัตว์ทั้งหลายให้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน ในหนทางการสร้างบารมี สร้างความดีในครั้งนี้ นึกน้อมใจของเราให้เห็นเป็นดวงชัด ใส สว่าง ที่เป็นใจที่สะอาด บริสุทธิ์ มีความใส สว่างเหมือนแก้วมณีโชติรส ให้สว่าง เย็นตาเย็นใจ ประดุจพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญอันปราศจากหมู่เมฆทั้งหลาย เป็นดวงใจที่มีแต่ความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม อรูปพรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นใจที่ตั้งมั่นดีแล้วในหนทางการสร้างคุณความดี การสร้างบารมี เป็นใจที่ตั้งมั่นไว้ดีแล้ว ณ ศูนย์กลางแห่งความบริสุทธิ์ ศูนย์กลางแห่งความสว่างไสว ศูนย์กลางแห่งความรู้ ซึ่งเป็นประตูที่จะเปิดสู่หนทางของพระอริยเจ้าต่อไป ขอให้ทุกท่านได้ประคับประคองใจที่ใส สะอาด บริสุทธิ์นี้ไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเบาๆ นิ่ง ๆ ไปจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควรกันทุก ๆ ท่านเลยนะ ********************************** จบ **********************************