แสงธรรมส่องทาง แสงจันทร์ส่องใจ
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่ง กราบนมัสการพระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรผู้มีบุญทุกท่าน (สาธุ)
เคยมองจันทร์ แจ่มจรัส ชัดสว่าง
อยู่ท่ามกลาง หมู่ดาว พราวไสว
ดูเยือกเย็น แต่ยิ่งยง คงความนัย
เหมือนจะให้ ค้นหา ปริศนาธรรม
ผู้ใดเห็น ด้วยปัญญา พาตัวรอด
รู้จักถอด รหัสธรรม นำวิถี
มองจันทร์ใส ไว้กลางตน ตามวิธี
ใจจรดที่ กลางของกลาง สว่างเอง
มาบัดนี้ พระจันทร์หาย ไปจากฟ้า
ท้องนภา ขาดแสง อันเย็นใส
แต่ภาพจันทร์ ทอแสง ไม่เลือนไป
อยู่กลางใจ กลางตน คนทั้งปวง
พวกเราเมื่อได้ยินคำว่าพระจันทร์หรือดวงจันทร์ อันเป็นชื่อที่พ้องกับคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงแล้ว อาจทำให้หลายๆ ท่านระลึกนึกถึงคุณยาย ระลึกนึกถึงคุณธรรมความดีของท่าน ซึ่งมีอยู่มากมาย จนไม่อาจจะพรรณนาได้หมดในระยะเวลาอันจำกัดนี้ คุณยายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากต่อพวกเราทุกๆ คน จนแม้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ยังเคยกล่าวไว้ว่าหากไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีวัดพระธรรมกาย ไม่มีพวกเราที่สร้างความดีอย่างมีความสุขจนทุกวันนี้
คุณธรรมความดีของคุณยายนั้น ได้ถูกถ่ายทอดมายังบุคคลรอบข้าง ทั้งจากการสอนด้วยวาจา ทั้งจากการกระทำให้ดู ท่านสอนให้เรามองตัวเอง แทนที่จะไปมองคนอื่น เพราะเมื่อมองตัวเองเข้าใจแล้ว ก็จะสามารถเข้าใจคนอื่นๆ ได้หมด คุณยายจึงเป็นต้นแบบของการทำความดีให้คนทั้งหลายได้นำเอาเป็นแบบอย่าง คำสอนของคุณยาย เป็นดังแสงสว่างส่องใจของเราให้เข้าใจในเรื่องของชีวิตได้อย่างชัดแจ้ง เปรียบเสมือนดวงจันทร์วันเพ็ญที่นำแสงสว่างมาสู่โลก ขับไล่ความมืดมิดในยามราตรี ทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
เมื่อพูดถึงดวงจันทร์ ก็อยากจะนำข้อความตอนหนึ่งในมิลินทปัญหามาถ่ายทอดให้ได้ฟังกัน เป็นตอนที่พระนาคเสนตอบปัญหาของพระยามิลินท์ ในเรื่ององค์แห่งดวงจันทร์ โดยพระนาคเสนได้ยกเอาคุณลักษณะต่างๆ ของดวงจันทร์มาเปรียบกับการปฏิบัติตนของพระโยคาวาจร หรือสมณะ ดังมีข้อความว่า
องค์แห่งดวงจันทร์มี ๕ ประการ
ประการที่ ๑ ธรรมดาดวงจันทร์ย่อมขึ้นในเวลาข้างขึ้น แล้วยิ่งกลมสว่างมากขึ้นฉันใด พระโยคาวจร ก็ควรให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปในอจารคุณ ศีลคุณ วัตรปฏิบัติ อาคม (พระปริยัติ) อธิคม (มรรคผล) ความสงัด ความสำรวมอินทรีย์ การรู้จักประมาณในการบริโภคและความเพียรฉันนั้น
ประการที่ ๒ ธรรมดาดวงจันทร์ย่อมเป็นหนึ่งในอธิบดีทั้งหลายฉันใด พระโยคาวาจรก็ควรมีฉันทาธิบดีอันยิ่งฉันนั้น
ประการที่ ๓ ธรรมดาดวงจันทร์ย่อมเที่ยวไปในกลางคืนฉันใด พระโยคาวาจรก็ควรเที่ยวไปด้วยวิเวกฉันนั้น
ประการที่ ๔ ธรรมดาดวงจันทร์ย่อมมีวิมานเป็นธงชัยฉันใด พระโยคาวาจรก็ควรมีศีลเป็นธงชัยฉันนั้น
ประการที่ ๕ ธรรมดาดวงจันทร์ย่อมมีผู้อยากให้บังเกิดขึ้นฉันใด พระโยคาวาจรก็ควรเข้าไปสู่บ้านเรือนด้วยมีผู้นิมนต์ฉันนั้น
และยังมีพุทธพจน์ในสังยุตนิกายกล่าวไว้อีกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเข้าไปสู่ตระกูลด้วยอาการเหมือนดวงจันทร์ อย่าทำกาย ใจ ให้คดงอในตระกูลคือซื่อตรง อย่าคะนองกาย ใจในตระกูลคือสำรวมกาย ใจในสถานที่ที่ไปเยือน ถ้อยคำทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นการบอกให้รู้ว่าพระที่ดีควรปฏิบัติตนอย่างไร โดยใช้คุณลักษณะต่างๆ ของดวงจันทร์มาเป็นต้นแบบเปรียบเทียบ
คุณยายของเราท่านก็มีคุณลักษณะดังดวงจันทร์ที่ได้กล่าวถึงนี้เช่นกัน เพราะคุณยายท่านเป็นต้นแบบของการทำความดี เป็นครูที่คอยแนะนำศิษย์ให้เดินไปในเส้นทางที่ถูกต้อง ดีงาม ทั้งลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาส ตลอดจนพระภิกษุสามเณรวัดพระธรรมกาย ก็ได้ดูคุณยายเป็นต้นแบบในการประพฤติปฏิบัติ เพราะชีวิตของคุณยายเป็นชีวิตที่สันโดษ เรียบง่าย รักสะอาด ขยัน อดทน อ่อนน้อมถ่อมตน มีความกตัญญูกตเวที และเป็นผู้ที่รักในการสร้างบุญสร้างบารมีมาก คุณยายจึงเป็นต้นแบบที่ดีเลิศให้กับพวกเราในเรื่องของการเร่งสร้างบุญบารมี เพราะท่านคิดว่าชีวิตเป็นของน้อย เกิดมาแล้วไม่นานก็ต้องแก่ ต้องตาย จึงต้องเร่งสร้างบุญบารมี สร้างความดีเอาไว้ให้มาก
ซึ่งเราก็พอจะทราบกันแล้วว่าความตายนั้นไม่มีเครื่องหมาย จะมาเยือนเราเมื่อ ไหร่ ก็ไม่มีใครรู้ เห็นหน้ากันตอนเช้า พอตอนสายมาตายไปเสียแล้วก็มี ดังบทกลอนที่ว่า
เห็นหน้ากันเมื่อเช้า สายตาย
สายสุขอยู่สบาย บ่ายม้วย
บ่ายยังรื่นเริงกาย เย็นดับ ชีพนา
เย็นอยู่หยอกลูกด้วย ค่ำม้วย ดับสูญ
ในเรื่องนี้ คุณยายยังเคยกล่าวไว้ว่าในเมื่อเกิดมาแล้ว ทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น ตัวเราเองก็ต้องตายด้วย และก็ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ เราต้องขวนขวายหาบุญกุศลติดตัวเราไปให้มากๆ สมบัติอย่างอื่นเราก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ เราเกิดมาแล้วเป็นอย่างนี้ก็ต้องทนเอา ทนเอาเถอะ ทำให้ดีที่สุดในอนาคตข้างหน้าจะได้แต่สิ่งดีๆ เราทำก็ตาย ไม่ทำก็ตาย ฉะนั้นเราทำดีกว่า ทำสุดความสามารถของเรา อย่าขี้เกียจนั่งธรรมะ พยายามนั่งธรรมะให้มากๆ เพื่อให้จิตใจมีสมาธิ หนักแน่น ถ้าเราไม่มีสมาธิแล้ว อกุศลก็เข้าถึงจิตใจเราได้ง่าย บาปก็เกิดแก่ใจเรา แค่เราทำสมาธิให้มั่นคง บุญกุศลก็เกิดขึ้นแก่ใจเราเสมอๆ บาปอกุศลก็แทรกไม่ได้
นอกจากนี้คุณยายยังได้กล่าวเตือนคนที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวให้รีบทำความดีว่าเกิดมาแล้วพบพระพุทธศาสนาแล้ว พบวิชชาที่สำคัญและมีประโยชน์ที่สุดแล้ว ยังไม่รีบขวนขวายเมื่อยังหนุ่มสาวอยู่ แล้วจะรอไปเมื่อไหร่ เมื่อแก่แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้เรายังไม่รู้หรอก ถ้าเราแก่ เราถึงจะรู้ว่าเมื่อยหลัง ปวดเอวเป็นอย่างไร ตอนยังหนุ่มยังสาวอยู่ไม่รู้หรอก
ยังหนุ่มยังแน่น รีบโกยรีบพาย
ตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า
ที่คุณยายกล่าวเตือนเช่นนี้ เพราะคนเรามักจะชอบสนุกเพลิดเพลิน ตามใจ ตามกิเลสไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอง่ายๆ ดังมีคำกล่าวว่าสิ่งที่กินไม่รู้จักอิ่มคือกองไฟ มหาสมุทร และคนละโมบ สิ่งที่ลิ้มไม่รู้จักเบื่อคือการนอนหลับ การดื่มเหล้า และการเสพเมถุน ความจริงคนเรานั้นไม่ได้เป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดไป พอเริ่มเกิดมาก็เรียกได้ว่าเริ่มแก่แล้ว โดยในทางธรรมได้แบ่งความแก่ชรานี้ออกเป็น ๒ ประเภทด้วยกันคือ
ประเภทแรก เรียกว่า อัปปฏิจฉันนชรา คือความแก่ที่เปิดเผยมองเห็นได้ชัดเจน เช่น ผมหงอก ฟันหัก หนังเหี่ยว เป็นต้น
ประเภทที่ ๒ เรียกว่า ปฏิจฉันนชรา คือความแก่ที่ปกปิด เป็นความแก่ที่มองไม่เห็น ได้แก่ความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาในแต่ละขณะ ในทางธรรมถือว่าทุกอย่างแก่ตั้งแต่เกิดมาเลย เช่นการเติบโตของเด็กก็คือความแก่นั่นเอง
ในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของคนเรา ได้มีผู้กล่าวไว้ว่าชีวิตเราที่ผ่านไปแต่ละวันนั้นเสมือนกับการจุดเทียนที่นับวันเทียนนั้นมีแต่จะมอดไหม้ เหลือสั้นลงไปทุกที จนกระทั่งมอดดับไปในที่สุด
บ้างก็มีผู้เปรียบว่า ชีวิตของคนเรานั้นสั้นเหมือนรอยไม้ที่ขีดลงในน้ำ หรือเปรียบเหมือนโคที่เขากำลังจะนำไปฆ่า เมื่อโคก้าวขาไปแต่ละก้าว ก็เข้าใกล้ความตายเข้าไปทุกที
แล้วยังมีปริศนาธรรมอยู่ประโยคหนึ่งที่เราอาจเคยได้ยินกันมาบ้าง นั่นคือ ๔ คนหาม ๓ คนแห่ ๑ คนนั่งแคร่ ๒ คนตามส่ง ความหมายของปริศนาธรรมนี้ มีอยู่ว่า ๔ คนหาม หมายถึงธาตุทั้ง ๔ คือดิน น้ำ ลม ไฟที่หามเรามาเกิดเป็นตัวตน ๓ คนแห่ หมายถึงไตรลักษณ์คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่แห่ให้เราผมหงอก ฟันหัก หนังเหี่ยว ส่วนคนนั่งแคร่หมายถึงจิต แคร่หมายถึงร่างกาย ๑ คนนั่งแคร่ จึงหมายถึงใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ๒ คนตามส่งหมายถึงบุญกับบาปหรือดีกับชั่ว บุญตามไปสนับสนุนส่งเสริมให้มีสุข บาปตามไปซ้ำเติมให้ได้รับทุกข์โทษ
เมื่อพูดถึงเรื่องชีวิตและความตายแล้ว ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นกันเป็นประจำในงานบำเพ็ญกุศลผู้วายชนม์ นั่นคือการจุดไฟหน้าศพ ในงานบำเพ็ญกุศลของคุณยายนี้ เราก็มีการจุดไฟหอมไว้หน้าเรือนทองของคุณยายเช่นกัน แต่เดิมเขาจะใช้ตะเกียงหรือเทียนจุดไว้ และไฟจะต้องติดอยู่ตลอดเวลา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดแสงสว่าง เพื่อช่วยขจัดความมืด และเพื่ออำนวยความสะดวกในการจุดธูปที่ไฟนั้น
นอกจากนี้ยังแฝงคติธรรมไว้สอนคนที่ยังอยู่อีกว่าปัญญาสามารถกำจัดโมหะและอวิชชาได้ เหมือนกับแสงไฟที่กำจัดความมืด และแสงไฟยังมีความหมายอีกว่าคนเราที่เกิดมาในโลกนี้มีอยู่ ๔ ประเภทด้วยกันคือ
ประเภทแรก ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป หมายถึง ผู้ที่ก่อนมาเกิด มาจากที่ที่ดี และเมื่อเกิดมาแล้วก็ ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม เมื่อละโลกก็ย่อมได้ไปดี
ประเภทที่ ๒ ผู้สว่างมาแล้วมืดไป หมายถึง ผู้ที่ก่อนมาเกิด มาจากที่ที่ดี แต่เมื่อเกิดมาแล้วประพฤติแต่ความชั่ว เมื่อละโลกก็ย่อมไปอยู่ในที่ที่ไม่ดี คือไปแบบมืดๆ
ประเภทที่ ๓ ผู้มืดมาแล้วสว่างไป หมายถึง ผู้ที่ก่อนมาเกิด มาจากที่ที่ไม่ดี แต่เมื่อเกิดมาแล้ว ประกอบแต่กรรมดี อยู่ในศีลในธรรม เมื่อละโลกก็ย่อมได้ไปดี
ประเภทที่ ๔ ผู้มืดมาแล้วมืดไป หมายถึง ผู้ที่ก่อนมาเกิด มาจากที่ที่ไม่ดี และเมื่อเกิดมาแล้ว ยังทำแต่ความชั่ว เมื่อละโลกเขาก็ย่อมไปอยู่ในที่ที่ไม่ดี คือไปมืดอีกเหมือนเดิม
จากบุคคลทั้ง ๔ ประเภทนี้ก็ลองไปพิจารณากันดูว่าเราอยู่ในประเภทไหน หรือต้องการเป็นแบบไหน แต่ก็เชื่อว่าพวกเราทุกคนคงเลือกแบบสว่างไปคือไปดี แต่การจะไปแบบสว่างได้นั้นเราจะต้องสร้างบุญกุศล สร้างความดีกันเอาไว้ให้มาก โดยดูคุณยายเป็นต้นแบบ เพราะท่านทำความดีมาโดยตลอด คุณธรรมในตัวท่านจึงมีอยู่มากมาย
และคุณธรรมประการหนึ่งของคุณยายที่เป็นต้นแบบให้กับพวกเราได้เป็นอย่างดี นั้นก็คือความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ดังเช่นเมื่อครั้งที่คุณยายคอยปรนนิบัติดูแลคุณยายทองสุข คราวที่คุณยายทองสุขป่วยหนัก โดยคุณยายท่านจะคอยดูแลอย่างดีที่สุด แม้ว่าจะต้องลำบาก ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก แต่ท่านก็อดทน อยู่ดูแลจนถึงวาระสุดท้ายของคุณยายทองสุข โดยคุณยายคิดว่าเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณต่อคุณยายทองสุข ในฐานะที่เคยเป็นครูสอนธรรมะคนแรกให้กับคุณยาย คุณยายจึงได้แสดงกตเวทิตาคุณต่อคุณยายทองสุขอย่างดีที่สุด จนกระทั่งตนเองติเตียนตนเองไม่ได้
เมื่อกล่าวถึงเรื่องความกตัญญู ก็มีนิทานเรื่องหนึ่งจะนำมาเล่าให้ฟัง แต่เป็นเรื่องของลูกที่ปฏิบัติไม่ดีต่อผู้เป็นพ่อ เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจเราว่าไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เรื่องก็มีอยู่ว่ามีชายชราอยู่คนหนึ่ง เขามีลูกชายอยู่ ๒ คน ชื่อเจ้าใหญ่กับเจ้าเล็ก ลูกทั้ง ๒ นี้สร้างบ้านอยู่ติดกัน โดยมีกำแพงกั้นกลาง ชายชราอาศัยอยู่กับลูกทั้ง ๒ โดยหมุนเวียนไปอยู่บ้านลูกทั้งสอง คนละ ๑ เดือน
เมื่อใกล้จะถึงวันขึ้นปีใหม่ วันนั้นเป็นวันที่ ๓๑ ธันวาคม ขณะที่ชายชราพักอยู่บ้านเจ้าใหญ่ ซึ่งเป็นลูกชายคนโต ลูกสะใภ้ก็พูดกับสามีว่า เย็นนี้เราจะไม่ให้พ่อกินข้าวที่บ้าน เพราะเดือนไหนที่รับเลี้ยงดูพ่อทีไร เดือนนั้นมักจะมี ๓๑ วันทุกที อย่างนี้ก็เสียเปรียบเจ้าเล็ก นับแต่เดือนนี้ไป เราจะเลี้ยงดูพ่อแค่ ๓๐ วันก็พอ ฝ่ายเจ้าใหญ่นั้นเป็นคนขี้เหนียวอยู่แล้ว จึงเห็นคล้อยตามภรรยา
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น ลูกๆ ของเจ้าเล็กก็แอบมาได้ยินเข้า จึงรีบไปบอกพ่อแม่ของตน เมื่อเจ้าเล็กกับภรรยาได้ฟังแล้ว ก็ปรึกษากันและลงความเห็นว่ามื้อเย็นนี้เราจะรับเลี้ยงดูพ่อไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะเสียเปรียบพี่ใหญ่
ปกติชายชรามักจะสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ มองดูสกปรก ลูกทั้งสองจึงรู้สึกอับอาย ไม่ยอมให้พ่อออกมาเดินเพ่นพ่านอยู่หน้าบ้าน เพราะกลัวชาวบ้านจะเอาไปนินทา ดังนั้นเวลาพ่อย้ายไปอยู่บ้านลูกชายอีกคนหนึ่ง จึงต้องปีนบันไดข้ามกำแพงหลังบ้านไป เย็นวันนั้นเจ้าใหญ่จึงบอกกับพ่อให้ไปกินข้าวบ้านเจ้าเล็ก จากนั้นก็ผลักไสชายชราให้ปีนบันได และช่วยกันดันหลังพ่อ จนขึ้นไปนั่งอยู่บนกำแพง แล้วรีบเก็บบันไดกลับเข้าบ้าน
ฝ่ายเจ้าเล็กกับภรรยาก็รู้ทัน พอเห็นศีรษะพ่อโผล่ขึ้นมาก็รีบเก็บบันได แล้วต่อว่าพี่ชายว่าเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ พูดจบ ๒ สามีภรรยาก็รีบเดินกลับเข้าบ้าน ปล่อยให้ชายชรานั่งอยู่บนกำแพงแต่เพียงลำพัง จะลงก็ไม่ได้ เพราะไม่มีบันได
ท้องฟ้ามืดแล้ว ทุกครอบครัวต่างกินข้าวพูดคุยกันอยู่ในบ้านอย่างมีความสุข มีเพียงชายชราที่ยังคงนั่งอยู่บนกำแพง ต้องตากลมหนาวที่พัดกระหน่ำด้วยความทรมาน แล้วเขาก็รวบรวมกำลังใจร้องขึ้นว่า ขอบันไดให้พ่อที แต่ก็เงียบ ไม่มีเสียงตอบกลับมา ลูกทั้งสองทำเป็นไม่ได้ยิน
ชายชราหวนคิดถึงสมัยที่ตนยังเป็นหนุ่ม ลูกทั้งสองยังเล็กอยู่ ตนเฝ้าทะนุถนอม เลี้ยงดูลูกทั้งสองด้วยความรักความห่วงใย แม้ตนเองจะไม่มีข้าวกินก็ไม่เป็นไร ขอเพียงให้ลูกทั้งสองได้กินอิ่ม นอนหลับก็พอใจแล้ว แต่นึกไม่ถึงเลยว่าในวันนี้ตนเองจะไม่มีข้าวกิน แล้วยังถูกทิ้งอยู่บนกำแพงให้ตากลมหนาวอยู่คนเดียว คิดแล้วก็ปวดร้าวใจ จนน้ำตาไหลออกมา แล้วคร่ำครวญว่านี่เรากลายเป็นต้นหญ้าบนกำแพงไปเสียแล้ว ไม่มีใครสนใจใยดีพ่อแก่ๆ คนนี้อีกแล้ว
แต่หลังบ้านของลูกชายทั้งสองนั้นเป็นบ้านของลุงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นช่างทำเครื่องเงิน เขาได้ยินเสียงของชายชรา จึงออกมาดู และได้ช่วยชายชราให้ลงจากกำแพง ลุงคนนี้เข้าใจความรู้สึกของชายชราดี จึงคิดหาวิธีที่จะสั่งสอนลูกๆ ของชายชรา จากนั้นเขาจึงนำแผ่นสังกะสี เอามาทำเป็นเงินปลอมจำนวนหนึ่ง เสร็จแล้วก็เอาใส่ถุงผ้า แล้วสอนชายชราว่าเมื่อเห็นหลานๆ ออกมาเล่น ก็ให้เอาเงินปลอมในถุงนี้ออกมาลูบๆ คลำๆ ให้เด็กเห็น เมื่อเด็กเห็นก็จะเอาไปบอกพ่อแม่ รับรองว่าลูกๆ จะต้องรับชายชรากลับไปเลี้ยงดูอย่างดีแน่นอน
วันรุ่งขึ้นชายชราจึงทำตามที่สอน ทำให้ลูกทั้งสองคิดว่าพ่อมีเงินมาก จึงแย่งกันจะรับเลี้ยงดูพ่อ จนเกิดชกต่อยกันขึ้น ผู้เป็นพ่อจึงต้องเข้ามาห้าม แล้วพูดว่าพ่อพอใจอยู่บ้านไหนก็จะอยู่บ้านนั้น จากนั้นเป็นต้นมา ชายชราก็อยู่ดีกินดี เพราะลูกทั้งสองกลัวว่าพ่อจะไม่มาอยู่ด้วย จึงแข่งกันปรนนิบัติพ่ออย่างดีที่สุด
ต่อมาไม่นาน ชายชราก็เสียชีวิต โดยก่อนตายได้สั่งไว้ว่าให้ไปรับของสิ่งหนึ่งจากลุงที่อยู่หลังบ้าน ลุงคนนั้นก็ได้ให้หีบเล็กมาใบหนึ่ง ลูกทั้งสองนึกว่าเป็นหีบสมบัติ แต่เมื่อเปิดออกดูก็พบกระดาษแผ่นหนึ่ง มีลายมือของพ่อเขียนไว้ว่า ไม่ต้องแย่งกัน พ่อไม่มีสมบัติอะไรทั้งนั้น เจ้าลูกอกตัญญูทั้งสอง ฟ้าดินย่อมไม่ปราณีพวกเจ้าแน่ ลูกทั้งสองจึงกลับไปอย่างผิดหวัง และถูกชาวบ้านที่รู้เรื่องเข้า ด่าว่าต่างๆ นานา
เมื่อฟังนิทานเรื่องนี้แล้ว ก็เชื่อว่าพวกเราในที่นี้คงไม่เป็นอย่างลูกทั้งสองของชายชรา แต่คงจะเป็นลูกที่ดีมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ โดยให้พวกเราดูจากคุณยายที่เป็นต้นแบบที่ดีพร้อม ในเรื่องของการทำความดี เป็นแบบอย่างอันงดงามที่ทำให้ทุกคนเกิดความซาบซึ้ง และอยากกระทำตามให้ได้อย่างท่าน พวกเราในฐานะที่เป็นลูกหลานคุณยายก็ควรตอบแทนคุณยายท่านด้วยเช่นกัน ซึ่งวิธีที่เหมาะสมที่สุดก็คือการปฏิบัติบูชา
ดังนั้นจึงขอเชิญทุกท่านหลับตา เจริญสมาธิภาวนาทำใจให้หยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ น้อมนำภาพของคุณยายมาสถิตไว้ ณ ศูนย์กลางกายของพวกเราทุกคน กลั่นให้ใส ให้สว่าง ให้บริสุทธิ์ คุณยายท่านมีความรัก ความเมตตาต่อทุกๆ ชีวิต ปรารถนาให้ทุกคนเข้าถึงธรรมะ หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ความรักอันยิ่งใหญ่ของคุณยายเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ที่ส่องประกายแสงให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายเสมอทั่วกัน เป็นความรักอันไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต แผ่รัศมีเจิดจ้าไปทั่วอนันตจักรวาล ขอบูชาธรรมท่านด้วยหัวใจของพวกเรา แด่คุณยายผู้เปรียบเสมือนดวงจันทร์กลางดวงใจของพวกเราทุกคน ต่อจากนี้ก็ให้เราตั้งใจปฏิบัติบูชากันสืบต่อไป
********************************** จบ **********************************