วิภังคกถา
(ม้วน 1/A)
พระธรรมธีรราชมหามุนี : ขอโอกาสพระเถรานุเถระ และขอโอกาสท่านเจ้าคุณภาวนาวิริยคุณ สำนักสงฆ์วัดพระธรรมกาย และขอโอกาสกัลยาณมิตรทุกท่าน ในงานสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศวิบากสมบัติให้กับคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มีตลอดมา
ในโอกาสที่อาตมาเป็นหัวหน้าของพระสงฆ์ผู้สวดอภิธรรม ก็มักจะขอโอกาสเวลากับท่านทั้งหลาย ซึ่งจะต้องสมยอม โดยที่อาตมาภาพพูด จะรีบไปธุระที่ไหนก็ไปไม่ได้ เพราะมารยาทบังคับไว้ พระเมื่อนั่งอยู่ในแถวแนวแล้ว จะลุกไป เพราะอาตมาใช้เวลาพูดเสียก่อนสวดก็ลุกไม่ได้ ถ้าลุกแล้ว กัลยาณมิตรจะมองเห็นว่าไม่มีขันติธรรม แค่นี้ทนไม่ได้ ทนต่อกาลเวลา ทนไม่ได้ แล้วจะไปทนกิเลสที่มันนอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานได้อย่างไร ว่าไม่ว่าเปล่า แถมป้องกัน ยกการ์ดขึ้นไว้ ต่อยไม่ถูกแน่
เพราะฉะนั้นถ้าอาตมาภาพมาเป็นหัวหน้า หรือจะพูดไปสองครั้งแล้ว ครั้งแรกถามเจ้าคุณภาวนาวิริยคุณ เกี่ยวกับธง ชั้นล่าง ๗ ชั้นบน ๙ รวมเป็น ๑๖ สำเร็จโสฬส ท่านบอกว่าไม่รู้ เป็นการอำพรางหรือว่าอมความรู้ก็ไม่ทราบ อาตมาก็ขยายขี้ทื่อตั้งแต่วันนั้นว่า ๗ น่ะคือโพชฌงค์ ๙ นั้นคือมรรคผลนิพพาน รวมเป็นโสฬส เข้ากับคติสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ว่าเดินตามขันธ์ ๓ คือศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ เสร็จกิจ ๑๖ ก็หมายถึงว่ารู้ในอริยสัจทั้ง ๑๖ ประการ เสร็จกิจ ๑๖ ไม่กันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้ ครั้ง
แรกได้พูดเรื่องนี้
ครั้งที่ ๒ ทอดระยะมาหลายเดือน ได้เวียนมาบรรจบเป็นหัวหน้าอีกครั้งหนึ่งก็เลยพูดพระสังคณี พระสังคณีก็คือกุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา พูดถึงกิจที่เป็นกุศล เป็นอกุศล และเป็นอัพยากฤต จิตที่หยาบ จิตที่ละเอียด จิตของมนุษย์ชั้นกามปาจร สัตว์ชั้นกามปาจร ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน ถึงเทวดา ถึงพรหมโลก ยังต้องท่องเที่ยวอยู่ในกาม คือมีความยินดี ความยินร้ายอยู่ กระทั่งถึงจิตของพระอรหัต อรหันต์ที่ปราศจากกิเลสธุลีทั้งหลายทั้งปวง พระพุทธเจ้าแสดงอย่างละเอียดยิบ
วันนี้เมื่อก่อนจะขึ้นก็มีพระท่านบอกว่ามีอะไรก็พูดได้ เพราะงั้นต้องขอโอกาสพระเถระก่อน ท่านไม่ให้โอกาสจะเกิดโทษ ขอโอกาสกัลยาณมิตรก่อน ถ้าไม่ให้โอกาสดวงจิตเป็นพันๆ ถึงหมื่นนี่ อาตมารับไม่ไหว ฉะนั้นหวังว่าคงได้รับการให้อภัยในการใช้เวลา ฆ่าเวลาเกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ว่า ๑๖ นาฬิกาจะเริ่มสวด
เมื่อกี้เปิดพลิกไปดูตำราพระธรรม ๗ คัมภีร์เข้า เราไม่มีเรื่องอะไรที่เตรียมตัวมาก่อนที่ว่าจะพูด ก็เอาบทพระวิภังค์ บทพระวิภังค์นี่ก็เป็นบทที่จำแนกแจกขันธ์ทั้ง ๕ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ แต่ที่พระเอามาสวดกันนี้ สวดเพียงย่อที่เรียกว่าอภิสญฺญูหิตฺวา อภิสญฺญูหิตฺวา ย่นย่อ ไม่ได้เอาทั้ง ๕ ขันธ์มา พูดเพียงขันธ์เดียว
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยบอกว่าไอ้ ๕ ขันธ์มันก็มากอยู่แล้วนะ ๕ ขันธ์เราบริหาร ๕ ขันธ์นี้ไม่ไหว แต่ว่าคนก็อยากจะบริหารมากขึ้นไปอีก ทำไง เพิ่มไปอีก ๕ ขันธ์ เป็น ๑๐ ขันธ์ พอเป็น ๑๐ ขันธ์แล้วตอนนี้มันก็แตกกอ แตกกิ่ง แตกก้าน เป็น ๑๕ ขันธ์ ๒๐ ขันธ์ ๓๐ ขันธ์ ตอนนี้มันก็วุ่นวาย แค่ ๕ ขันธ์มันก็วุ่นวายพอแล้ว ๑๐ ขันธ์นี่มันยิ่งวุ่นวายหนักเข้า ตอนแรกมันก็เข้ากันดีได้ อยู่ไปนานเข้านานเข้า มันก็เข้าไม่ค่อยได้ นี่เพียงแค่ ๑๐ ขันธ์ก็วุ่นวายแล้ว ไม่ต้องเอาถึง ๑๐ ขันธ์ แค่ ๕ ขันธ์ ตัวเราเอง รูปขันธ์นั้นมีลักษณะของรูป มีลักษณะย่อยยับ
แล้วเวลาเจริญพระกรรมฐาน เวลาเจริญพระกรรมฐาน หลวงพ่อท่านบอกว่าให้เอาความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ให้เป็นหนึ่งได้ นั่นจะเกิดดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
คำว่าความเห็นนั้นคืออะไร คือเวทนา เวทนาเราไม่ได้เห็นด้วยตา เราเห็นด้วยความรู้สึก เช่นพนมมือ เรารู้สึกว่ามันเมื่อย นั่งรู้สึกว่าเมื่อย นี้เป็นตัวเวทนา พอเมื่อยเข้ามันก็เสวยอารมณ์ อารมณ์ไม่สบาย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามันสบายตัวนี้จะไม่ปรากฏ แต่เมื่อไม่สบายแล้ว ตัวนี้จะปรากฏขึ้น ตัวเวทนา สัญญาตัวจำ ตัวนี้เราอาจจะจำอดีต วาดภาพไปอนาคต จำในปัจจุบัน ถ้าหากเราไม่ลบล้างความจำนั้นออกไปเสีย มันก็เป็นอารมณ์ที่หน่วงเหนี่ยวดึงไว้ ไม่ให้ไปสู่ภาวะเอกีได้ คือความเป็นหนึ่งได้
ต่อจากนั้นสังขาร สังขารในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอวัยวะ อาการ ๓๒ แต่หมายถึงสภาพจิตที่ปรุงให้ดี ปรุงให้เสีย ปรุงให้เป็นกลางๆ ที่เรียกว่าปุญญาภิสังขาร คือคิดแต่ดีเรื่องดี อปุญญาภิสังขาร คิดแต่เรื่องบาป เรื่องชั่วร้าย อเนญชาวิสังขาร คิดแบบพระอริยะที่มีใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง นี่เป็นตัวปรุงจิต
และการต่อท้าย สุดท้ายที่ ๔ ก็คือวิญญาณ ความ เออ รู้ เห็น จำ คิด รู้ ความรู้ รู้ในที่นี้ไม่ได้รู้แบบอาตมารู้ รู้แบบท่านเจ้าคุณภาวนาวิริยคุณรู้ รู้แบบสหธรรมิกที่ได้ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ รู้ ที่รู้อย่างอาตมานี้ไม่ใช่วิญญาณ รู้อย่างท่านทั้งหลายผู้ได้ธรรมกายนั้นรู้วิญญาณ
เพราะงั้นถ้าเราสามารถทำขันธ์ทั้ง ๔ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ให้เป็นหนึ่งได้ ที่เรียกว่าให้เป็นเอกีได้ เอกีภาวะความเป็นหนึ่งของอารมณ์ได้ นั่นแหละหลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่าเห็น จำ คิด รู้ ทั้ง ๔ อย่างนี้เอามารวมกันเข้าให้เป็นเอกีภาวะได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละท่านเดินถูกทางแล้ว
ส่วนที่พระวิภังค์นี้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เทศนาไว้ โปรดพุทธมารดาบนชั้นดาวดึงส์นั้น ท่านได้บอกเฉพาะที่นำมาสวดกันในที่นี้ว่ารูปขันธ์นั้นคืออะไร กตโม รูปกฺขนฺโธ
รูปขันธ์คืออะไร ท่านบอกว่ายังกินจิ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็นอนาคต รูปที่เป็นปัจจุบัน รูปที่อยู่ข้างใน รูปที่อยู่ข้างนอก รูปหยาบ รูปละเอียด รูปเลว รูปประณีต รูปที่อยู่ไกล หรือรูปที่อยู่ใกล้ รวมทั้งหมดรูปเหล่านี้ จะเป็นรูปที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน จะเป็นรูปที่อยู่ภายใน รูปอยู่ภายนอก รูปหยาบ รูปละเอียด รูปเลว รูปประณีต รูปใกล้ รูปไกล อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺชิปิตฺวา ย่นย่อรวมกันเข้า อยํ วุจฺจติ รูปกฺขนฺโธ นี้เรียกว่ารูปขันธ์
เพราะงั้นรูปขันธ์นั้นที่อาตมาภาพพูดไว้ในเบื้องต้นว่ารูปมีลักษณะย่อยยับเป็นธรรมดา แต่เราผู้ไม่มีปัญญาเป็นสันติสืบต่อ จึงไม่รู้ว่าความย่อยยับแห่งรูปนั้นเกิดเมื่อไหร่ ปรากฏเมื่อไหร่ ต่อเมื่อมีปัญญารู้แจ้งแล้ว จึงจะรู้ว่ารูปนั้นมันย่อยยับจริงๆ
ถ้าเราจะพูดให้เป็นรูปธรรมมองเห็นกันก็คือ ตั้งแต่แรกเกิด เรามองดูสภาพของเด็กเป็นอย่างหนึ่ง พอผ่านพ้นไประยะกาลหนึ่ง สภาพของเด็กนั้นก็เปลี่ยนแปลงไป เหตุต่อมาอีกสภาพวาระหนึ่ง รูปก็เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาวแก่เฒ่าเข้าวัยชรา รูปที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นแหละเราเรียกกันว่าความย่อยยับของรูปขันธ์ ความเปลี่ยนแปลงของรูปขันธ์ก็คือความย่อยยับของรูปนั่นเอง ถ้าเรามองเห็นด้วยปัญญาอย่างนี้ จึงจะชื่อว่ามองเห็นรูปขันธ์ รูปขันธ์ เมื่อเราสามารถมองแยกแยะออกไป มองเห็นความเสื่อมของสังขารทั้งหลายทั้งปวงที่เราเรียกกันว่าอาการ ๓๒ หรือที่เราเรียกกันว่าธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือเราเรียกกันว่าขันธ์ ๕ อะไรก็แล้วแต่ ที่เรามองเห็นได้ด้วยสายตา และเราสามารถรู้สภาวะว่ามันเสื่อมไป มันแปรไป มันเปลี่ยนไป นั่นแหละคือรูปที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระวิภังค์นี้
เพราะฉะนั้นอาตมาภาพอาจจะพูดให้นักปราชญ์ผู้ฉลาดในอภิธรรม ในพระอภิธรรมอันสามารถแยกแยะรูปได้ต่างๆ นานา แต่อาตมาภาพอาจจะพูดแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องขอความเมตตาจากนักอภิธรรมด้วย ถ้าผิดพลาดพลั้งไป ก็มีอย่างเดียวคือพูดผิด ไม่ยอมรับก็ขออภัยนั่นเอง เพราะฉะนั้นนักอภิธรรมก็อย่ามาว่าเลยว่ารู้งูๆ ปลาๆ แล้วนำมาเปิดเผยทำไม ทำให้เสียเวลา พระท่านจะเดินทางกลับไปเชียงใหม่ก็จะต้องถึงดึก พระท่านจะเดินทางไปทำกิจธุระก็ถ่วงเวลาท่าน ญาติโยมเสียสละอาทิตย์ต้นเดือนมากันมาก วันนี้ก็ขออนุโมทนาบุญกับท่านด้วย ที่ท่านรีบรับเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน เรียกว่าเพียงครึ่งวันผ้าไตรพันกว่าไตรนี่เรียบหมดเลย (สาธุ) อาตมาขออนุโมทนาด้วย
เอาล่ะ ใช้เวลามา ๑๘ นาทีนะ ๑๘ นาที เกินโสฬลไปหน่อย ๑๘ นาที คิดว่าคงจะไม่ทำให้อกุศลเกิดนะ คงไม่ทำให้อกุศลเกิด วันนี้ทุกท่านมุ่งมาเพื่ออุทิศวิบากผล ความจริงคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านมีบารมีมากอยู่แล้ว แต่ก็เราท่านทั้งหลาย ผู้มีกตัญญูกตเวทิตาธรรมอยู่ในใจ ก็อยากจะเพิ่มพูนเสริมบุญเสริมบารมีให้กับคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงอีก ก็หวังว่าดวงจิตเป็นพันๆ หมื่นๆ ดวง ที่สมาคมกันอยู่ในที่นี้ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง คงจะรับทราบ ด้วยทิพญาณ ก็จะอนุโมทนา เมื่ออนุโมทนาบุญของพวกเราท่านทั้งหลาย บุญของท่านก็มาก บารมีก็เพิ่มพูนขึ้นไป และอาจารย์ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ก็จะคงจะแผ่บุญแผ่บารมีมายังเราท่านทั้งหลาย จากพวกกัลยาณมิตรนี้ให้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากการเดือดร้อนนอนทุกข์ พ้นจากทุกข์โศกโรคภัยโดยทั่วหน้ากัน
ขอตั้งใจฟังพระทั้งปวง สวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ณ บัดนี้ (หมด 1/A)
PAGE
PAGE 5
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กรกฎาคม\44-07-01 EW-BBT.doc