ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

โลกคือสมรภูมิรบ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระจตุรงค์ : กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกๆ รูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ ท่าน และเจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกาทุกๆ ท่านนะ (สาธุ) วันนี้เป็นวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช เออ พุทธศักราช ๒๕๔๔ ครบรอบ ๓๑๐ วันของการละสังขารจากไปของคุณยายของเรา วันนี้อาตมาได้มีโอกาสมาแสดงธรรมเพื่อบูชาธรรมท่าน จะได้น้อมนำเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาร้อยเรียงกันให้เป็นเรื่องราวเรื่องหนึ่ง เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อทุกๆ ท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ ให้ท่านนำกลับไปใช้ในชีวิตของเราทุกๆ คน มีคำกล่าวว่าโลกนี้มิใช่ละคร แท้คือสมรภูมิรบ ธรรม อธรรมต่อกรกันอยู่ มนุษย์ชาติไม่อาจรู้เพราะเขาปิดบัง เราเกิดมาในโลกนี้ ตั้งแต่เราเกิดมา เราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ และเราเกิดมาพร้อมกับสิ่งที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันของเรา นั่นก็คือความทุกข์ของเรา ตั้งแต่เราเกิดมา ตั้งแต่เรื่องของการที่เราต้องรับประทานอาหาร เรื่องของการที่เราต้อง…หรือเจ็บป่วย นี่คือสิ่งที่ติดตัวเรามา แต่เราไม่รู้เลยว่าสิ่งเหล่านี้มันมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และมันมีมานานไหม นานแค่ไหน พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเมื่อสาวไปแล้วยังหาเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดไม่ได้ หลายท่านอาจจะเคยสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วทำไมบางครั้งใจของเราเอง บางครั้งก็คิดดี บางครั้งก็คิดในทางที่ชั่ว บางครั้งเราเองไม่ได้ตั้งใจจะคิดเลย แต่ความคิดที่ไม่ดีเหล่านั้นก็ผุดขึ้นมาเพื่อจะสอนให้เราทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม จากกลอนที่อาตมาได้อ่านขั้นต้น ว่าโลกนี้จริงๆ แล้วนี่เป็นที่ต่อสู้ของธรรมะกับอธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งที่อยู่ในใจของพวกเรา โดยเราอาจสังเกตสิ่งเหล่านี้ออกได้ เมื่อได้ผลที่แสดงออกมาของธรรมะและอธรรม อธรรมนั้นก็คือกิเลสที่อยู่ในใจของเรา และที่นอกเหนือจากนั้นก็คือพญามาร ส่วนธรรมก็คือความบริสุทธิ์ ความสะอาดที่อยู่ในใจของเรา กิเลสที่อยู่ในใจของเราเป็นสิ่งที่พยายามทำใจของเราให้เศร้าหมอง ส่วนธรรมะเป็นสิ่งที่พยายามทำใจของเราให้ผ่องใส สองสิ่งนี้ต่างรบกันอยู่ในใจของเรา เมื่อใดใจของเราผ่องใส ใจของเราคิดแต่เรื่องที่ดีงาม แต่ถ้าใจของเราขุ่นมัว ความคิดที่ไม่ดีงามก็จะปรากฏออกมา จะปรากฏจนกระทั่งถึงการกระทำ ที่ออกมาในรูปของการทะเลาะวิวาทใหญ่โตจนเป็นเรื่องของสงครามที่เรา ท่านที่เกิดมานานแล้ว ในยุคอดีตคงจะทราบเรื่องของสงครามโลกทั้ง ๒ ครั้ง ที่ได้มีการต่อสู้และแย่งชิงกัน อันนั้นเป็นผลที่ออกมาจากกิเลสที่อยู่ในใจของมนุษย์ได้แสดงผลออกมา ให้เกิดการต่อสู้แย่งชิง และไม่ใช่เท่านั้น สงครามนี้มันยังรุกรานไปถึงเทวดา ในหมู่ของเทวดาก็มีสงครามเหมือนกัน สงครามนั้นคืออะไร มีเรื่องกล่าวกันว่าครั้งหนึ่งมาฆะมานพที่อยู่บนโลกมนุษย์ทำบุญทำกุศลไว้มากในมนุษย์โลก และได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ที่นั่นมีท้าวสักกะองค์เดิมอยู่ก่อนแล้ว แต่ท้าวสักกะองค์เดิมนี้เป็นผู้ไม่มีศีลไม่มีธรรม เป็นผู้ที่ดื่มสุรา มัวหมองด้วยสุรา มัวเมาในสุราและความสุข เมื่อมาฆะมานพขึ้นไปข้างบน มาฆะมานพเป็นผู้ที่ไม่ชอบคนที่ดื่มสุรา จึงได้เกิดหาเรื่องกันขึ้น เมื่อเหล่าเทวดาผู้เป็นท้าวสักกะเก่าชวนมาฆะมานพดื่มสุราบนสวรรค์ มาฆะมานพก็ไม่ดื่ม แต่ก็ปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งดื่ม เมื่อฝ่ายเทวดาที่เป็นท้าวสักกะเก่านั้นดื่ม และดื่มมากๆ เข้าก็เกิดความเมา เมาแล้วก็หลับไป มาฆะมานพกับพวกอีก ๓๓ คน และบริวารที่เหลือ จับเทวดาที่ดื่มสุรา โยนลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตกลงไปในทะเลที่อยู่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ด้วยบุญเก่าที่พวกเทวดาที่เป็นท้าวสักกะเก่านี้ทำไว้ ก็เกิดวิมานรองรับขึ้น เกิดเป็นภพขึ้นอยู่ใต้เขาพระสุเมรุ ชื่อว่าภพอสูร คำว่าอสูรนี้มาจาก สาเหตุที่เทวดาเหล่านี้เมื่อตกลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว เกิดความเสียใจว่าเราตกมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะอาศัยความเมาในสุรา แต่นั้นมานี่ เทวดาเหล่านี้นี่จึงไม่ดื่มสุรา จึงได้ชื่อว่าอสูร ภพนั้นจึงได้ชื่อว่าภพอสูร เมื่ออสูรเหล่านี้นี่อยู่ในภพนั้นแล้วนี่ ภพอสูรมีความแตกต่างจากภพดาวดึงส์ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกัน สิ่งนั้นก็คือดอก ดอกไม้ ดอกไม้ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดอกประจำชั้นดาวดึงส์นั้นดอกปาริฉัตร ส่วนดอกไม้ในภพอสูรนั้นเป็นดอกแคฝอย เมื่อดอกไม้ทั้ง ๒ นั้นบานออกมา อสูรเห็นดอกไม้แคฝอยบานออกมาแล้ว ก็เกิดความโกรธ เพราะระลึกถึงท้าวสักกะองค์ใหม่คือมาฆะมานพ ก็จะยกทัพขึ้นไปรบกันบนสวรรค์นั้น สงครามจึงได้เกิดมาตั้งแต่นั้นจนถึงบัดนี้ สงครามระหว่างเทวดากับอสูรก็ยังไม่จบ นี่ในเทวดา ก็มีการรบรากัน เกิดผลออกมาจากกิเลส ซึ่งเราสามารถที่จะดึงสิ่งที่แสดงผลให้เห็นชัดเจนว่าอะไรที่เป็นส่วนที่กิเลสเป็นผู้ทำ และอะไรเป็นส่วนที่ธรรมะเป็นผู้ทำ ถ้าเราสังเกตให้ดี การรบที่มุ่งชนะด้วยอธรรมหรือกิเลส เป็นสิ่งที่กระทำเพื่อต้องการเบียดเบียนอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างฝ่ายต่ายเบียดเบียนซึ่งกันและกันเพื่อให้ถึงความเสื่อมให้มากที่สุด ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ และ ๒ คนตายไปร่วม ๑๐ ล้าน เพราะผลจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะเลิกสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นชาติที่ฮึกเหิมมาก ได้ส่งเครื่องบินถึง ๓๐๐ สามร้อยกว่าลำไปถล่มหมู่บ้านฮาวาย ที่เขาเรียกอ่านเพริล ฮาเบิล ของสหรัฐอเมริกา แล้วทำลายกองทัพสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่บนเกาะนั้น มีคนตายไปถึง ๔,๐๐๐ คน และเป็นชนวนเหตุให้สหรัฐเข้าร่วมสงคราม และได้นำเอาระเบิดปรมาณูนั้นไปทิ้งที่ฮิโรชิม่า นางาซากิ ระเบิด ๑ ลูก ช่วงพริบตาเดียว ระเบิดนั้นก็เผาคนนับแสนคนให้ตายภายในช่วงเวลาไม่กี่นาที อันนี้เป็นชัยชนะโดยอธรรมเพราะเกิดจากการเบียดเบียน อีกประการหนึ่งที่ชัยชนะที่เกิดจากอธรรม เป็นชัยชนะที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมแก่บุคคลทั้งสอง คือทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ ใจของทั้งสองจะขุ่นมัวด้วยอำนาจของการผูกเวรซึ่งกันและกัน ผู้ชนะก็ไม่มีความปีติใจในชัยชนะเพราะระลึกแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ระลึกแล้วทำให้ใจเศร้าหมอง นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่กิเลสเป็นตัวกระทำ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ธรรมะเป็นผู้กระทำ ธรรมะจะนำใจของผู้ที่ต่อสู้ให้ชนะนี้อย่างบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ไม่สกปรก บริสุทธิ์บริบูรณ์เหมือนใคร เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราผู้เป็นต้นแบบ ที่พระองค์ทรงใช้เวลาขัดเกลาตัวเองถึง ๒๐ อสงไขยแสนมหากัป หรือบางองค์ที่พระองค์ทรงใช้เวลาถึง ๔๐ หรือ ๘๐ อสงไขยแสนมหากัป เพื่อที่จะทำความบริสุทธิ์ให้เต็มที่ด้วยอำนาจของบุญ และเมื่อถึงภพสุดท้าย พระองค์ก็ยอมสละซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง ยอมสละทรัพย์สฤงคารราชวังและบุคคลอันเป็นที่รัก เพื่อออกแสวงหาหนทางพ้นทุกข์หรือการดับกิเลส เพื่อให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ภายใน แม้ว่าอีก ๗ วันพระองค์จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิแล้ว แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่พระองค์ต้องการ เพราะตำแหน่งของพระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์เคยเป็นมานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว แต่ว่าไม่อาจที่จะทำให้พระองค์พ้นจากความทุกข์ไปได้ พระองค์ก็ต้องกลับมาอยู่ที่เดิม ในวันที่พระองค์ทรงจะตรัสรู้ ด้วยอำนาจของความเพียรของพระองค์ พระองค์ทรงต้องต่อสู้กับพญามารและกิเลสภายในใจของพระองค์เอง การต่อสู้ของพระองค์เป็นการต่อสู้ที่ไม่เหมือนใคร ที่ไม่ได้ใช้อาวุธในการรบราฆ่าฟัน แต่ใช้การทำใจหยุดใจนิ่งเข้าไปสู่ภายใน มารภายนอกจะรุกรานท่านอย่างไร ท่านก็นิ่ง มารภายในจะมาห้อมล้อมอย่างไร ท่านก็นิ่ง นิ่งอยู่ในศูนย์กลางกาย สุดท้ายพระองค์ก็ชนะด้วยใจที่หยุดนิ่ง แล้วเปล่งอุทานว่าธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจอาทิตย์อุทัยกำจัดความมืดให้อากาศสว่างฉะนั้น นี้เป็นชนะของพระพุทธองค์ที่ชนะด้วยความบริสุทธิ์บริบูรณ์ แล้วยังความปีติให้เกิดขึ้นแก่พระองค์เอง ตลอดชีวิตของพระองค์จนกระทั่งถึง เข้าถึงสู่พระนิพพาน การต่อสู้กับกิเลส ที่อยู่ในใจ เป็นการต่อสู้ที่ต้องใช้เวลายาวนาน อาจจะไม่ใช่ภพชาติเดียว แต่อาจจะยาวนานหลายๆ ภพ หลายชาติ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ต่อสู้กับความทุกข์ คือความเจ็บและความตาย ตลอดชีวิตของท่าน แม้กระทั่งท่านได้ละจากโลกนี้ไปแล้ว ตัวของท่านเองก็ยังไม่ละความเพียรที่จะมุ่งไปสู่การกำจัดความเกิด ความแก่ และความตายให้หมดสิ้นไป กำจัดความทุกข์เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป ท่านได้กล่าวว่าเขาว่าสมภารวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี) กำลังสู้กับความเกิด ความแก่ และความตาย สู้จริงๆ ผู้เทศน์นี่แหละ ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วันวันนี้ วินาทีนี้ไมได้หยุด เพียรสู้ความแก่ ความตาย ไม่ได้ท้อกันเลย พญามัจจุราชมีเท่าไหร่ จับกันหมด ตรึงกันหมด ลงโทษกันหมดทีเดียว มีเท่าไหร่ไม่ให้ทำลายพระ ไม่ให้ข่มเหงพระได้ ให้เลิกข่มเหง ให้เลิกทำลายพระเสียให้ได้ จะแก้ความแก่ ความเจ็บ ความตายใหม่ ไม่ให้มีความแก่ ความเจ็บและความตาย เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ให้เป็นมนุษย์เด็กๆ รู้กันชัดๆ เด็กๆ ก็รู้ไม่สวยไม่งามนักพอสมควร ถ้ายิ่งแก่หนักเข้า ยิ่งสวยงามหนักเข้า ยิ่งแก่หนักเข้า ยิ่งสวยงามหนักเข้า แล้วก็โตหนักเข้า โตหนักเข้าหนักเข้า สวยงามหนักเข้า โตหนักเข้า สวยงามเข้า มีแต่ไขขึ้นกันไป ไม่มีถอยกลับเลย พอครบบารมีของตนก็ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ต้องไปทรมานให้เหนื่อยยากลำบากแต่อย่างไร อยู่ในบ้านในช่องตามชอบใจ พอครบกำหนดเข้าก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ทีเดียว เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ เวลานิพพานไม่ต้องถอดสักกายหนึ่ง กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรมกาย กายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายธรรมสกทาคา กายธรรมสกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด กายธรรมอรหัต กายธรรมอรหัตละเอียด ไม่มีถอดกันเลย เป็นทั้งรุ่นทั้งก้อน ไปนิพพานหมด ทั้งลุ้นทั้งก้อนทีเดียว นี้ที่สมภารวัดปากน้ำรบกับพญามัจจุราช รบกับความแก่ความตายเท่านี้ แก้เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ สมภารวัดปากน้ำไม่แรมราตรีที่ไหน ต้นแบบ เราโชคดีที่เกิดมาในยุคนี้ที่มีต้นแบบในปัจจุบันอย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ และต้นแบบในปัจจุบันคือคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเรา ซึ่งท่านก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ชนะสงครามที่บุคคลอื่นชนะได้โดยยาก ชนะด้วยความนิ่งของท่าน มีอยู่เรื่องหนึ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อครั้งท่านอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ ท่านออกรับแขกที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ก็มีคนมาหาท่านทุกวันมาให้ท่านช่วยอยู่เสมอ อยู่มาวันหนึ่ง คนที่มา ไม่ได้มาต้องการเพื่อจะให้ช่วย แต่มาเพื่อต้องการที่จะด่าท่าน เขาด่ายาย เขายืนด่ายาย ยืนชี้หน้าด่ายาย ด่าถึง ๒ ชั่วโมง เสียงดังลั่นบ้าน แต่สิ่งนั้นไม่ได้ทำให้คุณยายของเราหวั่นไหวเลย ใจของท่านกลับนั่งสมาธิเข้ากลางของท่านไป ในที่สุดผู้นั้นก็ถอยไปเอง ในที่สุดท่านก็เป็นผู้ชนะ มีภาษิตบทหนึ่งในพระไตรปิฎกได้กล่าวไว้ ซึ่งเป็นการสรรเสริญบุคคลผู้ไม่โกรธตอบต่อบุคคลผู้โกรธแล้ว ผู้ชนะสงครามอันบุคคลชนะได้ยาก บทกลอน บทภาษิตนั้นได้กล่าวไว้ว่าผู้ไม่โกรธแล้วต่อบุคคลที่โกรธแล้ว ชื่อว่าย่อมชนะสงครามอันบุคคลชนะได้โดยยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติสงบเสีย ผู้นั้นชื่อว่าย่อมประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือแก่ตน และแก่บุคคลอื่น เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์ของทั้ง ๒ ฝ่าย คือของตนและของบุคคลอื่น ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่าเป็นคนเขลา คนพาลกล่าวคำหยาบด้วยวาจา ย่อมสำคัญว่าชนะทีเดียว แต่ความอดกลั่นได้เป็นความชนะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่ ยายเป็นผู้ชนะ ชนะอย่างบัณฑิต เป็นผู้ชนะอย่างบริสุทธิ์ เป็นผู้ชนะในสงคราม อันบุคคลชนะได้โดยยาก สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะแพ้ แต่กลับเป็นสิ่งที่ชนะ ซึ่งคำกล่าวนี้นี่เราอาจจะเคยได้ยินในสมัยเด็กๆ ว่าแพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร คำนี้หลวงพี่ก็เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมพระต้องแพ้อยู่เรื่อย ทำไมมารต้องชนะ พระชนะมารไม่ได้หรือ ทีนี้หลวงพี่ก็ได้ไปอ่านหนังสือของพันเอกปิ่น มุทุกันต์ ที่ท่านได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ถึงได้เข้าใจว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะคนโบราณท่านได้มีการตัดคำศัพท์เพื่อให้คล้องจองกัน คำว่าแพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร มีข้อความส่วนหนึ่งหายไป นั่นคือข้อมูลที่เชื่อมระหว่างทั้ง ๒ ข้อความนี้ ความจริงแล้วคำๆ นี้ถ้าเขียนใหม่ต้องเขียนว่าแพ้เป็นพระดีกว่าชนะเป็นมาร คือยอมแพ้อย่างพระแต่ภายนอก แต่ภายในใจหยุดนิ่งเข้าไป เอาชนะกันด้วยกำลังบุญ ตรงนี้ ยายบอกว่ายายยอมแพ้แต่ข้างนอก ข้างในไม่ยอมแพ้ พอถึงที่สุดก็ชนะหมดทุกเรื่อง ข้างในยายสู้เต็มที่ สู้ถึงที่สุด สู้ด้วยบุญ ไม่ยอมถอยเลย ข้างนอกก็แลดูเหมือนแพ้ แต่ข้างในยิ่งดิ่งธรรมะใหญ่ ยิ่งดิ่งยิ่งละเอียด ในที่สุดก็ชนะด้วยกำลังบุญ คุณยายท่านเป็นต้นแบบในเรื่องนี้ได้ดีให้แก่พวกเราทุกๆ คนที่นำไปปรับใช้กับตัวของเราเอง เราอยู่ร่วมกับคนในสังคมหมู่มาก โอกาสของการกระทบกระทั่งกับบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ และเป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าใจของเราไม่ผ่องใส แต่เมื่อเอา เมื่อไหร่ที่เราได้เจอเหตุการณ์อย่างยาย ก็ขอให้เราได้นึกถึงสิ่งที่ยายได้เป็นต้นแบบให้แก่เราดูแล้ว เพราะยายท่านสามารถทำได้ ตัวเราซึ่งเป็นลูกของยาย เป็นพันธุ์ที่ไม่หวั่นต่อมรณภาพ เป็นพันธุ์ชนะ ย่อมไม่หวั่นต่อคำกล่าวของบุคคลผู้กล่าวแต่ภายนอก เสียงของบุคคลภายนอก ย่อมไม่สามารถเข้าไปในใจของผู้ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ ย่อมไม่เข้าไปในใจของบุคคลผู้ไม่ให้ความสนใจกับเสียงเหล่านั้นได้ เหมือนกับเจ้าบ้านที่ไม่ต้อนรับแขก เมื่อแขกมาบ่อยๆ ก็เก้อเขินกลับไปเอง คุณยายท่านได้เป็นต้นแบบของชัยชนะ เพราะท่านชนะมาตลอดชีวิตของท่าน ประวัติชีวิตของท่านมีแต่เรื่องที่ชนะ ชนะแล้วชนะ เป็นสิ่งที่ปรากฏให้พวกเราเห็นเป็นปกติ ชัยชนะของยายได้ปรากฏมาหลายครั้งแล้ว จนมาถึงบัดนี้ แม้ท่านจะละสังขารไปแล้ว แต่สังขารของท่านที่ยังอยู่ ก็ยังนำชัยชนะมาให้แก่พวกเราได้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราได้เห็นสังขารของคุณยายตั้งอยู่ ณ ที่นี้ กำลังใจก็เกิดขึ้นแก่พวกเรา ให้ต่อสู้เอาชนะต่อกิเลสภายในตัวของเราเอง ให้เอาชนะต่อสิ่งที่มาขัดขวางการสร้างบุญบารมีของเรา เมื่อคุณยาย ร่างของคุณยายยังอยู่ เราได้เห็นร่างของคุณยาย และได้เห็นคุณยายอยู่ในภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจของเราก็คือคุณยายเป็นเหมือนธงชัยที่โบกสะบัดอยู่ท่ามกลางสงคราม ที่รบต่อสู้กัน เมื่อเรามองเห็นธงชัยนั้นโบกสะบัดอยู่ เราก็รู้สึกว่าธงนั้นยังอยู่ และเรายังรู้สึกว่าชัยชนะสามารถจะเป็นไปได้ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งในไม่ช้านี้ ในวันกฐินของคุณยาย หรืออาจจะก่อนกฐินของคุณยายที่จะมาถึง เราทุกๆ คนในที่นี้จะช่วยกันปิดกฐินของคุณยายให้สำเร็จ กฐินของยายจะไม่ใช่กฐินพันล้าน แต่เราจะทำให้มากกว่าพันล้านและให้มากไปกว่านั้น เพื่อเป็นการบูชาธรรมท่าน เพราะเราเป็นพันธุ์ชนะ ไม่ใช่พันธุ์แพ้ เหมือนบาลีที่ว่า สงฺคาเม มตํ ยญฺเจเสยฺโย ชีเว ปราชิโต ตายในสงครามดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้ และ ณ บัดนี้ก็ขอเชิญทุกท่านได้ทำใจของเราให้ผ่องใสยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ด้วยการหลับตาทำสมาธิ จรดใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายกันนะ ช่วงเวลาที่เราได้อยู่ใกล้ยาย หรือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับยาย เป็นช่วงเวลาที่สั้นแล้วก็ไม่นาน สังขารที่เราเห็นข้างหน้านี้ แม้เป็นสังขารที่จะต้องสลายไปในวันข้างหน้า เราเองก็จะได้อยู่กับคุณยาย ซึ่งหยาบๆ นี้ไม่นาน แต่เราจะได้อยู่กับคุณยายได้นานในละเอียด ในกลางใจของเรา เมื่อเราระลึกถึงยาย ใจของเราก็จะเกิดเป็นกุศล เกิดความปีติโสมนัสใจ เพราะภาพของยายที่อยู่ในใจของเราทุกๆ คนเป็นภาพที่เป็นภาพที่ดีงามเสมอ เป็นภาพที่เราเห็นแล้วเราปลื้มปีติใจ เป็นภาพที่เรามองแล้วเห็นแต่ภาพของความงดงามของคุณยายในการสร้างบารมี และเป็นภาพที่งดงามที่เราเคยสร้างบารมีร่วมกับยายร่วมกัน ให้เราได้จรดใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อใจของเรามีความละเอียดและผ่องใส เราก็สามารถเห็นคุณยายในศูนย์กลางกายของเราได้ทุกๆ คน ก่อนที่เราจะเลิกในวันนี้ ก็ขอให้ทุกท่านได้ประคองใจของเราไว้ทุกอิริยาบถในศูนย์กลางกาย เพราะจุดรวมแห่งชัยชนะทุกๆ ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ชัยชนะที่ถือว่ายอดเยี่ยมและดีที่สุด บริสุทธิ์ที่สุดคือชัยชนะ จากการเอาใจของเรามาหยุดที่ศูนย์กลางกาย เมื่อเราหยุดได้มาก เราก็จะชนะได้มาก และจะชนะตลอดไป จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ตั้งใจจรดใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายให้ดีทุกๆ ท่านนะ สัพเพ …. PAGE PAGE 9 หน้า FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กรกฎาคม\44-07-17 FW-AAT.doc