ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ความรักเสมอด้วยตนไม่มี

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระทวี : (ตั้งนโม ๓ จบ) กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป และเจริญพร สามเณร อุบาสก และอุบาสิกาลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ) มีพุทธพจน์บทหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ ธญฺญาสมํ ธนํ นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา วุฏฺฐิ เว ปรมา สราติ ฯ ซึ่งได้ปรากฏอยู่ในพระสูตรชื่อว่านัตถิปุตตสมสูตรซึ่งคำกล่าวของ เออ ซึ่งเป็นบทพุทธพจน์บทหนึ่ง เออ ในพระสูตรนี้เทวดาต้องการจะถามปัญหาแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จึงได้กล่าวเป็นคาถาขึ้นมาว่าความรักเสมอด้วยบุตรย่อมไม่มี ธรรมดาว่าทรัพย์อื่นเช่นกับโคย่อมไม่มี แสงสว่างอื่นที่เสมอด้วยแสงพระอาทิตย์ย่อมไม่มี ที่เป็นที่เกิดแหล่งน้ำอื่น เช่นกับมหาสมุทรหามีไม่ อันนี้เป็นความเห็นของเทวดา ซึ่งต้องการที่จะมาถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบเทวดาไปว่า นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ ซึ่งมีเนื้อความว่าความรักเสมอด้วยตนไม่มี ท่านก็ให้เหตุผลว่าสัตว์ทั้งหลายละทิ้งปิยชนทั้งหลาย มีมารดา บิดาเป็นต้นก็มี ละทิ้งบุตรธิดาเป็นต้น ให้พำนักอยู่ ย่อมหาเลี้ยงชีวิตของตนนั่นแหละก็มี และกล่าวต่อไปอีกว่า นตฺถิ ธญฺญาสมํ ธนํ ชื่อว่าทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่ม่ เพราะชนทั้งหลายย่อมไปสู่สำนักของเจ้าของทรัพย์ แล้วจึงถือเอาวัตถุทั้งหลายมีเงินและทองเป็นต้นบ้าง และถือเอาโคและกระเบื้องเป็นต้น และกระบือเป็นต้นบ้าง ก็เพื่อถือเอาข้าวเปลือกนั่นแหละ แล้วก็กล่าวอีกว่านตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา ชื่อว่าแสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ถึงแม้จะเป็นดวงอาทิตย์เป็นต้น ก็ย่อมส่องแสงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือย่อมข่ม ย่อมกำจัดความมืดอันเป็นปัจจุบันเท่านั้น ส่วนปัญญาย่อมสามารถเพื่อทำโลกธาตุทั้งหมื่นให้เป็นแสงสว่างอันประเสริฐหาสิ่งอื่นเสมอมิได้ วุฏฺฐิ เว ปรมา สรา ชื่อว่าสระเสมอด้วยเมฆฝนย่อมไม่มี เพราะเมื่อเมฆฝนตัดขาดแล้ว น้ำแม้สักว่าเพียงข้อแห่งองคุลีหนึ่งให้เปียกในมหาสมุทรย่อมไม่มี แต่เมื่อฝนตกแล้วเป็นไปอยู่ น้ำเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันย่อมมีถึงพิภพแห่งพรหมชั้นอาภัสรา จากนั้นก็สรุปเป็นเนื้อความย่อว่าความรักเสมอด้วยตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ฝนต่างหากเป็นสระยอดเยี่ยม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ได้แก้ปัญหาของเทวดา แต่ในคืนนี้จะมาแสดงธรรมในห้วข้อที่ว่า นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ถ้ามีใครถามพวกเราว่าความรักในสิ่งใดเป็นความรักที่ประเสริฐที่สุด ถ้าถามพวกเราก็คงจะมีความเห็นคล้ายๆ กับเทวดา เทวดาบอกว่าความรักเสมอด้วยบุตรไม่มี ซึ่งคนทั่วไปก็คงจะคิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่จากพุทธพจน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสแก้ไว้นั้น แสดงว่ายังมีความรักอย่างอื่นที่ยิ่งกว่าความรักของพ่อแม่ ทีนี้เราดูว่าความรักที่ประเสริฐมันเป็นอย่างไร ให้เรานึกดูว่าสิ่งที่ประเสริฐมีอะไรบ้าง สิ่งที่ประเสริฐ ชาวพุทธเราถือว่าพระรัตนตรัยนี่เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ให้เรามาดูคุณสมบัติของพระรัตนตรัยกันว่า ว่าคุณสมบัติของสิ่งที่ประเสริฐที่สุดเป็นอย่างไร พระรัตนตรัยต้องเป็นสิ่งที่คงที่ ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง ได้มาตรฐานเดียวกันหมด และในที่สุดคือต้องทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ พระรัตนตรัยหรือว่าพระธรรมกาย ไม่ว่าชนชาติใด ศาสนาใดหรือว่าประเทศใดก็ตาม เมื่อเข้าถึงแล้วก็จะมีสภาวะเหมือนกันหมด สภาวธรรมเดียวกันหมด นี้คือเป็นคำจำกัดของสิ่งที่ประเสริฐ ทีนี้เรามาดูซิว่าความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก หรือว่าความรักของลูกที่มีต่อพ่อแม่นี่ มีคุณสมบัติเหมือนกับสิ่งที่ เหมือนกับพระรัตนตรัยหรือเปล่า ก็มีคำถามอยู่ว่าพ่อแม่ทุกคนหรือเปล่าที่รักลูกของตัวเองยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง ย้ำว่าพ่อแม่ทุกคนหรือเปล่า หรือว่าความรักลูกทุกคนหรือเปล่าที่รักพ่อแม่ยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง ทั้ง ๒ คำถามนี้ต้องเน้นที่ว่าพ่อแม่ทุกคนหรือเปล่า และทุกคนหรือเปล่าที่รักพ่อแม่ยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง ก็มีตัวอย่างมากมายในสังคมไม่ว่าจะเป็นสมัยพุทธกาลหรือว่าสมัยปัจจุบันนี้ อย่างเช่นพ่อแม่ ลูกออกมาไม่มีปัญญาที่จะเลี้ยง ก็ทิ้งบ้างหรือว่ามีข่าวมากมาย ยัดโถส้วมอะไรอย่างนี้ก็มีนะ หรือว่าลูกนี่ทิ้งพ่อแม่ให้อยู่บ้านพักคนชราก็มี ถ้ามาดูอย่างนี้แล้วว่าแสดงว่าคุณสมบัติที่เทวดาเข้าใจ คิดว่าความรักของพ่อแม่เป็นรักที่ประเสริฐที่สุด แสดงว่าไม่ใช่แล้ว เราจะเห็นว่าความรักเหล่านี้มีความเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาแล้วกตามอารมณ์ ตามสภาพแวดล้อมแล้วก็ตามประสาคนที่ยังมีกิเลสอยู่ ทีนี้ แต่ถ้าใครบอกว่าเขารักตัวเอง ซึ่งตรงกับพุทธพจน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้ ถ้าเขาบอกว่ารักตัวเองนี่ เราก็ต้องมาเช็กอีกว่ารักตัวเองนี่จริงหรือเปล่า ซึ่งทุกคนจะบอกว่ารักตัวเอง อาจจะบอกว่ารักตัวเอง แต่ว่าความประพฤติทางกาย ทางวาจา ทางใจนี่ มันแสดงออกมาอีกแบบหนึ่ง คนบางคนบอกว่ารักตัวเองมากเลย จึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข ซึ่งความต้องการของตัวเอง ทำทุกอย่างในนี้นี่คือทำความชั่วทุกอย่างโดยไม่เลือกว่าจะได้มาด้วยวิธีการใด อย่างเช่นการทุจริต คดโกงคอรัปชั่น เมื่อได้เงินมา พวกนี้ก็กินเหล้า เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืนพวกนี้ เขาบอกเขาชอบพูดว่าก็เขารักตัวเอง เขาจึงต้องหาความสุขให้กับตัวเอง แต่ในทางพระพุทธศาสนานี่เราถือว่าการกระทำแบบนี้ ไม่ใช่การกระทำของคนที่รักตัวเอง แล้วพวกที่รักตัวเองเป็นอย่างไร คนบางพวกไม่ต้องรักเลยว่าเขารักตัวเอง ไม่ต้องพูดเลย แต่เขาใช้ชีวิตอย่างสุจริต ทำงานอย่างสุจริต ไม่คดโกง ไม่คอรัปชั่น ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ทำงานเสร็จ ก็มาแล้ว มาฟังสวดพระอภิธรรมกัน มานั่งสมาธิกับคุณยายทุกคืน พอวันอาทิตย์ก็พาครอบครัวมาวัดปฏิบัติธรรมกัน คนเหล่านี้จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รักตัวเอง ถึงแม้จะไม่ต้องประกาศให้ชาวบ้านเขารู้ว่ารักตัวเอง แต่ทางพุทธศาสนาเราถือว่าคนประเภทนี้เป็นผู้ที่รักตัวเอง เออ ความรักเสมอด้วยตนไม่มี คำกล่าวนี้เป็นพุทธพจน์ซึ่งปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก คนที่อ่านหนังสือออกเท่านั้น ที่สามารถอ่านแล้วก็สามารถนำมาปฏิบัติแล้วก็สั่งสอนต่อได้ ต่อไปนี้ก็ให้เรามาดูความอัศจรรย์ของคุณยายกัน คุณยายท่านก็อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่าท่านอ่านหนังสือไม่ออก แต่แปลกไหมคำสอนของท่านมันไปตรงกับอักขระที่อยู่ในพระไตรปิฎก ซึ่งมันเป็นความอัศจรรย์อย่างหนึ่งของคุณยายท่านที่ทุกคนสามารถที่จะพิสูจน์ได้ แล้วก็ในเรื่องของความรักตัวเองนี่ คุณยายท่านก็ได้พูดไว้หลายตอน ดังตัวอย่างที่คุณยายท่านกล่าวสอนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าในสมัยที่ท่านอยู่ในโรงงานทำวิชชา ที่หลวงพ่อวัปากน้ำท่านถามว่าที่เรามาทำวิชชากันนี่ เราทำเพื่อใคร ถามทุกคนในโรงงานทำวิชชา บางคนก็ตอบว่าทำเพื่อหลวงพ่อบ้าง ทำเพื่อวัดบ้าง ทำเพื่อพระพุทธศาสนาบ้าง แต่คุณยายท่านตอบว่าท่านทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง นี่แสดงว่าท่านรักตัวเอง จึงต้องทำเพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นคำตอบที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเออ พอใจมาก หรือว่าจากหนังสือคำสอนของยายนะ ท่านก็กล่าวไว้ว่าให้เรานี่สร้างความดีของเราให้มาก บุญมากเท่าภูเขาเมื่อไหร่ อะไรๆ ก็ปิดไม่อยู่ บังไม่อยู่ ใครๆ ก็จะเห็นความดีของเรา จำคำของยายเอาไว้ให้ดีนะ เราสร้างความดี สร้างบุญของเราไปอย่างนี้ จะได้ชื่อว่ารักตัวเอง รักตัวเองอีกแล้วนะ ส่งเสริมตัวเอง ทำบุญมากๆ เข้า สักวันหนึ่งบุญจะเต็มแน่นนอน ถึงวันนั้นเราก็สบาย มีแต่ความสุข ทำไมคุณยายจึงได้สอนให้เรารักตัวเองก่อน ทำไมคุณยายจึงได้สอนให้เรารักตัวเองก่อน ทำไมไม่สอนให้รักคนอื่นก่อน คำถามนี้คุณยายท่านก็ตอบเอาไว้อีกนั่นแหละ ไม่ใช่หลวงพี่ตอบ คุณยายท่านก็ตอบไว้ในหนังสือคำสอนยายนั่นแหละ เพราะหลวงพี่มาไม่ทันคุณยาย ท่านก็บอกว่าช่วยคนอื่นได้ต้องมีบุญมาก ยายสงสารคน อยากจะช่วยเหลือคน คนที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้จะต้องมีบุญมาก ยายจึงเร่งสร้างบุญให้กับตัวเอง ตัวเราก็เหมือนลูกไก่ ยังไม่สามารถพ้นปากเหยี่ยวปากกาไปได้หรอก พยายามเอาตัวเองให้รอดก่อน แล้วจึงคิดไปชักชวนคนอื่นและเป็นห่วงคนอื่น คุณยายท่านก็ได้ให้คำตอบไว้แล้วว่าทำไมเราต้องรักตัวเอง เมื่อเรารู้แล้วว่าต้องรักตัวเองนี่ รักตัวเองมันดีอย่างนี้ แล้วเราควรจะทำอย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสถามภิกษุ ท่านตรัสถามว่าดูก่อน ภิกษุทั้งหลายเมื่อผ้าหรือศีรษะถูกไฟไหม้ แล้วควรจะทำอย่างไร ไฟในที่นี้ท่านก็หมายถึงความแก่ ความเจ็บ แล้วความตายที่เผาผลาญเราอยู่ทุกวันนี้ ภิกษุทั้งหลายก็กราบถามไปว่าข้าพระองค์ผู้เจริญ เมื่อผ้าหรือศีรษะถูกไฟไหม้ ควรจะกระทำพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความย่นย่อ ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะอย่างแรงกล้า เพื่อดับไฟที่ผ้าหรือศีรษะนั้น พระพุทธองค์ก็ตรัสตอบว่าภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงวางเฉย ไม่ใส่ใจผ้าหรือศีรษะที่ถูกไฟไหม้ แล้วพึงกระทำพอใจ ความอุตสาหะ ความไม่ย่นย่อ ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะอย่างแรงกล้า เพื่อตรัสรู้อริยสัจ ๔ ที่ยังไม่ตรัสรู้ตามความเป็นจริง จากเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับภิกษุนั้น นั่นก็หมายถึงว่าถ้าเรารักตัวเอง ให้รีบเร่งปฏิบัติธรรม เพื่อจะได้รู้เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ประหารกิเลสให้หมด แล้วก็เข้าพระนิพพานไป และได้พบสุขที่แท้จริง นี่คือคนที่รักตัวเอง คือจะต้อง ต้องคิดอย่างนี้ และวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่งที่ได้ ของการแสดงธรรมในคืนนี้ นอกจากเป็นการแสดงธรรมเพื่อบูชาธรรมคุณยายแล้ว ก็ยังหวังอีกว่าเออ ที่จะพูดต่อไปนี้คือจะให้เรามีกำลังใจ แล้วก็กลับไปบ้านแล้วก็ปฏิบัติธรรมกันต่อ เพราะหลวงพี่ถือว่าถ้าลูกหลานของคุณยายทุกท่านนี่เข้าถึงพระธรรมกาย นั่นคือสิ่งที่คุณยายท่านปรารถนามากที่สุดนะ และต่อไปนี้จะได้บอกวิธีการที่ปฏิบัติแล้วจะเพิ่มความเพียรในการปฏิบัติธรรมให้มากขึ้นนะ โดยการปรับความคิดของเราก่อน เพราะว่าการที่เราจะนั่งสมาธิหรือไม่นั่งนี่ มันอยู่ที่ความคิดของเราเป็นอันดับแรก ถ้าคิดนั่งก็นั่ง ถ้าคิดไม่นั่งก็นอนนะ ความคิดเราก็มีอยู่ ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือความคิดที่มีผลเสียต่อการปฏิบัติธรรม แบบที่ ๒ คือความคิดที่มีผลดีต่อการปฏิบัติธรรม แบบที่ ๑ ที่มีผลเสียต่อการปฏิบัติธรรมคือยังไง คือคิดแล้วนอนนะ คิดแล้วนอนนี่คือผลเสียอย่างร้ายแรงในการปฏิบัติธรรม เหตุการณ์ต่างๆ ต่อไปนี้คือให้เราคิดแล้วก็ฟังตามไป แล้วก็พิจารณาว่าข้อไหนบ้างที่มักจะตรงกับความคิดของเรานะ อาจจะไม่มีก็ได้นะ ความคิดแล้วนอนตรงนี้ เมื่อเจอเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันเรานี่ อย่างเช่นเมื่อเราจะต้องทำงานบ้าง เราจะต้องทำงาน ก็คิดว่าเรานี่จะต้องทำงาน เมื่อเราทำงานมันจะต้องเหนื่อยแน่นอน คิดล่วงหน้าไปแล้ว เอ้าอย่ากระนั้นเลย ถ้าเราทำงานมันจะต้องเหนื่อย ต้องนอนก่อนดีกว่าคืนนี้ ค่อยว่ากันพรุ่งนี้ เมื่อคิดอย่างนี้เขาก็นอน เมื่อทำงานแล้ว กลับจากทำงาน ก็คิดว่าโอ๊ย วันนี้เราทำงานเหน็ดเหนื่อยทั้งวันแล้ว ใช้กำลังกาย กำลังใจ สติปัญญาไปมากแล้ว เหนื่อยแล้ว อย่ากระนั้นเลยนอนก่อนดีกว่า เมื่อคิดอย่างนี้ก็นอน เมื่อจะต้องเดินทางบ้าง เขาก็คิดว่าเรานี่จะต้องเดินทาง เมื่อเราเดินทางนี่ย่อมจะต้องเหน็ดเหนื่อยนี่ คิดล่วงหน้าไปแล้ว ย่อมจะต้องเหน็ดเหนื่อย อย่ากระนั้นเลย เรานอนเอาแรงก่อนดีกว่า คิดอย่างนี้ก็นอน เสร็จแล้วเมื่อเดินทางแล้วบ้างก็คิดอย่างไร เขาก็คิดว่าเรานี่ได้เดินทางมาแล้ว เรานี่แสนจะเหน็ดเหนื่อย อย่ากระนั้นเลยเรานอนพักผ่อนก่อนดีกว่า ก็คิดอย่างนี้ก็นอน นอนอีกแล้ว เหตุการณ์ต่อไป เมื่อรับประทานอาหารน้อยบ้าง เขาก็คิดว่าเรานี่ทานอาหารน้อย เรี่ยวแรงเราก็คงจะไม่ค่อยจะมี อย่ากระนั้นเลยเราควรจะนอนเอาแรงดีกว่า ทานน้อยก็นอนอีกแล้ว เมื่อรับประทานอาหารอิ่มบ้าง ก็คิดอย่างไร เขาก็คิดว่าเรานี่ทานอาหารอิ่มแล้ว ตอนนี้คงไม่ควรที่จะทำอะไร อย่ากระนั้นเลย เรานอนก่อนดีกว่า เพราะอิ่มเกินไปแล้ว เมื่อคิดอย่างนี้เขาก็นอนเหมือนเดิม เหตุการณ์ต่อไปเมื่อเกิดป่วยไข้ขึ้นมาว่า เมื่อป่วยไข้ขึ้นมาเขาคิดอย่างไร เขาคิดว่าไอ้เรานี่ป่วย เราไม่สบายนี่ ควรจะนอนเก็บแรง เอาแรงไว้สู้กับโรคภัยต่างๆ ดีกว่า คิดเข้าข้างตัวเองอีกแล้ว ก็นอน เมื่อคิดอย่างนี้ก็นอน หรือเมื่อหายจากป่วยไข้ใหม่ๆ บ้าง เขาก็คิดว่าเราหายจากป่วยแล้ว แต่ยังหายได้ไม่นาน ตัวยังอุ่นอยู่เลยนี่ แรงเราก็ยังไม่ค่อยจะมี เดี๋ยวลุกขึ้นมานั่ง เดี๋ยวไข้จะกลับ คิดอย่างนี้ก็นอนอีกแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่ ถ้าคิดแบบนี้มีทางเดียวคือนอน นอนอย่างเดียวเลยชีวิตนี้นะ หรืออีกชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติภาวนอนนะ พวกที่ชอบคิดอย่างนี้ ให้นั่งสมาธิได้ไม่กี่นาทีเดี๋ยวก็นอนนะ เพราะมันจะติดเป็นนิสัย เป็นคนชอบมองเหตุการณ์ล่วงหน้า ชอบคิดว่าโอ๊ยเดี๋ยวมันจะเหนื่อยอย่างโน้น เหนื่อยอย่างนี้ นอนก่อนดีกว่า แต่หลวงพี่เชื่อว่าที่นี่คงไม่มีนักปฏิบัติภาวนอนนะ แบบที่ ๒ คิดแล้วมีผลดีต่อการปฏิบัติธรรม เป็นยังไง คือคิดแล้วนั่งนั่นเองนะ การที่เราจะสร้างกำลังใจในการปฏิบัติธรรม เราจะต้องรู้จักคิด คิดอย่างแยบคาย คิดให้เป็นบุญเป็นกุศล คิดแล้วทำให้อยากจะนั่ง คิดแล้วอยากจะเข้าถึงพระธรรมกาย แต่ไม่ใช่ว่าอยากเข้าจนถึง จนลุ้น เร่ง เพ่ง จ้องอะไรอย่างนี้ จนตัวแข็ง ตากดจะทะลักออกจากเบ้าตาอย่างนี้ไม่ใช่นะ เราเอาแค่คิดแล้วอยากจะนั่งนานๆ เห็นก็ได้ ไม่เห็นก็ได้ คิดอย่างนี้ เหมือนที่คุณยายท่านให้วิธีคิดเอาไว้ว่าทุกคำภาวนาว่า สัมมาอะระหังนั้นน่ะ เราได้บุญทุกคำ สัมมาอะระหัง ทีไรได้บุญทุกที หลับตาทีไรก็ได้บุญทุกที เหมือนเราเอากำปั้นทุบขี้ดิน ทุบทีไรก็ถูกทุกที นี่คือคุณยายท่านได้ให้วิธีคิดไว้แบบนี้ แต่เหตุการณ์ที่เราจะต้องเจออยู่ทุกวัน เราต้องเจออยู่ทุกวัน แล้วเรามีวิธีคิดอย่างไรที่คิดแล้วจะทำให้มีผลดีต่อการปฏิบัติธรรม เหตุการณ์เมื่อเราจะต้องทำงานว่า มาดูความคิดของ คิดแล้วนั่งนะ เขาจะคิดอย่างไร เขาก็คิดว่าเราจะต้องทำงาน เมื่อเราทำงานนี่ ใจเราได้เผลอออกจากศูนย์กลางกายได้ง่ายนะ อย่ากระนั้นเลยเราควรจะนั่งสมาธิเสียก่อน เมื่อคิดอย่างนี้เขาก็นั่งสมาธิ เหตุการณ์ต่อไป เมื่อทำงานแล้วบ้าง เขาก็คิดว่าเราได้ทำงานแล้ว เมื่อเราทำงานนี่ ใจเราได้เผลอออกจากศูนย์กลางกายบ่อย อย่ากระนั้นเลยเราควรนั่งสมาธิเสียก่อน แล้วเขาก็นั่งสมาธิ อึม เมื่อจะต้องเดินทางบ้าง เขาคิดอย่างไร เขาก็คิดว่าเรานี่จะต้องเดินทาง เมื่อเราเดินทางนี่ ใจเราก็จะเผลอออกจากศูนย์กลางกายได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราควรนั่งสมาธิเสียก่อน เมื่อคิดอย่างนี้ก็นั่งสมาธิ หรือเมื่อเดินทางแล้วบ้าง เขาคิดอย่างไร เขาก็คิดว่าเราได้เดินทางแล้ว เมื่อเราเดินทาง เดินทางอยู่นี่ใจเราได้เผลอออกจากศูนย์กลางกายบ่อยมาก อย่ากระนั้นเลยเราควรนั่งสมาธิเสียก่อน หรือเมื่อรับประทานน้อยบ้าง เขาก็คิดว่าเรานี่ทานอาหารน้อย กายของเรานี่พอเหมาะแก่การนั่งสมาธิ ไม่แน่นไม่จุก อย่ากระนั้นเลยนั่งสมาธิเสียก่อน พอคิดอย่างนี้เขาก็นั่งสมาธิ หรือเมื่อรับประทานอาหารอิ่มบ้าง เขาก็คิดว่าเรานี่ทานอาหารอิ่มแล้ว เราควรจะนำเรี่ยวแรงที่ได้จากอาหารนี่มาสร้างความดีให้ถึงที่สุด เมื่อคิดอย่างนี้ก็นั่งสมาธิ หรือเมื่อเกิดป่วยไข้ขึ้นมาบ้าง เขาคิดอย่างไร เราก็คิดว่าเราป่วย เราไม่สบายนี่ เราอาจจะเป็นหนักขึ้นกว่านี้ก็ได้ อย่ากระนั้นเลย เราควรนั่งสมาธิเสียก่อน ก่อนที่จะเป็นอะไรมากกว่านี้นะ หรือเมื่อหายจากป่วยไข้ใหม่ๆ บ้าง เขาก็คิดว่าเรานี่หายจากป่วยไข้ใหม่ๆ แต่ยังหายได้ไม่นาน ไอ้โรคต่างๆ นี่อาจจะกำเริบขึ้นอีกก็ได้ อย่ากระนั้นเลย เราควรจะนั่งสมาธิเสียก่อน เมื่อคิดอย่างนี้ก็นั่งสมาธิ จากตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดนี่ ในสถานการณ์เดียวกัน ทั้งคิดให้นั่ง ทั้งคิดให้นอนนี่ สถานการณ์เดียวกัน มันเชือดเฉือนกันตรงที่ความคิด ถ้าเราคิดถูก เราก็นั่งสมาธิ ถ้าคิดผิด เข้าข้างตัวเองก็นอนนะ ถ้าใครรักที่จะศึกษาวิชชาธรรมกาย ก็ต้องคิดแล้วนั่งนะ คิดแล้วนั่ง อีกอย่างหนึ่งนอกจากจะรักในการนั่งธรรมะแล้ว คืนนี้ถ้าเกิดไม่พูดก็จะหาว่าเชยนะว่าถ้าเรารักตัวเองจริงๆ แล้วนี่ แล้วก็เป็นนักสร้างบารมีจริงๆ แล้ว จะต้องหูไว ตาไว ใจเร็วนะ แล้วต้องคอยดูว่าตอนนี้หลวงพ่อ คุณยาย หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านกำลังจะมอบบุญอะไรให้เรานะ ตรงนี้ทุกท่านก็คงจะทราบเรื่องกฐินของคุณยาย ตอนนี้ครูบาอาจารย์ทั้ง ๓ ของเรานี่ ทั้ง ๓ ท่าน กำลังรอให้ลูกๆ ทุกคนนี่มาเอาบุญกับท่าน ตอนนี้เหมือนกับท่านเอาสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิมากองไว้ที่หน้าตักท่านนะ รอให้ลูกๆ นี่มาขนเอาไว้ แค่เราก้าวเข้ามาขนเอาไปแค่นั้นเอง การทำกฐินในครั้งนี้ เราสละ ๑ แต่ได้กลับมา ๓ คือเออ ที่ว่าได้กลับมา ๓ นี่คือ เราได้บูชาธรรมกับหลวงพ่อธัมมะ ธัมมชโย ต่อที่ ๒ หลวงพ่อธัมมชโยก็ไปบูชาธรรมคุณยาย ต่อที่ ๓ คือคุณยายก็เอาไปบูชาธรรมหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้เป็นต้นวิชชาธรรมกาย ผู้ที่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ถ้าหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านยังอยู่ ท่านก็คงจะพูดว่าบุญคราวนี้คงจะไม่ต้องพูดกันแหละ บุญคราวนี้ อาทิตย์ที่แล้วเห็นญาติโยมเรานี่ สละเงินกองสุดท้ายสำหรับชีวิตนี่นะ นั่งอยู่บนรัตนบัลลังก์ก็ขนลุกนะ ขนลุก วันนี้ที่อาศรม ที่กุฏิสงฆ์นะ ก็มีการรวบรวมให้พระท่านได้ร่วมเป็นเออ ร่วมกฐินเหมือนกัน แต่ละรูปก็เรียกว่าควักก้อนสุดท้ายของชีวิตเหมือนกัน หลวงพี่ก็ควักไปแล้ว ก้อนสุดท้ายของชีวิต ๒๐๐ บาท สาธุ ก็ตอนแรก ตอนลงมาเกิดนี่ สงสัยนึกว่ามาบวชแล้วคงจะไม่ต้องใช้ทรัพย์นะ นึกว่าไม่ต้องใช้ ที่ไหนได้ แม้มาบวชแล้วถ้าขัดสนทรัพย์นี่ก็ลำบากเหมือนกันนะ เห็นเขาทำบุญอะไรกันนี่ แต่เรามีส่วนเพียงน้อยนิดนี่ ก็ลำบาก เพราะฉะนั้นพวกเราซึ่งเป็นฆราวาสนี่ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกันเลยนะ ว่าทรัพย์มันสำคัญขนาดไหน ดังนั้น ชาตินี้ก็ขอให้มันเป็นชาติสุดท้ายที่เราจะได้ลำบากกันอย่างนี้นะ เพราะว่าชาติต่อไปก็คงจะไม่ต้องมาเหน็ดเหนื่อยกันอย่างนี้ต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าประมาทนะ อย่าประมาท บุญตรงนี้อาจจะเป็นก้อนสุดท้าย ก้อนใหญ่ก้อนสุดท้ายที่หลวงพ่อจะมอบให้เรา ชีวิตชาตินี้อย่าไปแคร์มันมากนะ เรามองไปที่ชีวิตในภพชาติเบื้องหน้ากันดีกว่า เพราะฉะนั้นใครที่มีความสามารถก็ควรจะเอาบุญก้อนนี้ไป อย่าประมาท ทรัพย์สมบัติมีไว้ใช้ชาตินี้ก็หมด แต่ถ้าเราเอาบุญเอาทรัพย์หยาบนั้นมาเปลี่ยนเป็นทรัพย์ละเอียดนี่ มันก็จะได้เป็นสมบัติติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ แล้วบุญนี่ การให้ผลของบุญนี่ชาติต่อไปนี่ ผลของบุญจะได้ไม่เท่าไหร่ ได้ไม่มาก แต่ว่ามันจะให้ผลมากๆ ขึ้นไปต่อเมื่อผ่านไปหลายๆ ชาติ หลายๆ ชาติ เหมือนหลวงพ่อทัตตะท่านเคยเทศน์ให้ฟังว่าเปรียบเสมือนเราปลูกต้นกล้วยนะ ปลูกต้นกล้วย ปี ๒ ปีได้อะไร ได้แค่ใบมัน กว่าจะได้กินลูกมันนี่ต้องผ่านไปหลายปี เพราะฉะนั้นให้พวกเราอย่าได้ประมาทนะ อย่าได้ประมาท บุญตรงนี้หลวงพี่ไม่รู้จะพูดยังไงว่า คือเราเองก็ไม่ได้เอาทรัพย์สมบัติมาที่ ตอนลงมานะ หรือว่าเอามาแล้วก็อาจจะไปลืมไว้ที่ไหนนะ ยังไม่มาตอนนี้ ก็พวกเราก็ ตอนนี้ให้เราต้องรักษากาย วาจา ใจให้สะอาด บริสุทธิ์ เพื่อจะได้เป็นภาชนะรองรับบุญแล้วก็จะได้ดึงดูดทรัพย์สมบัติมาได้ใช้สร้างบารมีกันนะ ต่อจากนี้ไปก็ให้พวกเราได้หลับตาแล้วก็รักษากาย วาจา ใจ แล้วก็เดี๋ยวจะได้ถวายบุญจากการหลับตาปฏิบัติธรรมของเราให้แก่คุณยายท่าน เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยาย ถึงแม้จะเป็นบุญเพียงเล็กน้อยที่เรามีอยู่ เมื่อเทียบของท่านแล้ว ฉะนั้นเราก็ให้เราอธิษฐานขอความปรารถนาที่เราอยากจะได้ อยากจะเป็นประธานกองกฐินสามัคคีของคุณยายให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ให้ทุกท่านได้อธิษฐานจิตตามความชอบใจ สัพเพ… PAGE PAGE 11 หน้า FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\มิถุนายน\44-06-29 FW-AAT.doc