ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

เหนือดวงชะตา

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบคารวะพระมหาเถระ พระเถรานุเถระและเพื่อนสหธรรมิกทุก ๆ รูป เจริญพร ยอดนักสร้างบารมี ยอดขุนพลกล้าแห่งกองทัพธรรมทุกๆ ท่านนะ (สาธุ) สำหรับวันนี้ก็เป็นบุญพิเศษที่หลวงพี่ได้มีโอกาสมาแสดงธรรมอีกครั้งหนึ่งในโอกาสงานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายแด่คุณยายของพวกเรา เมื่อได้รับบุญมาแสดงธรรม หลวงพี่ก็ลองสอบถามดูจากหลายท่านว่าจะฟังเรื่องอะไรดี เพราะว่าตลอดช่วง ๑๐ เดือนที่เราบำเพ็ญกุศลมานี้ พระอาจารย์แต่ละรูปก็ได้แสดงธรรมเกี่ยวกับคุณธรรม หลักธรรมของคุณยายอาจารย์ในแง่มุมต่าง ๆ ไว้เยอะทีเดียว บางท่านก็บอกหลวงพี่ว่า อยากจะฟังเรื่องที่เป็นอจินไตย หรือว่าเรื่องที่เป็นเรื่องละเอียดสุดละเอียด หลวงพี่ก็บอกว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าอยากจะฟังเรื่องละเอียดหรืออจินไตยเอาไว้วันเสาร์ที่ ๓๐ ช่วงบ่ายที่เราจะมีการรวมใจกันเกี่ยวกับเรื่องวิหารของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ เอาไว้วันนั้นแล้วกัน เรียกว่ามาฟังเรื่องของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เรียกว่าเป็นอจินไตยก็แล้วกัน แต่สำหรับวันนี้เอาแบบธรรมดาไปก่อน จึงคิดว่าจะมีแง่มุมไหนพอที่จะเป็นประเด็นให้พวกเรานำมาเป็นข้อคิด หรือว่าหลักปฏิบัติที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ จากหลักธรรมหรือคุณธรรมในการดำเนินชีวิตหรือสร้างบารมีของคุณยาย บังเอิญก็นึกถึงว่ามีน้องผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นน้อง สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ได้มาหาหลวงพี่สีหน้าก็ค่อนข้างจะเคร่งเครียดมากเลย บอกว่าเพิ่งไปดูหมอดูมา หมอเขาบอกว่าภายใน ๗ วันนี้จะมีเหตุร้าย อาจจะต้องถึงกับเสียชีวิต หน้าเครียดมาหาหลวงพี่เลย บอกจะทำอย่างไรดี กลัวจะตาย ก็ในลักษณะที่เชื่อหมอดู หลวงพี่ค่อนข้างจะเจออยู่บ่อย ๆ ในช่วงพักหลัง ๆ ในวัดของเราเองนี้ก็เจอผู้นำบุญของเราหลาย ๆ ท่าน ก็มักจะมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องของหมอดูให้ฟังอยู่เป็นระยะ ๆ ก็เลยคิดว่า ประเด็นนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว เกี่ยวกับเรื่องของการทำนายทายทักหมอดู ซึ่งน่าจะหยิบมาเป็นประเด็นในการพูดคุยธรรมะในวันนี้ แล้วจะได้สะท้อนถึงหลักธรรมในพระพุทธศาสนา หรือหลักในการดำเนินชีวิตสร้างบารมีของคุณยายอาจารย์ของเรา เพื่อเป็นหลักให้กับตัวของเราเองในการประพฤติปฏิบัติธรรม และสร้างบารมียิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็เลยขอหยิบยกเกี่ยวกับเรื่องของดวง แต่ดวงในที่นี้ก็เกี่ยวกับเรื่องของดวงดาวหรือการทำนายทายทักพยากรณ์ต่าง ๆ ที่หลาย ๆ ท่านในที่นี้คงรู้สึกว่าชอบดูพอสมควรทีเดียว ถ้าจะว่าไปแล้วศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของการพยากรณ์ หรือที่เรียกว่าโหราศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว ไม่ได้ปฏิเสธว่าศาสตร์เหล่านี้ไม่มี ก็ยอมรับว่าศาสตร์เหล่านี้มีอยู่ ถามว่าพอเชื่อได้ไหม จะว่าไปแล้ว ถ้าจะว่าเชื่อก็เชื่อ ถ้าอยากจะเชื่อก็เชื่อ ถ้าอยากจะไม่เชื่อก็ลองพิจารณาดูกัน เพราะว่าปัจจุบันนี้ก็มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องของหมอดูคนนั้นแม่น หมอดูคนนั้นดูแม่นราวกับมีตาทิพย์ มีเยอะทีเดียว โดยเฉพาะตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ก็ต้องมีคอลัมน์ฮิตประจำที่หลาย ๆ ท่านชอบอ่าน ก็คือคอลัมน์หมอดูประจำวัน ถ้าจะว่าไปแล้วศาสตร์เหล่านี้ก็คือศาสตร์ชนิดหนึ่งที่เป็นเรื่องของสถิตินั่นเอง ที่คนโบร่ำโบราณได้ทำสถิติ แล้วมองถึงเห็นอิทธิพลของความสัมพันธ์ของธรรมชาติ ของดวงดาวต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์ รวบรวมมาเป็นสถิติที่ออกมาเป็นหลักเป็นเลขในการผูกเกิดขึ้นมานั่นเอง หลวงพี่จะยกเป็นเกร็ดประวัติให้พวกเราฟังสักนิดหนึ่งก็แล้วกัน จริง ๆ แล้วการดูหมอ หรือการทำนาย ในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เรียกว่าคู่มากับการปกครอง หรือการบริหารงานแผ่นดิน ตำแหน่ง ๆ หนึ่งที่สำคัญในการบริหารงานแผ่นดิน หรือเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์เลยทีเดียว คือตำแหน่งของพระโหราธิบดี ซึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย พระโหราธิบดีที่เรียกว่าดูแม่น ๆ ก็มีอยู่ อย่างเช่นในสมัยอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระโหราธิบดีท่านดูแม่นมาก ปรากฏบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ ถึงขนาดที่เรียกว่ามีวันหนึ่งสมเด็จพระนารายณ์ท่านนั่งประทับอยู่ มีหนูตกลงมาจากเพดานพระที่นั่ง ท่านก็เอาพานทองครอบเอาไว้ แล้วก็ไปเรียกให้พระโหราธิบดีมา แล้วบอกว่าช่วยทำนายซิว่าในพานนี้มีอะไร พระโหราธิบดีท่านก็ทำนายด้วยการผูกเลขตามวิชาโหราศาสตร์ของท่าน ท่านก็บอกเลยว่าเป็นสัตว์สี่เท้า สมเด็จพระนารายณ์ท่านก็ถามต่อไปว่าแล้วมีกี่ตัว ท่านก็บอกว่าจากที่ผูกเลขดูแล้ว มีทั้งหมด ๔ ตัว ท่านก็บอกดูใหม่ซิ เพราะว่าตอนที่ท่านครอบลงไปมีหนูตกลงมาเพียงแค่ตัวเดียว ปรากฏว่าพระโหราธิบดีก็ยืนยันว่าสี่ ๔ ตัวอย่างแน่นอน ปรากฏว่าเมื่อเปิดพานออกมา มีหนูทั้งหมด ๔ ตัวจริง ๆ เพราะว่าหนูตัวที่ตกลงมามันคลอดลูกออกมาอีก ๓ ตัว รวมเป็น ๔ ตัว การทำนายแม่นอย่างนี้ แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว สิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงวิชาสถิติที่ บางท่านมีความสามารถดูได้แม่นถึงขนาดนี้ แต่ถ้าจะว่าไปแล้วตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น ชีวิตของเราไม่ได้เป็นไปตามโชคชะตา หรือว่าไปตามอำนาจดวงดาวใด ๆ ทั้งสิ้น คนแบ่งเป็นหลายประเภท ประเภทเป็นคนตามดวงชะตา แต่บางพวกเป็นพวกที่เหนือดวงชะตา ในพระพุทธศาสนาของเราสอนให้คนอยู่เหนือดวงชะตา หรืออำนาจอิทธิพลของการทำนายใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าในพระพุทธศาสนาของเราเชื่อในกรรม คือการกระทำความดีและความชั่ว จะเป็นตัวที่ส่งผลให้เรามีชีวิตดีหรือไม่ดี ไม่ได้ให้ตัวของเราไปผูกอยู่กับดวงชะตาใด ๆ ทั้งสิ้น ชีวิตของเราไม่ได้อยู่ในกำมือของดวงชะตา แต่ว่าดวงชะตาอยู่ในกำมือของเรา เป็นอย่างนี้ทีเดียว ต่อให้คนที่ทำนายแม่นขนาดไหนก็อาจจะทำนายผิดได้ ดังเรื่องที่ปรากฏอยู่ในชาดกที่นำมาสาธกอธิบายขึ้นมาในครั้งนี้อีกสักเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการทำนายหรือพยากรณ์ผิดพลาดของพระอินทร์ เพราะว่าความเพียรของมนุษย์เอง เรื่องราวก็มีอยู่ว่าในอดีตกาล ในแคว้นแห่งหนึ่งในชมพูทวีป ที่เป็นแคว้นที่รุ่งเรืองอำนาจและมีแสนยานุภาพทางการทหารมาก แคว้นนั้นพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นผู้ครองแคว้น มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะประกาศศักดานุภาพของตนให้ขจรขจายไป ได้ทำการคิดว่าจะมีวิธีอย่างไรที่จะสามารถยึดหัวเมืองต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในอำนาจของตนได้ พระราชาผู้ครองแคว้นนั้นชื่อพระเจ้ากาลิงทะ ได้คิดอุบายไว้ว่าเราจะส่งพระราชธิดาไป ๔ พระองค์ นั่งราชรถไป หากว่าเมืองไหนอยากจะต่อสู้ต่อกรกับเราแล้วล่ะก็ จะต้องรับพระธิดาเข้าไปในเมือง นั่นหมายความว่าจะเกิดการศึกขึ้น แต่ถ้าหากว่าไม่ปรารถนาจะรบ ก็ให้ปิดประตูเมืองและส่งเครื่องบรรณาการออกมา แล้วยอมที่จะเป็นเมืองขึ้นของทางแคว้นกาลิงคะ ปรากฏว่าส่งพระราชธิดานั่งราชรถไป ผ่านไปต่อกี่เมืองต่อกี่เมือง ทุกเมืองก็รู้ถึงแสนยานุภาพทางการทหารของแคว้นกาลิงคะดีว่าเป็นแคว้นที่มีกำลังทหารที่เข้มแข็งมาก ไม่กล้าที่จะต่อกรด้วย ต่างปิดประตูแล้วส่งเครื่องบรรณาการยอมที่จะเป็นเมืองขึ้นของแคว้นกาลิงคะทั้งสิ้น ผ่านไปถึงเมืองที่ห่างไกลออกไปคือแคว้นอัสสะกะ ซึ่งเป็นแคว้นที่ห่างไกลจากกาลิงคะ พระเจ้าอัสสะกะที่เป็นพระราชาครองแคว้นนั้นเมื่อมีราชรถบรรทุกพระราชธิดามาทั้ง ๔ ถึงพระนคร ก็เกิดความหวั่นวิตกครั่นคร้ามในแสนยานุภาพของทหารของแคว้นกาลิงคะเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยความที่มีอำมาตย์เป็นที่ปรึกษาดีชื่อว่านันทเสน ได้กล่าวถึงความที่จะต้องรักษาศักดิ์ศรีของแคว้นนี้เอาไว้ ถ้าหากว่าเรายอมเป็นเมืองขึ้น เราก็จะเสียศักดิ์ศรีของแคว้นเรา จริง ๆ แล้วแคว้นกาลิงคะกับแคว้นอัสสะกะ ก็อยู่ห่างไกลกัน ถ้าหากยกทหารมา ด้วยระยะทางน่าจะเป็นที่เสียเปรียบ ได้ทำการปลุกปลอบให้กำลังใจแก่พระเจ้าอัสสะกะ จนในที่สุดพระเจ้าอัสสะกะตัดสินใจว่าจะไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นให้แก่กาลิงคะ จึงรับพระราชธิดาทั้งสี่ของแคว้นกาลิงคะเข้ามาในเมือง ดังนั้น เมื่อข่าวทราบไปถึงพระเจ้ากาลิงคะ พระองค์จึงยกทัพมาเลยทันที เมื่อยกทัพและไพร่พลขนาดใหญ่มาประชิดแคว้นอัสสะกะ เพื่อจะทำการสู้รบและยึดเมืองอัสสะกะนั้นให้เป็นเมืองขึ้นให้ได้ ทางฝ่ายของแคว้นอัสสะกะมีนันทเสนมหาอำมาตย์เป็นที่ปรึกษา ก็ด้วยความที่มีความแกล้วกล้าสามารถ ก็ทำการจัดเตรียมไพร่พล แล้ววางกลยุทธ์เป็นอย่างดี พอถึงเวลาพระเจ้ากาลิงคะจะยกทัพมาต่อศึกกับทางแคว้นอัสสะกะ ได้ทราบว่ามีพระดาบสอยู่ในป่าแถวนั้น เป็นพระดาบสที่ทรงศีล ประพฤติพรหมจรรย์ ธรรมดาดาบสผู้ทรงศีลก็มักจะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าอะไรต่าง ๆ จึงปลอมตัวเข้าไปหาดาบส ซึ่งดาบสองค์นี้เป็นดาบสพระโพธิสัตว์ เมื่อเข้าไปถามดาบสว่าการสู้รบครั้งนี้ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ ดาบสก็บอกว่าอาตมาภาพไม่ทราบ แต่อาตมาภาพจะถามท้าวสักกะเทวราชที่มาหาอาตมาอยู่เป็นประจำอีกทีหนึ่ง ปรากฏว่าอีก ๒-๓ วัน ในค่ำคืน ๒-๓ วันต่อมา ท้าวสักกะได้มาหาพระดาบส เพราะธรรมดาท้าวสักกะก็อยากจะสนทนาธรรม ก็ได้มาหาพระดาบสเพื่อสนทนาธรรม ดาบสจึงถามท้าวสักกะว่าการสู้รบครั้งนี้ระหว่างกาลิงคะผู้ยกทัพมากับทางฝ่ายแคว้นอัสสะกะ ใครจะเป็นคนชนะ ท้าวสักกะเทวราชก็บอกเลยว่าทางฝ่ายชนะจะต้องเป็นทางฝ่ายกาลิงคะอย่างแน่นอน พร้อมทั้งบอกบุพนิมิตแห่งชัยชนะไว้ด้วย วันรุ่งขึ้นต่อมาทางพระเจ้ากาลิงคะก็ได้เข้าไปหาพระดาบสอีกครั้งหนึ่งเพื่อสอบถาม พระดาบสก็บอกว่าท้าวสักกะบอกว่าทางฝ่ายกาลิงคะจะต้องเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน พระเจ้ากาลิงคะได้ยินอย่างนั้นก็ดีอกดีใจ โลดเต้นเลยทีเดียว จนลืมถามบุพนิมิตแห่งชัยชนะนั้นว่าเป็นอย่างไร รีบกลับมา แล้วบอกข่าวนี้ให้แก่ไพร่พลทั้งหลายทราบ ไพร่พลทั้งหลายเมื่อทราบแล้วก็ต่างกระหยิ่มยิ้มย่องดีอกดีใจ ทำการเฉลิมฉลองก่อนที่จะชนะเสียอีก ทำให้ตั้งอยู่ในความประมาท ข่าวนี้ก็ได้แพร่สะพัดเข้ามาในแคว้นอัสสะกะ ทางฝ่ายพระเจ้าอัสสะกะเมื่อได้ข่าวอย่างนี้ถึงคำพยากรณ์ว่าทางกาลิงคะ พระอินทร์ทำนายไว้แล้วว่าจะชนะทางอัสสะกะอย่างแน่นอน ก็เกิดความครั่นคร้าม ใจเสียเลยทีเดียว แต่นันทเสนมหาอำมาตย์ เป็นผู้ที่มีความสามารถและมีปัญญา ไม่ได้มีความหวั่นไหวต่อคำทำนายพยากรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น และให้ทำการปลุกปลอบให้กำลังใจแก่พระเจ้าอัสสะกะ เมื่อพระเจ้าอัสสะกะขวัญดีแล้ว นันทเสนมหาอำมาตย์จึงได้ปลอมตัว เข้าไปหาพระดาบสเพื่อสอบถาม ก็ได้ถามพระดาบสว่าใครเป็นคนชนะ ดาบสก็บอกเช่นเดิมว่าพระอินทร์เป็นคนบอกว่าทางฝ่ายกาลิงคะต้องชนะอย่างแน่นอน ทางฝ่ายนันทเสนก็บอกว่าแล้วบุพนิมิตแห่งชัยชนะเป็นอย่างไร ดาบสก็บอกว่าท้าวสักกะบอกว่าอารักขะเทวดาที่คุ้มครองกองทัพทั้ง ๒ ฝ่าย ทางฝ่ายของกาลิงคะ อารักขเทวดาจะเป็นบุพนิมิตคือวัวสีเผือก ที่จะอยู่หน้านำทัพอยู่ จะทำให้การเข้าขวิดกับวัวของทางฝ่ายของอัสสะกะ ซึ่งบุพนิมิตเป็นวัวสีดำ เมื่อทำการขวิดกันแล้ว วัวสีดำของทางฝ่ายอัสสะกะจะถูกวัวสีขาวเผือกผ่องของทางกาลิงคะขวิดเสียชีวิตตาย นี่คือบุพนิมิตของอารักขเทวดาประจำกองทัพทั้งสอง นันทเสนเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็เลยดีใจ คราวนี้เรามีวิธีแล้วในการที่จะชนะได้ เมื่อกลับไปได้ทำการเรียกทหารที่มีใจกล้าหาญ ยอมที่จะตายให้แก่ประเทศชาติได้มาทั้งหมด ๑,๐๐๐ คน และพาทหาร ๑,๐๐๐ คนนั้นขึ้นมาไปทดสอบกำลังใจบนยอดเขา เมื่อไปถึงยอดเขาก็บอกกับทหารทั้งพันคนว่าใครในที่นี้จะยอมตายเพื่อประเทศชาติได้ ขอให้ทิ้งอาวุธและกระโดดลงไปในเหว ปรากฏว่าทหารทั้งพันคนก็ทิ้งอาวุธเข้าไปคำนับนันทเสนมหาอำมาตย์ และพร้อมที่จะเดินไปที่หน้าผาและจะกระโดดไปพร้อม ๆ กัน เมื่อเห็นถึงน้ำใจของทหารที่ยอมตายได้ และอยู่ในคำสั่ง เอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างนี้แล้ว ก็จึงห้าม แล้วรู้ถึงความกล้าหาญชาญชัยของทหารทั้งพันคน จึงเดินทางลงจากเขา มากราบทูลพระเจ้าอัสสะกะถึงแผนกุศโลบายทั้งหมด เมื่อกองทัพทั้งสองมาประจันหน้ากัน นันทเสนทางฝ่ายอัสสะกะ ได้บอกพระเจ้าอัสสะกะว่าเมื่อพระองค์เห็นบุพนิมิตคือวัวที่เป็นอารักขเทวดาของกองทัพทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันแล้ว ซึ่งตรงนี้เพิ่มเติมนิดหน่อยว่าบุพนิมิตนี้มีพิเศษอย่างหนึ่งคือเฉพาะพระเจ้าอัสสะกะกับพระเจ้ากาลิงคะเท่านั้นที่จะเห็น ทหารคนอื่นจะไม่เห็น ดังนั้นเมื่อเห็นบุพนิมิตอย่างนี้แล้ว นันทเสนก็บอกพระเจ้าอัสสะกะว่าถ้าหากเห็นบุพนิมิตแล้ว เห็นวัวแล้ว ให้แล่นม้า ขับม้าเข้าไปเพื่อเอาพระแสงหอกนี้แทงเข้าไปที่วัวให้เสียชีวิตก่อน แล้วข้าพระองค์พร้อมทหารอีกพันหนึ่งจะพุ่งหอกฆ่าวัวนั้นให้ตายตามไป ปรากฏว่าเมื่อพระเจ้าอัสสะกะเห็นวัวปรากฏมาแล้ว จึงขับม้าออกไป แล้วก็เอาแสงหอกนี้พุ่งไปแทงวัวที่เป็นบุพนิมิตนั้นให้ตายพร้อมกับทหาร แม้ว่าไม่เห็นวัวอยู่ตรงไหน แต่รู้ว่าพระเจ้าอัสสะกะพุ่งออกไปทางไหน ก็พุ่งหอกไปทั้งพันตามไป จนในที่สุดวัวที่เป็นอารักขเทวดาของกองทัพของกาลิงคะก็เสียชีวิตไป พระเจ้ากาลิงคะไม่รู้ว่าวัวนั้นเป็นบุพนิมิต ต่างนึกหัวเราะเยาะในใจถึงอาการอันน่าสงสารของทางฝ่ายอัสสะกะว่า จะฆ่าวัวตัวเดียวต้องใช้คนตั้งพัน ด้วยความที่ตัวเองไม่ได้ถามบุพนิมิตแห่งชัยชนะมาจากดาบสก่อน ส่วนทหารทั้งหลายเมื่อเห็นอาการของพระเจ้าอัสสะกะทั้งทหารอีกพันหนึ่งทำอย่างนั้น ก็มีความรู้สึกว่าเป็นอาการที่ตลก ไม่เคยมีกษัตริย์องค์ไหนทำมาก่อน ก็ต่างมุงดูกันทำให้เสียวินัยของทหาร แล้วทำให้เกิดความประมาท ทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังอยู่ในสมรภูมินั่นเอง ดังนั้นเมื่อได้ทีอย่างนี้แล้ว ทางฝ่ายอัสสะกะจึงฮึกเหิม แล้วทำการตีโอบล้อม ทำให้ฝ่ายของกาลิงคะนี่แตกพ่ายกระเจิดกระเจิงเลยทีเดียว เมื่อพระเจ้ากาลิงคะกระเจิดกระเจิงแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ก็นึกถึงคำพยากรณ์ของดาบสว่าไหนบอกพยากรณ์ว่าพระอินทร์คือท้าวสักกะบอกว่าเราจะชนะ ก็สบถด่าดาบสเป็นอันมาก จนไปถึงอาศรมที่อยู่ของฤๅษีนั้น ฤๅษีนั้นก็มีความรู้สึกตัวเองพูดเท็จเสียแล้ว จากคำกล่าวพยากรณ์ของท้าวสักกะ เมื่อท้าวสักกะเข้ามาหาตัวเอง มาหาตนในวันต่อมาก็จึงทำให้การต่อว่าต่อขานท้าวสักกะเป็นอันมาก ท้าวสักกะก็ได้ห้ามดาบสว่าอย่าว่าเราเลย ธรรมดาดาบสย่อมมีวาจาอันเป็นที่น่ารื่นรมย์ ท่านอย่าลืมซิว่ามีผู้รู้ท่านกล่าวไว้ว่า เทวา น อิสฺสนฺติ ปุริสปรกฺกมสฺส เทวดาจะกีดกันความบากบั่นของมนุษย์ไม่ได้ เพราะ ความข่มจิต ๑ ความตั้งใจแน่วแน่ ๑ ความไม่แตกสามัคคี ๑ ความไม่แก่งแย่ง ๑ การรุกให้ถูกแก่เวลา ๑ ความเพียรที่มั่นคง ๑ ความบากบั่นอย่างลูกผู้ชาย ๑ มีอยู่พร้อมเมื่อไหร่ ชัยชนะก็จะมีแก่ผู้นั้น ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าชัยชนะกลับมาเป็นทางฝ่ายของพระเจ้าอัสสะกะนี้ได้ ดังนั้น จากเรื่องนี้จะได้ข้อคิดเป็นอย่างยิ่งว่า เห็นไหมว่าไม่มีสิ่งใดที่จะศักดิ์สิทธิ์หรือจะแม่นยำเกินไปกว่าความเพียรของบุคคลที่ประกอบไว้ดีแล้ว แม้คำพยากรณ์ของท้าวสักกะเทวราชที่ว่าแม่นนักแม่นหนา ก็อาจจะผิดพลาดได้ ถ้าหากว่ามนุษย์นั้นมีความเพียรแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้เป็นพยานอย่างแน่ชัดว่าพวกเราเองพึงสังวรณ์ว่าบทเรียนนี้เป็นบทเรียนราคาแพงทีเดียวของทางฝ่ายกาลิงคะ ที่ไปเชื่อหรือติดในคำพยากรณ์มากจนเกินไป จนในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ต่อสงคราม ซึ่งเรื่องของการพยากรณ์ตรงนี้ในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำก็มีเหมือนกัน ในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็มีลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำนี่แหละที่เป็นผู้ที่ชอบดูหมอ และเป็นหมอดูในตัวด้วย นั่นก็คือลุงเปล่ง ลุงเปล่งเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่มักจะลองอะไรหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่เรื่อย ๆ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีปกติมีวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ ท่านพูดอะไรก็เป็นอย่างนั้น แต่การพยากรณ์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ไม่ได้เป็นการพยากรณ์อย่างดวงดาว ไม่ได้เป็นการพยากรณ์จากการดูลักขณาใด ๆ ทั้งสิ้น แต่การดูหรือพยากรณ์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นท่านดูไปที่ตรงกลาง ดูไปที่กลางดวงบุญกลางดวงบาป นี่คือดวงที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านดู ท่านเคยบอกกับลุงเปล่งว่าข้าจะให้เอ็งดูหมอแม่น ๑๐ ปี ปรากฏว่าเป็นอย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำพูดทีเดียว พอพ้น ๑๐ ปีไปลุงเปล่งพ้นไปเพียงแค่วันเดียว ลุงเปล่งดูหมอให้ใครไม่แม่นเลยสักราย แต่ภายใน ๑๐ ปีที่ผ่านมาดูแม่นมาโดยตลอด จนชื่อเสียงเลื่องลือเกี่ยวกับเรื่องการดูหมอ และหลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่าตอนอายุมากจะจำได้อย่างเดียวคือสัมมาอะระหัง ลุงเปล่งก็บอกเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นี่ก็เป็นของหลวงพ่อวัดปากน้ำ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการดูหมอ การพยากรณ์ที่มันเกี่ยวพันกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ คือมีเจ้าภาพในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำที่เป็นคหบดีที่สำคัญอยู่ ๒ ท่าน ก็คือนายห้างสวัสดิ์ โอสถานุเคราะห์ กับคุณหญิงล้อม โอสถานุเคราะห์ ในสมัยที่ท่านมาวัดปากน้ำใหม่ ๆ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้แต่งงานกัน แต่กำลังจะแต่งงานกัน มีความกลุ้มเป็นอย่างมากว่าไปดูหมอดูกี่รายต่อกี่ราย ก็บอกว่าจะอยู่กันไม่ได้ดวงไม่สมพงศ์กัน ถ้าหากแต่งงานกันไปแล้ว ชีวิตจะมีแต่ความตกต่ำ ธุรกิจการงานก็จะวายวอด แล้วจะอยู่กันไม่ยืด แต่ทั้งสองท่านก็ได้มาหาพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าจะทำอย่างไรดี ทั้งสองท่านจะแต่งงาน แต่ว่าไปดูหมอดูต่อกี่หมอก็บอกอย่างนี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำก็บอกไม่เป็นไร ให้มาทำบุญที่วัดปากน้ำเลี้ยงพระ แล้วแต่งงานกันไปจะมีแต่ความรุ่งเรือง กิจการต่าง ๆ จะเจริญรุ่งเรือง จะอยู่กันยืดยาว มีลูกหลานเต็มไปหมด ครอบครัวจะมั่นคง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็บอกอย่างนี้ ให้มาทำบุญ และยึดบุญเป็นหลัก เสร็จแล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เข้าไปในโรงงานทำวิชชา สั่งให้พวกที่อยู่ในโรงงานทำวิชชานี้แก้ไข ให้เป็นไปตามผังที่ท่านสั่งเอาไว้ ปรากฏว่าก็เป็นอย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำพูดทุกอย่างเลย นายห้างสวัสดิ์และคุณหญิงล้อมแต่งงานกันไปแล้ว ธุรกิจการงานก็เจริญรุ่งเรือง ครอบครัวก็เจริญเติบโต มีลูกหลานต่าง ๆ มากมาย ครอบครัวเติบโตใหญ่เป็นปึกแผ่น และเป็นกำลังสำคัญในการที่อุปัฏฐากวัดปากน้ำนี่มาโดยตลอด เรื่องของหมอดู ก็เป็นอย่างนี้ มาเจอผู้ที่ยึดมั่นในบุญ ผู้ที่มีวิชชา ผู้ที่อยู่เหนือดวงชะตาอย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำก็เป็นอย่างนี้ ถ้าจะพูดถึงคุณยายของเรากับเรื่องดวงล่ะเป็นยังไง ที่เขาพยากรณ์หมอดูแม่น ๆ ตั้งแต่เราสร้างวัดเป็นยังไง ตั้งแต่เราสร้างวัดก็มีเรื่องจะต้องเกี่ยวข้องกับพวกหมอดูพอสมควรทีเดียว คือถ้าจะว่าไปแล้วตอนที่เราสร้างวัดใหม่ ๆ ก็มีหลาย ๆ ท่านที่เข้ามาช่วย บางท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ บางท่านก็ยังไม่เข้าใจ บอกว่าทางหลวงพ่อของเราและคุณยายมีหลักการในการสร้างวัดอย่างไร แต่ว่าด้วยความที่ทางฝ่ายที่เป็นกำลังสำคัญของเราไปเชิญเขามา แต่บางครั้งการที่เชิญใครเข้ามาในหมู่คณะ บางครั้งการที่ท่านนั้นอาจจะมาทำให้หลักการในการสร้างของวัดเราเสียไป ตรงนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราและคุณยายอาจารย์ก็ไม่ยอม อย่างเช่นตอนที่เราจะสร้างวัด จะกำหนดวัดต่าง ๆ เวลาต่าง ๆ ในการจัดงานบุญใหญ่ของเรา เวลากำหนดงานบุญใหญ่ว่าจะกำหนดวันไหน เวลาไหน พระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายของเราท่านเอาฤกษ์พระพุทธเจ้าเป็นหลัก คือท่านบอกว่าเวลาไหนที่ทำความดี เวลานั้นก็เป็นเวลาที่ดี เป็นฤกษ์ที่ดี แต่ว่าเวลาไหนที่ทำความชั่ว ต่อให้ไปดูฤกษ์ดูยามมาดีอย่างไร มันก็เป็นเวลาที่ไม่ดีอยู่นั่นเอง ดังนั้นท่านเอาฤกษ์พระพุทธเจ้า เอาฤกษ์ที่สะดวก ที่เป็นสัปปายะต่อทุก ๆ คนที่มาสร้างความดีกัน อย่างเช่นเวลาที่ท่านกำหนดในการที่เริ่มพิธีภาคเช้า ๙ โมงครึ่ง ท่านก็ไม่ได้ไปดูฤกษ์ดูยามอะไรที่ไหน ท่านก็ดูว่าเป็นเวลาที่สะดวกที่พวกเราจะเดินทางกันมา มันเป็นวันอาทิตย์ เป็นวันที่พวกเราอาจจะต้องตื่นสายกันบ้าง เอาว่าถ้าเราตื่นกันสายหน่อย กว่าจะออกจากบ้านสัก ๘ โมง เดินทางมาจากกรุงเทพฯ มาถึงวัดสัก ๑ ชั่วโมง ยังมีเวลาพักอีกสักครึ่งชั่วโมง กว่าจะเริ่มพิธีแล้ว ดูแล้วมันไม่เร่งรัด ทำให้เกิดสัปปายะในการบำเพ็ญบุญได้ ท่านก็มีหลักการอย่างนี้ แต่ว่าตอนนั้นพวกเราก็ถูกแนะนำจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้พยายามเข้ามามีอิทธิพลในการที่จะให้ทำตามคือไปดูหมอมาอย่างดี ที่เป็นหมอดูแม่น ๆ ที่ท่านเคารพนับถือ ว่าถ้าหากจัดงานบุญใหญ่ของเราวันนี้ จะต้องมีอันเสียพิธี การสร้างวัดจะต้องไม่สำเร็จ วัดเมื่อสร้างไปแล้วก็จะไม่เจริญรุ่งเรือง แล้วมาบอกหลวงพ่อให้เปลี่ยนวัน เปลี่ยนเวลา เอาตามที่หมอดูเขาบอก ปรากฏว่าหลวงพ่อของเรา คุณยายท่านมีหลักว่าเราจะต้องเอาฤกษ์พระพุทธเจ้าเป็นหลัก ไม่ได้ขึ้นกับหมอดู หรือดวงดาวอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นท่านก็ยืนยันว่าจะต้องจัดวันนี้ แล้วยังคงโปรแกรมรายการบุญที่ท่านได้กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ต้น มาปรึกษากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะบอกเราจะเอายังไงก็เอาเลย เพราะว่าพวกเราเป็นลูกหลานพระนเรศวรอยู่แล้ว ใครจะว่ายังไงเราก็ลุยไปข้างหน้าอย่างเดียว ถ้าเราเชื่อมั่นในหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราทำตามพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ปรากฏว่าเราก็ลุยจัดงานบุญใหญ่ คุณยายท่านก็ดิ่งเข้ากลางของกลาง ตามคนตามปัจจัยมาสร้างวัด ก็ปรากฏว่าสำเร็จทุกที เกินควรเกินคาดทุก ๆ ครั้ง มาโดยตลอด ไม่ได้ยึดในการทำนายทายทักโชคชะตา ฤกษ์ หรือดวงดาวใด ๆ ทั้งสิ้น ยึดเอาฤกษ์ของพระพุทธเจ้า คือฤกษ์สะดวกสบาย ฤกษ์ที่เราทำความดี เวลาที่ดีที่สุดก็คือเวลาที่ใจใสสว่างนั่นเอง ดังนี้ ก็พอที่จะสะท้อนหลักธรรมที่พอที่จะเป็นหลักในการที่พวกเราเองจะได้นำไปใช้ บางท่านจะได้ทำใจให้เหนือจากโชคชะตาใด ๆ ทั้งปวง หรือแม้ว่าคุณยายของเราเองก็เหมือนกัน หลวงพี่ยังจำได้ช่วงราว ๆ ที่คุณยายของเราอายุช่วง ๗๐ ปลาย ๆ ช่วงใกล้ ๆ ปี ๒๘ ๒๙ ช่วงนั้นได้นั่งธรรมะกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ปรารภว่ามีคนเขามาดูดวงให้คุณยาย บอกว่าคุณยายจะป่วยหนัก ป่วยจนขนาดที่เรียกว่าอาจจะเอาชีวิตไม่รอดเลยทีเดียว แต่คุณยายกับหลวงพ่อท่านไม่ได้กลัว ท่านก็ดิ่งเข้ากลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลางไป บอกว่าเดี๋ยวจะทำหมอดูให้ทำนายผิด ก็เป็นอย่างที่ท่านบอกจริง ๆ ปรากฏว่าคุณยายท่านก็ไม่ได้เจ็บป่วยตามช่วงเวลาอย่างที่หมอดูนั่นมาทำนายทายทักแต่อย่างใด ยังแข็งแรงมีสุขภาพสมบูรณ์เหมือนเดิม แต่ยังมีกำลังใจเข้มแข็งในการสร้างบารมีอยู่เช่นเดิม นี่ก็เป็นตัวอย่างว่าให้เราเชื่อมั่นในบุญ เชื่อมั่นในการกระทำของตัวเราเอง ชีวิตของเราไม่ได้ไปผูกกับดวงชะตาหรือการทำนายทายทักของใครทั้งสิ้น ไม่ได้ไปผูกกับดวงดาว หรือว่าสิ่งที่ใครเขามาพูด มาทัก มาบอกเรา แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่ที่การกระทำ ถ้าหากว่าชีวิตของเรามีอุปสรรค ก็ให้ทำอย่างที่คุณยายท่านทำ คือท่านดิ่งเข้ากลางแล้วนึกถึงบุญ นึกถึงความดีที่ท่านทำ แล้วจะสามารถเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยความดี บุญกุศลที่เราทำเท่านั้นแหละไม่ได้เป็นไปเพราะว่าการที่เราจะต้องไปสะเดาะเคราะห์ ไปรดน้ำมนต์ ไปเอาดวงชะตาเราไปฝังอยู่ใต้พระพรหมพระอินทร์ที่ไหน ดังนั้นในวันนี้หลวงพี่ก็ขอฝากแง่คิดที่สำคัญที่คุณยายอาจารย์ของเราท่านยึดเป็นหลัก ในการปฏิบัติมาโดยตลอด ให้เรายึดบุญเป็นที่พึ่ง ให้ยึดความดีของเราที่ทำเป็นที่พึ่ง บุญเท่านั้นแหละที่เราทำ การกระทำที่ดีเท่านั้นที่เราทำจะเป็นที่พึ่งให้กับตัวของเราเองได้ สิ่งอื่นไม่ใช่ ดวงชะตาต่าง ๆ หมอดูต่าง ๆ ยังไม่ใช่ ดังนั้นก็ขอฝากให้กับพวกเราเอาไว้ในวันนี้แต่เพียงเท่านี้ ลำดับต่อไปก็ขอให้พวกเราได้ดูดวงที่ควรดูที่ศูนย์กลางกายของพวกเราพร้อม ๆ กัน หลับตารวมใจไปพร้อม ๆ กันนะ ให้เราหลับตารวมใจตรึกระลึกมองไปที่ศูนย์กลางกายของเรา มองไปที่ดวงธรรมภายใน ดวงบุญภายใน ตัวของเรา ดวงที่เราควรจะดูนั้นไม่ใช่เป็นดวงภายนอก ดวงชะตาที่เขาทายทักกัน ดวงบุญเท่านั้นแหละ ดวงธรรมเท่านั้นแหละที่จะเป็นสิ่งที่เราควรจะดู ชีวิตของเราจะรุ่งโรจน์สว่างไสวก็เพราะว่าดวงบุญดวงนี้ ถ้าหากดวงบุญของเราใส สว่าง ดวงธรรมของเรานี่ใส สว่าง ชีวิตของเราก็จะมีแต่รุ่งโรจน์โชตนาการยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ถ้าหากว่าบุญของเราเศร้าหมอง ดวงธรรมของเราเศร้าหมอง เพราะว่าปล่อยให้อกุศลทั้งหลายเข้ามาครอบงำจิตใจ ชีวิตของเราก็เศร้าหมองไปนั่นแหละ ตัวของเราเองจะดีจะชั่วก็ขึ้นอยู่กับตัวของเรา อยู่กับการกระทำของเราที่จะถูกกลั่นไปเป็นดวงบุญดวงบาปที่อยู่ในตัว ดังนั้นให้เราหมั่นที่จะรักษาใจของเราให้อยู่ในดวงบุญในตัวของเรานี้ให้ดี เหมือนกับคุณยายอาจารย์ของเราที่ท่านตระหนักมั่นอยู่ในกลางของกลาง ไม่ว่าท่านจะเจออุปสรรคใด ๆ ก็ตาม ท่านเองก็จะมีแต่ความเพียรที่จะทำความดีรุดหน้าไปเรื่อย ๆ ไม่หวั่นไหว ไม่เชื่อในโชคชะตาทั้งหลาย แต่เชื่อมั่นในคุณงามความดีที่ท่านทำว่าถ้าหากท่านทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ท่านก็มีแต่ความสุข ความสำเร็จไม่ถอยหลังกลับเช่นนั้น ดังนั้นพวกเราในที่นี้ก็ให้หยุดนิ่งไปในกลางของกลางดวงบุญของเรา กลั่นกาย วาจา ใจของเราให้ใส ให้สว่าง ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ หยุดนิ่งไปในกลางดวงบุญของเรา ทำดวงบุญของเราให้ใส ทำดวงบุญของเราให้สว่าง ทำชีวิตของเราให้ตระหนักมั่นอยู่ในบุญกุศลกรรมที่เราทำไว้ให้ดีกันทุก ๆ คน หยุดนิ่งไปตรงกลางของกลาง ดวงบุญของเราพร้อม ๆ กันนะ (สัพเพฯ) ***************************** จบ *****************************