ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

กราบบูชาธรรมคุณยาย จากใจของศิษย์ผู้ใกล้ชิด

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) อุบาสิกาอารีพันธ์ : อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายทุกท่านนะคะ (สวัสดีครับ) ทุกท่านในที่นี้คงเคยได้ยินเรื่องราวจากพระไตรปิฎกมานะคะที่ในช่วงนี้หลวงพ่อเล่าให้ฟังนะคะ เป็นเรื่องราวของนักสร้างบารมีที่เป็นผู้ที่มีหัวใจเข้มแข็ง น้ำใจกล้าหาญแล้วก็เอาชีวิตเป็นเดิมพันในการสร้างบารมีน่ะค่ะ ยอมสละสิ่งเล็กน้อยเพื่อหวังประโยชน์ใหญ่ ปรารถนาสิ่งที่ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิมนะคะ อย่างเช่นสามีภรรยาที่เป็นคนใช้เศรษฐี สละขนมจืดๆ ๔ แผ่นถวายกับพระปัจเจกพุทธเจ้านะคะ โดยที่ไม่คิดชีวิตเลยว่าจะมีอาหารมื้อต่อไปหรือไม่ ก็ได้เกิดเป็นพระราชาที่ระลึกชาติได้ อมยิ้มอยู่ตลอดเวลา หรือคนใช้เศรษฐีที่วิ่งฝ่าแดดนำอาหารไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ยังได้เกิดเป็นกษัตริย์น่ะค่ะ ที่มีอานุภาพเหมือนพระอาทิตย์ แล้วก็มีพาหนะที่วิ่งเร็ว ทำนองนี้เป็นต้นนี่นะคะ สิ่งเหล่านี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ ในปัจจุบันน่ะค่ะ ไม่ใช่ว่าเรื่องในพระไตรปิฎกจะเป็นเรื่องที่เก่าแล้วก็เกินความเป็นจริง แต่ท่านยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง แต่ที่เราจะเห็นจริงๆ เลยในปัจจุบันนะคะ จากเหตุการณ์จริงๆ ที่เราจะได้พบนี่นะคะก็คือถ้าหากทุกคนน่ะค่ะ ถ้าหากทุกท่านน่ะค่ะได้มองไปยังเบื้องหน้าน่ะค่ะ ของเราในเวลานี้นะคะ จะเห็นบุคคลผู้ทอดร่างอยู่เบื้องหน้าของเรานี่นะคะ ท่านมีประวัติชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เป็นบุคคลที่เป็นเพียงแค่ลูกชาวนานะคะ แต่ไม่ได้เรียนหนังสือ ทิ้งสมบัติทุกอย่าง ออกจากบ้านมาเพื่อแสวงหาธรรมะภายใน และทำประโยชน์ และสร้างสันติสุขยิ่งใหญ่แก่ชาวโลก เช่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ท่านได้ช่วยปัดลูกระเบิดนี่นะคะ จนกระทั่งมาสร้างวัดพระธรรมกาย เป็นสถานที่สร้างบารมีของพวกเราทั้งหลายและชาวโลกทั้งหลายในเวลานี้ ทุกอย่างที่ท่านทำ ท่านทำได้ด้วยวิชชาธรรมกาย และด้วยมือทั้งสองของท่าน ด้วยหัวใจและด้วยสติปัญญาอันล้ำเลิศ ทุกอย่างที่ท่านทำนี้ ท่านทำได้การเอาชีวิตเข้าแลกทั้งสิ้นเลยค่ะ แม้ว่าท่านจะมีเงินเพียงแค่ ๒ บาท ตอนออกจากบ้านนะคะ แต่ท่านยังสามารถสร้างวัดพระธรรมกายที่เนื้อที่สองพันกว่าไร่ มูลค่านับประมาณไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ถ้าหากไม่ได้เกิดขึ้นด้วยอำนาจอานุภาพบุญบารมีของท่าน หรือความวิริยะอุตสาหะชนิดที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันของท่าน สิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ก็คงไม่สามารถบังเกิดขึ้นได้น่ะค่ะ ดังนั้นคืนนี้นะคะ เป็นคืนที่ ๓๐๐ น่ะค่ะ เป็นวัน ๓๐๐ วันที่ท่านได้จากพวกเราไปนะคะ ไปสู่ดุสิตบุรีนะคะ จึงขอนำคุณธรรมบางส่วนเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวนะคะของท่านมากล่าวในที่นี้ เพื่อเป็นดุจมาลัยธรรมบูชาธรรมท่านน่ะค่ะ เพราะว่าคุณยาย อาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นประดุจประทีปแก้วแห่งจักรวาล ผู้เป็นยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตเราทั้งหลาย ดังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้กล่าวไว้ว่าหลวงพ่อรักคุณยาย เหมือนรักตัวของท่านเอง การเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก เรารักชีวิตของเรามากเพียงใด แต่หลวงพ่อก็ให้ยายได้ คุณยายปั้นหลวงพ่อมากับมือ ท่านเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของหลวงพ่อ เมื่อพบคุณยาย ความทุกข์ทั้งหลายที่มีอยู่หายไป ความมืดและความไม่รู้อันใดก็หมดสิ้นไป คุณยายจึงเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับหลวงพ่อ แล้วก็คงเป็นสำหรับพวกเราทุกคนด้วย เพราะคุณธรรมของคุณยายมากมายที่ สุดที่จะประมาณนี่นะคะเป็นเครื่องระลึกและให้จดจำว่าสิ่งเหล่านี้มีบุคคลที่ทำได้จริงๆ นะคะ แล้วก็เป็นแบบอย่างจากการกระทำจริงๆ ของท่าน ไม่ใช่เพียงแค่จากการพูด หรือการเขียนไว้น่ะค่ะ สิ่งที่จะยกตัวอย่างในวันนี้ก็เพียงแค่สั้นๆ นะคะ ก็คือความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ต่อตนเอง และต่อผู้อื่นของท่าน คุณยายไม่เคยโกหก ไม่เคยหลอกลวงตัวของท่านเองเลย มีแต่ความจริงใจให้กับตัวของท่านเองและต่อบุคคลอื่น คุณยายอันนี้เป็นรากแก้วสำคัญที่จะรองรับคุณธรรมอื่นๆ ให้คนทั้งหลายนี่เจริญขึ้นได้ เพราะว่าความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ของคุณยายนั้นเกิดจากการปฏิบัติธรรม คุณยายรักการปฏิบัติธรรมยิ่งกว่าชีวิต ทุกลมหายใจเข้าออก ทุกอิริยาบถของคุณยาย ใจของคุณยายจรดอยู่ที่ศูนย์กลางกายตลอดเวลา ติดอยู่กับธรรมะภายใน ทำให้ท่านมีแต่ความสะอาด บริสุทธิ์ คุณยายบอกว่ายายรักความบริสุทธิ์ ความตรง ความจริง ถ้าอะไรไม่จริงแล้วยายไม่ชอบเลย พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านบอกว่าถ้ามีเครื่องมือนี่นะคะ ที่ใช้ส่องวัดเส้นตรงนี่นะคะ ท่านบอกว่าถ้าลองเอาเครื่องมือไปวัดจากปากถึงใจของคุณยายนี่จะเป็นเส้นตรงเป๊ะเลยค่ะ คือท่านจะบอกว่าปากกับใจของคุณยายนี่ตรงกันน่ะค่ะ เพราะว่าคุณยายเป็นคนตรงน่ะค่ะ ธรรมะของท่านที่ได้ก็จะเป็นธรรมะที่ตรงตามความเป็นจริงนะคะ คุณธรรมอีกประการหนึ่งก็คือความขยันน่ะค่ะ คุณยายเป็นบุคคลที่ขยันที่สุดในโลกเลยนะคะ ไม่เคยมีคำว่าขี้เกียจในพจนานุกรมอยู่ในใจของคุณยายแม้แต่นิดเดียว คุณยายมักจะอธิษฐานอยู่เสมอว่าขอให้ข้าพเจ้าขยัน เป็นคนขยันไปทุกชาติ ยายขยันเพราะอะไร คุณยายบอกว่ายายงกบุญ เวลาเดินไปไหนนี่นะคะ ยายเดินทางไปไหนก็ตาม คุณยายบอกว่าคุณยายจะดูคนน่ะค่ะ มีทั้งคนจนก็มี คนรวยก็มี ท่านบอกว่าคนจนนี่เพราะว่าเขาขี้เกียจทำบุญน่ะค่ะ คนขยันก็โกยเอาบุญไปมากๆ คนมีบุญก็ไปอยู่ข้างหน้า คนมีบุญน้อยก็ไปอยู่ข้างหลัง คุณยายจะมีวิธีการฝึกคนน่ะค่ะ ตั้งแต่อุบาสก อุบาสิกานะคะ ที่เป็นเด็กวัดจนกระทั่งท่านได้บวชเป็นพระภิกษุสามเณรน่ะค่ะ เอ่อ ได้บวชเป็นพระนะคะ คุณยายมีหลักของการฝึกคนไว้เลยว่าความขี้เกียจนะคะและความสบายนี่เป็นสิ่งที่ทำลายคน ความขยันและความอดทนเป็นสิ่งที่ทำให้คนสบาย ท่านจะเน้นของการฝึกให้ทุกคนรู้จักความขยัน แล้วก็ความอดทนน่ะค่ะ เพราะท่านบอกว่าคนขี้เกียจนี่ไม่ยอมมองการณ์ไกล ไม่เคยคิดว่าเดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็ตายแล้ว ถ้าไม่รีบทำตอนที่เรากำลังแข็งแรงอยู่ พอหมดแรงตายไปก็ไม่ได้บุญติดตัวไปสักเท่าไหร่ เพราะว่าคนขี้เกียจนี่ไม่คิดถึงอนาคตน่ะค่ะ ท่านบอกว่าพวกเราอย่าขี้เกียจนะ ต้องขยันเอาบุญน่ะค่ะ ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ ได้แต่บุญกับบาป ถ้าขี้เกียจชาตินี้ก็ติดตัวไปทุกภพทุกชาติ ถ้าขยันชาตินี้ ภพชาติต่อไปก็ขยันทุกชาติไป ทำบุญก็แบกก็เอาบุญไป ทำบาปก็แบกเอาบาปไป คนขยันนี่ไปอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็มีแต่ความเจริญ คนขี้เกียจไปอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็สกปรก คุณธรรมอันต่อไปก็คือความเพียรนะคะ คนที่จะมีความเพียรได้ จะต้องเป็นคนที่มีความกล้าหาญ ในการที่จะทำความดีน่ะค่ะ กล้าแบบที่มีสติปัญญา กล้าที่จะทำสิ่งที่ดีจริงๆ แล้วก็ทุ่มเทชีวิตทำความดีน่ะค่ะ คุณยายบอกว่าถ้าอะไรที่ทำแล้วไม่เสร็จนี่ก็จะไม่เลิก จะสู้สุดชีวิตเลย คุณยายท่านบอกว่าท่านจะทำงานทุกอย่างนี่ จะทำไปเรื่อยๆ ทุกวันจนกว่าสิ่งที่ท่านตั้งใจไว้จะสำเร็จน่ะค่ะ ท่านบอกว่าเหล็กนี่นี่นะคะมันเป็นแท่งนี่ ยังฝนให้เป็นเข็มได้ เราเป็นคนนี่ เราต้องทำได้ทุกอย่างเลย คุณธรรมต่อไปก็คือความรับผิดชอบน่ะค่ะ ความตั้งใจแน่วแน่แล้วก็ความที่ท่านเป็นคนจริงน่ะค่ะ สิ่งใดที่คุณยายตั้งใจจะทำแล้วน่ะค่ะ ท่านจะไม่ยอมให้ปล่อยผ่านไป งานที่ผ่านมือท่านนะคะ จะต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์แล้วก็เรียบร้อยน่ะค่ะ คุณยายเป็นคนทำอะไรทำจริง ท่านบอกว่า ถ้าคุณยายบอกว่าไม่นะคะ ท่านก็จะไม่ตลอด คือจะไม่ยอมทำสิ่งนั้นเลย แต่ถ้าคุณยายบอกว่าคุณยายเอาน่ะค่ะ คุณยายก็จะทำเต็มที่ เต็มกำลัง แล้วก็จะตั้งใจทำสิ่งนั้นให้สำเร็จให้ได้น่ะค่ะ เพราะว่าความที่คุณยายเป็นคนจริงอย่างนี้น่ะค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงบอกว่าลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสองน่ะค่ะ คุณยายอันต่อไปก็คือความมีระเบียบวินัย แล้วก็ความสม่ำเสมอ คุณยายเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัยต่อตนเองนะคะ ต่อการดำรงชีวิตของท่าน ท่านจะเป็นนาฬิกาในตัวท่านเองเลยว่าเวลานี้จะทำอะไร และท่านจะต้องทำอะไรบ้าง โดยที่ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับตัวเอง เพราะว่าคนส่วนมากนี่มักจะข้อแม้ ข้อยกเว้นให้กับตัวเราเองน่ะค่ะ ความดีของคุณยายน่ะค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าไม่ได้มีเพียงวันเดียว แต่ แล้วก็ไม่ได้มีเพียงชั่วคราว แต่คุณยายทำความดีสม่ำเสมอ ทำจนกว่าชนะใจทุกคนแล้วก็ชนะตลอดเวลาเลย กระทำในสิ่งที่ท่านตั้งใจไว้ให้สำเร็จน่ะค่ะ คุณธรรมอีกอันหนึ่งก็คือความสะอาด ความละเอียดประณีต งานทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในมือของคุณยายน่ะค่ะ จะมีมาตรฐานอย่างนี้เลย คือสะอาด ละเอียด ประณีต งดงาม รวดเร็วค่ะ อีกอันหนึ่งก็คือความช่างสังเกต คุณยายจะเป็นคนที่มีความสังเกตอย่างมากเลยนะคะ ตั้งแต่สมัยที่ท่านอยู่กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำน่ะค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเคยถามคุณยายอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่คุณยายออกมารับประทานอาหารที่โรงครัวค่ะ ถามว่าวันนี้มีเจ้าภาพมาเลี้ยงพระกี่คน วันนั้นคุณยายตอบไม่ได้ เพราะว่าอ่านหนังสือไม่ออกน่ะค่ะ แต่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเลย ก่อนที่คุณยายจะออกมารับประทานอหาร ยายจะเข้าที่ดูเลยว่าวันนั้นจะมีเจ้าภาพกี่คน มีผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คนนะคะ จนติดเป็นอุปนิสัย จนกระทั่งถึงปัจจุบันเลยนะคะ ที่ท่านตลอดที่ท่านมีชีวิตอยู่น่ะค่ะ เพราะว่าสังเกตจากเมื่อว่าท่านจะไปไหนก็ตามน่ะค่ะ จะขึ้นลงบันไดอย่างนี้นะคะ ท่านจะนับขั้นบันไดอยู่ในใจเลยค่ะ โดยที่เราไม่ทันจะคิดว่าท่านจะมีสติ แล้วก็มีความช่างสังเกตขนาดนั้น หรือท่านก็จะรู้เลยว่ากระดุมเสื้อที่ท่านใส่มีกี่เม็ด หรือที่คนที่มาคุยกับท่านนี่มีกระดุมเสื้อติดอยู่บนเสื้อเขากี่เม็ด อันนี้คือตัวอย่างของความสังเกตของคุณยายน่ะค่ะ ท่านจะไวมากนะคะเรื่องนี้ อีกอันหนึ่งก็คือความมักน้อยสันโดษนะคะ ก็จะพูดย่อๆ ไปเรื่อยๆ เลยนะคะ อีกอันหนึ่งก็คือความมีสติเป็นเยี่ยม มีปัญญาเป็นเลิศ แล้วก็มีปฏิภาณที่เฉียบแหลมน่ะค่ะ เวลาคุณยายจะมีปัญหาหรือว่ามีผู้มาถามอะไรท่าน ท่านจะมีปฏิภาณอย่างรวดเร็วในการตอบคำถามอันนั้นนะคะ อีกอันหนึ่งก็คือความประหยัดน่ะค่ะ คุณยายจะเป็นผู้ที่รู้คุณค่าของทุกสิ่งที่เข้ามาในตัวท่านนะคะ ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าของเวลา คุณค่าของคน สัตว์ สิ่งของ ท่านใช้ทุกอย่างนี่อย่างคุ้มค่า แล้วก็ได้ประโยชน์ตามที่เขาเป็นอยู่ในตัวของเขาน่ะค่ะ อย่างเช่นน้ำ ไฟ อย่างนี้นะคะ ที่เคยได้ยินอยู่เสมอว่าถ้าเราใช้น้ำไม่เป็น หรือใช้ไฟไม่เป็น หรือใช้เงินไม่เป็น คุณยายก็จะบอกว่เราก็จะต้องเป็นขี้ข้าของน้ำ ขี้ข้าของไฟ หรือเป็นขี้ข้าของเงิน เพราะสิ่งเหล่านี้ถ้าเราใช้ไม่เป็น ใช้ไม่คุ้มค่า ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย เราก็จะต้องคอยหาสิ่งเหล่านี้อย่างไม่รู้จักพออยู่เรื่อยไป ทำให้ต้องเป็นทาสของเขาน่ะค่ะ คุณยายสอนว่าเงินทุกบาททุกสตางค์นี่ ท่านสอนเด็กวัดนะคะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ กว่าที่ญาติโยมจะทำบุญมานี่ เขาจะต้องจบแล้วจบอีก ท่านบอกว่าเรานี่ใช้เงินบนหัวคนนะ เวลาจะใช้ของนี่ต้องระมัดระวัง อย่าทิ้งๆ ขว้างๆ อย่าคิดว่าไม่ใช่ของๆ เราแล้ว ไม่รู้จักใช้ ทำอย่างนี้แล้วนี่จะเป็นหนี้สงฆ์ ทำให้ตกนรกได้ ท่านบอกว่าอันนี้เป็นตัวอย่างน่ะค่ะ ที่เห็นจากการที่ท่านทำให้ดูเลยว่าเวลาท่านรับประทานอาหารแล้วนี่ หลังจากท่านรับประทานอาหาร ท่านก็จะดื่มน้ำน่ะค่ะ วันไหนที่อุปฐากเทน้ำนี่เต็มแก้วน่ะค่ะ มาให้ท่านรับประทาน มาให้ท่านดื่มน่ะค่ะ ท่านก็จะถามหาแก้วน้ำเปล่าๆ มาเทออก ท่านบอกว่าเทน้ำให้ท่านดื่มนี่นะคะ ให้รู้จักเท เพราะว่าถ้าเทแล้วทานไม่หมดนี่ก็ต้องทิ้งไป ท่านเสียดายน้ำน่ะค่ะ ท่านจึงต้องดื่มน้ำให้หมดแก้วทุกครั้งที่นำมาให้ท่านนะคะ หรือเสื้อผ้านี่ค่ะ ถ้าขาดท่านก็จะไม่ทิ้งเลย ไม่ว่าจะเก่าแค่ไหน ก็จะปะจะซ่อม แต่ถ้าเก่ามากๆ ใช้ไม่ได้ ท่านก็จะนำไปเป็นผ้าขี้ริ้วนะคะ หรือท่านเดินไปกลางถนนในวัดนี่นะคะ ท่านเจอยางหนังสติ๊กสักเส้นหนึ่ง คุณยายก็จะเก็บมันขึ้นมาร้อยตรงแขนนะคะ แล้วก็พอถึงที่ครัวหรือที่กุฏิของท่าน ท่านก็จะเอาไปเก็บไว้ตรงที่ๆ จะเก็บไว้ใช้ยางหนังสติ๊กได้ คือแม้ยางเพียงเส้นเดียวท่านก็จะเก็บไว้ใช้น่ะค่ะ หรือถุงพลาสติกก๊อปแก๊ปที่ญาติโยมนำอาหารมาถวายพระนะคะ คุณยายก็จะสั่งให้เก็บให้เรียบร้อย ถ้ามันเปื้อนท่านก็จะสั่งให้ล้างน้ำให้สะอาด แล้วตากให้แห้ง แล้วก็นำมาใช้ใหม่ คือท่านจะเป็นยอดนัก recicle เลยนะคะ จะใช้ของอย่างคุ้มค่าที่สุด หรือแม้กระทั่งกระดาษทิชชูน่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษเช็ดปากหรือกระดาษชำระท่านก็บอกว่าให้พับให้เรียบร้อย ให้เท่ากัน แล้วใช้เช็ดทีละด้านให้คุ้มค่า ถ้ายังเช็ดไม่หมด ไม่เปื้อนหมดทุกด้านนี่ก็อย่าทิ้งให้เก็บไว้ใช้ได้ หรือในสมัยที่ท่านอายุมาๆ น่ะค่ะ ท่านเป็นหวัดนี่นะคะ น้ำมูกไหล น้ำมูกใสๆ ไหลนี่นะคะ จะไหลมากนี่นะคะ ท่านก็บอกว่ากระดาษที่ท่านเช็ดน้ำมูกใสๆ แล้วนี่มันเหมือนกับเปื้อนน้ำนะคะ ท่านบอกว่าอย่าเอาไปทิ้งนะ ให้เอาผึ่งแห้งไว้นะคะ แล้วก็เอามาเช็ดพื้นหรือเช็ดเก้าอี้ที่มันเปื้อนได้นะคะ นี่คือตัวอย่างของความประหยัดของคุณยายท่านนะคะ คุณธรรมอันต่อไปก็คือความเด็ดขาดนะคะ คุณยายมีความเด็ดขาดเข้มแข็ง แต่ท่านมีความอ่อนน้อม แล้วก็มีความอ่อนโยนอย่างที่สุดเลยนะคะ ดังตัวอย่างที่ทุกท่านก็เคยได้ยินได้ฟังว่าทุกคนที่มาวัดนี่ รับไหว้คุณยายแทบไม่ทันเลยนะคะ อย่างอื่นก็มีอีกนะคะ แต่เราไว้คุยกันวันอื่น สิ่งที่จะนำมาพูดในวันนี้ คือคุณธรรมที่เด่นมากที่คิดว่าอยากให้ทุกท่านได้รับไปก็คือความอดทนของคุณยายท่านน่ะค่ะ ความอดนทนถือว่าเป็นธรรมชาติหรือเป็นปกติของคุณยายท่าน เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกมาจากร่างกาย จิตใจของท่านได้เลย เพราะทุกอณูเนื้อของท่านน่ะค่ะ เต็มไปด้วยความอดทนน่ะค่ะ ความอดทนนี้เต็มเปี่ยมอยู่ในร่างกายจิตใจทุกลมหายใจของท่านเลย ถ้าจะเปรียบนะคะ ก็คือวัดพระธรรมกายเหมือนกับอนุสาวรีย์แห่งความอดทนอของคุณยายที่เราจะเห็นได้ชัดนะคะ ใจของคุณยายน่ะหนักแน่นยิ่งกว่าเหล็ก แข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชร ขณะที่ใจอก ๓ ศอกนี่สู้ไม่ได้เลย ซึ่งคำว่าน่ะค่ะ ประโยคนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านยืนยันเอาไว้เลยว่าความอดทน ความแข็งแกร่งของจิตใจนี่ค่ะ ชายอก ๓ ศอกนี่สู้คุณยายไม่ได้เลยจริงๆ นับตั้งแต่ความอดทนต่อความยากลำบาก ความร้อน ความหนาวของดินฟ้าอากาศน่ะค่ะ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยทำให้จิตใจของคุณยายสั่นสะเทือนแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะร้อนรหรือหนาวจัด คุณยายก็จะเฉยๆ ไม่เคยแสดงอาการที่ผิดปกติหรือบ่นออกมาเลย คุณยายจะพูดเตือนเราอยู่เสมอว่าร้อนกายนะ แต่อย่าให้ร้อนใจ หรือคุณยายจะเตือนว่านรกนี่ร้อนกว่านี้มากนักนะ ความอดทนที่อดทนต่อความทุกข์เวทนาหรือความเจ็บปวดน่ะค่ะ ก็มีว่า เท่าที่เคยได้พบน่ะค่ะ คำว่าเหนื่อยนะคะ หรือคำว่าสบายของคุณยายน่ะค่ะ มีความหมายไม่แตกต่างกันเลย เพราะว่ามือทั้งสองของคุณยายก็ยังคงทำงานต่อไปเรื่อยๆ อย่างปกติ ไม่เคยพูดว่าคุณยายเหนื่อยแล้วจะไม่ทำงานน่ะค่ะ หรือตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๒๕ เป็นเวลา ๑๒ ปีนะคะ คุณยายไม่เคยมีวันหยุด ท่านเร่งงานการสร้างวัดตลอดทุกวัน ไม่เคยมีวันหยุดที่จะไปเที่ยว ไม่เคยลาป่วย ท่านเคยทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานยังไง ท่านก็ทำเหมือนเดิมทุกวัน พวกเราเคยคิดไหมคะว่าร่างกายของคุณยายนี่ก็มีเลือดมีเนื้อเหมือนกับเราทุกๆ ท่าน ไม่ได้ทำด้วยเหล็กน่ะค่ะ และคำว่าป่วยของคุณยายนะคะ ก็มีความหมายเท่าๆ กับคำว่าปกติหรือสบายดีของคุณยาย เพราะคุณยายไม่เคยยอมหยุดพักให้กับตัวเอง เพื่ออ้างว่าท่านไม่สบาย ไม่เคยให้ใครยกอาหารไปให้ที่กุฏิ จนกระทั่งถึงวันที่ท่านพูดว่าท่านหมดแรงแล้วนะคะ คือเดินไปได้ไม่ถึง ๓ ก้าว แล้วก็ต้องหยุดลง เพราะว่าท่านเดินต่อไปไม่ไหว แล้วคุณหมอ คือในปี ๒๕๒๕ คุณหมอก็วินิจฉัยว่าคุณยายเป็นโรคขาดอาหารน่ะค่ะ อีกอันหนึ่งก็คือความอดทนต่อความเจ็บใจหรือความโกรธนะคะ เวลาที่ลูกศิษย์นะคะ หรือผู้ที่ทำให้ท่าน หรือบุคคลที่เข้าใจท่านผิดไปน่ะค่ะ มาต่อว่าคุณยายท่านหรือมาว่าท่านนี่ค่ะ คุณยายก็จะพูดอยู่เสมอว่าใครจะด่าว่ายายยังไงก็ตาม ยายจะเฉยอย่างเดียว ยายจะอดทนต่อสู้ด้วยความเงียบอย่างเดียว ให้เขาว่าให้พอ พอเขาว่าจนเบื่อ ว่าอยู่ฝ่ายเดียวจนเหนื่อยเข้า เขาก็จะเลิกไปเองน่ะค่ะ คุณยายบอกว่าคุณยายใช้ความอดทนตลอดเวลาเลย อะไรที่ยายพอจะทนได้ ยายจะทน ยายจะเงียบไม่พูดอะไรมาก แต่ถ้าสิ่งใดที่เกิดความเสียหายต่อหมู่คณะ ต่อส่วนรวมแล้ว คุณยายจะพูดอย่างเป็นงานเป็นการเสมอ อีกอันหนึ่งก็คือความอดทนต่อกิเลสนะคะ อำนาจกิเลส คุณยายไม่เคยอวดอ้างเพื่อชื่อเสียงของตัวท่านเอง หรือไม่เคยยกตนข่มท่านเลยค่ะ คุณยายบอกว่ายายไม่ชอบความอยากเด่น อยากดัง ถ้าเราอยากดังนี่ เราไปแสดงก่อนมันก็ไม่ดัง ยายชอบอยู่เงียบๆ ชอบเดินต๊อกๆ อย่างสบายๆ ชอบอยู่อย่างจิ้งจกตุ๊กแก ถ้ามันจะดังนี่ มันก็ดังเอง ดังด้วยบุญ ด้วยความดีที่เราทำไว้น่ะค่ะ แล้วคุณยายก็สอนไว้ว่าเกิดเป็นคนต้องอดทน จะทำอะไรก็ต้องอดทน ยายอยู่บ้านนอกเป็นชาวนา ก็ต้องอดทน ยายมาอยู่วัดปากน้ำ ยายก็อดทน มาสร้างวัดพระธรรมกาย ยายก็อดทน เพราะฉะนั้นนี่ให้เรารู้จักอดทนน่ะค่ะ แล้วคุณยายก็ยังบอกอีกว่าเราต้องอดทนนะ ทนลำบากเอานะท่านบอกว่าจะลำบากยังไง ก็ให้อดทนอย่าสร้างกรรมอีก เพราะภพชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ชาติสุดท้ายแล้วนะ ต้องอดทนให้ถึงที่สุด ชาติสุดท้ายนี่ก็หมายความว่าเป็นชาติสุดท้ายที่เรามารู้ว่าบุญบาปนี่เป็นยังไง แล้วเรามาถึงอู่แห่งทะเลบุญแล้วนี่ ใครจะตักตวงเอาบุญเท่าไหร่ก็ให้รีบตักตวง ถ้าเราสร้างสิ่งที่ไม่ดี สิ่งนี้ก็จะเป็นผังสำเร็จติดตัวเราไป ถ้าเราอดทนสร้างความดี ความดีที่เราทำไว้ก็จะติดเป็นผังสำเร็จให้ภพชาติต่อไปเราก็มีแต่ความดีเพียงอย่างเดียว ความอดทนของคุณยายจึงเป็นความอดทนที่บุคคลทั้งหลายทำได้โดยยากน่ะค่ะ และคุณธรรมอันสุดท้ายที่จะพูดในวันนี้นะคะ ก็คือความกตัญญูน่ะค่ะ ความกตัญญูเป็นคุณธรรมที่มีความสำคัญต่อชีวิตจิตใจของคุณยายมากค่ะ ท่านสอนว่าคนเราต้องรู้จักบุญคุณคน ต้องรู้ว่าเขามีความดี เขาช่วยเหลือเรา เราต้องนึกถึงบุญคุณของเขา เขาดีต่อเรายังไง เขารักเรา เราก็ต้องรักเขา แต่ถ้าเขาเกลียดเรา เราก็เฉยๆ คุณยายบอกว่ายายเคารพบุญคุณคน ใครมีบุญคุณยายไม่เคยลืมเลย ตายเมื่อไหร่นี่ถึงจะลืม อันนี้ยกตัวอย่างที่ท่านเออ ไม่ได้พบกับคุณป้าอุบาสิกาถวิล วัติรางกูล นานแล้วค่ะ แล้วบังเอิญท่านได้ไปที่ศาลาดุสิตนะคะ ท่านก็บอกว่า ท่านก็รีบเข้าไปไหว้แล้วก็ทักทายกับคุณป้าถวิลท่านนะคะ คุณยายก็บอกว่าพอคุณยายกลับมาที่กุฏิ คุณยายก็บอกว่ายายไม่เคยลืมบุญคุณเลย ยายเห็นคุณหวินแก ยายก็อยากจะเข้าไปไหว้ เพราะนึกถึงบุญคุณที่ได้มาร่วมกันสร้างวัดตั้งแต่ต้นเลยค่ะ นี่ขนาดลูกศิษย์ของท่านนะคะ แต่คุณยายบอกว่าคุณยายเคารพครูบาอาจารย์ของคุณยายมาก ยายทุ่มเทให้หมดเลย สุดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคุณยายทองสุก หรือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ เพราะว่าผู้ที่มีพระคุณต่อคุณยายมากที่สุดในชีวิตของคุณยายก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นที่มีค่าสำคัญยิ่งที่สุดในชีวิตของคุณยาย เพราะฉะนั้นการที่คุณยายตั้งใจจะตอบแทนพระคุณต่อมหาปูชนียาจารย์ของท่าน คุณยายจึงยอมทุ่มเททุกอย่าง มอบกายถวายชีวิต แล้วก็ให้ความเคารพรักเชื่อฟัง และทำตามคำสั่งสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำชนิดที่ว่าไม่ว่าจะมีกี่ชีวิตของท่าน ทานก็ทุ่มเทถวายได้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบากหรือความอดทนเพียงไร คุณยายก็สู้ไม่เคยท้อเลยที่จะทดแทนพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ นับตั้งแต่สมัยที่เออ ท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม เพราะฉะนั้นคุณธรรมของคุณยายท่านน่ะค่ะ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้กล่าวว่าคุณยายเป็นผู้ เป็นประดุจภูเขาแห่งคุณธรรมที่เป็นประดุจภูเขาทองน่ะค่ะ ที่มีนกตาดำๆ อย่างเช่นพวกเราบินผ่านภูเขาทองนี่นะคะ ปีกและหางของนกนี่ย่อมกลายเป็นสีทองไปด้วย เพราะดุจเดียวกับรัศมีแห่งคุณความดี คุณธรรมของคุณยาย ยามเมื่อลูกศิษย์ทั้งหลายได้มาเข้าใกล้ท่านน่ะค่ะ คุณธรรมต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นกับจิตใจของผู้ที่เข้ามาใกล้ เพราะคุณยายท่านมีปกติกลั่นแก้ธาตุธรรมให้กับทุกคนที่ผ่านเข้ามาในญาณทัสสนะของท่าน ให้ทุกท่านมีความสะอาด บริสุทธิ์ แล้วก็ได้บุญไปกับคุณยายน่ะค่ะ คุณยายจึงเป็นประดุจพระเจดีย์ค่ะ ที่ศูนย์กลางกายของท่านนี่มีพระธรรมกายนับอสงไขยไม่ถ้วนเลย ประดิษฐานอยู่นะคะ นับพระองค์ไม่ถ้วนที่ผ่านศูนย์กลางกายของท่านตลอดเวลา คุณยายจึงเป็นบุคคลผู้ที่มีบุญบารมีอย่างมหาศาล เป็นอู่แห่งทะเลบุญนะคะ อย่างที่พวกเราได้ทราบแล้ว และคุณยายยังเป็นประดุจภูเขาน่ะค่ะ ดุจภูเขาหิมาลัยที่เป็นปราการห้อมล้อม โอบล้อมรอบตัวเราให้ปลอดภัยจากสิ่งเลวร้าย จากภัยทั้งปวงน่ะค่ะ คุณยายทำให้ชีวิตที่เป็นไปในข้างหน้าของเรานี่น่ะค่ะ ให้เป็นประดุจสวนดอกไม้ที่เดินทางไปได้อย่างราบเรียบน่ะค่ะ และคุณยายยังคุ้มครองทะนุถนอมดูแลพวกเราไม่พ้นจากสายตาท่านเลยนะคะ เราอยู่ในสายตาของท่านตลอดเวลา ท่านพร้อมที่จะหยิบยื่นสิ่งที่ดีงามให้กับเราโดยที่ไม่เบื่อ ไม่เหนื่อย หรือไม่รำคาญ เหมือนมารดาที่ดูแลลูกนี่นะคะ ให้เติบใหญ่ในทางธรรม ฉันใดก็ฉันนั้นเลยค่ะ บุคคลอย่างคุณยายจึงเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าเราจะหาเพชรในอากาศนี่ยังหาง่าย ง่ายกว่าที่จะหาบุคคลเช่นอย่างคุณยายนะคะ โลกรอคอยคุณยาย บุคคลเช่นคุณยายนี่เป็นเวลายาวนานเลย เพราะบุคคลเช่นคุณยายปรากฏขึ้นเมื่อไหร่ เป็นแบบอย่างที่ดีของบุรุษและเทวดาทั้งหลาย เพราะคุณยายเป็นบุคคลไม่ธรรมดาเลย ท่านบอกว่าคุณยายเป็นผู้ที่มีข้อวัตรปฏิบัติที่ยอดเยี่ยม มีฤทธิ์ แล้วก็ไม่อวดตัวว่าเก่ง อานุภาพที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นทุกวันจนชินเป็นปกติ แล้วคุณยายก็เป็นจิตวิทยาที่ยอดเยี่ยมคือรู้เรื่องจิตที่ดีที่สุดเลยค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าฤทธิ์เบ็ดเตล็ดของคุณยายนี่นะคะ มีขึ้นทุกวันทุกวัน อย่างเช่นรู้วาระจิตนะคะ หรือช่วยให้หายป่วย ช่วยให้รวยเรื้อรัง หรือช่วยคนตายนะคะ หรือใครมาขอลูกคุณยายนี่ ท่านก็เก่งในการให้ เช่นขอลูกชาย ก็ได้ลูกชาย ขอลูกสาวก็ได้ลูกสาว หรือคนเป็นหมันมาขอก็ยังได้ลูกเลยน่ะค่ะ แต่ฤทธิ์ที่ไม่เหมือนใครเลยนะคะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่ามนุษย์อะไรคุมได้ทั้งหมดเลย ทั้งโลก สวรรค์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม นิพพาน แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล คุณยายสะสางธาตุธรรมให้สะอาดได้หมดเลยตลอดทั้งภพ ๓ น่ะค่ะ ท่านมีวิธีทำให้สะอาดบริสุทธิ์ตลอดภพ ๓ เลย ทำให้ภพ ๓ นี่หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารน่ะค่ะ จากเหตุการณ์ที่เคยได้พบนี่นะคะ อันนี้เป็นเกร็ดย่อยๆ นะคะว่ามีอยู่วันหนึ่งน่ะค่ะ มีผู้หญิงคนหนึ่งน่ะค่ะ ป่วยน่ะค่ะ นั่งรถเข็นมากราบคุณยายที่ห้องยามา ที่คุณยายเคยรับแขกนะคะ คุณผู้หญิงท่านนี้รับประทานอาหารไม่ได้ ต้องใส่สายยางให้อาหารทางสายยางนะคะ แล้วก็มาถวายทองคำ ๖ บาท เพื่อหล่อรูปหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำกับคุณยาย แล้วก็มาถวายปัจจัยร่วมบุญกฐินกับท่านนี่นะคะ คุณยายก็ลุกขึ้นไปจับมือกับคุณผู้หญิงท่านนั้น แล้วก็ให้พรว่าขอให้ไปมาสะดวกนะ ตัวผู้พูดเองก็ได้ฟัง ก็คิดในใจว่าสงสัยว่าเอ๊ะ คุณผู้หญิงท่านนี้นั่งรถเข็นอาการก็หมด ทำไมคุณยายถึงบอกว่าให้ไปมาสะดวก เสร็จแล้วพอแค่นึกเท่านั้นเองแหละค่ะ คุณยายก็พูดกับคุณผู้หญิงท่านนั้นต่อว่าขอให้ไปมาสะดวกนะ ยายจะช่วยส่งไปสวรรค์ก็ให้ไปสะดวกนะ แล้วคุณยายก็ลูบเนื้อลูบตัวเขา แล้วก็จับมือ สักพักหนึ่งคุณยายก็กลับมารับแขกต่อค่ะ คุณยายก็ ท่านก็พูดกับสาธุชนว่าความดีน่ะทำไว้เถอะ ไม่ไปไหน จะติดตัวเราไปตลอดเลย ยายคิดว่ายายเป็นพ่อแม่ของพวกเราทุกคนน่ะค่ะ อันนี้ก็จบสำหรับเรื่องนี้นะคะ เพราะว่าเออนับเวลาบัดนี้แล้วคุณผู้หญิงท่านนั้นคุณยายก็ส่งไปสวรรค์เรียบร้อยแล้วนะคะ มีอยู่วันหนึ่งนะคะ คุณยายท่านได้นั่งรถไปกรุงเทพฯ น่ะค่ะ เพื่อจะไปหาหมอนะคะ บังเอิญวันนั้นนะคะ ตัวผู้พูดก็ไปด้วย และตั้งใจว่าจะนำปัจจัยของคุณยายไปเก็บฝากธนาคารไว้ก่อนนะคะ ก็เหลียวรถเข้าไปจอดในอาคารแห่งหนึ่งซึ่งเป็นอาคารใหญ่ เออ โดยที่ไม่ได้กราบเรียนให้คุณยายท่านทราบเลยค่ะ เพียงแต่กราบเรียนคุณยายว่าขออนุญาตแวะที่นี่สักแปปเดียวนะคะ คุณยายท่านก็ถามขึ้นทันทีเลยว่าจะเอาเงินมาฝากหรือ ตัวผู้พูดก็เลยตอบท่านว่าทำไมคุณยายทราบละคะ คือยังไม่ได้กราบเรียนน่ะค่ะ คุณยายท่านก็บอกว่ามันเห็นข้างในที่ ยายถึงได้รู้ทันคนหมดไงล่ะ รู้ว่าคนนี้เป็นยังไง ซื่อหรือไม่ซื่อ หรือว่าเขาจะทำอะไร นี่คือตัวอย่างที่ท่านรู้วาระจิตนะคะ อีกอันหนึ่งก็คือว่ามีอยู่วันหนึ่งน่ะค่ะ มีผู้จัดการธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งค่ะ ตอนนั้นท่านเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมาก เอ่ยชื่อนี้ เอ่ยวงการธนาคารจะรู้จักท่านหมดเลย เก่งมากเลยค่ะ แล้วก็มากราบคุณยาย มาขอบารมีนะคะ หลังจากท่านผู้นี้กลับไปแล้วค่ะ ก็เรียนท่านบอกว่าคุณยายทราบไหมคะว่าคนนี้เขาเก่งจริงๆ เลย เขาเป็นนักธนาคารที่เก่งนะคะ คุณยายก็เลยพูดว่าอยู่ทางโลกนี่จะเก่งยังไงก็ตาม ถ้าขาดบุญก็ทำอะไรไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดนี่คือบุญน่ะค่ะ เพราะว่าในโลกนี้ค่ะ คุณยายบอกว่าโลกนี้มีบุญและบาปเท่านั้นเป็นเครื่องตัดสินน่ะค่ะ แล้วมีอยู่วันหนึ่งน่ะค่ะ ปี ๒๕๓๕ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ท่านจึงมีฤทธิ์มากกว่าพระอรหันต์ ซึ่งพระอรหันต์ก็หมดกิเลสเหมือนกันค่ะ คุณยายก็ตอบว่าพระพุทธเจ้านี่ท่านสร้างบารมี ท่านทำบุญมามากกว่าพระอรหันต์ และพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะก็ถามคุณยายอีกว่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์นี่ค่ะ เวลา ท่านถามว่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์นี่เวลาเข้านิพพานแล้วนี่ มีความสุขเท่ากันไหม ถามคุณยายท่านนะคะ คุณยายก็บอกว่าไม่เท่ากันหรอก เหมือนมนุษย์ที่มีบุญต่างกัน มีบุญมากบุญน้อยต่างกัน เหมือนคนจนกับคนรวย เพราะว่าชาติในอดีตทำบุญมาต่างกันน่ะค่ะ คุณยายบอกว่าถ้าอยากเป็นคนรวยก็ต้องสร้างบุญให้มาก แต่ก่อนนี้ยายไม่รู้หรอก แต่พอไปเรียนธรรมะกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้วนี่ เวลาคิดอะไรไม่ออก ยายต้องหลบนั่งไปธรรมะก่อน จึงคิดออกว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านบอกว่าตัวของเราเหมือนบุญและบาป เอ่อ ตัวของเราเหมือนหุ่นน่ะค่ะ มีบุญและบาปเป็นตัวเชิด ท่านจึงบอกว่าไม่งั้นยายก็ไม่ขอหลวงพ่อทอดผ้าป่าทอดกฐินหรอก ไม่ทราบเบื่อกันหรือยังนะคะ อีกแปปเดียวนะคะ คุณยาย เออ มีผู้มีถามคุณยายท่านน่ะค่ะว่าเออ ทำไมคุณยายถึงทอดกฐินครั้งแรกค่ะ คุณยายก็ตอบว่าครั้งแรกนี่ยายทอดกฐินก็เพราะว่ายายอยากได้บุญ กลัวว่าเดี๋ยวเราจะตายไปแล้วนี่ จะไม่ได้บุญทอดกฐินน่ะค่ะ เสร็จแล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวก็อยู่ตรงนั้น ท่านก็เลยถามคุณยายอีกว่าความจริงคุณยายนั่งสมาธิมากับหลวงพ่อวัดปากน้ำมาตั้งเยอะเลย มีบุญมากมายมหาศาลนี่ แล้วทำไมคุณยายถึงอยากทอดกฐินทอดผ้าป่าอีกล่ะ พวกเราสงสัยไหมคะ คุณยายก็ตอบว่ามันยังไม่พอ ยายน่ะตะกละบุญ ยายงกบุญ ยายงกความดี ยายทอดกฐินครั้งแรก ยายออกไปบอกบุญต่างจังหวัดไม่ได้ใช้เงินวัดแม้แต่บาทเดียวเลยนะ เรื่องบุญนี่ใครไม่งก ยายงกคนเดียว ยายบอกว่า คุณยายบอกว่าใครจะไปกับยายก็ไป ใครไม่ไปยายจะไปแล้ว ยายไม่คอยใครแล้วนะ ยายโกยบุญหนักเข้าหนักเข้า ชาติหน้ายายก็มีบุญเยอะ มีบุญไปสร้างวัดใหญ่ๆ อีก มีบุญไปสร้างวัดใหญ่ๆ อีก เพียงแค่นึกก็สำเร็จหมดเลย แล้วก็มี หลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะก็เลยถามยายว่าแล้วคุณยายจะเก็บเอาพวกลูกหลานพวกนี้ จะสร้างบุญไปทันยายหรือเปล่า คุณยายก็ตอบว่าจะตามยายไปได้นี่ จะต้องสร้างความดี ต้องสร้างบุญสร้างกุศลตามกำลัง ทำบุญไปด้วยกัน ก็ตามยายทัน ถ้าไม่มีบุญ ก็ตามยายไปไม่ได้ ยายเป็นคนงกบุญมานานแล้ว ยายไม่ได้บอกใครเอง คุณยายก็บอกว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์นี่ดีที่สุด ไม่มีอะไรจะเลิศเท่า เกิดมาถ้าไม่สร้างบุญสร้างกุศลแล้วจะเกิดมาทำอะไร เดี๋ยวเกิดมาชาติหน้าก็กลายเป็นขอทาน ยายมองคนทุกชั้น มองตั้งแต่เศรษฐีจนกระทั่งคนขอทาน แล้วยายก็มานั่งเข้าที่พิจารณา พอมองไปแล้วยายก็เห็นว่าเขานี่ที่เป็นคนร่ำรวย เป็นเศรษฐีมีเงินเยอะแยะนี่ เพราะชาติในอดีตนี่เขาทำทานมาเยอะ เขาเก็บของเขามา แล้วยายก็มองไปดูคนจนน่ะค่ะ ทำไมมันถึงจนนะ ยายก็เข้าที่ดู ยายก็บอกว่าอ้อ พวกจนๆ นี่เพราะว่าเราไม่ได้ทำทาน มันตายแล้วก็มาแต่ตัว ไม่งั้นพอยายเห็นอย่างนี้ค่ะ ยายก็บอกว่าไม่งั้นยายก็ไม่สร้างวัดหรอก เพราะฉะนั้นน่ะค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็เลยบอกว่าการบังเกิดของวิชชาธรรมกายนี่เป็นสิ่งที่เกิดยาก แต่การบังเกิดขึ้นของบุคคลผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายนี้เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า ดังนั้นการที่เราจะได้มีโอกาสสร้างสถานที่ประดิษฐานรูปหล่อของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวในโลก ณ ศูนย์กลางกายธรรมกายแห่งโลกครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ใครก็ตามที่ได้มีโอกาสมาบูชามหาวิหารและตามระลึกนึกถึงบุญนี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำและคุณยายจะเอาพวกเรานี่ค่ะ ผู้ที่กราบไหว้นี้มาไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วอาราธนาพระพุทธเจ้าที่มีบารมีแก่ๆ นับพระองค์ไม่ถ้วน ซ้อนในตัวเราแล้วก็กลั่นแก้เติมบุญเติมบารมี ให้ได้บุญมหาศาล เพราะสิ่งที่ทำนี้ถูกแหล่งกำเนิดแห่งบุญ ท่านเอาบุญมาให้กับทุกๆ คนที่ได้สร้างบุญให้มีผลเกิดขึ้นในปัจจุบันชาติเป็นอัศจรรย์ เพราะฉะนั้นนะคะ ในพรรษานี้ขอให้ทุกท่านได้ตั้งใจเพราะว่าเป็นพรรษามหาบูชา ให้ได้ตั้งใจปฏิบัติบูชาและอามิสบูชาด้วยนะคะ ให้ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมรักษาศีล เพื่อที่จะรองรับบุญใหญ่คือบุญการสร้างมหาวิหารด้วยค่ะ เพราะพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เล่าว่าบุคคลผู้ที่บริสุทธิ์มากๆ ที่ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า ไม่ว่าข้าจะมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว ใครที่มาทำบุญ ย่อมได้บุญเสมอกัน ก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนะคะ เพราะฉะนั้นเราได้มาทำบุญกับบุคคลผู้ที่มาปราบกิเสล ที่ศูนย์กลางกายของท่านนี่มีพระธรรมกายนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นขอให้ทุกท่านน่ะค่ะ ตั้งใจนะคะ แล้วก็ทุ่มเทให้เต็มกำลัง เพราะท่านบอกว่าแม้เรามีแค่ตัวกับหัวใจน่ะค่ะ ความยากจนจะถูกปิดไปโดยสิ้นเชิงเลย เพราะแม้กระทั่งคุณยายนะคะ แม้ท่านจะหมดลมไปแล้ว แต่หัวใจของท่านยังโชนนิรันดร์ ท่านจะต้องสร้างมหาวิหารให้สำเร็จจนได้ แม้เป็นกายละเอียด เป็นสมณะเทพบุตร แต่ใจของท่านก็เหมือนเดิม คือเข้มแข็งแล้วก็มีมโนปณิธาน แน่วแน่ ท่านจะไปตามลูกหลานทั่วโลกเลยค่ะ มาทอดกฐิน Super Big Giant ของท่านให้หมดเลยค่ะ เพราะฉะนั้นหลวงพ่อท่านบอกว่าจงอย่าสิ้นหวัง เมื่อยังความพยายามไม่เต็มที่นะคะ แม้เอาชีวิตเป็นเดิมพันนะคะ จะตายก็ยอม ให้เราตั้งใจทุ่มเทให้เต็มที่ที่จะเอาบุญอันค่ะ ท่านบอกว่ามหาวิหารนี้เป็นอนุสรณ์ชิ้นสุดท้ายที่คุณยายได้มอบไว้ให้แก่เราในขณะที่ท่านมีสังขารอย่างนี้ ไม่ว่าใครก็ตามนะคะ ที่มาเอาบุญใหญ่ครั้งนี้ จะเป็นมนุษย์ มนุษย์ก็รวย จะเป็นเทวดา เทวดาก็รวยค่ะ รวยบุญด้วยนะคะ จะเป็นบรรพชิต พระภิกษุสามเณรก็รวยค่ะ และเราจะมีทรัพย์ไว้สำหรับใช้ในการสร้างบารมีอย่างบุญบันเทิง อย่างไม่ต้องอึดอัดขัดสนเหมือนอย่างนี้อีกค่ะ เพราะว่าเพียงแค่แตะที่ผ้าภูษามหาสมบัติ บุญก็พรวดเข้าไปในใจของเราเลย เหมือนเราเสียบปลั๊ก ต่อเข้ากับต้นกำเนิดของไฟฟ้านะคะ เพราะฉะนั้นปกตินี่ค่ะ เทวดาเขาจะโจทก์แล้วก็อนุโมทนานะคะ แต่ครั้งนี้นะคะ เขาไม่โจทก์แล้วไม่รออนุโมทนาแล้ว เขาลงมาทำร่วมกับเราเลยนะคะ มาเบียดเสียดกับเรา แล้วก็มาทำบุญร่วมกับเราในครั้งนี้นะคะ พรรษานี้ที่เป็นพรรษามหาบูชานะคะ ขอให้ทุกท่านตั้งใจปฏิบัติบูชานะคะ อยากเรียนเชิญทุกท่านได้ตั้งใจเลยนะคะ ถ้าหากได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมอยู่แล้วนะคะ ก็ขอให้ได้ตั้งใจนั่งสมาธิทุกวันยิ่งๆ ขึ้นไปเลย เคยนั่ง ๑ ชั่วโมงทุกวัน ถ้าสามารถทำเพิ่มได้เป็น ๒ ชั่วโมงทุกวัน ก็จะยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นกำไรชีวิตและได้น้อมนำบุญนี่นะคะเออ ถวายแด่คุณยาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ เป็นการบูชามหาปูชนียาจารย์ด้วยการปฏิบัติบูชาน่ะค่ะ ส่วนอามิสบูชานะคะ ก็อย่าลืมนะคะ กฐินนะคะ ถึงแม้เราจะได้ทำไปครบกองแล้วก็ตาม ก็ขอให้ได้มีโอกาสชักชวนบุคคลอื่นอีกนะคะ ที่ไม่ได้มีโอกาสทราบข่าวบุญอันยิ่งใหญ่นี้น่ะค่ะ และถ้าหากทำเพิ่มได้อีกก็ขอให้ได้ทำต่ออีกนะคะ เพราะจะเป็นบุญพิเศษของเราน่ะค่ะ เพราะพรรษานี้นะคะ นอกจากว่าเออ เป็นพรรษามหาบูชาแล้ว ยังเป็นพรรษาอัศจรรย์ด้วยเพราะอู่แห่งทะเลบุญนี่นะคะ บังเกิดขึ้นต่อหน้าเราอยู่แล้ว เหลือแต่ว่าขอให้เราได้ขยันตักตวงนะคะ ให้เราเอาใจจรดจ่อนะคะอยู่ในบุญ และพลังในตัวของเรานี่จะเพิ่มขึ้นตลอดเวลาเลย อย่าลืมนะคะ แค่มีตัวกับหัวใจ ความยากจนก็จะไม่เกิดขึ้นอีกเลยค่ะ จากนี้ไปนะคะ ก็อยากขอเรียนทุกท่านน่ะค่ะ ได้มีโอกาสนั่งหลับตานะคะ อธิษฐานจิตน่ะค่ะที่จะปฏิบัติบูชาตลอดช่วงเข้าพรรษา เหมือนอย่างที่เป็นประเพณีของพวกเราชาวธรรมกาย ที่ในช่วงเข้าพรรษาจะได้ปฏิบัติบูชาทุกๆ ครั้งนะคะ ในช่วงเข้าพรรษานี้ค่ะ ก็เรียนเชิญทุกท่านนั่งหลับตากันสักครู่หนึ่งนะคะ แล้วประเดี๋ยวจะได้กราบขออาราธนาคุณยายได้ให้พรกับทุกๆ ท่านด้วยค่ะ (เสียงคุณยาย) : เราไปหลับไปนอน กลับบ้านก็นึกถึงบุญถึงกุศลของเราทุกคนนะ บุญนี่นะ ถ้าเรานึกบ่อยๆ นะ บุญนี่มันจะโตๆ ขึ้น บาปก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรานึกถึงบาป ไอ้บาปก็จะโตๆ ขึ้น ไม่ต้องไปนึกถึงบาป นึกถึงแต่บุญ พอบุญมันโตๆ ขึ้น บุญเขาก็พาเราไปสุคติ ถ้าไปนึกถึงบาป บาปมันโต บาปมันก็พาเราไปทุกข์ เพราะงั้นจำไว้นะ ทุกคน ทีนี้เราไม่รู้เรื่องเงื่อนไขกันใช่ไหม เวลาจะละโลกอย่างหนึ่ง ก่อนเราจะละโลกออกจากร่าง เราก็ เราทำบุญที่ไหนไว้ เราทำทานที่ไหนไว้ เราก็นึกถึงความดีที่เราทำไว้ พอเรานึกถึงความดีที่ทำไว้ จิตเราออกไป ออกจากร่างได้ เราก็ไปเกาะไอ้ที่ดี ถ้าไปนึกถึงไอ้ความชั่ว พอมันออกจากร่างได้ มันก็ไปเกาะความชั่ว เกาะไม่ดี ไม่ใช่ตายแล้วสูญ ไม่สูญหรอกนะ มันสูญแต่กายหยาบ ไอ้ตัวจริงที่ไปเกิดมาเกิด มันไม่ยอมสูญ รู้ไหม สมัยหนึ่งยาย สมัยยายปัดลูกระเบิดอยู่วัดปากน้ำ พวกคุณคงยังไม่เกิด สมัยนั้นฉันระลึกชาติไปดูตัวฉัน แล้วก็ดูคนอื่นด้วย แต่ละคนนี่จะมาเป็นคนได้ ไม่ใช่ของง่ายนะ ตายเกิด ตายเกิด ไปใช้กันเป็น เป็นสัตว์มาทุกชนิดแล้ว ใช้กรรมใช้เวรมาเสีย วัว ควาย ช้าง ม้า กา ไก่ หมู หมา มันก็คน พอมันมีกรรม มันก็ต้องไปเกิดเป็นอย่างนั้น ใช้มาหมดแล้ว ถึงจะมาเกิดเป็นคน เพราะงั้นเราเกิดเป็นคนได้ ต้องรักษาความดีเอาไว้ เราจะเกิด ได้เกิดเป็นคนไปทุกชาติทุกชาติไป นี่ไม่มีใครรู้ ยายนี่เข้าใจ เพราะงั้นยายก็พยายามตอนหลังนี่ ตอนหลังนี่ก็พยายามสร้างวัด เอาพระมาอยู่วัด โธ่ ถ้ายายไม่บุกเต็มที่นะ วัดนี้เอาไม่ขึ้น ตอนนี้ยายก็วางๆ แต่ว่าก็ช่วยเขาทำ ช่วยข้างหลัง ให้เขาวิ่งๆ ไป เราก็มองข้างหลัง ถ้าเห็นท่าไม่ดี เราก็เตือนเขา มันก็เป็นอย่างนี้ เราแก่แล้ว อายุเรามากแล้วนะ ขอให้ ขอให้ทุกคนไปเป็นเศรษฐีไปสร้างบารมีกะยายอีกทุกชาติทุกภพไป เกิดมาให้มีสมบัติติดตัว คุณจะไปเกิดทุกชาติทุกภพ ให้มีสมบัติทำบุญทำทานไม่รู้จักหมดจักสิ้นแล้วไปเจอยายอีกนะ ขอให้ทุกคนเห็นธรรมะใสๆ เห็นธรรมกายได้นะ ให้หมดนี่นะ ยายก็ถือว่าลูกยายทั้งนั้น คนอยู่วัดนี่นะ ลูกยายหลานยายทั้งนั้นเลย ยายไม่ได้แต่งงาน มัวแต่มานั่งสร้างวัดให้เขาอยู่ ให้ทุกคนได้บุญกะยายเยอะๆ นะ เราละจากโลกมนุษย์นี่ เราเอาอะไรไปไม่ได้ สร้างบุญเอาบุญไป สร้างบาปเอาบาปไป ทุกคนจะได้บุญกะยายเยอะๆ เผื่อไปเจอยาย จะได้ไปสร้างบุญสร้างบารมีกันอีกนะคะ (สาธุ) (หมด 1/B) PAGE PAGE 17 หน้า FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กรกฎาคม\44-07-06 FW-XXT.doc