นิวรณ์ เครื่องกันกั้น ๕ ประการ
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้ทรงพิชิตมาร ผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดต่อมวลมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งหลายเหนือเศียรเกล้า กราบนมัสการ กราบพระเถรานุเถระด้วยความเคารพอย่างสูง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตร ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายกันทุกๆ ท่านนะ
ขอเรียนเชิญทุกท่านนั่งกันตามสบาย วันนี้ก็นับเป็นวันที่ ๑๔ แล้วที่เราได้เข้าพรรษากันมา ซึ่งในพรรษานี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ได้ตั้งชื่อพรรษานี้ว่าเป็นพรรษามหาบูชา โดยแบ่งการบูชาออกเป็น ๒ อย่างคือ อามิสบูชา และการปฏิบัติบูชา
แต่วันนี้จะขอพูดถึงเรื่องการปฏิบัติบูชา ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาให้โอวาทไว้ว่าให้เรานี่จำพรรษาในวงกายของเรา ก็คือให้จำพรรษาในกายยาววา หนาคืบ แล้วก็กว้างศอกนี้ พวกเราทุกท่านก็เข้าวัดกันมา แต่ละคนก็เข้าวัดไม่เท่ากันนะ บางคนก็เพิ่งเข้าได้เป็นหลักเดือน บางคนเป็นหลักปี หรือบางคนนี่มา เข้ามาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นการนั่งธรรมะของเรา แต่ละคนก็จะต่างระดับกัน บางคนนั่งธรรมะก็ยังคุ่มๆ ค่ำๆ อยู่ หรือบางคนเวลานั่งธรรมะ ดวงแก้วหรือองค์พระก็ยังใส สว่างติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายอยู่ หรือบางคนเข้าถึงกายต่างๆ ภายในตัว ไล่เรียงลำดับไปจนถึงพระธรรมกายที่ใสสว่างใหญ่โตยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ซึ่งตรงนี้ ก็จะมีส่วนสำคัญอยู่ที่ว่าเรา นั่งสมาธิแล้วนี่ ไม่สามารถเข้าถึงธรรมได้นั้น คือมีสิ่งที่เขาขัดขวางอยู่ ซึ่งตัวนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสเรียกว่านิวรณ์ ซึ่งนิวรณ์ก็มีกล่าวในพระสุตันตปิฎก อังคุตระนิกาย ปัญจนิกายว่าสมัยหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี แล้วได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายให้มา แล้วตรัสสอนในเรื่องนี้ว่าภิกษุทั้งหลาย นิวรณ์เครื่องกันกั้น ๕ ประการนี้ ครอบงำจิตแล้ว ทอนกำลังปัญญา นิวรณ์เครื่องกันกั้น ๕ ประการมีอะไรบ้างคือ
๑. กามฉันทะ
๒. พยาบาท
๓. ถีนมิทถะ
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ
๕. วิจิกิจฉา
ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุนั้นยังละนิวรณ์เครื่องกันกั้น ๕ ประการนี้ที่ครอบงำจิต ทอนกำลังปัญญาไม่ได้แล้ว จักรู้จักประโยชน์ตน รู้จักประโยชน์ผู้อื่น รู้ประโยชน์ทั้งสอง หรือจะทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะที่ประเสริฐ อันสามารถ อันวิเศษยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ด้วยปัญญาที่ไม่มีกำลัง ที่อ่อนกำลังได้
เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขาไปสู่ที่ไกล มีกระแสเชี่ยว พัดสิ่งที่พัดไปได้ บุรุษพึงเปิดปากเหมืองทั้งสอง ข้ามแม่น้ำทั้ง ๒ ข้างแห่งแม่น้ำนั้น เมื่อเปิดปากเหมืองแล้วอย่างนี้ กระแสน้ำในท่ามกลางแม่น้ำนั้นก็ซัดส่ายไหลผิดทาง ไหลไปสู่ที่ไกลไม่ได้ ไม่มีกระแสเชี่ยว และไม่พัดสิ่งที่พอพัดไปได้ฉันใด เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุนั้นยังละนิวรณ์เครื่องกันกั้น ๕ ประการนี้ ที่ครอบงำจิต ทอนกำลังปัญญาไม่ได้แล้ว จักรู้จักประโยชน์ตน รู้จักประโยชน์ผู้อื่น รู้จักประโยชน์ทั้งสอง หรือจะทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะที่ประเสริฐ อันวิเศษยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ด้วยปัญญาที่ไม่มีกำลัง อ่อนกำลังได้ฉันนั้น
นี่ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าเรา ยังละนิวรณ์ไม่ได้แล้ว โอกาสที่เราจะมีปัญญามาก รู้ประโยชน์ตน รู้ประโยชน์ท่านหรือเกิดญาณทัสสนะในการบรรลุธรรมอันวิเศษนี่ ก็เท่ากับว่าหมดโอกาสเลยนะ แม้แค่เพียงเห็นดวง หรือเห็นความสว่างนี่ก็หมดสิทธิ์ ส่วนใหญ่แล้วเป้าหมายของเราที่นั่งธรรมะกัน ก็เพื่อต้องการให้เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกภายในของพวกเราทุกคน นั่นก็คือพระธรรมกาย
สำหรับคำว่านิวรณ์ เรามาดูความหมายกันก่อน คำว่านิวรณ์ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พุทธศักราช ๒๕๒๕ ให้ความหมายไว้ว่า นิวรณ์เป็นคำบาลี เป็นคำนาม หมายถึงสิ่งที่ห้ามกั้นจิตไว้ไม่ให้บรรลุความดี แล้วในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรมของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ก็ได้ให้ความหมายไว้ว่าคือสิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม อกุศลธรรมที่ทำให้จิตเศร้าหมอง และทำให้ปัญญาอ่อนกำลังลง
ถ้าจะกล่าวโดยสรุปให้เข้าใจกันอย่างง่ายๆ ก็คือศัตรูตัวร้ายที่คอยขัดขวาง และเป็นเครื่องถ่วงไม่ให้เราเข้าถึงธรรม เข้าถึงความสว่าง เข้าถึงองค์พระ เข้ากลางภายใน ซึ่งโดยทั่วไปปกติคนเราจะมีกิเลสและมีอุปกิเลส ที่นอนเนื่องอยู่ในใจในขันธสันดานกันทุก ๆ คนนะ ซึ่งเจ้ากิเลสนี่สามารถจะแบ่งออกได้เป็น ๓ ระดับ คือ
กิเลสระดับหยาบ
กิเลสระดับปานกลาง
และกิเลสระดับละเอียด
ซึ่งกิเลสระดับหยาบนี่ส่วนใหญ่แล้วจะแสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ก็จะสามารถแก้ไขได้โดยการที่พวกเราทุกท่านตั้งใจรักษาศีล ซึ่งศีลนั้นก็มีหลายระดับ ตั้งแต่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ไล่ไปจนถึงศีล ๒๒๗ ข้อ
สำหรับกิเลสระดับที่ ๒ คือระดับปานกลาง จะแสดงออกมาทางด้านใจ ซึ่งได้แก่นิวรณ์ แต่ว่าเราสามารถจะแก้ได้โดยการเจริญสมาธิภาวนา อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้แนะนำ เมตตาสั่งสอนพวกเรา
สำหรับกิเลสระดับละเอียด ซึ่งกิเลสชนิดนี้จะเป็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจ จนหมักดองอยู่ในขันธสันดาน ซึ่งจะแก้ได้ก็โดยการใช้ปัญญา ซึ่งกิเลสระดับนี้ ถ้าเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนตะกอนที่จมอยู่ใต้น้ำ หรือเหมือนยางไม้ที่อยู่ในไม้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เคยบอกไว้ว่าเหมือนกับกิเลสอยู่ในตัว สวมซ้อนร้อยไส้ เอิบอาบซึมซับปนเป็นอยู่ในตัวของเรานะ เพราะฉะนั้นเวลาเรานั่งธรรมะมากๆ ก็จะเกิดปัญญา ปัญญานี้ก็จะเป็นตัวแก้ไข และถ้านั่งธรรมะจนบรรลุพระธรรมกายอรหัตผล ก็จะสามารถกำจัดกิเลสให้หลุดร่อนออกจากใจ แล้วก็เข้านิพพาน
แต่หมู่คณะของพวกเรา ซึ่งมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นทัพหน้า มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยเป็นทัพหลัง มีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ และหมู่คณะของพวกเราซึ่งเป็นกองทัพธรรม ที่มีมโนปณิธานตั้งใจจะปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ แล้วก็กำจัดทั้งกิเลสอาสวะ อกุศล อวิชชานี้ให้สิ้นไป รวมทั้งขนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าพระนิพพาน ไม่ให้เหลือแม้แต่กระทั่งมดเพียงตัวเดียว เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นความโชคดีของเราที่ได้สร้างบุญ สร้างบารมีร่วมกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อและหมู่คณะของเราทั้งหลายนะ หลวงพี่ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆ ท่านด้วย
ทีนี้ เรามาดู ข้าศึกหรือศัตรูตัวที่ ๑ ข้าศึกหรือศัตรูตัวที่ ๑ ก็คือกามฉันทะ ซึ่งกามฉันทะเป็นคำนามเป็นภาษาบาลี ก็หมายถึงความพอใจ รักใคร่ในอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ที่ชอบใจ คือพอใจในกามคุณทั้ง ๕ นั่นเอง ก็คือรูป รส กลิ่น เสียงแล้วก็สัมผัส ในรูปนี่ ถ้าเราจะดูอย่างคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ของเรา ซึ่งเวลาท่านดูคนนี่ ท่านไม่ได้ดูว่าใครนี่รูปหล่อหรือสวยงามอย่างไร ทุกคนที่มากราบท่านนี่ ท่านจะเอาใจจรดนิ่งๆ อยู่ที่กลางดวงบุญของเขานะ แล้วก็ดูว่าดวงบุญของเขานี่ใหญ่โตขนาดไหน แล้วก็สว่างขนาดไหน ท่านจะดูรู้เลยว่าคนนี้เป็นคนที่มีบุญมากหรือเป็นคนที่มีบุญน้อย เพราะฉะนั้นก็แสดงว่าท่านนี่ไม่ติดในรูปเลย ไม่ว่าคนจะสวยหรือไม่สวย หล่อหรือไม่หล่อ ทุกคนที่มากราบท่าน ท่านมีความเป็นธรรมก็คือรักเท่ากันหมดนะ
สำหรับเรื่องรส ก็อย่างที่ทราบกันว่าสมัยที่ท่านอยู่วัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ถาม ถามคุณยายของเราว่าปลาสลิดนี่อร่อยตรงไหนนะ ท่านก็ไม่สามารถตอบได้ ก็แสดงว่าเวลาท่านทาน รับประทานข้าวนี่ ใจท่านไม่ได้ติดอยู่ในรสอาหาร ใจท่านนี่จะจรดอยู่ในธรรมะตลอด เพราะฉะนั้นเรื่องรสอาหารนี่ท่านไม่ติดเลยนะ
สำหรับเรื่องกลิ่น ก็เป็นที่ทราบกันว่าคุณยายอาจารย์ของเรามีความกตัญญูมากนะ ท่านจะอยู่พยาบาล คุณยายอาจารย์ทองสุกตลอด ซึ่งสมัยที่คุณยายทองสุกป่วย เป็นมะเร็งในขั้นสุดท้าย ท่านก็จะอยู่ปรนนิบัติ จนกระทั่งคุณยายทองสุกลาโลกไป ซึ่งคนที่ป่วยเป็นมะเร็งจะมีแผล และค่อนข้างจะมีกลิ่นแรงนะ แต่คุณยายของเราท่านก็พยาบาลตลอด ด้วยความกตัญญู ด้วยความมุ่งมั่น แล้วก็ไม่ติดใจในกลิ่นนั้น ท่านพยาบาลจนขนาดที่ว่ามีกลิ่นเหม็นติดตัวท่านเลย แต่ท่านก็ไม่สนใจ เพราะฉะนั้นเรื่องกลิ่นคุณยายอาจารย์ก็ไม่ได้ติด
สำหรับเรื่องเสียง เรื่องเสียงท่านบอกว่าท่านนี่ติดแต่เสียงอย่างเดียวก็คือเสียงพระสวด หรือเสียงพระให้พร เพราะท่านคิดอย่างนี้ ท่านคิดในลักษณะที่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระพุทธศาสนานี่ กว่าที่จะมาบังเกิดนี่ยากแสนยาก แล้วก็ถือเป็นโอกาสดีที่ว่าท่านได้มาบังเกิด แล้วคุณของพระรัตนตรัยนี่ ถ้าใครได้เข้าถึงแล้ว ก็จะนับประมาณไม่ได้ แล้วก็เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดนะ
ส่วนเรื่องสัมผัส เรื่องสัมผัสนี่ ก็หมายถึงการที่เรานอนนั่งในฟูกอันนุ่มหนา แล้วตัวนี้จะเป็นส่วนที่ทำให้กามกิเลสเรากำเริบได้ แต่ของคุณยาย จุดของท่านที่นั่ง ก็จะเป็นชุดของโต๊ะไม้ แล้วเวลาท่านนั่ง ท่านนอน หรือเวลารับแขกท่านก็จะทำที่เดียวกันหมด ตอนสมัยอยู่บ้านธรรมะประสิทธิ์
เพราะฉะนั้นเรามาดูเรื่องกามฉันทะตรงที่ว่ารูป รส กลิ่น สัมผัสนี่ก็ไม่สามารถจะทำอะไรคุณยายได้เลยนะ ซึ่งคุณยายก็ได้กำกับป้องกันตัวเอาไว้ว่า ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ และเป็นผู้ที่มีบุญมาก ๆ มีบุญสอนตัวเองได้ ให้ประพฤติพรหมจรรย์ไปทุกภพทุกชาติ ไม่ถอยกลับมาครองเรือนอีก อย่าได้ยินดีในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ของเพศตรงข้าม เรื่องกามนี้แม้เพียงจะรู้ จะเห็น จะได้ยิน ใครจะมาคุยด้วยก็อย่าให้มีเลย ให้สะอาด บริสุทธิ์จริง ๆ ขอให้ยินดีในเพศพรหมจรรย์ทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งปราบมารสำเร็จนะ นี่ก็เป็นคำอธิษฐานของคุณยาย ที่ท่านได้อธิษฐานล้อมคอกตัวเองไว้นะ
ผู้ที่มีกามฉันทะในจิตมาก ๆ นี่ จะเป็นผู้ที่อยู่ในประเภทของราคะจริต ซึ่งในโบราณกาลนี่ท่านก็ได้แนะวิธีการแก้ไขไว้ว่า ให้เจริญสมาธิ โดยแบบวิธีของการปลงอสุภะ ก็คือพิจารณาในซากศพต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๐ ประเภท หรือการเจริญกายคตาสติ คือพิจารณากายของเรานะ พิจารณาขน ผม ขน เล็บ ฟัน หนังของเรา ให้ดูว่าเป็นสิ่งไม่งาม จุดประสงค์ก็เพื่อให้เบื่อหน่ายและก็คลายกำหนัด จิตจะได้ไม่ผูกติดอยู่กับตรงนี้ แล้วก็จะได้เข้าถึงธรรมะภายใน
ทีนี้เรามาดูข้าศึกศัตรูตัวที่ ๒ นะ ข้าศึกศัตรูตัวที่ ๒ นี่ก็คือพยาบาท ถ้าเรามาดูความหมายจะเป็นคำกิริยา ซึ่งเป็นภาษาบาลีนะ ก็หมายถึงความขัดเคืองแค้นใจ ความเจ็บใจ ความคิดร้าย ความคิดอยากจะแก้แค้นปองร้าย ก็เริ่มจากการที่เราเริ่มโกรธ จากโกรธก็เป็นผูกโกรธ หลังจากผูกโกรธแล้ว หนักขึ้นไปอีกเป็นอาฆาตพยาบาท ก็อย่างที่พระเทวทัตนี่ผูกอาฆาตพยาบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาตลอดหลายภพหลายชาติ
สมัยสร้างวัดใหม่ ๆ ชุดคณะบุกเบิกรุ่นแรก ๆ ก็จะมีการประชุมกันนะ มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งครั้งนั้นก็มีคุณยายของเรานี่ประชุมด้วย แต่นั่งประชุมไปสักพักหนึ่งคุณยายก็ลุกออกไปแล้วก็ไปนั่งธรรมะ สักพักท่านก็เดินกลับมา แล้วท่านก็บอกเองว่ายายนี่ยังฝึกตัวไม่ดี ยังปล่อยให้ความโกรธนี่ครอบงำได้นะ ซึ่งที่ประชุมในที่นั้นก็ต่างงง ตรงที่ว่าคุณยายโกรธใคร และใครนี่ทำให้คุณยายโกรธ และคุณยายโกรธเรื่องอะไร นี่ก็คือผู้ที่ฝึกตัวมาดีนะ โดยที่คนในที่ประชุมนั้นไม่มีใครทราบเลยว่าคุณยายโกรธ
เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณยายจะละสังขาร ท่านก็บอกเหมือนกันว่าไม่ต้องมารดน้ำท่านใช่ไหม เพราะว่าท่านยังไม่เคยผูกโกรธกับใคร เพราะฉะนั้นท่านจะอโหสิให้กับทุก ๆ คน ท่านยังมีใจที่เป็นกลางนะ ท่านเคยพูดไว้ว่ายายนะไม่เอาเรื่องใคร ยายจะเอาแต่บุญ
ทีนี้ข้าศึกตัวที่ ๒ ที่ชื่อว่าพยาบาท นี่ถ้าสมมติว่าใครมีอยู่ในจิตมากๆ ก็จะจัดอยู่ในประเภทโทสะจริตนะ ซึ่งจะแก้ไขก็โดยการนั่งสมาธิแบบแผ่เมตตา โดยเริ่มแผ่จากตัวเราก่อน แล้วก็คนที่เรารัก มีคุณพ่อคุณแม่ไปจนถึงคนที่รู้จัก คนทั่วไป แล้วก็ถึงคนที่เราโกรธหรือเกลียด
สำหรับข้าศึกหรือกิเลสตัวที่ ๓ นี้ก็คือถีนมิทถะ ซึ่งเป็นคำ ๒ คำมาบวกกัน เรามาดูความหมายกันก่อน ถีนมิทถะ คำว่าถีนะนี้เป็นคำนาม เป็นภาษาบาลี ซึ่งแปลว่าความง่วงเหงา ความคร้ามตัว ส่วนคำมิทถะ ก็เป็นคำนามเป็นภาษาบาลี สันสกฤต ซึ่งหมายถึงว่าหดหู่ ท้อแท้ เซื่องซึม ซึมเซา
เวลาที่เรานั่งธรรมะบ่อย ๆ นั่งธรรมะมาก ๆ นี่ บางคนก็จะเกิดความง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งความง่วงเหงาหาวนอนจะเกิดขึ้นไม่เฉพาะแต่ทั่วไป สำหรับพระโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายนี่ ท่านก็เกิดอาการอย่างนี้เหมือนกัน ในสมัยที่ท่านยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แนะวิธีให้ท่านนะโดยเริ่มต้นจากการที่ให้ท่านจำสัญญา ก็คือจำเรื่องต่าง ๆ หรือจำให้แน่นนะ จำให้ติดเลย
ทีนี้ถ้าสมมติว่า มีสัญญาคือจำเรื่องต่าง ๆ จำวัตถุหรือจำสิ่งของต่าง ๆ แล้วนี่ ยังมีการง่วงนอนอีก ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาธรรม ก็คือพิจารณาพระธรรมคำสอนที่พุทธองค์ได้ทรงตรัสสอน ถ้าพิจารณาธรรมแล้วยังแก้ไม่หาย ยังมีอาการง่วงอยู่อีก ก็ให้ท่องมนต์ หรือท่องธรรมะไป ให้ท่องอยู่ในใจไปตลอด ขนาดท่องธรรมะแล้วก็ยังไม่หายอีก ก็ให้เอามือทั้งสองข้างนี่ยอนหูแล้วก็ลูบตัวนะ ก็เป็นการแก้ความง่วงนอนไปอีกอย่างหนึ่ง
แต่ว่าถ้าแก้ด้วยวิธีนี้แล้วยังไม่หายอีก ก็ให้ลุกขึ้นเลยนะ แล้วก็เอามือเอาน้ำนี่มาลูบตัว ลูบตัวให้รู้สึกตื่นตัว สักพักหนึ่งแล้วค่อยไปนั่งต่อ แต่ถ้าเกิดสมมติว่าทำด้วยวิธีนี้แล้วยังไม่หายอีก ท่านก็บอกว่าให้แหงนดูท้องฟ้า ให้ดูที่โล่ง ๆ ที่สว่าง ๆ ถ้าดูที่โล่ง ๆ ที่สว่าง ๆ แล้ว ยังรู้สึกว่าง่วงซึมอยู่อีก ก็ให้เราเดินจงกรม ให้เดินจงกรมแล้วก็ให้สำรวมอินทรีย์ ให้จิตเป็นสมาธิตั้งมั่นแล้วก็ไม่ฟุ้งซ่าน แต่ถ้าวิธีนี้ยังมีความง่วงเหงาหาวนอนอยู่อีก ท่านก็บอกว่าให้เรานอนได้เลย แต่ว่าการนอนของท่านก็ให้เรานอนแบบสีหไสยาสน์ คือการนอนแบบมีสติ
หลังจากที่ท่านได้รับคำสอนจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ปฏิบัติตาม แล้วภายในวันนั้นท่านก็สำเร็จบรรลุเป็นพระอรหันต์ ทีนี้พวกเราในที่นี้ ถ้าเกิดสมมติว่าใครมีอาการก็สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ได้ ซึ่งเรามาดูว่าคนส่วนใหญ่ที่นั่งธรรมะแล้ว นั่งหลับนี่เกิดจากอาการอะไรนะ ส่วนใหญ่ๆ ก็จะเกิดเป็น ๓ ประการหลักๆ นะ
ซึ่งประการแรกก็คือ เกิดจากการที่ร่างกายของเรานี่อ่อนเพลียมากเกินไป อย่างเช่นบางคนอดหลับอดนอนมา ๓-๔ วัน เวลามานั่งธรรมะก็หลับเป็นธรรมดา เพราะร่างกายมีความล้า มีความเหนื่อย
ประการที่ ๒. ก็คือประเภทนั่งธรรมะแล้วฟุ้งนะ อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้เรานึกถึงองค์พระหรือดวงแก้วนะ แต่บางท่านก็นึกไปไกลกว่านั้น ก็เป็นมนุษย์จินตนาการ ซึ่งพอเวลาเราฟุ้งมาก ๆ ก็จะทำให้เราหลับได้ เพราะใจเรานี่ขาดสติ
สำหรับประการที่ ๓. ก็คือเกิดจากการที่เรากินอิ่มมากเกินไป ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่าอีก ๔-๕ คำจะอิ่มให้เราพอ แล้วก็ดื่มน้ำ ดื่มน้ำตาม เนื่องจากอาหารนี่ยังอยู่ที่ลำคอคือยังไม่ล่วงไปถึงที่กระเพาะ ถ้าเราดื่มน้ำตามนี่ ก็เท่ากับว่าจะอิ่มพอดี แต่ถ้าเกิดเราทานเกินกว่านี้ เวลานั่งนี่ก็จะทำให้หลับ เพราะว่าร่างกายนี่ต้องเอาออกซิเจนไปช่วยเผาผลาญอาหาร เพราะฉะนั้นก็ทำให้ออกซิเจนที่จะไปเลี้ยงสมองนี่น้อยลง ก็เป็นเหตุทำให้เรานั่งแล้วหลับ
สำหรับคุณยายอาจารย์ของเรา ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านทำวิชชา กลางคืน ๖ ชั่วโมง กลางวัน ๖ ชั่วโมง ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อมีโอกาสถามคุณยาย เมื่อตอนนั้นท่านอายุ ๗๐ แล้วนะ ถามว่ายาย เวลานี้ ยายยังนั่งธรรมะได้เหมือนกับที่นั่งกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำหรือเปล่า ปัจจุบันก็คือในขณะนั้นที่คุณยายอาจารย์อายุได้ ๗๐ ท่านก็บอกว่า ท่านนั่งไม่ได้แล้วถึงขนาดนั้นเพราะท่านต้องฝืนสังขาร ไม่ไหวนะ แต่ว่าท่านนี่นั่งได้แค่ ๔ ชั่วโมงนะ แล้วต้องลุกไปเข้าห้องน้ำแล้ว ก็ให้พวกเราดูนะว่าอายุ ๗๐ แต่นั่งได้ ๔ ชั่วโมงก็ถือเป็นต้นแบบได้เป็นอย่างดีนะ
สำหรับผู้ที่มีถีนมิทถะมาก ๆ นี่ ก็จัดอยู่ในประเภทศรัทธาจริตนะ วิธีแก้ไขก็ให้เรานั่งสมาธิแบบลักษณะพุทธานุสสติ ก็คือตรึกระลึกนึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทีนี้มาดูข้าศึกหรือศัตรูตัวที่ ๔ ก็คืออุทธัจจกุกกุจจะ เรามาดูความหมายกันก่อน ความหมายนี่อุทธัจจกุกกุจจะนี่ก็เป็นคำนาม เป็นภาษาบาลีก็หมายถึงความฟุ้งซ่าน ความเดือดร้อนใจ รำคาญใจ ให้เราสังเกตตัวเรานะ เวลาเรานั่งธรรมะนี่รู้สึกเริ่มรำคาญคนรอบข้างหรือเปล่า ส่วนใหญ่แล้วสาเหตุนี่ก็จะเกิดจากการที่เรานี่ไม่ได้สำรวมอินทรีย์ คือตาของเรานี่ ไม่ได้สำรวมตาคือมองในสิ่งที่ไม่ควรมอง แล้วก็ทำให้เราร้อนใจ หรือไม่สำรวมหูก็คือฟังในสิ่งที่ไม่ควรฟัง พอฟังมาเสร็จปุ๊บ แล้วก็เกิดหงุดหงิดรำคาญใจ
แล้วสาเหตุอีกสาเหตุหนึ่งก็คือเรื่องการพูดมาก คือพูดมากเกินไป พอพูดมาก ๆ คุณยายท่านบอกว่าลมหยาบก็จะเข้าท้อง แล้วถ้าพูดเพ้อเจ้อก็ยิ่งหนักเข้าไปอีกนะ ทำให้เวลาเรานั่งธรรมะแล้วนี่ เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจ แต่สำหรับคุณยายนี่ท่านจะมีปกติของท่านคือท่านจะนิ่ง ๆ แล้วเวลาท่านพูดนี่ ท่านจะเป็นผู้ที่พูดน้อย แล้วคำพูดของท่านก็จะเป็นอรรถเป็นธรรมตลอด ใครมากราบท่านก็จะแนะวิธีแก้ไข หรือเป็นคำพูดที่แนะนำในการนั่งธรรมะนะ
เพราะฉะนั้นคำพูดของคุณยายนี่ ต้องบอกว่าเป็นที่สุดแห่งคำ คือ คำว่าที่สุดแห่งคำนี้หมายถึงว่า เวลาเราฟังปุ๊บนี่ แล้วก็ไม่ต้องถามต่อเลย เพราะฉะนั้นจึงเป็นคำพูดที่เป็นที่สุดแห่งคำนะ
สำหรับผู้ที่มีอุทธัจจกุกกุจจะในจิตมาก ๆ นี่ ก็จัดอยู่ในประเภทวิตกจริต ซึ่งก็สามารถแก้ไขด้วยการเจริญสมาธิภาวนาแบบลักษณะการเพ่งกสิณ ก็อย่างที่พวกเรานั่งแล้วนึกถึงองค์พระหรือดวงแก้ว หรือการเจริญมรณานุสสติ ก็คือการพิจารณาถึงความตาย
สำหรับข้าศึกตัวสุดท้ายก็คือข้าศึกตัวที่ ๕ ก็คือวิจิกิจฉา ความหมายของคำว่าวิจิกิจฉาก็คือความลังเล ความไม่แน่ใจ ความเคลือบแคลงใจ ความสงสัย ซึ่งความลังเลใจ ความไม่แน่ใจนี่ส่วนใหญ่เวลาเรานั่งธรรมะนี่ นิมิตเป็นองค์พระหรือดวงแก้ว บางครั้งองค์พระ ดวงแก้วก็ผุดขึ้นมานะ แต่ผุดขึ้นมาบางทีเราก็เกิดความลังเลใจ ไม่แน่ใจว่า ที่เห็นเป็นนิมิตหรือเป็นของจริง เมื่อเราเกิดความสงสัยปุ๊บ นิมิตก็หายไปเลย ทีนี้ก็ต้องมาเริ่มต้นนั่งกันใหม่
หรืออย่างบางคนนี่เวลานั่งธรรมะแล้วเกิดดวง ดวงธรรมผุดขึ้นที่กลาง ก็เห็นศูนย์กลางกายแล้ว แทนที่จะเอาใจจรดนิ่งเข้าไป ก็เกิดความไม่แน่ใจว่า ตรงจุดตรงนี้เป็นศูนย์กลางกายจริงหรือเปล่า ก็เกิดความไม่แน่ใจเป็นความลังเล อันนี้ก็ถือเป็นวิจิกิจฉาเหมือนกันนะ ซึ่งคุณยายอาจารย์ของเรานี่ เวลาท่านจะทำอะไร ท่านจะเป็นคนที่ทำจริง และไม่เหลาะๆ แหละๆ ที่ท่านใช้คำว่าจริงตัวเดียว
อย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ท่านจะใช้คำว่าปักใจนะ เพราะฉะนั้นเวลาคุณยายนี่ ท่านถึงแน่นอน ตารางเวลาของท่านแน่นอน อย่างเวลาที่ท่านจะรับประทานอาหาร เวลาที่ท่านจะนอน เวลาที่นั่งรับแขกก็จะตรงเวลาเป๊ะเลย หรือแม้กระทั่งเวลานั่งธรรมะนี่ พอถึงเวลานั่งปุ๊บ ท่านก็จะลุกไปนั่งเลย เพราะฉะนั้นคุณยายก็จะเหมือนกับว่ามีนาฬิกาอยู่ในตัวของท่าน และเป็นนาฬิกาที่เที่ยงตรงที่สุดในโลก
สำหรับผู้ที่มีวิจิกิจฉามาก ๆ นี่ ก็จัดอยู่ในประเภทโมโหจริต ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้โดยการนั่งสมาธิ ด้วยวิธีการพิจารณาธาตุ ๔
ทีนี้ เราก็รู้จักข้าศึกหรือศัตรูทั้ง ๕ ตัวแล้วนะ แล้วก็รู้จักวิธีแก้ไขแล้ว ซึ่งวิธีแก้ไขนี่ ข้าศึกของแต่ละตัวก็จะมีวิธีแก้ไขแตกต่างกันไป ก็เหมือนอย่างกับว่า เราเป็นโรค เป็นหวัดก็ต้องเอายาแก้หวัดให้ทานถึงจะหาย แต่วิธีที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้แนะนำให้เราทำตาม เป็นวิธีที่พิเศษคือสามารถกำจัดข้าศึกทั้ง ๕ ตัวนี้ได้ทั้งหมด
ทีนี้ถ้าทุกคนทำได้ ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติบูชา เป็นการบูชาธรรมพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วอานิสงส์ที่ได้ก็มีมากมายนะ จะได้สมดังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ตั้งไว้ว่าพรรษานี้เป็นพรรษามหาบูชา
ส่วนเรื่องอามิสบูชานี่ ซึ่งในขณะนี้กฐินของคุณยายก็กำลังคึกคักกันอยู่ เพราะแต่ละกองก็เร่งปิดกองกันใหญ่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เมตตาให้เพียงแค่ ๑,๐๐๐ กอง ท่านบอกว่าคิดทำก่อน ก็จะได้เป็นเจ้าของบุญนะ
สำหรับอานิสงส์นี่ไม่ต้องพูดถึง เป็นอสงไขยอัปปมานังเลยทีเดียว จะได้สมบูรณ์เพียบพร้อมไปด้วยสมบัติทั้ง ๓ นะ ก็คือมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ แล้วก็นิพพานสมบัติ แล้วยังจะทำให้เราเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติ รูปสมบัติ แล้วก็ทรัพย์สมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขไปตลอด จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรมเลยทีเดียวนะ
กฐินของคุณยายผังสำเร็จก็มีกันอยู่แล้ว ถ้าเราสามารถทำควบคู่กันไปได้ ทั้งการเจริญสมาธิภาวนา ทั้งการร่วมบุญทำกฐินของคุณยายนี่ก็จะได้บุญทั้งบุญหยาบและบุญละเอียดควบคู่กันไปเลยทีเดียวนะ เป็นทั้งอามิสบูชาและปฏิบัติบูชาทั้ง ๒ ครบถ้วนเลย
และบัดนี้ก็ขอเรียนเชิญทุกท่านนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน เพื่อกำจัดศัตรูข้าศึกคือนิวรณ์ และเป็นการปฏิบัติธรรมบูชาครูบาอาจารย์กันทุก ๆ ท่านนะ ให้พวกเราทุกคนให้หลับตารวมใจของเรา ให้หยุดให้นิ่งไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นึกอาราธนาคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ของเรา มาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ โดยให้เราจรดใจนิ่ง ๆ ไว้ที่กลางกันสักครู่หนึ่งนะ
ให้เรานึกอาราธนาให้คุณยายมาช่วยกลั่นแก้ธาตุธรรมของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ และให้เราได้สร้างบารมีร่วมกับหมู่คณะได้อย่างสะดวกสบาย ให้สมบูรณ์เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติ และทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ให้นึกอธิษฐานจิตตามใจปรารถนา ขออาราธนาบารมีธรรมของคุณยายให้สำเร็จดังที่ตั้งใจไว้กันสักครู่หนึ่งนะ
************************** จบ **************************