อำนาจของสัมมาสมาธิ
(ม้วน 1/A)
พระสุพลิษฐ์ : ขอความนอบน้อมด้วยเศียรเกล้า จงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและผู้พิชิตมาร พระผู้นำหมู่สัตว์โลกให้พ้นจากอำนาจของมาร กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ นมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป ขอความเจริญรุ่งเรืองสว่างไสวในวิชชาธรรมกาย จงมีแด่พวกเรายอดขุนพลกล้ากองทัพธรรมทุกท่านทุกคนเทอญ (สาธุ)
ในวันนี้ก็ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ ซึ่งนับว่าเป็นวันที่สว่าง คือเป็นวันอาสาฬหบูชานั่นเอง วันนี้หลวงพี่ขอบรรยายเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ปกติแล้ววันอาสาฬหบูชานี่ก็ในทุกๆ วัดนี่ เมื่อตรงกับวันอาสาฬหบูชาก็จะมีการบรรยายธรรมที่เรียกว่าธัมมจักกัปปวัตนสูตร ก็จะมีการบรรยายธรรมทุกวัด เรื่องธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี่ เพราะว่าเป็นการบังเกิดขึ้นของสังฆรัตนะในวันนี้นี่เอง
เนื่องจากว่าเมื่อย้อนไปสองพันห้าร้อยกว่าปีนี่ หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงบรรลุธรรม ตรัสรู้อนุตระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ หลังจากนั้นอีก ๒ เดือนท่านก็ใช้เวลาในการทบทวนความรู้ต่างๆ จนประมาณ ๒ เดือน พอถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ ท่านก็แสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรให้กับปัญจวัคคีย์ ให้กับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นั่นเอง
ซึ่งคำว่าธรรมจักร ธรรมจักรก็มาจากคำว่าธรรมะบวกกับจักกะระ ธรรมะบวกกับจักกะระ คำว่าจักรนี่ จักรในสมัยเออ จักรนี่จริงๆ แล้วเป็นยานพาหนะนะ เป็นทั้งอาวุธและยานพาหนะของพระเจ้าจักรพรรดิ พระจักรพรรดินี่จะมีจักรเป็นอาวุธสามารถที่จะทำลายล้างสิ่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาอะไรต่างๆ เป็นอาวุธ แล้วก็เป็นยานพาหนะ คือสามารถที่จะขน ขนคน ขนชาวเมืองต่างๆ ไปที่ไหนต่อไหนได้
ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านเคยพูดถึงเรื่องจักรเอาไว้ในครั้งหนึ่งท่านบอกว่าจักรจริงๆ แล้วนี่ไม่เป็นซี่นะ จะไม่เป็นซี่ คือจะแบนๆ ลักษณะจะแบนๆ แล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านก็ สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็บอกว่าจะให้คุณยาย ให้คุณยายไปเอาจักรอยู่บนโน้นนะ ที่ไหนก็ไม่ทราบบนโน้น ก็ ก็ต้องอาศัยวิชชาธรรมกาย คือถ้าเก่งก็จะไปเอาได้ จักรตรงนี้
ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านได้อธิบายเรื่องจักรไว้นี่ ท่านบอกว่าเออ จักรนี่มีอยู่ ๒ อย่างก็คือ
อันแรกเป็นอาวุธ
อันที่ ๒ ก็คือเป็นยานพาหนะ
ท่านบอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งชาวเมืองเออ มีพระเจ้าจักรพรรดิองค์หนึ่งท่านก็ขนชาวเมืองนะ คือมนุษย์ต่างดาวว่างั้นเถอะ มายังโลกมนุษย์ของเรานี่ มาจากโลกุตตระกุรุทวีป พอมาถึงปุ๊ป ก็อยู่ในแถวๆ อินเดียปัจจุบันนี้ มาถึง ปรากฏว่าพระเจ้าจักรพรรดิองค์นี้สิ้นพระชนม์ก่อนคือสิ้นชีวิตเสียก่อน พวกชาวบ้านชาวเมืองที่มาด้วยก็กลับไม่ได้ กลับไม่ได้คือก็ต้องอยู่ในประเทศอินเดีย ในประเทศอินเดีย แล้วก็ออกลูกออกหลาน เขาเรียกว่า แถบนั้นเขาเรียกว่าทุ่งกุรุ ออกลูกออกหลานกัน แรกๆ ก็อยู่ดี หลังๆ ก็มีการทะเลาะวิวาทกัน ทำสงครามบ้าง อะไรบ้าง ที่เรียกว่ามหาภารตะยุทธ ต่างๆ เหล่านี้
ซึ่งคำว่าธรรมจักรในแง่ของพระพุทธศาสนาแล้วนี่ คือจักรนี่จะใช้เป็นอาวุธในการทำลายล้างกิเลส ดับกิเลส ดับความทุกข์อะไรต่างๆ แล้วเป็นยานพาหนะคือ เป็นยานพาหนะที่จะนำไปสู่หนทางแห่งพระนิพพานนั่นเอง ความหมายของทางพระพุทธศาสนา
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ได้แสดงธรรมธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี่ ในวันอาสาฬหบูชานี่นะฮะ ทุกๆ พระองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่มาบังเกิดขึ้น พระองค์ก็จะแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี่เพียงแค่ครั้งเดียว หลังจากนนั้นก็จะไม่แสดงธรรมอีกเลย ก็คือจะเป็นการขยายความในบท บทธรรมจักรนี้ ทุกๆ พระองค์จะมาแสดงบทนี้เพียงครั้งเดียว
ซึ่งธรรมจักรนี้นะ ก็คือหรือจักรแห่งธรรม เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดง ท่านหมายถึงว่าเป็นธรรมอันบริสุทธิ์ หรือคำสอน ความรู้อันบริสุทธิ์ที่แท้จริง ก็ได้เปิดเผยมาสู่มวลมนุษยชาติ ทั้งมนุษย์แล้วก็เทวดาก็ได้ทราบวิธีการปฏิบัติ เพื่อขจัดกิเลส ดับความทุกข์ เข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะ ขืนบอกว่ามนุษย์ทุกคนฟังธรรมแล้วบรรลุธรรมได้เนื่องจากทุกคนมี มีธรรมกายภายในตัว มีธรรมทุกๆ คน รวมทั้งเทวดาด้วยนะ เทวดาก็สามารถฟังธรรมได้ ซึ่งการเทศน์ธัมมจักกัปปวัตนสูตรเป็นการปักหลักในพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป
ทีนี้ข้อสังเกตในเรื่องของธรรมจักรนี่ ซึ่งก็บอกไปแล้วว่ามี เป็นการเทศน์ครั้งเดียวนะ เพราะว่าเป็นข้อธรรมที่สมบูรณ์ ประการแรก
ข้อที่ ๒. คือทำให้เกิดสังฆรัตนะ คือพระอัญญาโกณฑัญญะท่านก็ได้เข้าถึงพระธรรมกายพระโสดาบัน
ประการที่ ๓. การเทศน์ครั้งต่อมาก็เป็นการขยายความของธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี่ ตลอด ๔๕ พรรษาของพระองค์นี่ ซึ่งตามปกติแล้วกฎหมายนี่แม่บทต่างๆ เวลามีกฎหมายลูกออกมานี่ บางทีจะขัดแย้งกันกับกฎหมายแม่บท แต่ว่าสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน เทศน์ธัมมจักกัปปวัตนสูตรซึ่งเป็นแม่บททางธรรม ในธรรมะตรงนี้ เวลาท่านไปเทศน์ขยายต่อก็จะไม่ขัดแย้ง อาจจะสอดคล้องกันตลอด ก็ไม่เหมือนกฎหมายทางโลกทั่วไป
นี้ก็จะพูดถึงเรื่องธัมมกัปปวัตนสูตรนี่ก็มีหนทางปฏิบัติอยู่ ๘ ประการ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านบอกว่านี่ ทั้ง ๘ ข้อนี่สัมพันธ์กันตลอดเลย จะขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่ได้ จะตัดลัดข้อความข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่ได้ สัมพันธ์กัน แล้วต้องครบทุกข้อจึงจะบรรลุวัตถุประสงค์คือดับกิเลส เข้าถึงความสุขอันไพบูลย์นั่นเอง แล้วก็จะนำกิจของเราให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เข้าสู่ภูมิแห่งพระอรหันต์ ซึ่งมรรคมีองค์ ๘ นี้มีอะไรบ้าง
ข้อแรก สัมมาทิฐิ มีความเห็นชอบ เห็นชอบก็คือ คือรู้ว่าเรื่องกฎแห่งกรรมมีจริง กฎแห่งกรรมมีจริง คือไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมก็คิดว่าเออ เราทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ชั่ว ทำชั่วได้ดีมีถมไปอะไรอย่างนี้นะฮะ ไปเชื่ออย่างนั้น แต่ถ้าเราเชื่อกฎแห่งกรรมแล้วเราก็จะไม่ไปทำความชั่วต่างๆ เหล่านี้ เชื่อเรื่องนรกสวรรค์อะไรต่างๆ โลกนี้โลกหน้า
เหมือนคุณยาย คุณยายอาจารย์ของเรา ท่าน ท่านมีความเห็นตรงนี้ถูกแล้ว ก็ทำให้ท่านเดินทางถูก เหมือนกับว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่คุณยายของเรา ท่านได้ฟังว่าคุณพ่อแช่งใช่ไหม ให้หูหนวก ๕๐๐ ชาตินี่ คือท่านก็กลัวจะเป็นกรรมตรงนี้ แต่ถ้าท่านไม่เชื่อตรงนี้คือเป็นกฎของกรรม ไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์อะไรอย่างนี้ ท่านก็จะไม่ไปศึกษาวิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ เพื่อที่จะไปขอขมาโทษกับคุณพ่อ เพราะท่านเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องกฎแห่งกรรมนั่นเอง ต้องเชื่อเรื่องโลกนี้โลกหน้า แล้วก็สุดท้ายแล้วก็เชื่อว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง มีจริง พระองค์ทรงบรรลุธรรมด้วยพระองค์เอง คือไม่มีครูบาอาจารย์สอนนั่นเอง แล้วก็สมณะกีภาที่บรรลุธรรมมีจริง มีพยานตรัสรู้ธรรมที่สามารถตรัสรู้ธรรม ปฏิบัติดำเนินตามคำสอนของพระองค์แล้วก็บรรลุธรรมตามได้
สัมมาทิฐินี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นเดินทางที่ถูกต้อง ถ้าถูกทางก็ถึงที่หมาย เหมือนกับเออ เราจะไป จะมาจากบ้านเรา จะมาวัดพระธรรมกาย สมมติว่ามาจากดอนเมืองใช่ไหม ก็มาทางเส้นรังสิต แต่ถ้าย้อนไปถึง ไปเซ็นทรัล ลาดพร้าว ก็ไม่ถึงวัดพระธรรมกาย เหมือนกันถ้าเราเริ่มต้นเดินทางถูกต้องก็ถึงที่หมาย แต่ถ้าเริ่มต้นเดินทางไม่ถูกแล้ว ก็ตกห้วยตกเหวไปต่างๆ นานา นี้ข้อแรกสัมมาทิฐิความเห็นชอบนะ
ข้อที่ ๒. สัมมาสังกัปปะ คิดถูก พอเข้าใจถูกแล้ว ข้อที่ ๒. ก็คิดถูก เข้าใจในเรื่องต่างๆ นี่ เราก็คิดถูก ก็คิดออกจากกาม ความพยาบาท ความเบียดเบียน คิดออกจากกามนี่คุณยายเราก็ ก็ออกจากบ้านมา แล้วมาศึกษาธรรมะกับคุณยายทองสุข เสร็จแล้วก็มาวัดปากน้ำ หลังจากนั้นก็ไม่กลับไปเลย ไม่กลับไปอีกแล้ว คุณนายเลี๊ยบมาตาม ตอนหลังก็ไม่ยอมกลับ เพราะว่ารู้สึกว่าชีวิตการบวชนี่ดีกว่า คิดออกจากกาม
ข้อที่๓. เรื่องสัมมาวาจา เรื่องคิดถูกแล้วก็พูดถูกนะ พูดถูก คือพูดเรื่องจริง มีประโยชน์ เป็นสาระ ไพเราะ พูดแต่คำที่ละเอียด คุณยายของเราซึ่งพูดแต่คำที่เป็นอรรถเป็นธรรมตลอดเวลา ตลอดชีวิตของท่าน ที่เป็นต้นแบบที่ดีนั่นเอง
ข้อที่ ๔. สัมมากัมมันตา คือการกระทำชอบนะ คล้ายๆ กับศีลนะฮะ คล้ายๆ กับศีล ๓ ข้อแรก ก็คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ขโมยของ ไม่ประพฤติผิดในกาม สัมมากัมมันตา กระทำชอบ
ข้อที่ ๕. สัมมาอาชีวะ ก็คือมีอาชีพชอบนะ มีอาชีพที่สุจริต ที่คิดว่าทำแล้วไม่ทำให้เราไปสู่อบาย ประกอบอาชีพอะไรก็ได้ที่สุจริต หลวงพ่อท่านบอกว่าไม่ให้ดูที่ผลกำไรนะ ว่ากำไรมากแล้วเราก็ไปทำ แต่ว่ามันจะทำให้เรานี่ตกนรกหรืออะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ควรละ แล้วก็ควรเว้นเอาไว้ ซึ่งอาชีพที่ไม่สุจริตคืออะไรบ้าง ที่ไม่ควรทำ ก็ฆ่าสัตว์ ขายค้ามนุษย์ ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ค้ายาพิษ ปัจจุบันก็ยาเสพติด ยาเสพติดนั่นเอง ไม่ต้องถึงยาเสพติดเลย แค่ขายเหล้านี่นะ ขายเหล้านี่ยังมีโอกาสนะ ยังตกนรกแล้วต้องไปเป็นคนกรอกเหล้าให้คนอื่นได้เลย อย่างที่หลวงพ่อท่านเคยเล่านะ เคยเล่านี่ ไอ้คนขายเหล้าไม่ใช่ว่าสบายนะ ไปนรกไปตัดกรอกไม่ใช่สบาย ก็ทุกข์ทรมานจนตาย
มีโยมคนหนึ่งนั่งปฏิบัติธรรมได้ดี ไปนั่งกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็สอนฮะ โยมท่านนี้ก็ไปดูในนรกขุมหนึ่งเป็นขุมที่ ๕ ดูนรกขุมสุรา ไปเจอพี่ชาย พี่ชายนี่สมัยเป็นมนุษย์นี่ก็ แค่กินเหล้าเฉพาะงานสังคมเท่านั้นเอง แต่ว่าไปตกนรกในขุมนี้ไม่ได้กินทุกวันเลย ส่วนไอ้คนตักกรอกนี่ โยมท่านนี้บอกรู้จักเลย บอกว่านี่เป็นยี่ปั๊ว เป็นยี่ปั๊วเก่าสมัยเป็นมนุษย์ เป็นยี่ปั๊วแล้วก็รวยมากเลย หลายๆ จังหวัดอยู่ในมือ ก็ไปเป็นคนตักกรอกนี่นะอย่างนี้ ทุกข์ทรมานจนตาย อาชีพที่ไม่สุจริตนี่ อาชีพที่ทำให้เราไปอบาย แล้วก็ละเว้น คือพอปัจจุบันนี้ก็เรื่องยาเสพติดก็ระบาดเยอะเลย แล้วก็เว้นไปอาชีพนี้
ข้อที่ ๗ ก็คือเรื่องสัมมาสติ สัมมาสติ หลวงพ่อธัมมะท่านก็บอกว่าให้เอาใจนี่นะ สติคือดึงใจกลับมาอยู่ที่ตั้งดั่งเดิมนะ ไปอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา มาอยู่ที่ตั้งดั้งเดิมของเรา ท่านก็บอกว่าให้มาดูที่กาย เวทนา จิต ธรรม ท่านบอกว่าสิ่งใดที่กลมกลืนร่างกายให้เป็นอยู่ได้ เหมือนไฟที่มีฟืนปรนเปรอ ก็ให้กลับมาอยู่ตรงนั้น คือให้เอาใจของเรากลับมาอยู่ที่ตั้งของเรา เมื่อลมหายใจเป็นสิ่งที่ปรนเปรอให้เป็นอยู่ได้ ก็ให้มาอยู่ที่ลมหายใจ ตรงที่สุดแห่งลมนั้น ท่านบอกให้มาอยู่ที่สุดแห่งลมก็คือตรงกลาง ศูนย์กลางกายนั่นเอง เราลองหายใจเข้าลึกๆ ดู กลางที่สุดแห่งลมก็คือศูนย์กลางกาย คือที่ตั้งของใจของเรา และให้รู้ถึงความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา มีสุข มีทุกข์ หรือเฉยๆ ก็ให้รู้จัก ความคิดปรุงแต่งที่มีอยู่ในใจต่างๆ ตลอดทั้งที่เป็นกุศล และอกุศลต่างๆ เหล่านี้ เรียกว่าสัมมาสติ
ยกตัวอย่างคุณยายท่านก็มีตรงนี้มากทีเดียวนะเรื่องสตินี่ แม้กระทั่งจะละสังขารไปแล้ว ท่านก็มีสติที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่าที่ เมื่อท่านพูดไม่ได้แล้วนะ ท่านจะพยักหน้า เวลาท่านบอกว่าสิ่งนี้ถูกต้องหรือเปล่า ไปถามคุณยาย ถ้าถูกต้องท่านก็จะพยักหน้า ถ้าไม่ถูก คือท่านไม่เห็นด้วยก็จะนิ่งๆ เฉยๆ แสดงว่าสติท่านสมบูรณ์ทีเดียว จนกระทั่งละสังขารเลยนะ สติจน
ส่วนข้อสุดท้าย ข้อที่ ๘ สัมมาสมาธิก็ให้ใจของเรานี่ตั้งอยู่อย่างนั้น คือท่านบอกว่าให้เรานี่เอาใจมาตั้งไว้ศูนย์กลางกายแล้วก็ตรึกนึกถึงบริกรรมนิมิต การตรึกนี่เขาเรียกว่าวิตกนะ วิตก เรียกว่าเอาใจกลับมาตั้ง สู่ที่ตั้งนี่ ใจตรึกถึงบริกรรมนิมิต เป็นดวงแก้ว หรือองค์พระ แต่ถ้าตรึกให้ต่อเนื่องเรียกว่าวิจารณ์ ตรึกไปเรื่อยๆ เรียกว่าวิจารณ์ ตรึกไปเรื่อยๆ แล้วใจหยุดนิ่ง หยุดนิ่ง พ้นจากความฟุ้งซ่านกับมืด ปีติก็เริ่มเข้ามา เพราะปีติจากการ หลุดจากความฟุ้งซ่านกับความมืด มีปีติ บางคนก็รู้สึกว่าใจนิ่ง ตัวโยกตัวโคง ตัวโยกตัวโคง บางคนก็มีความรู้สึกว่าใจ ตัวจะขยาย บางคนก็ตัวย่อ ไม่เหมือนกัน แต่ละคน นี่คืออาการของใจนิ่ง มีปีติ
แล้วก็หลังจากนั้นก็เริ่มมีความปีติซาบซึ้ง คือขนลุกตัวเป็นหนามเลย อะไรต่างๆ เหล่านี้ แล้วแต่บางคน นี้ก็จะเจอความสุขที่ไม่เคยเจอมาก่อนเลย ก็จะมีแต่จิตดวงเดียวที่ดื่มด่ำอยู่ในความสุขนี่ ใจนิ่ง พอนิ่งถูกส่วนปุ๊ปนี่ เขาเรียกว่าเอกคตา คือใจหยุดนิ่งเป็นหนึ่งเดียว ไม่วอกแวกไปไหนเลย
หลังจากนั้นก็เข้าถึงสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมชโยสอนตามลำดับ เข้าถึงดวงปฐมมรรค ๖ ดวง เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหมต่างๆ เหล่านี้ เข้าถึงกายธรรมโคตรภู แต่ว่าพระอัญญาโกณฑัญญะนี่ เมื่อท่านน้อมใจตามสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สอน ก็เข้าถึงเขตของอริยบุคคล อริยเจ้าคือบรรลุธรรมเป็นพระธรรมกายพระโสดาบัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็รู้ฮะ เพราะว่าท่านสอนปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ โดยเอาปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ไว้ในกลางของท่าน ในกลางธรรมกาย ท่านก็สอนไปในกลาง แล้วก็เห็นทั้ง ๕ เลย พอเห็น พระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุธรรม เป็นพระธรรมกายโสดาบัน ก็เปล่งวาจาว่าอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ รู้แล้ว อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้ว แต่ว่าองค์อื่นยังไม่พูดอะไร เพราะว่ายังอยู่ในขั้นโคตรภูบุคคล คือยังไม่เที่ยงแท้แน่นอนนั่นเอง บอกอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ
ทีนี้เมื่อพระอัญญาโกณฑัญญะท่านบรรลุธรรมกายพระโสดาบัน ธรรมกายหน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วานี่ ท่านก็ละสังโยชน์เบื้องต่ำ เครื่องผูกเบื้องต่ำได้ คือหายสงสัยในพระรัตนตรัย คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมกายพระโสดาบัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ แล้วก็ละสักกายะทิฐิ คือแต่เดิมคิดว่าสิ่งที่ตัวเองเคยเข้าถึงนี่ ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ มนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม อรูปพรหม ตอนแรกคิดว่าเป็นนิจจัง สุขัง แล้วก็อัตตา แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้นี่ กายต่างๆ เหล่านี้เป็นอนิจจัง รูปขัง อนัตตา กายธรรมพระโสดาบันนี่แหละเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน นี่ก็คือละเออ ละสังโยชน์เบื้องต้น เออ สักกายะทิฐินี่ ความยืดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ของกายมนุษย์ ทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหมนี่ คือละสักกายะทิฐิได้
แล้วก็วิจิกิจฉา คือความลังเลในเรื่องการปฏิบัติ หรือคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ สงสัยว่าชีวิตจะไปสิ้นสุดที่ใด หรือว่าจะดำเนินหรือปฏิบัติอย่างใดถึงจะไปสิ้นสุด เพราะว่าตัวเองนี่เห็นหนทางแล้ว เห็นปลายทางของพระนิพพานแล้วว่านี่เป็นอย่างไรที่จะไปได้ คือเห็นที่สิ้นสุด เห็นทางนิพพานด้วยธรรมจักขุ และรู้ได้ด้วย หยั่งรู้ได้ด้วยญาณทัสสนะ ของธรรมกายของพระโสดาบัน คือไม่เกิน ๗ ชาตินะ อีก ๗ ชาติก็จะเข้าสู่พระนิพพานนั่นเอง หายสงสัยหมดเลย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกายโสดาบัน ถึงหายสงสัยในพระรัตนตรัย
สีลพัตตปรามาสก็คือข้อวัตรปฏิบัติแบบอื่นของเดียรถีย์ในยุคนั้น ที่ให้ทรมานตนอะไรต่างๆ นี่ ให้มีความสุขก็สุขเต็มที่เลย สุดโต้ง ๒ อย่าง ก็ถือว่าวิธีนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ไร้แก่นสารสาระ เป็นสรณะแล้วก็ที่พึ่งไม่ได้นะ
นี้เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์จบนี่ธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี่ ก็ยังความกึกก้องโกลาหลไปหมดเลย ทั่วเลย ทั้งเทวดาไล่เรื่อยไปตั้งแต่ภุมมเทวา ที่อยู่ตามจอมปลวก รุกขเทวาที่มีวิมานอยู่ตามต้นไม้ อากาศเทวา เทวดาทั้ง ๖ ชั้น รูปพรหม อรูปพรหมนี่ ต่างก็กึกก้องโกลาหลกันใหญ่เลย โอ้โฮ ไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมอย่างนี้มาก่อนเลย เป็นธรรมที่ดีมากนะ ตื่นเต้นกันใหญ่เลย ภาษามนุษย์เขาเรียกว่าฮือฮานั่นเอง ฮือฮาใหญ่เลยนะ โอ้โฮ ไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมแบบนี้ รู้สึกดีใจนะ ดีใจทีเดียว เพราะว่าหนทางตรงนี้เป็นหนทางอันประเสริฐคือเป็นหนทางสายกลางนั่นเอง หนทางสายกลาง เพราะฉะนั้นนี่โลกก็กึกก้องกัมปนาท โลกธาตุหวั่นไหว สนั่นไปทั่วเลย
ทีนี้ก็จะพูดถึงในเรื่องของคุณยายของเรานี่ ก็ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ครบหมดทุกข้อน่ะแหละ เพียงแต่ว่าในวันนี้จะเน้นในเรื่องของสัมมาสมาธิเป็นหลัก เพราะว่าท่านจะมีความเชี่ยวชาญตรงนี้ ปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ได้อย่างดีเยี่ยมเลย เมื่อปฏิบัติแล้วท่านก็สามารถที่จะอาศัยวิธีที่ท่านปฏิบัตินี่นะ มรรคมีองค์ ๘ นี่ โดยเฉพาะสัมมาสมาธินี่มาศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายหลายอย่างในสิ่งที่เป็น สิ่งที่มนุษย์ธรรมดานี่ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะด้วยอำนาจสมาธินี่แหละ สัมมาสมาธิปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ในหนทางสายกลางนี้
ก็มียกตัวอย่างเรื่องที่ท่านได้ใช้อำนาจสมาธินี่นะ อำนาจสมาธินี่ไปศึกษา ศึกษาเหมือนอย่างเรื่องหนึ่งในสมัยก่อน พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะยังไม่ได้บวช ท่านก็ถามคุณยายอาจารย์ คือสมัยนั้นนี่มีเครื่องคิดเลข เครื่องคิดเลขในยุคนั้นก็เพิ่งมีฮะ ก็เรียกว่าฮือฮา แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มีเครื่องคิดเลขคำนวณได้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์นะฮะในยุคนั้น ก็คุยถึงเรื่องความมหัศจรรย์ของเครื่องคิดเลขให้คุณยายท่านฟัง คุณยายท่านก็บอกว่านี่ยายไม่ค่อยรู้หรอกเรื่องเครื่องคิดเลข คำนวณก็ไม่ค่อยได้ นับได้อย่างเดียว
แต่ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนให้ยายคำนวณ หลังจากที่วัดปากน้ำมาสัก ๔-๕ เดือน หลวงพ่อวัดปากน้ำก็สอนให้ยายคำนวณ หลวงพ่อทัตตะท่านก็ถามว่าสอนยังไงล่ะยาย ท่านบอกว่าสอนให้ยายนับเม็ดฝน ท่านก็ว่าหา ว่าไงนะยาย ท่านก็บอกว่าสอนให้ยายนับเม็ดฝน นับได้หรือยาย นับทันหรือ นับทีละ ๑ ๒ ๓ ทีละ ๑ เม็ด ๒ เม็ด ทันหรือ คือยายท่านก็บอกว่าคุณยายท่านบอกว่าไม่ได้นับอย่างนั้นหรอก แต่เวลานับนี่ก็คือท่านจะเอาฝนนี่ ก็คืออยู่ในกลางพระธรรมกายท่าน ขยายพระธรรมกายให้เต็มท้องฟ้าเลย แล้วก็เห็นฝน เม็ดฝนอยู่ในกลางนั้น นับ ๑ ของคุณยายก็คือ ๑ ฟ้าครอบ หรือ ๑ อสงไขยนั่นเอง นับ ๑ นี่ ๑ ฟ้าครอบ หรือ ๑ อสงไขยนะ ไม่ได้นับทีละเม็ดนะ
ทีนี้หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็สอน ให้นับเม็ดฝน ๑ ชั่วโมง ตกกี่เม็ดอะไรอย่างนี้ แล้วก็ในพรรษานี่ ตลอดพรรษาฝนตกกี่เม็ด เราลองนับๆ ดูก็ได้นะ ลองเอาโอ่งหรือะไรนี่ มาลองนับฝนดู แค่เฉพาะในโอ่งก็ปวดหัวแล้วนะ อันนี้นับเม็ดฝนตลอดทั้งพรรษา แล้วก็ตลอดทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ทั้งโลก ทั้งจักรวาล แล้วก็อสงไขยจักรวาลมันเท่าไหร่ แล้วก็ฝึกทำอย่างนี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำให้ฝึก ให้คุณยายฝึกนับเม็ดฝน นับว่าพื้นดินตกเท่าไหร่ พื้นน้ำตกเท่าไหร่
หลวงพ่อท่านก็สงสัย บอกอ้าว แล้วนับอย่างนี้แล้วนี่ มันจะได้ประโยชน์อะไร พูดง่ายๆ ทำไปแล้วมันจะได้อะไรว่างั้นเถอะ ท่านก็บอกว่าได้ ได้ยังไง ก็คือว่าการนับฝนสามารถทำให้เรานี่คำนวณได้ว่าเราเกิดมาแล้วกี่ภพกี่ชาติ สามารถคำนวณได้ว่าเกิดมากี่ชาติ แล้วการที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนให้ยายนี่นับเม็ดฝนว่าตกในพื้นดินกี่เม็ดกี่เม็ด พื้นน้ำกี่เม็ดกี่เม็ดนี่ ก็คือเราจะสามารถคำนวณได้ว่าบุญที่เราทำในแต่ละชาตินี่ บุญบารมีในแต่ละชาติมันมากน้อยแค่ไหน จากการนับเม็ดฝนนะ
คือหลวงพ่อท่านก็ถามนะ ครั้งหนึ่งท่านถามว่าเออแล้วเวลานับในตลอดพรรษาอย่างนี้ เอ๊ะ มันไม่ใช่เดี๋ยวนั้นแล้วจะไปนับได้ยังไง ท่านก็บอกก็ต้องระลึกถอยไป รถลึกถอยนะ ท่านก็ถามว่า อ้าว อย่างนี้ก็คือการระลึกชาติใช่ไหม ท่านบอกมันก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นเบื้องต้น เบื้องต้นของการระลึกชาตินะ
ท่านก็ให้กำลังใจ ท่านก็บอกว่านี่ บอกพวกคุณยังไงก็ทำได้นะ เรื่องการนับเม็ดฝน เพราะว่ายายไม่ได้จบปริญญาตรีนะ พวกคุณจบปริญญาตรีทำได้แน่นอนเลยนี่ คุณยายบอกนะ ทำได้หรือยังฮะนะ จบปริญญาตรีกันเยอะแยะเลยนะ แต่ว่าคุณยายท่านเก่งนะ ท่านแม้ไม่จบปริญญาตรีท่านก็มีฤทธิ์ สามารถที่จะทำสิ่งอื่นๆ เหล่านี้ได้ ด้วยอำนาจของสัมมาสมาธินี่แหละ ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘
มีอยู่อีกเรื่องหนึ่งนะ อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านใช้อำนาจของสมาธินี่ สัมมาสมาธิอย่างดีแล้วนี่ สามารถช่วยเหลือบุคคลญาติพี่น้องอะไรอย่างนี้ที่ละโลกไปแล้วได้นะ ที่ละโลกไปแล้วให้ไปสุคติ คือให้อยู่ในภพภูมิที่ดีกว่า
มีอยู่ครั้งหนึ่งโยมท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ชื่อคุณศิริพร ด่านวานิช นะฮะ วันนี้ไม่ได้มา ท่านเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งตอนนั้นวันที่ ๒๑ มิถุนา ปี ๒๕๓๙ ขณะนั้นเองก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาบ้านในตอนเช้า สามีก็รับ คุณศุภมิตรรับโทรศัพท์ ก็สีหน้าเคร่งเครียดเลยนะ สีหน้าเคร่งเครียด ก็ถามว่าทำไม บอกว่าน้องชาย น้องชายคุณศุภมิตรคือสามีของคุณศิริพรถูกฆาตกรรมทุบหัว เสียชีวิต แล้วก็ศพนี่ก็ทิ้งไว้ในรถ คือโดนชิงทรัพย์ว่างั้นเถอะ ชิงทรัพย์แล้วก็ทำร้ายร่างกายเสียชีวิตอยู่แถวบางบัวทองนี่ ตำรวจก็บอกให้ไปรับศพด้วย
คุณศิริพรก็นั่งสมาธิ สมัยนั้นนั่งดีนะ ก็เห็น เห็นน้องชายของคุณศุภมิตรนี่ น้องชายของสามียังวนเวียนอยู่รอบรถเลยนะ และรู้ด้วยว่าใส่เสื้อชุดสีอะไรอย่างนี้ หลังจากที่เออ สามีไปรับ ไปดูศพเสร็จแล้วนี่นะ กลับมาก็ถามเขานี่ใส่เสื้อสีนั้นสีนี้ถูกไหม บอกว่าเออใช่ ทำไมรู้ได้ยังไง บอกนี่คุณนี่ต้องรีบไปหาคุณยายเลยนะนี่ เพราะเขายังไปไหนไม่ได้ ยังวนเวียนอยู่รอบรถ
หลังจากนั้นก็ไปกราบคุณยาย เอารูปไปด้วยนะ เอารูปไป คุณยายท่านก็ไม่ว่าอะไร ท่านบอกเดี๋ยวอีก ๗ วัน อีก ๗ วันให้มาใหม่ มาติดตามผล แล้วหลังจากนั้นคือคนที่เสียชีวิตนะฮะ คนที่เสียชีวิตแล้วก็เป็นโสดนะฮะ เป็นโสด แล้วก็ได้ทำพินัยกรรมไว้ให้กับพี่สาว คือชื่อพี่สาหร่าย ทำพินัยกรรมไว้ ทีนี้มันจะมีพระอยู่องค์หนึ่งนะฮะ พระหยก ๖ นิ้วอยู่หลังรถ ท้ายรถ ท้ายรถ คนร้ายนี่แงะเอาไปไม่ได้ แต่มีรอยแงะรถ แต่ว่าเอาไปไม่ได้ ก็เลยจะเอาพระองค์นี้ ก็ตอนแรกก็ยังตัดสินใจไม่ถูก คุณศิริพรก็บอกว่าเอามาถวายหลวงพ่อธัมมะก็แล้วกัน ทีนี้โยมเขาก็เห็นด้วย คุณสาหร่ายก็เห็นด้วย แต่ว่าพี่น้องอีก ๔ คน มีทั้งหมด ๖ คน คือพี่น้องที่เหลือไม่เห็นด้วย ที่มาจากอเมริกาเขาบอกว่าไม่เห็นด้วย ถวายพระทำไม เอาไปปล่อยให้เช่า แล้วก็เอาปัจจัยเอาเงินนี่มาตั้งมูลนิธิอะไรดีกว่า เพราะเขาไม่เข้าใจไอ้คำว่าเนื้อนาบุญ ไม่เข้าใจเนื้อนาบุญ
ทีนี้ คุณศิริพรก็โทรมาที่วัด บอกทางผู้ประสานงาน ซึ่งสมัยนั้นก็คือพี่แอ้ม บอกว่านี่มีพระหยกอยากจะถวายหลวงพ่อนี่นะ หลวงพ่อท่านก็ หลวงพ่อธัมมะท่านทราบยังไงไม่ทราบเหมือนกัน ลงมาจากดอย ท่านบอกว่าถ้าผู้ตายยังมีบุญอยู่ก็จะมาถวายหลวงพ่อ และถ้าจะให้ผู้ตายได้บุญเยอะก็ต้องถวายภายใน ๗ วัน ภายใน ๗ วัน ทีนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่นะ สุดท้ายก็ยังไม่รู้จะทำยังไงนะ ก็ยังเอ๊ะ จะทำยังไงดี ถวายหลวงพ่อก็เสียดาย
ปรากฏงานศพวันที่ ๗ แล้ว วันสุดท้ายแล้วนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะก็ไปในงาน ไปในงาน คุณศิริพรก็ถามท่านบอกว่านี่จะทำยังไงให้ผู้ตายนี่ได้รับบุญทันที แล้วก็ได้บุญเยอะ ท่านก็บอกว่านี่การที่จะให้ผู้ตายได้บุญเยอะ ต้องทำทันที แล้วก็ต้องทำภายใน ๗ วัน แล้วก็พูดถึงผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์ ต่างๆ เหล่านี้ เจตนาบริสุทธิ์ พอพูดถึงผู้รับบริสุทธิ์ พูดถึงพระสงฆ์ปุ๊ปนี่ ในขณะที่ตอนนั้นท่านก็ไม่รู้เรื่องพระหยกเลย ไม่รู้เรื่องที่พี่น้องถกเถียงกันอยู่ ปรากฏพี่คนที่ไม่เห็นด้วยก็บอกว่าเอ้า พูดได้ยังไงว่าถวายพระอะไรอย่างนี้ แล้วก็ (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
ตอนนั้นมีตำรวจท่านหนึ่งท่านก็มา ก็มาที่งานนี้ มาที่งานก็มาคุยกับทางสามีของคุณศิริพร ด่านวานิช ท่านบอกว่าอยากจะขอพระหยก ๖ นิ้วนี่ จริงๆ แล้วจะบอกให้ว่าเออ พระองค์นี้มีราคามูลค่าที่ทางหนังสือพิมพ์เขาตีนะ เขาบอกว่ามีมูลค่าถึง ๓๐๐ ล้าน คือเขาไปลงข่าวอย่างนั้น ไปลงข่าว มันก็เลยเป็นเรื่องที่ฮือฮากันพักหนึ่ง แต่จริงๆ ก็ไม่รู้มูลค่าเท่าไหร่ เขาไปลงข่าวอย่างนั้น
แล้วก็ตำรวจก็มาวันที่ ๗ วันสุดท้าย วันสุดท้ายมาขอไปเป็นพยานวัตถุ จะทำคดีต่างๆ เหล่านี้ ทีนี้พี่น้องก็เลยคิดว่าเอ๊ะ เราจะทำยังไงดีที่จะให้ตำรวจหรือ หรือจะถวายหลวงพ่อก็ต้องมี ๒ อย่างให้เลือกแล้วนะ มี ๒ อย่างให้เลือก แต่จริงๆ ตำรวจก็อาจจะไม่ได้เอา เพียงแต่ว่าตำรวจดีๆ ก็มีเยอะนะ เพียงแต่ว่าเขากังวลไงฮะ ทางครอบครัวนี่เขากังวลว่าคือมันเคยมีประวัติมาแล้วนะว่าให้ไปแล้วมันไม่อยู่ในสภาพเดิม คือเขากังวลไป ก็เลยถือว่าเป็นโชคดีนะ ถือว่าตำรวจมาช่วย มาช่วย
ก็เลยตัดสินว่าเป็นมติเอกฉันท์แบบไม่เต็มใจ ก็คือมาถวายหลวงพ่อ วันนั้นเองคุณศิริพรก็เก็บพระ เก็บพระเอาไว้ กะจะไปถวายหลวงพ่ออีกวันหนึ่ง ๙ โมงเช้า ก็นัดแนะเอาไว้ ปรากฏว่าก็เก็บเอาไว้ พอตอนเช้าก็ไปรับพี่สาหร่ายอยู่แถวซอยโชคชัย ๔ ก็ไปรับ จะไปวัดด้วยกันพร้อมกับพระหยก ๖ นิ้ว เข้าไปในซอยโชคชัย ๔ ระหว่างก็เจอวัดๆ หนึ่ง ชื่อว่าวัดใหม่เสนา
วัดใหม่เสนานี่นะ เป็นวัดของสายหลวงปู่หลอด ก็ทางพี่สาหร่ายเขาก็ศรัทธานะ ศรัทธาวัด ทำบุญที่วัดนี้เป็นประจำอยู่แล้ว ก็เลยว่าจะไปหาหลวงปู่หลอดแต่ไม่เจอ ไปเจอพระเลขาชื่อพระอาจารย์ชัยยันต์ ก็ไปถึงก็เล่าให้ฟังบอกนี่น้องชายเสียชีวิตอะไรอย่างนี้ พระอาจารย์ชัยยันต์ที่เป็นพระเลขาวัด ที่วัดใหม่เสนา ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวอาตมาจะดูให้ ดูให้ จะเช็กให้ ก็เข้าไปในกุฏิ เข้าไปในที่ที่หนึ่ง แล้วก็ออกมา ก็บอกนี่อาตมาเห็นแล้ว เห็นแล้วว่าน้องชายของคุณโยมนี่ มีคนพาไปแล้วนะ เป็นผู้หญิงสูงอายุ ใส่ชุดขาว (หัวเราะ) คล้ายๆ กันนะ คล้ายๆ กัน เดาออกนะว่าเป็นใคร
นี้พอพูดอย่างนี้ปุ๊ป คุณศิริพรก็ดีใจนะ ดีใจเลยว่าโอ้ คุณยายแน่เลย คุณยายมาช่วยแน่แล้วนี่ ก็ไปวัด หลังจากนั้นก็ไปวัด มาที่วัดก็กราบเรียนพระเดชพระคุณหลวงพ่อ มาถวายพระ แล้วก็กราบเรียนให้ท่านทราบ บอกว่านี่เจอพระรูปหนึ่งบอกว่านี่มีคนมาช่วยแล้ว เป็นผู้หญิงสูงอายุใส่ชุดขาวนี่ ก็เดาว่าต้องเป็นคุณยายแน่เลย หลวงพ่อท่านบอกว่าเออดีๆ เดี๋ยวหลวงพ่อจะเสริมบุญให้ จะเสริมบุญให้
หลังจากนั้นก็พอครบ ๗ วัน ครบ ๗ วันก็ไปหาคุณยาย ไปกราบคุณยาย ท่านก็บอกว่านี่น้องชายนี่ของนี่นะ ชื่อคุณสุชัยเป็นน้องชายคุณศุภมิตร ก็บอกว่าตอนนี้ช่วยไปแล้ว ไปอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นดาวดึงส์ แล้วโยมเขาก็ดีใจกันใหญ่ โอ้คุณยายช่วย ถ้าไม่ช่วยป่านนี้ก็คงยังอยู่แถวนั้น ยังอยู่แถวนั้น
แล้วก็มีโยมท่านหนึ่ง สมัยก่อนเรียนอยู่ที่เกษตร แล้วคุณแม่จะไปเยี่ยมที่เกษตร ปรากฏว่าไปแถวได้ อยู่แค่ได้สี่แยกเกษตรวิภาวดี รถขี้เมามันชนตายเสียก่อน ก็ไม่รู้เลยว่าคุณแม่ตายแล้วไปไหน ก็อยู่ ปรากฏว่าจริงๆ แล้วยังอยู่ตรงนั้นเลย วนเวียนอยู่ตรงนั้น จนมาเข้าถึงพระธรรมกาย ศึกษาวิชชาธรรมกายกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อถึงรู้ว่านี่คุณแม่ยังอยู่ตรงนั้นเลย ยังอยู่ตรงนั้น สภาพกระเซอะกระเซิง เรียกลูกทีไร ลูกก็ไม่รู้ ว่าแม่เรียก ต่างๆ เหล่านี้
นี่เพราะอาศัยครูบาอาจารย์นี่ท่านช่วย ด้วยอำนาจของสมาธิของมรรคมีองค์ ๘ ที่ท่านได้ฝึกฝนอบรมอย่างดีแล้วในหนทางสายกลางฮะ ตามรอยบาทของพระพุทธองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เลยมีวิชชา มีวิชชา แต่จริงๆ แล้วท่านก็อาศัยหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกทีนะ คือเป็นผู้ค้นพบหนทางสายกลางนี้โดยที่ท่านเป็นผู้สืบสานวิชชาธรรมกายนะของพระพุทธเจ้านั่นเอง จนมาถึงพวกเรา
แล้วก็ในโอกาสนี้ก็จะขอเรียนเชิญทุกท่านได้ฝึกสมาธิเจริญภาวนา ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ โดยเฉพาะในเรื่องของสัมมาสมาธิ เพราะวันนี้ถือว่าเป็นวันดีนะ เป็นวันสว่าง วันอาสาฬหบูชา วันบรรลุธรรมของพระอริยสาวกรูปแรก ก็ขอเรียนเชิญพวกเราได้นั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน
ให้นั่งขัดสมาธิเจริญภาวนา แล้วก็นึกถึงคุณยายไว้ในกลางตัวของเรา อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอนเอาไว้ นึกถึงภาพของคุณยายที่ท่านเป็นผู้ที่มีความเพียร ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่านี่คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์นี่ท่าน เวลาท่านทำสมาธิท่านทำความละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ หลวงพ่อท่านบอกว่านี่บอกคุณยายท่านจะเป็นประดุจดั่งพระเจดีย์ที่เป็น ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระรัตนตรัย มีความบริสุทธิ์ มีความสะอาด ท่านบอกว่ากายท่านนี่เป็นรองรับของวิชชาธรรมกายตลอดเวลา
หลวงพ่อท่านบอกว่าหลักในการทำวิชชาก็มีอยู่ว่านี่ ผู้ทำวิชชาจะต้องมีความบริสุทธิ์ จะต้องหยุดนิ่งได้สมบูรณ์ พอถูกส่วนแล้วนี่ กายนั้นก็จะไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้รู้ที่ละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ กับกายธรรมที่ละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ อย่างมากมายก่ายกองทีเดียว พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่านี่ผู้รู้ทั้งหลายที่ทำหน้าที่ที่จะไปปราบมาร ก็จะมาลงซ้อน ลงซ้อนมามากมายทับทวีนับไม่ถ้วน แล้วก็ทำงานควบคู่กันไป ไปพร้อมๆ กันไป ไปให้ถึงที่สุด ฉะนั้นกายของคุณยายนี่จึงเป็นที่รองรับของผู้รู้ทั้งหลาย ที่จะทำหน้าที่ไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ที่จะปราบมารอยู่ตลอดเวลา
เราก็นึกถึงคุณยาย ให้ได้เป็นอย่างคุณยายอาจารย์ ก็นึกนิ่งๆ สบายๆ
สัพเพ…
PAGE
PAGE 14
หน้า
FILENAME \p \ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กรกฎาคม\44-07-05 FW-AAT.doc