สัจจะ
(ม้วน 1/A)
พระกมล : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ กราบพระเถรานุเถระที่เคารพทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร อุบาสก สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้หลวงพี่ก็มีความรู้สึกตื่นเต้นแล้วก็ปีติใจมากที่ได้มาแสดงธรรม ณ บ้านยายแห่งนี้เพื่อบูชาธรรมแด่คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นปูชนียาจารย์ของพวกเราทั้งหลาย หลวงพี่เองชอบบทประพันธ์อยู่บทหนึ่งที่ได้กล่าวไว้ กล่าวไว้ว่า
เพชร กว่าที่จะมาเป็นเพชรได้นั้น รัตนะอันสูงค่านี้ก็ต้องผ่านขบวนการความกดดันภายใต้พื้นผิวโลกอันยาวนาน กว่าอัญมณีชนิดใดๆ เมื่อนำมาเจียระไนแล้ว ย่อมเปล่งประกายความงามอันเจิดจรัส ให้ปรากฏแก่ชนทั้งหลายได้ชื่นชมฉันนั้น
จากคำกล่าวนี้ ถ้าหากว่าเราจะนำมาเปรียบเทียบใครสักคนหนึ่ง แสดงว่าบุคคลนั้นจะต้องมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และบุคคลที่หลวงพี่จะได้กล่าวถึงก็คือคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งท่านเปรียบประดุจดั่งเพชรน้ำเอกเม็ดงาม ที่ประดับไว้ในพระพุทธศาสนาของเรา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เออ การที่หลวงพี่ได้นำเอาเพชรมาเปรียบเทียบคุณยายนี่ก็เพราะว่าคุณยายนั้นเป็นทั้งต้นบุญ ต้นแบบในการสร้างบารมีของพวกเราทุกคน จนถึงปัจจุบันนี้ ด้วยการที่คุณยายมีคุณธรรมอย่างนี้นี่เองที่ทำให้พวกเรานี่อยากจะอยู่ใกล้ๆ ท่าน อยากจะเชิดชูคุณความดีของท่านให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เหมือนกับเพชรที่เปล่งประกายความงามออกมา จนเป็นที่ชื่นชมแล้วก็เป็นที่ยอมรับของชาวโลกว่าเป็นสุดยอดของอัญมณีทั้งหลายฉันนั้น
ถึงแม้ว่าในตอนนี้คุณยายท่านจะละสังขารไปแล้วก็ตาม แต่พวกเราก็ยังคิดว่าท่านนี่ยังอยู่ในใจของเราเสมอ ท่านไม่ได้ห่างไปไหนเลย แต่ที่ว่าห่างนั้นก็คือพวกเราต่างหากที่ห่างจากท่าน คือห่างจากศูนย์กลางกาย ดังนั้นคุณยายจึงเป็นบุคคลที่เราควรเคารพสักการะบูชาเป็นอย่างยิ่งเลย ที่สำคัญคุณยายนั้นท่านยังเป็นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยหลวงพ่อท่านได้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อแลกกับความรู้อันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยความที่คุณยายเป็นผู้ที่มีความเคารพ แล้วก็ความมี ความเป็นผู้มีความกตัญญูนั้น คุณยายจึงได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายนี่ไปทั่วโลกเลย โดยท่านนี่ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ท่านได้บุกเบิกพื้นที่ ๑๙๖ ไร่ ขึ้นมาเป็นวัดพระธรรมกาย และเป็นศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก จนทำให้งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว อย่างที่เราได้เห็นในตอนนี้ ซึ่งความสำเร็จทั้งหลายนี่หลวงพี่ ก็ล้วนเกิดมาจากคุณยายอาจารย์ทั้งสิ้น
ดังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านได้กล่าวเทิดทูนพระคุณของคุณยายเอาไว้ว่า หากไม่มีคุณยายก็ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีวัดพระธรรมกาย ไม่มีพวกเราที่สร้างความดีอย่างมีความสุขจนถึงปัจจุบันนี้ หรือตระหนักถึงพระคุณของคุณยาย หลวงพี่จึงได้หยิบเอาหัวข้อธรรมหัวข้อหนึ่งชื่อว่าสัจจะ จากหมวดธรรมที่มีชื่อว่าฆราวาสธรรม ซึ่งพวกเราคงรู้จักกันดี มาขยายความเพื่อให้เกิด เพื่อให้เห็นภาพของการฝึกฝนตนเองของคุณยาย กับหลักธรรมะในพระไตรปิฎกนั้นว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างน่าอัศจรรย์เลย
ทั้งๆ ที่คุณยายท่านก็อ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ แต่การที่คุณยายฝึกฝนอบรมตนเองตามหลักฆราวาสธรรมนี่ ทำให้ท่านกลายเป็นบุคคลที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าคุณยายจะคิด พูด ทำอะไรก็ตามนี่ สิ่งที่ท่านตั้งความปรารถนานั้นก็จะสำเร็จทุกประการเลย ดังที่คุณยายนี่มีความคิดที่จะสร้างวัดในครั้งแรกนี่ ท่านก็มีเงินอยู่แค่ ๓,๒๐๐ บาท แต่คุณยายก็ไม่ย่อท้อ ท่านก็เรียกบุญละเอียดนี่ไปตามผู้มีบุญมาทำบุญ
แต่ตอนนั้นท่านก็มีถุงกระดาษอยู่ใบหนึ่ง เป็นถุงกระดาษปูนสีน้ำตาล ท่านมักจะเอาถุงกระดาษนี้วางไว้ข้างๆ ตัวท่าน โดยใคร เวลาใครมาทำบุญกับท่านนี่ท่านก็จะเอาปัจจัยหรือว่าเงินที่เขามาทำบุญนี่ มาใส่ไว้ในถุง แล้วยายก็ไม่เคยเปลี่ยนถุงใบนี้เลย ซึ่งคุณยายได้กล่าวไว้ว่าคอยดูนะ ยายจะสร้างวัดด้วยถุงใบนี้ เป็นถุงวิเศษ ล้วงเอาเงินเท่าไหร่ไม่มีวันหมด แล้วคุณยายท่านก็สร้างวัดได้สำเร็จจริงๆ ด้วยความที่คุณยายเป็นผู้ที่มีสัจจะนี่เอง ทำให้ท่านกลายเป็นบุคคลที่มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้
อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวของพวกเรานี่ ได้กล่าวไว้ว่าใครๆ คนไหนที่ปฏิบัติตามฆราวาสธรรมได้ จะเป็นคนก็เป็นคนที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษา ก็เป็นนักเรียน นักศึกษาที่ศักดิ์สิทธิ์ เรียนอะไรก็จะสำเร็จหมด เป็นนักธุรกิจก็จะเป็นนักธุรกิจที่ศักดิ์สิทธิ์ ทำอะไรสำเร็จหมดเหมือนกัน เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา ก็เป็นอุบาสก อุบาสิกาที่ศักดิ์สิทธิ์ แม้จะเป็นพระภิกษุสามเณร ก็เป็นพระเณรที่ศักดิ์สิทธิ์ สามารถบำเพ็ญสมณะธรรมได้อย่างเต็มที่
สำหรับตัวหลวงพี่เองนั้นมีความประทับใจในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของยายนี่อยู่เรื่องหนึ่ง ก็คืออยู่ มีอยู่วันหนึ่งหลวงพี่ก็ หลวงพี่เพิ่งได้บวช ตอนนั้นหลวงพี่บวชได้ประมาณ ๒-๓ พรรษา หลวงพี่ก็ได้ไปหาหมอที่สถานพยาบาล ก็เผอิญวันนั้นคุณยายท่านก็ไปสถานพยาบาลด้วย พอดีขณะที่คุณยายกำลัง เออ ขณะที่หลวงพี่กำลังรอหมออยู่นั้น คุณยายท่านก็เดินออกมาจากหอพักผู้ป่วยข้างใน เพื่อจะเดินมาขึ้นรถข้างหน้า พอท่านเดินมาถึงที่ประตูทางออก ตรงเคาน์เตอร์ที่เขาจ่ายยา จะมี ก็มีพระภิกษุ สามเณร แล้วก็อุบาสิกาส่วนหนึ่งไปยืนรอรับท่าน ส่วนหลวงพี่ก็ยืนอยู่มุมข้างในเลย ไม่ได้ ไม่ได้ออกไปอยู่ข้างหน้าเขา
คุณยายก็ มีเมตตาก็ปฏิสันถารกับ ก็ให้โอวาทให้พรกับพระภิกษุสามเณรกลุ่มนั้นที่ยืนอยู่หน้าประตู ด้วยความที่หลวงพี่นี่เป็นผู้ซึ่งมาใหม่ ยังไม่รู้ว่าคุณยายนี่มีความสำคัญยังไง รู้ว่าคุณยายนี่เป็นบุคคลสำคัญ แต่ว่ายังไม่รู้ว่าธรรมะของท่านนี่มีมากน้อยเพียงใด หลวงพี่ก็คิดขึ้นมาในใจว่า เอ๊ะ คุณยายนี่ท่านจะทักเราหรือเปล่านี่ เพราะว่าตอนนั้นนี่คุณยายใกล้จะเดินออกไปจากประตูแล้ว ปรากฏว่าพอคิดจบตรงนั้นปุ๊ปนี่ คุณยายก็หันหน้ามาเลย แล้วก็พูดขึ้นมาว่า อ้อ ยังอยู่นั่นอีกรูปหนึ่ง แล้วก็ให้พรว่าขออย่าให้เจ็บ ขออย่าป่วย ขออย่าไข้นะท่านนะ หลวงพี่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วก็ตกใจมากว่าคุณยายทำไมจึงรู้ว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่
แล้วก็ผลจากที่อานิสงส์นั้นเอง ที่คุณยายได้กล่าวคำวาจาศักดิ์สิทธิ์นั้นเอง หลังจากนั้นไม่นานหลวงพี่ก็นึกถึงพรท่านเสมอเลยนะที่ท่านให้ไว้นี่ จนมาถึงเมื่อปีที่แล้วนี่เอง หลวงพี่ก็ได้ไปอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนที่ต่างจังหวัด ก็มีอยู่คืนหนึ่งหลังจากเลิกประชุมก็เดินกลับ พอดีวันนั้นนี่ฝนตก ฝนตกหนักด้วยแล้วก็พื้นดินที่จะเฉอะแฉะ แล้วก็ทางที่หลวงพี่จะเดินกลับกุฏินี่ ก็ ๒ ข้างทางนี่มีใบไม้ทับถมอยู่ ก็ตอนนี้เดินไปก็มีพระภิกษุ เพื่อนสหธรรมิกนี่เดินไปด้วยกัน ๔-๕ รูป ก็จะกลับกุฏิเหมือนกัน
ตัวหลวงพี่เองนี่ก็เดินตามหลังเขา ก็เดินๆ เดินไป พอไปได้สักระยะหนึ่งนี่ ก็ปรากฏว่ามีความรู้สึกว่ามีอะไรสักอย่างหนึ่งนี่มาเกี่ยวไว้ตรง ตรงหน้าเท้านี่ ก็บอกให้เพื่อนสหธรรมิกว่า ให้ช่วยมาดูหน่อยซิ เอาไฟฉายมาส่องหน่อยว่าโดนอะไร ปรากฏว่าส่องไปปุ๊ปนี่ก็เป็น มีรอย ๒ รอย คล้ายๆ เหมือนรอยอะไรกัดสักอย่างหนึ่ง หลวงพี่ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรมาก คงสัตว์ คงไม่มีพิษมั้ง ก็เลยบอกให้เพื่อนช่วยพยุงไปที่ธุรการ ธุรการที่ประชุม
ปรากฏว่าไปถึงก็ เขาก็ เพื่อนก็เอาน้ำ เอาอะไรมาล้างให้ ล้างแผลให้ ก็พระอาจารย์ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นก็เรียกรถไปส่งหลวงพี่ที่พยาบาล ปรากฏว่าช่วงเวลาที่ขณะที่เดินทางไป ไปโรงพยาบาลนั้นเอง อาการชาหรือว่าแผลมันไม่ปกติ มันผิดปกติ คือมันจะมีความรู้สึกชาขึ้นมาทีละนิดทีละนิดจากหลังเท้านี่ มาถึงหน้าเท้า แล้วก็ขึ้นมาเรื่อยๆ นี่
ตอนนั้นหลวงพี่ก็นึกถึง นึกถึงคุณยายนะ นึกถึงพระมหาสิริราชธาตุ แล้วก็นึกถึงหลวงพ่อธัมมะ แล้วก็ครูบาอาจารย์ของเรา ปรากฏว่านึกไปนี่ ก็คิดไปว่าเอ๊ะ ชีวิตเรานี่มันสั้นจริงๆ นะ ขนาดเรานี่ ตอนนี้เราจะตายไม่ตายนี่ ความรู้สึกตอนนั้นมันก็เกิดขึ้นมาเลยนะ ปรากฏว่าเท้า เท้าหลวงพี่นี่มันก็เริ่มปวดขึ้น ปวดขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ชาขึ้นเรื่อยๆ พอไปถึงโรงพยาบาลปุ๊ปนี่ หมอก็พาไปที่ห้องฉุกเฉิน ก็เอาหลวงพี่ไปนอนไว้ที่ห้องนั้นน่ะ ก็ไม่ทำอะไรนะ ไม่ได้ฉีดยา ไม่มีอะไรเลย ก็มีแต่แอลกอฮอล์มาล้าง เพราะว่าตอนนั้นหมอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นโรคอะไร เออถูกอะไรกัด ก็รอวินิจฉัยอยู่ ก็นอนอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมง
พอ ๒ ชั่วโมงผ่านไปนี่ มันก็อาการก็ยังไม่ค่อยดีขึ้น หมอก็เลยพาไปนอนที่ห้องผู้ป่วย ห้องผู้ป่วยที่อยู่ข้างใน ปรากฏว่าหลวงพี่ก็เคลิ้มหลับไป ประมาณสัก แต่ว่าตอนที่หลับไปก็นึกถึงคุณยาย นึกถึงครูบาอาจารย์นี่ พอตื่นมาตอนตี ๒ อีกทีนี่ อาการชามันก็เริ่มหายไป แต่ว่าอาการปวดก็มีขึ้นมา และเท้านี่ก็เริ่มบวมเป่งขึ้นมาเลย หลวงพี่ก็ รู้สึกทรมานมากเลยตอนนั้น ขานี่ปวดมากเลย
จนถึงตอนเช้านี่ปรากฏว่าอาการก็ดีขึ้น ดีขึ้นแล้วก็ตอนบ่ายนี่ก็สามารถออกโรงพยาบาลได้ แต่ว่าแผลที่หลวงพี่เป็นนี่ก็ยังมีอยู่อีก ประมาณหลายเดือน ๒-๓ เดือน พอแผลหายปุ๊ป หลวงพี่ก็นึกถึงเอ๊ะ คงเป็นพรที่คุณยายที่ให้ไว้ คำพูดของยายคงเป็นคำพูดที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ทำให้เรานี่สามารถรอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้นมาได้จริงๆ
จากเหตุการณ์ที่คุณยายเป็นผู้มีความศักดิ์สิทธิ์นี่ หลวงพี่ก็จะย้อนถึงพระสูตรพระสูตรหนึ่งที่กล่าวไว้ก็คืออาฬาวกยสูตรนะ ซึ่งในวันที่ที่ ในพระสูตรนี่ได้กล่าวไว้ถึงเรื่องของฆราวาสธรรม ซึ่งได้กล่าวไว้เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังเออ เสด็จไปยังเมืองมคธ กรุงมคธ ในดินแดนชมพูทวีป ก็สมัยนั้นพระพุทธเจ้าก็เสด็จไป ก็มียักษ์อยู่ สมัยนั้นมียักษ์อยู่ตนหนึ่งเป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มาก แล้วก็ดุร้ายอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ ชอบกินคนเป็นอาหาร พอเช้ามืดวันหนึ่งขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังส่องพระญาณดูว่าสัตวโลกนั้น สัตวโลก จะมีสัตวโลกเหล่าใดบ้างที่จะบรรลุธรรมตามพระองค์บ้าง
ก็ปรากฏว่ามียักษ์ตนนี้ปรากฏขึ้นมาในข่ายพระญาณของพระองค์ พระองค์จึงทราบว่าบุญเก่าในอดีตชาติของยักษ์ตนนี้มีไม่ใช่น้อยเลย ถึงคราวที่บุญจะส่งผล จึงทรงตรัสให้ จึงทรงตั้งพระทัยที่จะไปโปรดยักษ์ตนนี้ให้พ้นทุกข์
ในวันที่พระองค์เสด็จไปนั้นก็ปรากฏว่าอาฬาวกยักษ์นี่ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์นี่ แล้วจึงได้กราบทูลถามพระองค์ว่าพระพุทธเจ้าข้า บุคคลจากโลกนี้ไปแล้ว ไปสู่โลกหน้าทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงตอบว่า บุคคลใดที่เป็นผู้ครองเรือน ประกอบด้วยศรัทธา มีธรรมะ ๔ ข้อนี้คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ บุคคลนั้นแเล เมื่อละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก จนในที่สุดเมื่ออาฬาวกยักษ์ได้ฟังพระธรรมเทศนาบทนี้จบ ก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ณ ที่นั้นเอง
สำหรับในวันนี้หลวงพี่ก็คงไม่ คงมีเวลาจำกัด คงไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด ๔ ข้อ แต่ว่าจะยกมาที่เกี่ยวเนื่องกับคุณยายที่หลวงพี่จะมาเทศน์ในวันนี้ ก็คือหัวข้อธรรมว่าด้วยเรื่องสัจจะ ก่อนที่เราจะมาเข้าเรื่องสัจจะนั้น เราต้องทราบความหมายก่อนนะ สัจจะนั้นก็หมายถึงความซื่อสัตย์ ความซื่อและ ถ้าหากจะขยายความอีกทีก็หมายถึงความจริง ความตรง และความแท้ ความจริงก็คือไม่เล่น ตรงก็คือความประพฤติทางกาย วาจา ตรง ไม่บิดพริ้ว ไม่บ่ายเบี่ยง แท้ก็คือไม่เหลวไหล
ในเรื่องของความมีสัจจะนี้ ตัวหลวงพี่ก็ได้ไปค้นพระไตรปิฎกหลายเล่มเพื่อจะเอาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวกับความมีสัจจะนี่ ก็ไปค้นเจอชาดกอยู่เรื่องหนึ่งชื่อวัตตกสูตร ซึ่งเป็นชาดกที่ว่าด้วยเรื่องความจริง หลวงพี่อ่านไปก็รู้สึกอัศจรรย์ใจมากเลย ที่ว่าแม้แต่สัตว์เดรัจฉานนี่ ก็ยังรอดพ้นจากอันตรายคือไฟที่กำลังไหม้ป่านี่ แล้วไฟที่กำลังไหม้อยู่นี่ ด้วยสัจจะวาจาของสัตว์ตัวนี้ ก็ทำให้ไฟนี่สามารถดับลงได้เป็นอัศจรรย์เลย
ซึ่งก็มีเรื่องเล่าอยู่ว่าครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่ก็ได้เสด็จไปแคว้นมคธ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ แล้วก็ได้เสด็จไปบิณฑบาตในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แล้วทรงเสวยภัตตาหาร ณ ราวป่าแห่งนั้นเอง หลังจากที่พระองค์ได้ฉันภัตตาหารเสร็จแล้วก็จะเสด็จกลับพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เลย ขณะนั้นก็เกิดไฟป่ากำลังลุกไหม้นี่ ล้อมรอบพระองค์แล้วก็พระภิกษุเหล่านั้น พระภิกษุที่เป็นปุถุชนคือยังไม่บรรลุธรรมนี่ก็เกิดความกลัวขึ้นมาว่าตัวเองจะต้องตายเพราะไฟไหม้ครั้งนี้ ก็เลยจะใช้วิธีการจุดไฟ โต้ให้ไฟนี่อีกฝั่งหนึ่งดับลง
ส่วนภิกษุอีกรูปหนึ่งนี่ ด้วยความที่เป็นผู้มีปัญญาจึงพูดขึ้นว่าทุกท่านไม่เห็นพระพุทธเจ้าที่ได้เสด็จมากับพวกเราหรือ จึงคิดได้เช่นนี้ พวกท่านไม่รู้อานุภาพของพระองค์หรือ ว่าแล้วจึงพากันไปนี่ ไปล้อมรอบพระพุทธเจ้า เมื่อไฟป่าได้ลุกลามมาใกล้พระพุทธองค์นี่ ปรากฏว่าพระองค์กำลังประทับยืนอยู่ ปรากฏว่าไฟนี่ลามมาถึงประมาณ ๑๖ กรีส โดยรอบนี่ไฟก็ดับลงเหมือนกับว่าใครนี่เอาน้ำ เอาไฟนี่ไปจุ่มในน้ำ แล้วมันก็ดับลงเลย
ซึ่งหลวงพี่ได้ไปค้นมา ก็มีผู้รู้ท่านอธิบายความหมายคำว่ากรีส ๑ กรีสก็ประมาณ ๑๒๕ ศอก ถ้าหากเส้นผ่าศูนย์กลางกายยาว ๓๒ กรีส ก็คูณกับ ๑๒๕ ก็มีความยาวโดยรอบ ๔,๐๐๐ ศอก แล้วก็พระภิกษุที่เห็นเหตุการณ์นั้นก็พากันอัศจรรย์มากเลยที่เห็นไฟนี่ดับเป็นอัศจรรย์ พระภิกษุทั้งหลายจึงสนทนากันว่าเอ๊ะที่ไฟไหม้ภูมิประเทศแห่งนี้แล้วดับไปนี่ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่าที่ไฟไหม้มาถึงภูมิประเทศนี้แล้วดับไปนั้นนี่ หาใช่เป็นอานุภาพของเราไม่ อานุภาพในบัดนี้ไม่ แต่การที่ไฟดับลงใน ตรงนี้ เป็นเพราะอานุภาพสัจจะครั้งโบราณของเรา แล้วตลอดไปจนกว่าจะสิ้นกัป ไฟก็จะไม่ลุกขึ้นในภูมิประเทศแห่งนี้เลย
เมื่อพุทธองค์ตรัสพระธรรมเทศนาบทนี้จบลงนี้ พระภิกษุทั้งหลายก็อ้อนวอนให้พระพุทธเจ้านี่ทรงแสดงเรื่องในอดีตคือเรื่องสมัยตอนที่พระองค์เกิดเป็นลูกนกคุ่มพระโพธิสัตว์นี่ ตอนนั้นสมัยพระองค์นี่ก็เกิดเป็นลูกนกคุ่ม ตอนเกิดมาใหม่ๆ ปีกนี่ก็ยังบินไม่ได้ แล้วก็เท้านี่ก็ยังเดินไม่ได้ ส่วนพ่อแม่ของตัวเองนี่ก็ออกไปบินหาอาหาร ปรากฏว่าในขณะนั้นเอง ก็เกิดไฟลุกไหม้นั้นมาอย่างรุนแรงเลย ลูกนกนี่พอได้ยินเสียงไม้หรือว่าเสียงไฟกระทบกันนี่ ก็ชูคอขึ้นมาแล้วก็มองไปรอบๆ อุ๊ย เห็นไฟนี่แดง ก็จึงรำพันขึ้นมาในใจว่านี่ ตัวเรานี่ไม่มีกำลังมีปีก ถ้าหากตัวเรานี่มีกำลัง มีปีก บินไปในอากาศได้นี่ เราก็จะบินไป ถ้าหากเรามีแรงยกขา เดินไปบนพื้นดินได้ เราก็จะเดินไปที่อื่น พ่อแม่ของเราก็คงตาย ทิ้งเราไว้ผู้เดียว บัดนี้เราไม่มีที่พึ่งอื่น ตัวของเราเองก็หาคุ้มครองตัวเองไม่ แล้วจะทำอย่างไรดีหนอ ลูกนกคุ่มก็คิดอย่างนั้นก็ นึก
คิดขึ้นได้ว่าในโลกนี้มีคุณคือศีล มีคุณคือสัจจะ แล้วคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายที่บำเพ็ญบารมีแล้วทรงบรรลุธรรมนี่ แล้วสัจจะ ๓ ประการของเราก็มีอยู่ ด้วยอำนาจสัจจะเหล่านี้ขอให้ไฟป่าจงถอยกลับไป เป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดมากคือเมื่อลูกนกคุ่มนี่อธิษฐานเสร็จปุ๊ปนี่ ไฟที่ลุกไหม้อยู่ก็ดับลงไปในทันทีเลย
ซึ่งจากชาดกเรื่องนี้จะทำให้เห็นว่าผู้ที่มีสัจจะนั้น แม้จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็สามารถทำให้เป็นผู้ที่มีอานุภาพได้ จะกล่าวไปใยกับพวกเราที่อยู่ ณ แห่งนี้ที่เป็นมนุษย์นี่ จะไม่มีอานุภาพเหมือนกับสัตว์เดรัจฉานตนนี้คือนกคุ่ม
สำหรับเรื่องสัจจะวาจา สัจจะที่จะพูดถึงนี่ หลวงพี่ก็แบ่งออกเป็น ในพระสูตรแบ่งออกมาเป็ฯ ๔ ลักษณะ เออ ๕ ลักษณะก็คือ
ลักษณะที่ ๑ ก็คือเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ จริงต่อหน้าที่ ลักษณะที่ ๑ ก็คือจริงต่อหน้าที่ ก็คือว่าเมื่อเราได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ต่างๆ จากหมู่คณะนี่ หรือว่าผู้หลักผู้ใหญ่ก็ตามนี่ เราก็จะทำงานนั้นให้สำเร็จ อย่างเช่นคุณยายของเรานี่เมื่อครั้งที่ท่านเกิด เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ทำ สั่งให้ท่านนี่ไปปัดลูกระเบิดที่จะมาลงประเทศไทยในขณะนั้น คุณยายก็สามารถปัดลูกระเบิดออกไปจากประเทศไทยได้จริง หลังจากที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ให้ท่านทำวิชชา
หลังจากเสร็จสิ้นสงครามในครั้งนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำก็เรียกประชุมลูกศิษย์แล้วก็กล่าวชมเชยคุณยายว่าลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง ด้วยเหตุที่คุณยายเป็นผู้บริสุทธิ์มาก ท่านจึงไม่เข้าใจความหมายของคำที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้กล่าวไว้ ซึ่งคุณยายได้เล่าไว้ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง ตอนแรกยายไม่เข้าใจ มาคิดได้เข้าทีหลัง หมายความว่าถ้าเอาก็เอาจริง ถ้าไม่เอาก็ไม่ ไม่ก็ไม่ มันจะไม่อยู่ตลอด ถ้าเอาก็ต้องทำให้ได้ ให้สำเร็จ
ส่วนลักษณะที่ ๒ คือจริงต่อการงาน คือเมื่อเรานี่มีงานที่ตนเองได้รับมอบหมายให้ดูแลนี่ เราก็จะทำงานนั้นนี่ ไม่ปล่อยปละละเลย แต่จะคิดหาวิธีการอย่างไรที่ทำให้งานชนิดนั้นออกมาให้ดีที่สุด
แล้วเราก็มาดูที่คุณยายของยายก็คือตอนที่ยายจะสร้างวัด คุณยายก็ทำแบบทุ่มชีวิตเลย ซึ่งคุณยายได้กล่าวไว้ว่าคนเราจะทำอะไรก็ตาม ขอให้ทำจริง ดูอย่างยาย ความรู้ก็ไม่มี ปริญญาก็ไม่มี มีแต่จริงอย่างเดียว ยายยังสร้างวัดได้ ยายมีแต่จริงตัวเดียวทำได้สำเร็จ และด้วยความที่คุณยายทำงานอย่างเอาจริงเอาจังอย่างนี้เอง ก็จึงทำให้ท่านนี่ทำอะไรก็สำเร็จไปทุกอย่างเลย
ส่วนลักษณะที่ ๔ ส่วนลักษณะที่ ๓ ก็คือจริงกับเวลา คือเวลาที่ผ่านไปนี่ เราก็ต้องใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด ส่วนเรื่องที่ไม่ประโยชน์เราก็ไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำ แล้วก็ เพื่อที่เราจะได้ศึกษาธรรมะ ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายได้อย่างเต็มที่ เพราะเวลาที่ผ่านไปทุกวินาทีนั้นก็คือบุญบารมีที่เราจะได้สั่งสมไป เปรียบเสมือนกับเราจุดเทียนไว้ จุดเทียนไว้แท่งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปนี่ เทียนนั้นมันก็ค่อยมอดลงมอดลง จนกระทั่งเทียนนี้ดับ ซึ่งคุณยายก็ให้คำสอนอันทรงคุณค่าในเรื่องเวลาไว้เช่นกันว่าชีวิตของคนเรามีแต่จะหร่อยหรอลงไปทุกวัน รีบทำความดีให้มากๆ อย่าปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ เสียดายเวลาที่ผ่านไป เพราะมันทำชีวิตของเราพลอยหร่อยหรอลงไปด้วย จะเห็นได้ว่าเวลานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะเวลาของนักสร้างบารมีที่จะต้องสร้างบารมีให้ได้มากๆ เพื่อจะได้หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร และไปถึงที่สุดแห่งธรรม
ส่วนลักษณะที่ ๔ ก็คือจริงต่อบุคคล คือเมื่อเราคบใครแล้วนี่ เราก็คบกันอย่างจริงๆ ไม่ใช่คบแค่เป็นมารยาทเพื่อสังคมหรือว่าเพื่อประโยชน์เท่านั้น แต่ถ้าหากเราคบเพื่อนเพื่อหวังผลอันนี้ เราก็ไม่มีใครนี่อยากจะคบหาเราอย่างจริงๆ จังๆ เช่นกัน เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็ย่อมไม่มีใครจะช่วยเหลือเรา
คุณยายถือว่าเป็นต้นแบบในเรื่องการคบคนได้เป็นอย่างดียิ่ง คือเมื่อคุณยายได้พบคุณยายทองสุก และได้ปฏิบัติธรรมและเข้าถึงวิชชาธรรมกาย จนสามารถไปช่วยพ่อในนรกได้นี่ คุณยายก็ไม่ลืมพระคุณของคุณยายทองสุกเลย แต่ท่านยังคอยปรนนิบัติคุณยายทองสุกนี่ด้วยดีเสมอ จนคุณยายทองสุกนี่ล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก คุณยายก็ไม่ได้คิดรังเกียจ และยังคิดว่าจะต้องตอบแทนคุณของคุณยายทองสุกให้ดีที่สุด
คุณยายได้เล่าไว้ในหนังสือคืนที่พระจันทร์หายไปว่า ยายคิดว่าเขาเป็นครูบาอาจารย์ ทำให้ตอบแทนคุณให้เต็มที่ที่สุด ถ้าตายแล้วจะได้ไม่ได้เสียใจในทีหลัง คิดว่าทำแล้วสบายใจ จึงทำให้อย่างเต็มที่ แล้วคุณยายก็เล่าว่ายายไม่เคยทำกับครูบาอาจารย์อย่างดื้อรั้น หรือกระแทกกระทั้น อย่างเวลาที่ยายทองสุกป่วยเป็นมะเร็ง น้ำเหลืองไหลออกตลอด ยายต้องคอยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทุกอย่าง จนอุจจาระ ยังอุจจาระปัสสาวะ ยายก็ล้างเช็ดให้ ยายต้องคอยเป็นธุระไปหมด ตั้งแต่ยายทองสุกป่วย ยายคอยปรนนิบัติเอายายให้ตลอดเวลา
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสัจจะ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าคุณยายนั้นท่านยึดหลักความเป็นผู้มีความกตัญญู และเป็นผู้มีความ มีสัจจะ จึงทำให้ธรรมะของท่านนี่มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
ส่วนประการสุดท้ายก็คือประการที่ ๕ จริงต่อความดี คือเวลา คือเรานี่มีความจริงใจ มีคุณธรรมอะไรดีๆ อยู่ในตัวนี่ ก็นำออกมาช่วยเหลือคนอื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน เช่นเมื่อเรามีอำนาจหรือตำแหน่งใหญ่โต ก็ไม่ไปใช้อำนาจนั้นไปข่มเหงใคร แต่ว่าเราจะใช้อำนาจนั้นในทางที่ดีและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม
ซึ่งคุณธรรมของยายข้อนี้ก็มีเหมือนกัน ก็คุณยายเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และคุณยายท่านจะปฏิบัติธรรมได้ดีมากอย่างที่เราได้ทราบกัน ท่านก็ยังนำธรรมะมาช่วยเหลือผู้อื่น คือมาสั่งสอนพวกเรา แล้วก็ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก แต่ท่านก็ไม่คิดว่าจะเอาธรรมะนั้นมาเหยียดหยามใคร หรือว่ามาโอ้อวดใครเลย ดั่งคำสอนที่ท่านจะ ดั่งคำสอนที่คุณยายท่านให้ไว้ว่า คนที่ยายใช้งานแล้ว พอได้ทำงานไป ตอนหลังก็มีฤทธิ์ แสดงฤทธิ์กับยาย พวกนี้ใช้งานแล้วมีฤทธิ์ แล้วเอาฤทธิ์มาแสดงกับคนโน้นคนนี้ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ออกฤทธิ์จนลืมตัว ดูแต่ยายไม่เคยไปแสดงฤทธิ์กับใครๆ เลย มีแต่ความอ่อนน้อมอยู่เสมอ อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตลอดชีวิตไม่เคยออกฤทธิ์กับท่านเลย มีอะไรก็ใช้แต่ความอดทน หลวงพ่อท่านดุท่านสอน ก็มีแต่ความอดทน คิดแต่ทำความดีเรื่อยๆ ไป
จากเรื่องนี้จะทำให้เราทราบว่า เป็นเครื่องเตือนสติเราได้ว่าพวกเราทุกคนนี่ถ้าหากว่าเราได้รับมอบหมายงานจากครูบาอาจารย์หรือว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ก็อาจจะทำให้เรานี่มีความหลงตัวเองขึ้นมา สุดท้ายก็จะส่งผลร้ายกลับคืนมา คือตัวของเรา ดังนั้นพวกเราทุกคนนี่จะต้องเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนให้มากๆ จะได้มีคุณธรรมเช่นเดียวกับคุณยาย
หลวงพี่ก็จะขอสรุปเรื่องสัจจะนี้ก็คือ การที่เรามีสัจจะนี่ก็ เวลาเราทำอะไรนี่ เราก็ทำแบบสุดตัว จะทำงานอะไรก็ตามนี่ ทำแบบสุดตัว คบกับใครนี่ ก็คบกันจริงๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมกับเขา แล้วก็ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้าหากเราฝึกทำอะไรแบบทุ่มหมดตัวอย่างนี้ ไม่ช้าเราก็จะมีคุณธรรมเหมือนกับคุณยาย และทำให้เราเป็นผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ตามอย่างคุณยายไปได้เช่นกัน โดยเราต้องเริ่มสั่งสมความเป็นผู้มีสัจจะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คือช่วงพรรษานี้เป็นช่วงพรรษามหาบูชานี่ พวกเราก็ บางคนอาจจะตั้งสัจจะว่าเราจะปฏิบัติธรรมให้ได้มากที่สุด บางท่านอาจจะตั้งเป้าหมายว่าจะเข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ ก็ให้เรารักษาความเป็นผู้มีสัจจะนี้ไว้
ซึ่งต่อนี้ไปหลวงพี่ก็ขอให้พวกเรานี่ได้นั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนา เพื่อปฏิบัติบูชาต่อคุณยาย เพื่อที่เราจะได้เป็นผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ
สัพเพ ….
PAGE
PAGE 11
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กรกฎาคม\440718FW-AAT.doc