ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนตะวันตก

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย นมัสการพระมหาเถระและพระเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร และอุบาสก อุบาสิกาทุกท่าน (สาธุ) ก่อนที่ได้ จะได้แสดงธรรมในวันนี้ หลวงพี่เองก็อยากจะขออนุโมทนาบุญกับท่านประธานกองและทีมงานกฐินคุณยาย Super big giant ทุกท่านเลยนะ (สาธุ) เห็นบรรยากาศวันนั้นแล้ว ทำให้หลวงพี่ได้ เห็นความแตกต่างระหว่างผู้ที่มีบุญมากได้รู้คุณค่าของบุญ คือพวกเราทุกคนในที่นี้ และที่มาในวันนั้นทุกๆ ท่าน กับบุคคลหลายๆ ท่านที่หลวงพี่เคยเจอมาในอดีต เห็นแล้วก็รู้สึกเบิกบานที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางของผู้ที่มีบุญทั้งหลายในช่วงเวลาหลายๆ เดือนที่ผ่านมา อย่างที่หลายๆ ท่านได้ทราบกัน ก่อนหน้านี้หลวงพี่ได้ไปปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากหมู่คณะที่ประเทศสหรัฐเป็นเวลานานพอสมควร ได้กลับมาอยู่ที่วัดประมาณ ๖-๗ เดือนแล้ว เที่ยวนี้รู้สึกชีพจรจะลงเท้าอีก เพิ่งมีคำสั่งด่วนให้เดินทางไปสหรัฐอีกครั้งหนึ่งในวัน วันพฤหัสนี้ เพราะงั้นในวันนี้ก็ อยากจะมาเล่าบรรยากาศของการเผยแผ่งานพุทธศาสนาในต่างแดนให้พวกเราได้ทราบบ้างในบางประเด็น ตามแต่เวลาจะเอื้ออำนวย จริงๆ มีเรื่องจะเล่าเยอะ แต่คิดว่าเวลาคงน้อย ไว้ถ้ามีโอกาสกลับมาจะมาเล่าภาค ๒ หรือภาค ๓ ต่อไป ทำไมหลวงพี่ถึงว่าหลวงพี่เห็นความแตกต่างระหว่างผู้ที่มีบุญมากในที่นี้ แล้วก็ผู้ที่มีบุญน้อยที่หลวงพี่เคยประสบมา อยากจะเล่าบรรยากาศบางอย่างของ ของบุคคลในต่างประเทศที่ได้เคยสัมผัสมา ที่เขาไม่เคยรู้จักพระพุทธศาสนา ไม่รู้จักพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาให้ฟังในบางส่วน เคยมีสมัยหนึ่งหลวงพี่ กำลังเดินทางอยู่ในเมืองชิคาโก ตอนนั้นไป ไปทำธุระกับเพื่อนพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง ได้เดินทางโดยใช้รถไฟใต้ดิน ก็ต้องเดินไปลงไปขึ้นสถานีที่ชั้นใต้ดิน ซึ่งปกติส่วนมากจะมีพวกวณิพก วณิพกก็คือพวกเล่นดนตรี ยืนร้องเพลงอยู่บริเวณสถานีเป็นประจำ เสียงจะก้องหน่อยๆ เพราะอยู่ ในอุโมงค์ ฟังดูก็เหมือน แอมพลิไพร์เหมือนกัน วันนั้นไปเห็นคนผิวดำอยู่ ๒ คน เขายืนร้องเพลงอยู่ด้วยกัน ปกติเขาจะร้องคนเดียว แต่วันนั้นเห็น ๒ คน ก็หันมาเห็นหลวงพี่กับเพื่อนพระอีกรูปหนึ่ง เขาทำท่าแบบ คล้ายๆ ประหลาดใจมาก คือไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะมีบุคคลที่นุ่งห่มอย่างนี้มาก่อน แล้วก็หันไปคุยกับเพื่อน ของเขาว่าสงสัยจะต้องหาชุดอย่างนี้มาใส่สักชุดแล้ว นี่คือคนที่เขาไม่รู้จักพระเลย ไม่เคยเห็นพระมาก่อนในชีวิต ไม่รู้ว่าเครื่องนุ่งห่มอย่างนี้เป็นเครื่องนุ่งห่มของพระภิกษุในพุทธศาสนา บ่อยครั้งที่หลวงพี่ต้องพูดให้เขาฟังบอกว่านี่เป็นเครื่องนุ่งห่มที่ดีไซน์มาเก่าแก่มากนะ สองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว เขาก็จะงงนิดหน่อย นอกจากนั้นบางทีที่น่ากลัวอย่างหนึ่งคือว่าผู้หญิงที่โน่น โดยเฉพาะที่สูงอายุหน่อยจะชอบสีจีวรของพระภิกษุ เห็นแล้วไม่ได้ อดที่อยากจะเข้ามาจับให้ได้ เคยไปกับพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง ท่านก็ พูดภาษาอังกฤษไม่คล่องเท่าไหร่ ท่านพยายามหลบใหญ่เลย หลบไป จนหลังไปเจอกำแพงแล้ว หลบไม่ได้ หลวงพี่ต้องรีบวิ่งเข้าไปช่วยอธิบายบอกว่าจับไม่ได้ ทีนี้พอบอกว่าจับไม่ได้ ก็ต้องอธิบายยาวพอสมควร ทำไมจับไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ศิลปะในการพูดเหมือนกัน ไม่งั้นแล้วมันจะดูว่าเอ๊ะ เรารังเกียจเขาหรือเปล่า ซึ่งพระบางรูป บางทีท่านก็แสดงอาการตกอกตกใจออกมาชัดเจนเลย ซึ่งบางทีก็ดูไม่ค่อยดีเหมือนกัน อันนี้เล่าให้ฟังในบางส่วนให้พวกเราได้ทราบว่าคนในประเทศโน้น เขาเป็นยังไง คนที่ไม่เคยรู้จักพระพุทธศาสนา ไม่เคยรู้จักพระภิกษุสงฆ์มาก่อน ฉะนั้นนั่นคืองานของพวกเรา ในช่วงที่ผ่านมาประมาณ ๘-๙ ปีมาแล้ว วันนี้อยากจะเท้าความถึงเรื่องการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในซีกโลกด้านตะวันตกให้พวกเราได้ฟังบ้างในบางส่วน ว่าไปแล้วถ้าไม่นับกรีซโบราณ ทวีปอเมริกา และทวีปยุโรป เริ่มที่จะสัมผัสกับพระพุทธศาสนาสักประมาณ ๑๕๐ ปีมาแล้ว คือเริ่มต้นในช่วงศตวรรษที่ ๑๙ โดยประมาณ ประเทศแรกที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญคือประเทศอังกฤษ ซึ่งจากการที่จะได้ไปยึดครองประเทศอินเดีย ทำให้มีโอกาสได้ไปรู้ไปเห็นตำราในทางพุทธศาสนาจำนวนมากมาย ซึ่งทำให้บุคคลเหล่านั้นเกิดความสนใจในพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จึงได้พยายามที่จะตั้ง องค์กรพุทธศาสนาหรือว่าเถรวาทขึ้นในประเทศอังกฤษ ได้มีความพยายามที่จะหาพระภิกษุสงฆ์ไปอยู่ประจำที่โน่น เพื่อจะตั้งเป็นวัดขึ้นมาให้ได้ ในช่วงต้นได้มีการบวชพระภิกษุชาวอังกฤษโดยตรง คือในช่วงปีประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๓ ทางอังกฤษก็ได้ส่ง ชาวอังกฤษมาบวชที่ประเทศไทยในตอนนั้น มาบวชแล้วได้ชื่อว่า ภิกษุอโศก ภาษาอังกฤษเรียก ภิกษุ อโศกะ ก็เป็นภิกษุอโศกในชื่อภาษาไทย มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่งคือชาวตะวันตกในช่วงนั้นที่มาบวชส่วนมากพอบวชเป็นพระแล้ว สุขภาพมักจะ ไม่ค่อยดี จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพตามมา พระภิกษุรูปนั้นท่านบวชเป็นพระได้ประมาณ ๖-๗ เดือน ตามประวัติศาสตร์ก็บอกว่ามรณภาพไป ก่อนที่จะได้ไปเผยแผ่ที่ประเทศอังกฤษด้วยซ้ำไป บางหลักฐานบอกว่าไปมรณภาพในประเทศพม่า นอกจากนั้นในปีถัดมา ก็มีพระภิกษุรูปที่ ๒ ที่ได้มาบวชในประเทศพม่า เป็นชาวอังกฤษเหมือนกัน อยู่ในพม่าอยู่ช่วงหนึ่ง สักประมาณพ.ศ. ๒๔๔๔ ก็กลับไปประเทศอังกฤษหลังจากนั้น ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างมโหฬารจากชาวอังกฤษในตอนนั้นทีเดียว เพราะเป็นการเดินทางไปทางเรือ ตอนขึ้นท่าไปก็มีหมู่คณะ ผู้คนบุคคลที่สนใจพุทธศาสนาให้การต้อนรับอย่างใหญ่โตมโหฬารทีเดียว พยายามที่จะตั้งเป็นชมรมชาวพุทธขึ้นมาในตอนนั้น แต่จากการที่พระภิกษุรูปนั้น ซึ่งชื่อว่าพระเมตตรัย พระอนันทเมตตรัย เป็นบุคคลที่ไม่มีความสามารถในการที่จะ พูดชักชวนหรือว่าสั่งสอนดีเท่าที่ควร ก็เลยทำให้การเผยแผ่พุทธศาสนาในประเทศอังกฤษในตอนนั้นค่อนข้างจะทำได้ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ตัวท่านเองหลังจากนั้นไม่นานก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพเช่นองค์แรกเหมือนกัน ไม่นานก็ลาสิกขาไป หลังจากนั้นแล้ว สงครามโลกก็ได้มาขวางกั้นการเผยแผ่งานพุทธศาสนา ทั้งสงครามครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ อย่างที่พวกเราเคยทราบกันมาอยู่แล้วว่าสมัยหลวงปู่วัดปากน้ำก็ได้ใช้เวลาอยู่หลายปีในการที่จะพยายามที่จะทำให้สงครามโลกสงบลงอย่างรวดเร็ว โดยใช้วิชชาธรรมกายอย่างที่คุณยายได้เคยเล่าให้พวกเราฟังมา มาในหลังสงครามครั้งที่ ๒ ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ มีเหตุการณ์สำคัญที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่ง ในวันวิสาขบูชาของปีนั้น ทางวัดปากน้ำ โดยมีพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้จัดบวชพระภิกษุซึ่งเป็นศาสตาจารย์ชาวอังกฤษ ชื่อมิสเตอร์ วิลเลี่ยม เพอเฟิร์ท เป็นคนอังกฤษ เป็นศาสตราจารย์ที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่กรุงลอนดอน ซึ่งมีความสนใจพระพุทธศาสนา ได้มาเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรมต่างๆ อยู่ช่วงหนึ่ง และหลังจากนั้นก็ได้รับการสอนสมถะวิปัสสนาจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่าน จนสามารถเข้าถึงธรรม และก็ได้ธรรมกายในเบื้องต้น ตามตำรากล่าวไว้อย่างนั้น หลังจากนั้นพระเดชพระคุณหลวงปู่จึงได้จัดบวชให้ในวันวิสาขบูชา ปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ บวชได้เพียงไม่นานก็เดินทางกลับไปประเทศอังกฤษ เดินทางกลับประเทศอังกฤษแล้ว ก็ไปพาเพื่อนศาสตาจารย์มาอีก ๓ ท่าน ในปีถัดมาคือปี ๒๔๙๘ ก็พามากลับที่ประเทศไทย มาขอให้พระเดชพระคุณหลวงปู่บวชให้อีก ๓ รูป หลวงปู่ท่านก็เมตตา ก็จัดการบวชให้จนได้พระภิกษุสงฆ์ชาวอังกฤษตอนนั้น ๔ รูปทั้งหมด หลังจากได้เรียนรู้ธรรมะต่างๆ อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่นานเท่าใด คณะพระภิกษุอังกฤษทั้งหมดก็ได้เดินทางกลับไปประเทศอังกฤษ ได้ไปจัดตั้งองค์กร จัดตั้งวัดขึ้นมา ที่ประเทศอังกฤษ และพยายามที่จะเผยแผ่พุทธศาสนาวิชชาธรรมกายขึ้นมา ซึ่งก็มีหลักฐานมีร่องรอยตำรับตำราบางอย่างที่หลวงพี่เคยอ่านเจอเป็นภาษาอังกฤษที่คิดว่าเขียนโดยบุคคลดังกล่าว มีให้อ่านดูบ้างเหมือนกัน แต่ว่าจากปัญหาหลายๆ ประการ ประการที่ ๑. หลวงพี่คิดว่าเป็นเพราะพระภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ที่ยังใหม่ต่อพระพุทธศาสนาอยู่ คือเพิ่งบวชกันได้แค่ปี ๒ ปีเท่านั้นเอง แต่ต้องไปทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาเสียแล้ว ว่าไปแล้วยังเป็นเพียงพระนวกะเท่านั้นเอง ยังเป็นพระใหม่อยู่ ประกอบกับความไม่คุ้นเคยกับอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตของความเป็นพระ กลับไปแล้วจึงเริ่มมีปัญหาสุขภาพเหมือนกัน ต่อมาภายหลังก็มี ก็ได้เดินทางกลับมาประเทศไทย ได้มาแสดงอาการบางอย่างซึ่งเป็นลักษณะของความไม่เคารพต่อหลวงปู่ท่าน ซึ่งค่อนข้างจะทำให้หมู่คณะแล้วก็หลวงปู่ค่อนข้างจะรู้สึกผิดหวังต่อ ต่อพระภิกษุกลุ่มดังกล่าว แล้วก็มีการแสดงอาการ ลุกออกจากห้องประชุมไปในลักษณะไม่เคารพ ต่อพระเดชพระคุณหลวงปู่เป็นอย่างมากทีเดียว ต่อมาภายหลังกลับมาอีกครั้งหนึ่งก็เป็นช่วงที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านสุขภาพไม่ดีแล้ว สมัยนั้นประมาณปี ๒๔๙๘ ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี ท่านก็ถอดกายละสังขารไปในปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ เพราะฉะนั้นงานเผยแผ่ไปสู่ชาวตะวันตกในยุคของหลวงปู่ ทำได้เพียงประมาณ ๕ ปีเท่านั้นเอง คือตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ ไปจนกระทั่งปี ๒๕๐๒ และเป็นช่วงที่ วัยหลวงปู่ไม่แข็งแรงแล้ว เลยทำอะไรได้ค่อนข้างจำกัด การเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายไปสู่โลกตะวันตกจึงได้ชะงักไปหลายปี มาในยุคของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านก็ได้มีความตั้งใจ มีมโนปณิธานที่จะสานต่อมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ และที่คุณยายได้มอบหมายไว้ คือต้องการที่จะให้วิชชาธรรมกายเผยแผ่ไปสู่ชาวโลกให้ได้ จึงได้พยายามจัดตั้งทีมงานขึ้นมาที่จะเตรียมตัวไปเผยแผ่ในต่างแดนในช่วงนั้น ประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ ในช่วงนั้นมีญาติโยมทางประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นหมู่คณะที่มีความสนใจ วิชชาธรรมกายอยู่แล้ว เคยมาที่วัด แล้วก็อยากจะให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อส่งพระไปอยู่สหรัฐฯ เพื่อที่จะได้จัดตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมขึ้นมา ในช่วงต้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อเองท่านขอเวลาที่จะเตรียมบุคลากรให้พร้อมเสียก่อน เพราะเป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่ท่านก็เป็นห่วงอยู่ว่าถ้าบุคลากรยังไม่พร้อมพอแล้ว อาจจะทำให้มีปัญหา เพราะฉะนั้นแล้วก็ได้เตรียมตัวอยู่นานพอสมควร จนกระทั่งปี ๒๕๓๕ หมู่คณะดังกล่าว ซึ่งในตอนนั้นหลวงพี่ก็เป็นผู้หนึ่งในทีมงานตอนนั้น มีพระภิกษุ ๒ รูป และอุบาสก ๒ คน ก็ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๓๕ แล้วก็ได้เริ่มการทำงานที่สหรัฐฯ กัน จริงๆ แล้วก่อนไป เราก็ได้รับข้อมูลว่าทุกอย่าง ค่อนข้างพร้อม มีสถานที่ มีบ้านที่ อยู่ในช่วงดำเนินการซื้อ ไปแล้วก็ไปอยู่บ้านหลังดังกล่าวเลย ฟังดูแล้วเรื่องระดมทุนคงไม่ต้องไปทำกันเท่าไหร่ เพราะว่ามีบ้านมีอะไรให้อยู่ ก็คงจะเรื่องสอนธรรมะเป็นเรื่องหลัก ปรากฏว่าพอไปถึงเข้าจริงๆ หลายๆ อย่างไม่เป็นอย่างที่เราได้รับข้อมูลมาก่อน ไปถึงปรากฏว่าบ้านก็ซื้อไม่ได้ ก็เลยพาพวกเราไปพักอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ที่เมืองเชอริโตส แคลิฟอเนีย ต่อมาหมู่คณะของพวกเราที่วัดใหญ่ ทราบข่าวเข้าก็รู้สึกเป็นห่วง ว่าจะทำให้เสียภาพพจน์ของวัดพระธรรมกายที่ไปอยู่ในสถานที่ดังกล่าว ก็อยากจะให้ทีมงานเผยแผ่กลับกันมาก่อน พวกเราเองได้เตรียมกาย เตรียมใจมานานพอสมควร ก็เลยมีความคิดว่าน่าจะลองพยายามที่จะทำให้โครงการมันสำเร็จขึ้นมาให้ได้ ก็เลยแจ้งมาทางนี้ว่าเรื่องความเป็นอยู่ที่โน่นก็ไม่มีปัญหาเท่าใดนัก คิดว่าสถานที่ชั่วคราวก็พอใช้การได้ ส่วนสถานที่ถาวรตอนนี้อยู่ในช่วงดำเนินการซื้ออยู่ ซึ่งที่จริงแล้วในตอนนั้นบ้านหลังที่จะซื้อนี่ ตกไปแล้ว ซื้อไม่ได้แล้ว เพราะเจ้าของเขามีปัญหาบางประการ ก็คือเราจะต้องหาสถานที่ใหม่ แต่แจ้งทางวัดใหญ่มาอย่างนั้น จะได้ไม่เป็นห่วงกัน นอกจากนั้นปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือไปดูเงินที่เขามีกันแล้ว มันไม่พอที่จะซื้อบ้านได้ ซื้อสถานที่ได้ ก็คิดว่าต้องไปหาเงินเพิ่ม ซึ่งการที่จะซื้อบ้านกันสมัยนั้นก็ต้องมีเงิน อย่างน้อยสัก ๑ แสนเหรียญ แต่เขามีเพียงสองหมื่นเท่านั้น ค่อนข้างน้อย เลยคิดจัดงานบุญใหญ่สักงานหนึ่ง กะว่าให้เขาทำหน้าที่แจ้งข่าวบุญให้ญาติโยมทราบกันก็คงจะได้ปัจจัยสักก้อนหนึ่ง ก็น่าจะพอเป็นปัจจัยมาซื้อสถานที่ในการเริ่มต้นของเราได้ แต่ในช่วงนั้นก็ได้ใช้การเช่าสถานที่บ้านดังกล่าว เป็นบ้านเช่าที่ห้องหับต่างๆ ก็ไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ เราดัดแปลงให้มันเป็นที่ทำงานของเราได้ แต่เวลามีงานบุญใหญ่ ก็ไปจัดงานข้างนอก ต้องไปเช่าที่ข้างนอกอีกทีหนึ่ง นอกจากนั้นก็ต้องระวังเพื่อนบ้าน ซึ่งเรากลัวมาก มักจะมีปัญหา เพราะว่าวัดไทยในอเมริกาเคยมีปัญหากับเพื่อนบ้านชาวอเมริกัน กันมาก่อน ในเรื่องของการไปดำเนินกิจกรรมต่างๆ ๑. คือเรื่องเสียง ๒. คือเรื่องของการจอดรถ ๓. เรื่องขยะ ที่มักจะไปทิ้งกันไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้สูญเสียความสะอาด ความสบายของหมู่บ้านไป สหรัฐอเมริกาจะแบ่งเป็นเขตเมืองต่างๆ โซนๆ ไว้ ระยะว่าโซนนี้ตั้งโบสถ์ได้ โซนนี้ตั้งวัดได้ โซนนี้เป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น โซนนี้เป็นที่อยู่อาศัยและการเกษตร ก็จะแบ่งเป็นโซนๆ ไว้ชัดเจน ส่วนมากพวกเราจะไปอยู่โซนที่อยู่อาศัยล้วนๆ ตอนที่ไปอยู่ครั้งแรกเป็นโซนที่อยู่อาศัย ซึ่งห้ามสร้างวัดโดยเด็ดขาด เพราะงั้นเราต้องดำเนินกิจกรรมไม่ให้เขารู้ว่ามันเป็นวัด ก็ลองนึกถึงก็แล้วกันว่าเราทำยังไง ก็คือต้องพยายามทำให้มันเงียบที่สุด งานที่เป็นงานใหญ่ขึ้นมาหน่อย ก็ไปจัดข้างนอก นอกจากนั้นแล้ว ยังจำได้ถ่ายทอดเสียงบูชาข้าวพระครั้งแรก ลองทดลองทำกันที่บ้านหลังนั้น ไม่กล้าสวดมนต์เสียงดังเพราะกลัวเพื่อนบ้านจะรำคาญ เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน และบ้านก็ที่ติดกัน เป็นลักษณะเป็นดูเพล็กซ์ ต้องบอกทุกคนว่าสวดเบาๆ นะ อย่าสวดดัง สวดดังเดี๋ยวเพื่อนบ้านโวย นอกจากนั้นแล้ว เรื่องที่จอดรถต่างๆ ก็ต้องเตือนกันว่าอย่ามาจอดในซอย ให้จอดห่างไปหน่อย ไม่งั้นเดี๋ยวมาทำให้การจราจรในซอยแออัดขึ้นมา แล้วจะทำให้มีปัญหากับเพื่อนบ้านได้ ทางหมู่คณะก็พยายามผูกมิตรกับเพื่อนบ้านต่างๆ หลวงพี่ก็พยายาม กับหมู่คณะเอาผลไม้บ้าง ดอกไม้บ้างไปให้เขาวันเทศกาลต่างๆ แนะนำตัวต่างๆ บอกเขาว่าเป็นที่อยู่ของพระภิกษุ บางทีอาจจะมีญาติโยมมาถวายอาหาร มาเยี่ยม มาฟังธรรมบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นวัดนะ ต้องบอกอย่างนั้นไป จริงๆ ก็ไม่ใช่วัดอยู่แล้ว ก็ทำอย่างนั้นอยู่สักปีหนึ่ง งานวิสาขบูชาครั้งแรกก็ได้บุญหลายๆ อย่าง ก็ทำให้ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ได้ปัจจัยมาก้อนหนึ่งทำให้เราได้มีปัจจัยสะสมในตอนนั้นเกือบจะครบ ๑ แสนเหรียญ หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เราก็ได้วัดที่เป็นวัดเดิมของวัดชีไหลมา วัดพี่วัดน้องของเรา วัดชีไหล เขามี มีโบสถ์เก่าอยู่ที่หนึ่งที่เขาไม่ได้ใช้มานานแล้ว จังหวะที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านไปประชุมกับทางวัดชีไหลพอดี ก็ได้ทำให้ได้โบสถ์แห่งนั้นมา ทำให้งานของเราสามารถดำเนินไปได้อีกระดับหนึ่ง ชื่อว่าวัดพุทธเมย์วูด สมัยนั้นหลายท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อมา มีเนื้อที่ประมาณสัก ๒ ไร่ โบสถ์จุประมาณ ๑๕๐ คน เราใช้กันในระดับ ๒๐๐ ถึง ๓๐๐ บางทีก็ ๕๐๐ ถ้าถึงระดับพันเมื่อไหร่ ก็จะไปจัดข้างนอกเหมือนเดิม อยู่ที่นั่นอยู่ ๓-๔ ปี เป็นช่วงที่เราขยายงานได้มากพอสมควรทีเดียว วัดพุทธเมย์วูดที่ว่า ทำเลไม่ค่อยดี แต่ว่าเป็น เป็นศูนย์กลางของแคลิฟอเนียภาคใต้ ทำให้ญาติโยมไปค่อนข้างสะดวก แต่เป็นทำเลไม่เหมาะต่อการเผยแผ่ไปสู่ต่อชาวอเมริกัน เพราะว่าเป็นย่านที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ไม่ถึงกับมีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร ระหว่างอยู่ที่นั่น อย่างมากก็มีเพียงถูกขโมยของบ้าง ใหม่ๆ คนก็กลัวกัน เพราะว่าย่านเก่าที่เราอยู่เป็นย่านที่ดี คือเมืองเชอร์โตส เป็นเมืองคนมีฐานะดี แต่เมืองเมย์วูดเป็นเมืองที่คนฐานะไม่ค่อยดี เป็นพวกแม็กซิกันอยู่เสียมาก หลายคนก็ติงหลวงพ่อเหมือนกันว่าไม่น่าไปเอา เพราะว่ามันน่ากลัว ก่อนจะซื้อท่านเลยพาไป พวกเราไปที่โบสถ์ตอนสัก ๓ ทุ่ม ๔ ทุ่มได้ ไปดู ไปสัมผัสบรรยากาศในช่วงนั้น ท่านบอกว่าถ้ามันน่ากลัวจริงๆ หลวงพ่อไม่ให้พวกเอ็งมาอยู่หรอก ไปดูแล้วก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ไปเช็คข้อมูลจากสถานีตำรวจหรือประวัติอาชญากรรมต่างๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไร มีแต่เรื่องขโมยท่อยางอะไรนิดหน่อย แถวนั้นไม่มีคดีอาชญากรรมอะไรมากมายในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้เกิดความมั่นใจ ได้ไปใช้ที่นั้น วัดพุทธเมย์วูดเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากในตอนนั้น หลังจากนั้นไม่นานก็ทำให้เราสามารถย้ายไปอยู่ในสถานที่ใหม่ที่มีความเหมาะสม มีขนาดใหญ่โตขึ้น คือที่เมืองอะซูซ่าในปัจจุบันนี้ ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๒๕ ไร่ ค่อนข้างใหญ่ทีเดียว ก่อนหน้านั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ให้การบ้านแก่พวกเราไว้ว่าเมื่อไหร่เปิดศูนย์ได้ครบ ๕๐รัฐ หลวงพ่อจะไปอเมริกา ท่านพูดไว้ตอนนั้นนะ มีญาติโยมมานิมนต์ท่านบ่อย จะนิมนต์หลวงพ่อไปอเมริกา หลวงพ่อบอกหลวงพ่ออยากไป แต่ว่าภารกิจหลวงพ่อ มีมาก เวลามีน้อย ไปแล้วอยากจะให้ได้ประโยชน์มาก เอาว่าไปทำการบ้านนี้ให้ได้ก่อน แล้วหลวงพ่อจะไป ก็เลยเจอการบ้าน ๕๐ รัฐ หลวงพ่อทัตตะก็เลยพยายามจะขยายศูนย์ออกไป ในช่วงนั้นก็มีศูนย์ใหม่เกิดขึ้นมาคือศูนย์ชิคาโก ศูนย์นิวเจอซี่เกิดขึ้นพร้อมกัน พร้อมกันในเวลาต่อมา หลวงพี่ก็ได้รับภารกิจให้ไปเปิดศูนย์ชิคาโกในตอนนั้น กับพระอาจารย์วิจักษ์และพระอาจารย์นทีพร้อมๆ การเปิดศูนย์นิวเจอซี่ของหมู่คณะอีกกลุ่มหนึ่ง ปัจจุบันนี้ศูนย์ที่ชิคาโกก็ได้มีโบสถ์ของตัวเองแล้ว เปิดมาประมาณ ๕ ปี ค่อนข้างเร็ว เพราะวัดอื่นบางทีก็ไปอยู่นานกว่านั้น อยู่กันมาเป็นสิบปี ยังอยู่บ้านหลังเล็กๆ ก็มี วัดอื่นนี่เขากลัวเราจะไปตั้งอยู่ในเมืองเดียวกะเขา เพราะว่าเราไปไม่นาน เดี๋ยวก็ซื้อโบสถ์ แล้วก็มีอย่างหนึ่งที่หลวงพี่อยากจะให้ทุกท่านในที่นี้ได้ทราบไว้ก็คือว่าที่เคยมีหนังสือพิมพ์บางฉบับไปลงว่าวัดธรรมกายประเทศไทยส่งปัจจัยไปต่างประเทศ อะไรหลายอย่าง จริงๆ ไม่ใช่นะ จริงๆ แล้วปัจจัยในการซื้อสถานที่ในการดำเนินกิจกรรมทุกอย่างที่ต่างประเทศนี่ ศูนย์ไหนศูนย์นั้น ต้องหากันเอง แล้วก็ต้องส่งกองทุนมาช่วยที่วัดใหญ่ด้วย เพื่อมาร่วมบุญกับที่นี่ แล้วก็พยายามที่จะเก็บเงินเก็บทองให้สามารถซื้อสถานที่ ซื้อโบสถ์ให้ได้ด้วยในขณะเดียวกัน ฉะนั้นไม่ใช่เมืองไทยส่งไปนะ แต่เป็นทางโน้นส่งมา ส่วนใหญ่แล้ว เพราะว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่าต้นไม้ต้นไหนก็ ต้องใช้น้ำที่ใกล้ๆ รด แต่ว่าในตอนนี้เรามีศูนย์ทั้งหมดเกิดขึ้นมา ทั้งหมด ๕ ศูนย์ด้วยกัน ๕ ศูนย์คือศูนย์ที่แคลิฟอเนีย ที่ชิคาโก ที่นิวเจอซี่ แล้วก็ที่แอตแลนต้า แล้วก็ซีแอตเติล ศูนย์แอตแลนต้ากับศูนย์ซีแอตเติลนี่เปิดขึ้นมาพร้อมกัน ประมาณ ๒ ปีกว่ามาแล้ว ตอนนี้ก็ยังเป็นบ้านเช่ากันอยู่ ศูนย์ที่นิวเจอซี่ก็ซื้อสถานที่เรียบร้อยแล้ว นี่คือสาเหตุที่ทำให้หมู่คณะของวัดอื่น ไม่อยากให้เราไปอยู่ในเมืองเขาเท่าไหร่ มีเรื่องเล่าของพระอาจารย์อยู่รูปหนึ่ง ท่านเดินทางไปฟลอริด้า ไปเยี่ยมญาติโยมแถวๆ นั้น ไปเจอพระภิกษุอยู่รูปหนึ่ง พอทราบว่ามาจากวัดพระธรรมกายแค่นั้น ท่านบอกว่าพระอาจารย์จะมาเปิดศูนย์เมื่อไหร่ ขอเวลาผมก่อนได้ไหมครับ ให้ผมได้สร้างศาลาให้เสร็จก่อน คือเขากลัวยังไงก็ไม่ทราบ กลัวเราไปแล้วเดี๋ยวเขาจะสูญเสียสาธุชนไป ทำนองนั้นนะ ซึ่งจริงๆ หลวงพ่อยังไม่มีโครงการเปิดศูนย์ที่ฟลอริด้าในตอนนี้ แต่ปีหน้าอาจจะมีโครงการเปิดศูนย์ขึ้นมาบ้าง เนื่องจากเวลามีจำกัดก็คิดว่าคงจะเล่าให้ฟังได้เพียงเท่านี้ สิ่งหนึ่งที่หลวงพี่คิดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือว่าการสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ซึ่งพวกเราได้ร่วมกันเป็นประธานกองกันไปแล้ว หลวงพี่มีความเชื่อว่าเมื่อไหร่ที่โครงการทั้ง ๓ คือมหาธรรมกายเจดีย์ โครงการสภาธรรมกายสากล และโครงการมหาวิหารเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นจุดที่จะทำให้เมื่อบุคคลทั้งหลายทั้งในประเทศไทย และในต่างแดนได้มารับรู้รับทราบเกี่ยวกับพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำก็ดี เกี่ยวกับมหาธรรมกายเจดีย์ก็ดี จะเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเหล่านั้นได้มีความสนใจที่จะมาเรียนรู้พุทธศาสนาวิชชาธรรมกายขึ้นมา เขาจะเกิดความสงสัยทันทีที่ได้เห็นรูปหล่อของหลวงปู่วัดปากน้ำในลักษณะเป็นทองคำ ๑ ตัน ซึ่งหาได้ยากในสมัยนี้ ที่จะมีการสร้างอนุสาวรีย์กันขนาดนี้ ก็คงจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่าบุคคลผู้นี้เป็นใคร มีความสำคัญอย่างไร จึงต้องสร้างอนุสาวรีย์กันถึงขนาดนี้ ก็จะเป็นที่มาของการมาศึกษาประวัติของท่าน เสร็จแล้วก็จะนำไปสู่การเรียนรู้เรื่องราวของวิชชาธรรมกาย การฝึกสมาธิเบื้องต้นก็จะตามมา ซึ่งจะทำให้เขาสามารถได้รู้เห็นอะไรที่เขาไม่เคยรู้ไม่เคยทราบมาก่อนได้ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) เราจะต้องทำให้ชาวโลกทั้งหลายได้รู้ว่า ที่พึ่งที่แท้จริงของมนุษย์ทั้งหลายคืออะไร อยู่ที่ไหน และจะเข้าถึงได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ให้แนวทางการทำงานของหมู่คณะไว้ ว่าเราจะต้องทำให้ชาวโลกได้รู้ว่าที่พึ่งที่แท้จริงของมนุษย์ทั้งหลายนี่คืออะไร อยู่ที่ไหน แล้วจะเข้าถึงได้อย่างไร พร้อมๆ กับให้คำรับรองว่าเขาจะทำได้ พวกเราในที่นี้คงจะทราบกันทุกคนแล้วนะว่าที่พึ่งที่แท้จริงคืออะไร ใครไม่ทราบยกมือหน่อย คงจะทราบหมดนะ ก็คือพระธรรมกายในตัวเราทุกคนนะ เพราะฉะนั้นแล้วนี่คือสิ่งที่หมู่คณะมีความตั้งใจที่จะทำให้ชาวโลกได้ทราบ ถึงเป้าหมายชีวิตว่าเขาเกิดมาเพื่ออะไร แล้วก็จะต้องดำเนินชีวิตอย่างไรถึงจะคุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมา หลายๆ คนเขาโชคไม่ดีเหมือนพวกเรา ยังอยู่ห่างไกลพุทธศาสนา ห่างไกลวิชชาธรรมกายอยู่ แต่ถ้าเราให้โอกาสแก่เขา เขาก็จะได้มีโอกาสมาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ จะทำให้ตัวเองปลอดภัยในวัฏสงสารขึ้นมา อีกประการหนึ่งก็คือว่าเราไม่มั่นใจว่าพุทธศาสนาจะตั้งอยู่ในเมืองไทยได้นานเท่าไหร่ เหมือนอย่างประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ แทบจะไม่หลงเหลือความเป็นพุทธศาสนาเสียแล้ว ตรงนั้นเป็นดินแดนประสูติ เป็นดินแดนที่การเผยแผ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ในยุคแรกๆ เพราะฉะนั้นในเมืองไทยเองก็ประมาทไม่ได้ จะต้องพยายามหาทางปักหลักพุทธศาสนาในต่างแดนในที่ใหม่ๆ ไว้ให้มากที่สุด วันนี้ก็คิดว่าสมควรแก่เวลา ก็อยากจะเรียนเชิญทุกท่านได้ใช้เวลาในช่วงนี้หลับตาทำภาวนา เพื่อระลึกถึงคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ เราก็ปรับปรุงร่างกายให้สบาย ปรับปรุงจิตใจให้เหมาะสม แล้วค่อยๆ น้อมใจของเราไปตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างที่เราได้รับการแนะนำสั่งสอนอย่างสม่ำเสมอจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อตลอดมา พอใจเริ่มนิ่งดี ก็ตรึกระลึกถึงคุณยาย มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเรา ตรึกระลึกถึงคุณยายไว้ที่ศูนย์กลางกาย ให้ชัด ให้สว่างไว้ที่ศูนย์กลางกายของเราตลอดเวลา เราก็น้อมถวายบุญกุศลที่เกิดขึ้นจากการที่เราได้มาฟังการสวดพระอภิธรรม และได้ฟังธรรมในวันนี้ ถวายเป็นการบูชาธรรมแด่คุณยายท่าน คุณยายได้มีบุญบารมียิ่งๆ ขึ้นไป ขอบารมีธรรมของคุณยายปกป้องคุ้มครองพวกเราให้มีความสุข ความเจริญ และสามารถฝึกฝนตัวเอง สร้างบารมีตามคุณยายไปทุกภพทุกชาติทีเดียว ***************************** จบ *****************************