บุพกรรมที่หนีไม่พ้น
(ม้วน 1/A)
พระบุญลือ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระมหาเถระ เถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายทุกท่านนะ (สาธุ)
ยายผู้มีศีล จารวัตรสูง
ยายผู้จูง เวไนยสัตว์ พิพัฒน์จิต
ยายผู้ปลด โซ่อบายให้ญาติมิตร
ยายผู้บัณฑิต ธรรมเพริศพราย
ยายผู้ล้ำ ทำให้ญาณฌานพิสุทธิ์
ยายผู้จุด ฉนวนธรรมนำขยาย
ยายผู้ก่อ กำเนิดวัดพระธรรมกาย
ยายผู้หน่าย อาสวะประพฤติธรรม
ยายผู้มี หิริโอตัปปะ
ยายผู้ละ กิเลสภัย ไม่กรายกล่ำ
ยายผู้ก่อ กุศล ผลบุญนำ
ยายผู้ย่ำ ทำใจหยุด ผุดแก้วกานต์
ยายผู้เชื่อม วิชชาธรรมกายให้
ยายผู้ใฝ่ สันติธรรม นำประสาน
ยายผู้ผลิต สันติสุข ปลุกโลกสราญ
ยายผู้หว่าน สันติภาพ ธาตุสกนธ์
ยายผู้มี ดวงธรรม ล้ำลือค่า
ยายผู้มี ดวงปัญญา ว่ามรรคผล
ยายผู้มี ดวงบุญหนุนใจชน
ยายผู้มี ดวงตายล สว่างธรรม
ยายผู้มี ขันติบารมีเลิศ
ยายผู้มี จิตใจ ยายผู้มีใจ ประเสริฐ เย็นชุ่มฉ่ำ
ยายผู้มี เมตตา บารมีนำ
ยายผู้มี สัจจะล้ำ เกินพร่ำพรต
ยายผู้มี สืบสานธรรมน้อมนำเห็น
ยายผู้เป็น ศิษย์เอกหลวงพ่อสด
ยายผู้หนึ่ง ไม่มีสอง ครองธรรมรส
ยายผู้จรด ศูนย์กลางกาย ตราบวายชนม์
ยายผู้เป็น ปูชนียาจารย์เลิศ
ยายผู้เทิด ธรรมกาย ใฝ่กุศล
ยายผู้พักผ่อน ยาวร้อนหนาวพ้น
ยายผู้ยล สกนธ์อยู่คู่เรือนทอง
ยายผู้ลุ จุติกาล นานแช่มชื่น
ยายผู้คืน สู่วิมาน แก้วเกริกก้อง
ยายผู้ฝ่า ดุจคือความสำเร็จปอง
ยายผู้โลก ยกย่องแซ่ซ้องเอย
จะกล่าวถึงคุณธรรมของคุณยายที่หลวงพี่เคยเทศน์ไว้เมื่อ ๒ ครั้งก่อนที่ผ่านมา ที่หลวงพี่เคยกล่าวไว้ว่าตอนที่หลวงพี่มีใจปรารถนาอยากจะเข้าวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรกนั้น โดยเห็นรูปถ่ายของพระอุโบสถ เพราะมีแรงบันดาลใจที่อยากจะมาวัดพระธรรมกาย แต่ด้วยเหตุที่ว่ากว่าจะมาวัดพระธรรมกาย แต่ก็โดนห้ามปรามจากผู้ใหญ่ คือพ่อหลวงพ่อนั่นเองที่หลวงพี่เคยกล่าวไว้
แต่ด้วยเหตุอีกเหตุหนึ่งที่มีความตั้งใจที่อยากจะมาวัดพระธรรมกายในครั้งนั้น หลวงพี่ก็ตั้งใจที่จะมาวัดนี้ให้ได้ ในช่วงนั้นในก่อนปี ๓๐ ช่วงปี ๒๕ ๒๖ นี่ หลวงพี่ก็ได้รับทราบข่าวการจัดธุดงค์ของศูนย์กัลยาณมิตรที่จังหวัดบ้านเกิดที่หลวงพี่อยู่คือจังหวัดฉะเชิงเทรา หลวงพี่ก็มีโอกาสไปร่วมงานบุญโดยการช่วยงานจัดธุดงค์ในครั้งนั้น
จากการจัดงานธุดงค์ แต่หลวงพี่ยังไม่เคยวัดพระธรรมกาย แต่หลวงพี่ไปร่วมงานบุญในการจัดงานธุดงค์อยู่หลายครั้ง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หลวงพี่จำไม่ลืม มีกัลยาณมิตรซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ที่ชักชวนหลวงพี่เข้าวัดพระธรรมกาย ท่านก็ถือหนังสือมามอบให้หลวงพี่ ที่หลวงพี่จำแม่น และไม่มีวันลืม หนังสือ ๒-๓ เล่มนั้นที่หลวงพี่จำแม่นเลยคือหนังสือที่มีรูปวาดของช้าง แล้วก็นกกระทาและลิง นั่นคือหนังสือนิทานชาดก ที่หลวงพี่เป็นคนที่ชอบอ่านนิทานชาดก
แต่มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งซึ่งล้ำค่ามากไม่แพ้กัน หนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือเดินไปสู่ความสุข ที่หลวงพี่ได้มีโอกาสได้พบกับหนังสือเล่มนี้ ขณะนั้นที่ช่วงหลวงพี่มีความปรารถนาอยากจะมาวัดพระธรรมกาย ช่วงอายุประมาณสัก ๑๓ ปี ๑๓ ปี แต่ว่ายังไม่มีโอกาสมา เพราะเหตุว่ายังไม่อำนวย หลวงพี่ก็ช่วยงานจัดธุดงค์
ช่วงหลวงพี่อยากจะมาวัดพระธรรมกาย ก็มีเหตุอีก มีเหตุทำให้หลวงพี่นี่เบี่ยงเบนความสนใจที่จะมาวัดพระธรรมกาย แต่ใจอีกใจหนึ่งนี่เป็นใจที่รักการปฏิบัติธรรมก็ยังอยู่ และนั่นก็คือหลวงพี่เอง ช่วงที่เรียนชั้นประถมและมัธยมต้น ช่วงที่เรียนมัธยมต้น หลวงพี่ก็ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ ด้วยการเป็นพ่อค้าขายขนม โดยการทำขนมไปขายเองบนรถไฟ จากฉะเชิงเทรามาขายที่กรุงเทพฯ ขายบนรถไฟเรื่อยๆ อยู่หลายปี แต่ขณะนั้นรถไฟ ทางการรถไฟนี่ก็งดให้พ่อค้าขายปลีนี่ขึ้นไปขายของบนรถไฟเพื่อเออ เปิดการประมูลรถเสบียง หลวงพี่ก็ต้องยุติการขายขนมบนรถไฟ
หลวงพี่ก็มองหาอาชีพที่จะแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ เอ๊ะว่าจะทำอย่างไรดี ที่จะส่งเสียตัวเองเล่าเรียนหนังสือให้จบตามความปรารถนาไว้ ความปรารถนาหลวงพี่คืออยากจะจบเป็นด๊อกเตอร์ ปริญญาเอก ปริญญาเอก แต่เอ๊ะ มองเส้นทาง ทำยังไงดี เราจะประกอบอาชีพเพื่อไม่ให้เดือดร้อนคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็ตัวเอง
ในช่วงนั้นหลวงพี่ก็ทบทวนดู เวลาของเราก็มีไม่พอ เอ๊ะจะทำยังไง ทีนี้ก็ทบทวนดู ก็นึกขึ้นได้ว่าพี่ชายของเรานี่ คุณพ่อและพี่ชายนี่ และพี่น้องทั้งผู้หญิงผู้ชายในบ้านนี่ พี่น้องทั้งหมด ๑๑ คนนี่ ทุกคนส่วนใหญ่นี่จะผ่านการต่อยมวย หลวงพี่เออ เอ้าจากพ่อค้า จากพ่อค้าขายขนม ก็เลยมีความสนใจอยากจะต่อมวย คราวที่แล้วที่หลวงพี่เคยเทศน์เล่าให้ฟังพวกเราฟังว่าที่หลวงพี่ไปมีเหตุต้องใส่กระโปรงแดงลงไปเต้นเป็น leader คราวนี้เป็นนักมวยแล้วนะ นักมวย หลวงพี่ก็มีความสนใจที่จะต่อยมวย ก็เลยไปรวบรวมอุปกรณ์เก่าๆ ของพี่ชายที่เขาเคยประกอบอาชีพไว้ก็มาหัดซ้อมเตะ ซ้อมต่อย ซ้อมเตะซ้อมต่อย ก็ต่อยไปเรื่อยๆ เวลาว่างก็ซ้อมเตะต่อยไปเรื่อย
ก็มีครูมวยผ่านมา โดยการนั่งรถไฟ ผ่านบ้านหลวงพี่ พอผ่านมาเห็นแล้วหลวงพี่นี่ชอบในการต่อยมวย จริงๆ แล้วต้องบอกตรงๆ ว่าเป็นคนที่ไม่ชอบต่อยมวย แต่มีเหตุว่าต้องไปต่อยมวย เพราะว่าต้องหาปัจจัยมาอุดหนุนจุนเจือในการเล่าเรียนในการศึกษาของตัวเอง เพื่อแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ หลวงพี่ก็ต่อยมวยไปได้สักระยะหนึ่งแล้วก็ไปเข้าค่ายของญาติ ไปเข้าค่าย เข้าค่ายต่อยซ้อมไปซ้อมมา แรกๆ นี่เขาให้ต่อยลมนะ ให้ต่อย ยืนต่อยลม ต่อยไป ต่อยซ้ายต่ายขวา ต่อยซ้ายต่อยขวา ต่อยๆ ไปสักพัก ครูมวยก็บอกว่าเอ้า เอ็งต่อยลมไปนะ เออ ยกละ ๔ นาทีนี่ ครั้งละ ๓-๔ ยก แล้วก็ต่อยลมอย่างเดียว แล้วก็ไปกระโดดเชือก ไปอะไร
พอต่อยไปต่อยมานี่ มีความรู้สึกว่าฝีมือของตัวเองนี่มันพัฒนา เออ พอใจกับฝีมือของตัวเอง ก็มีความปรารถนาอยากจะแชมป์โลกกับเขาบ้างแล้ว เราจะเป็นแชมป์โลก กะว่าต่อยเล่นๆ กะต่อยเล่นๆ เอาแค่เอาค่าตังก์ เอาสตางค์มาเล่าเรียนหนังสือมาอะไร ต่อยเล่นๆ ต่อยไปต่อยมา ก็ต่อยไปสัก ๑๐ ปี ถึงมาเลิก
ขณะที่จะเอาดีทางมวยนี่ หลวงพี่ก็มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดตราด ไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมและงานศพของน้องชายโยมแม่ คือเป็นโยมน้า ขณะหลวงพี่ไปนั่ง ไปร่วมงานนี่หลวงพี่ก็ไปพบบุคคลหนึ่ง บุรุษท่านหนึ่งคุยไปคุยมาแล้วถูกคอกัน ถูกใจ บุรุษท่านก็คือในนามที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่าลุงดำ ลุงดำ ที่ยามที่ทุกข์ยาก ใครๆ ก็เรียกหาลุงดำ เพราะลุงดำมีอาชีพเป็นสัปเหร่อ ลุงดำนี่แกมีของดียังไง แกมีดี มีของขลังจอมขมังเวทย์คือมีธนูมือ แกคุยว่าแกก็เล่าให้หลวงพี่ฟังว่าสมัยนั้น หลวงพี่ก็ประมาณสัก ๑๓-๑๔ ขวบ บอกว่าธนูมือของแกนี่นะ ถ้าต่อยคนนี่นะจะให้สลบก็ได้ จะให้ต่อยก็ได้
โอ้หลวงพี่ได้ฟังตอนนั้น โอ้โฮ ตาโตเลย เออเข้าท่า ดีๆ หลวงพี่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังเลยนะ หลวงพี่ก็ฝากตัวเป็นศิษย์ ขอตัวเป็นศิษย์กับลุงดำเลย แต่ลุงดำนี่ หลวงพี่อ้อนวอนยังไงๆ ลุงดำแกก็ไม่รับ แกก็ไม่รับ หลวงพี่ก็คุยกันอยู่หลายชั่วโมง ลุงผู้ใหญ่ทีเขานั่งฟังอยู่ เขาจับใจความได้ว่าหลวงพี่อยากจะเป็นลูกศิษย์ของลุงดำ อยากจะขอวิชาดีจากลุงดำ ลุงผู้ใหญ่นี่เขารำคาญ เขาก็เลยเอ้า ลุงรับมันหน่อยเถอะ มันจะได้เอาไปประกอบอาชีพ จะได้เป็นแชมป์โลกกับเขา ตามที่มันอยากเป็น ลุงดำด้วยความเกรงใจผู้ใหญ่ด้วยกัน ก็เลยบอกว่าเอ้า ลุงเพิ่งไหว้ครูไปเมื่อเดือน ๖ ที่ผ่านมา เมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง เอ็งมาช้าไปหน่อย เอ็งมาเร็วกว่านี้ ข้าจะรับเอ็งเป็นศิษย์เลย เอาอย่างนี้เขาจะไหว้ครูนี่ทุกๆ ครึ่งปี ทุกๆ ๖ เดือน เดี๋ยวเดือน ๑๒ นี่นะ ให้มาใหม่ ให้มาวันไหว้ครู แล้วจะรับเป็นศิษย์ หลวงพี่ก็โอ้โฮ พอได้ยินเท่านั้นลิงโลดเลย ก็ดีอกดีใจ เอาล่ะ ต่อไปนี้เราจะเป็นแชมป์โลกกับเขาแล้ว เราจะมีหมัดหนักเหมือนแสนศักดิ์ว่าอย่างนั้น ในสมัยนั้นแสนศักดิ์กำลังดัง หมัดเหมือนแสนศักดิ์
แต่ด้วยเดชะบุญพอหลวงพี่เดินทางกลับมาฉะเชิงเทรา หลวงพี่ก็ได้รับข่าวดีจากทางศูนย์กัลยาณมิตร จากครูบาอาจารย์ บอกข่าวดีการจัดธุดงค์ การอยู่ธุดงควัตรที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว หลวงพี่ก็มีโอกาสไปช่วยงานบุญในครั้งนั้น พอหลวงพี่ไปช่วยงานธุดงค์อยู่หลายๆ ครั้ง หลวงพี่ก็ ในครั้งนั้นอาจารย์วิสิทธิ์ที่หลวงพี่กล่าวไปเบื้องต้นแล้วนี่ ท่านก็เอาหนังสือเดินไปสู่ความสุขมาให้หลวงพี่ พอหลวงพี่เปิดอ่านเรื่องราวของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ หลวงพี่ก็ต้องพูดแบบตรงๆ สมัยนั้นหลวงพี่มีความรู้สึกเฉยๆ ก็อ่านอึม การฝึกสมาธิก็ดีนะ แต่ก็อึมเฉยๆ คือยังไม่ค่อยเข้าใจ ที่เฉยๆ นี่คือไม่เข้าใจมากกว่า ก็อ่านไป เปิด เปิดอ่านไปเรื่อยๆ
ก็เจอประวัติของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เรื่องตามหาพ่อ ที่ในภาพถ่าย ในภาพวาดในเล่มเดินไปสู่ความสุขนี่เป็นเรื่องของการขี่ม้า ขี่ม้าตามหาพ่อ ไปช่วยคุณพ่อนี่ขึ้นมาจากนรก เป็นประวัติของคุณยาย ที่อยู่อำเภอนครไชยศรี แต่ไปช่วยคุณพ่อที่อยู่ในนรก หลวงพี่โอ้โฮ อัศจรรย์มากเลยนะ หลวงพี่ทึ่งมากเลย โอ้โฮนี่ การนั่งสมาธินี่มีผลานิสงส์มากขนาดนี้เชียวหรือนี่ ไปสวรรค์ไปนรกได้ ไปช่วยบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยากได้ หลวงพี่ก็มีใจปรารถนาอยากจะฝึกสมาธิให้ได้แบบนั้น แต่หลวงพี่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ หลวงพี่ก็ยัง แต่บอกตรงๆ ว่าหลวงพี่มีความรู้สึกว่าประทับใจนะ แต่อีกใจหนึ่งมันบอก อึม ยังนึกอยู่ ยังไงๆ ก็คือยังเป็นสตรี เป็นผู้หญิงนะ เป็นสตรีเป็นผู้หญิง ก็ยังไม่รู้ถึงคุณค่าของคุณธรรมของคุณยาย นี่ก็อ่านไปเรื่อยๆ
ก็ไปเจออีกอันหนึ่งเรื่องผจญมาร เรื่องผจญมาร อันนี้นี่ซิ ของแท้เลย ก็อ่านไป อ่านๆ ไปเรื่อยๆ ก็ไปพบเรื่องของอยู่ยงคงกระพัน เรื่องของเพื่อนร่วมครูบาอาจารย์ แล้วก็ที่เป็นฝีนะ เป็นฝีแล้วหมอผ่าไม่ได้ แล้วก็ต้องตายไป แล้วก็เรื่องตอนพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวนี่ฝึกสมาธิเจริญภาวนา พูดง่ายๆ เลิกแล้ว เลิกจากมนต์ดำแล้ว จากวิชชามารนี่ มาฝึกสมาธิเจริญภาวนา ขนาดฝึกสมาธินี่มีความรู้สึกว่า นี่หลวงพี่จับใจความในสมัยนั้นนี่ว่าเหมือนกับมีเออ บุคคลนี่เหมือนกับเจ้าของวิชชานี่ บุคคลนี่เอาธนู เอาอะไรนี่มาแทงเนื้อแทงกระดูกแทงอะไร ปวดเจ็บไปหมดเลย
หลวงพี่ก็ พอหลวงพี่อ่านไปเท่านั้น พอศึกษาโอ้โฮ มีความรู้สึกกลัวทันทีเลย หลวงพี่ก็กลัว ไม่เอาแล้วนะ กลัว คือตอนนั้นเข้าวัดพระธรรม อยากจะเข้าวัดพระธรรมกาย สนใจการฝึกสมาธิ อีกใจหนึ่งก็อยากจะเป็นแชมป์โลก ใจหนึ่งก็อยากจะเป็นแชมป์โลก แต่ก็ชั่งใจดู เอ๊ะเราเอาฝึกสมาธิดีกว่า ก็เลือกทางการฝึกสมาธิเจริญภาวนา เพราะชอบแบบนั้น ก็เลยเดือน ๑๒ ก็เลยไม่เดินทางไปหาลุงดำตามที่นัดหมาย ถ้าหากว่าหลวงพี่เองนี่ ไม่ได้พบหนังสือเดินไปสู่ความสุขในครั้งนั้น ถึงแม้หลวงพี่จะมีใจปรารถนาอยากจะมาวัดพระธรรมกาย แต่หากว่าหลวงพี่ไม่ได้เจอกัลยาณมิตร ไม่ได้เจอหนังสือเดินไปสู่ความสุข ของครูบาอาจารย์ ก็คงจะไม่มีหลวงพี่ในวันนี้
จากคำสอนของคุณยายที่ว่าหมั่นสั่งสมความดี คนเราจะหนีสิ่งที่ตนทำไว้ไม่ได้ จะหนีบุญก็หนีไม่พ้น จะวิ่งหนีบาปก็หนีไม่พ้น เพราะทั้งบุญและบาปติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา จะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น แน่นอน ใครจะสะสมอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้น สร้างความดี สร้างกุศลก็ได้บุญได้สุข นี่เป็นคำสอนของคุณยายที่หลวงพี่เองอยู่วัดพระธรรมกายมาพรรษานี้ก็เพิ่งพรรษาที่ ๔
จากวันแรกที่หลวงพี่รู้เรื่องราวของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง หลวงพี่ก็ยังมีความรู้สึกว่าเฉยๆ เฉยๆ พอครั้งที่ ๒ หลวงพี่มีโอกาสเข้ามาสู่บุญสถานอันศักดิ์สิทธิ์คือวัดพระธรรมกาย หลวงพี่ได้มีโอกาสมาพบกับคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง โดยการเดินผ่านกัน หลวงพี่เป็นสามเณร คุณยายก็เดินผ่านมา แล้วคุณยายมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยความเคารพคือไหว้พระไหว้เณร โดยการนั่งคุกเข่าลง หลวงพี่ก็มีความรู้สึกว่า เอ๊ มีความรู้สึกซาบซึ้งในความเคารพ ความอ่อนน้อมถ่อมตนของคุณยาย แต่ว่าหลวงพี่เองยัง ก็ยังไม่มีใจอะไรมากที่จะซาบซึ้งในคุณธรรมของคุณยายที่ยิ่งขึ้นไป
พอมาถึงปัจจุบันนี้หลวงพี่ยิ่งเข้ามาสู่เส้นทางของนักสร้างบารมีของครูบาอาจารย์ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เป็นบุญของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองและคคุณยาย ทุกวันนี้นี่หลวงพี่ได้เรียนรู้ได้ศึกษาประวัติของคุณยาย ได้ฟัง ได้ยินได้ฟัง ได้เห็นการทำงานของวัดพระธรรมกาย ต้องเรียก ต้องใช้คำว่ามันไม่มีคำบรรยายอื่นใดจากที่เรียกว่า ที่จะให้เห็นภาพที่สุด หลวงพี่ทึ่งมาก หลวงพี่ทึ่งในคุณธรรมของคุณยาย ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ท่านที่สามารถสร้างวัด สร้างพระ สร้างสาธุชนให้เป็นคนดีได้โดยการเป็นต้นบุญต้นแบบ ให้กับครูบาอาจารย์คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองก็เป็นต้นบุญต้นแบบให้กับพวกเรา ได้ประพฤติปฏิบัติ ได้สร้างคุณงามความดี ให้ได้สร้างบารมีอย่างเต็มกำลัง
จากที่คุณยายได้กล่าวว่าความดีหรือความชั่วน่ะมันหนีไม่พ้น หลวงพี่เห็นความเคารพของคุณยายตรงนี้แล้ว หลวงพี่ก็นึกถึงบุพกรรมของนางๆ หนึ่ง ซึ่งในสมัยพุทธกาลชื่อว่าขุชุตา นางขุชุตานี่เป็นบริวารของนางสามาวดีซึ่งเป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทน พระเจ้าอุเทน นางขุชุตานี่มีบุพกรรม ๓ อย่าง บุพกรรมนี้ที่บุคคลต่างๆ นี่สงสัยมากมาย รวมทั้งพระภิกษุในสมัยพุทธกาลนี่ก็สงสัยว่าเอ๊ะ นางขุชุตานี่ทำไมนางนี่ถึงเกิดมาเป็นคนรับใช้เขา เอ๊ะแล้วนางขุชุตานี่ทำไมถึงเกิดมามีปัญญามาก ได้บรรลุพระโสดาบันก่อนใครในบรรดาบริวารทั้ง ๕๐๐ และรวมทั้งนางสามาวดี และขุชุตานี่เป็นที่รักของเพื่อนทำงานด้วยกัน และเป็นที่รักของพระราชา และเป็นที่รักของพระนางสามาวดี ทุกคนยกย่องนาง และบุพกรรมประการที่ ๓ นี่ นางทำไมเกิดมาเป็นคนหลังง่อมหลังค่อม
ซึ่งพระภิกษุนี่ก็สนทนากันในโรงธรรม ก็ได้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เดินผ่านมา พอเดินผ่านมาก็ถามว่าพระภิกษุกำลังสนทนาอะไรกันอยู่หรือ พระภิกษุทั้งหลายก็ถามบุพกรรมทั้ง ๓ อย่าง บุพกรรมของนางสามา เอ่อ ขออภัย บุพกรรมของนางขุชุตานี่ในทั้ง ๓ ประการองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสบอกว่าเหตุที่นางนี่เกิดมานี่นะ หลังค่อมเพราะนาง ในสมัยก่อนโน้น ในชาติก่อนๆ นางนี่นะ ทั้งบริวารนางทั้งหมู่ญาติบริวารของพระนางสามาวดีนี่ ทั้ง ๕๐๐ นี่ นางจะเป็นที่รักมาในกาลก่อนแล้ว นางต้องเอาขันทองมาอุ้ม แล้วเอาผ้ากัมพลมาห่ม แล้วก็เดินล้อเลียน ทำล้อเล่นพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านมีลักษณะหลังง่อม บอกพระคุณเจ้าท่านเที่ยวเดินบิณฑบาตไปอย่างนั้น เที่ยวเดินบิณฑบาตไปอย่างนี้ ด้วยบุพกรรมตรงนั้นไหลออกจากตัวของนางเอง ทำให้นางเกิดมาหลายภพหลายชาติ ก็ทำให้เกิดมาหลังค่อมหลังง่อม
พระภิกษุก็ตรัส พระภิกษุก็ถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกว่าแล้วบุพกรรมอะไรเล่าที่ให้นางนี่ถึงเกิดมาเป็นคนคอยรับใช้เขา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบว่ามีอยู่สมัย สมัยหนึ่งสมัยพระกัสสปะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้น นางเกิดเป็นลูกเศรษฐี ขณะเกิดเป็นลูกเศรษฐีนี่ในยามบ่ายนี่ พระภิกษุณี พระขีณาสพคือเป็นพระอรหันต์ พระผู้หญิงน่ะนะเป็นพระอรหันต์ เดินทางมาเป็นพระอรหันต์ที่คุ้นเคยกับนางดี กับลูกเศรษฐีนี้ดี ก็เดินทางมาโปรดถึงบ้าน ในช่วงบ่ายนะ ช่วงแสงเจริญนี่ นางกำลังส่องกระจกแต่งหน้าแต่งเนื้อแต่งตัวอยู่ แต่หาคนรับใช้ไม่ได้ พอเห็นพระขีณาสพมาเท่านั้น นางเลยเออ อุปกรณ์การแต่งเนื้อแต่งตัวของนางอยู่ไกล ท่านก็แสดงความเคารพนะต่อพระ ก็ยกมือไหว้ ฉันไหว้ล่ะพระเจ้าค่ะ ขอช่วยหยิบตะกร้าเครื่องแป้งเครื่องแต่งตัวให้ทีเถอะ
พระขีณาสพนั้นก็พิจารณาดูเอ๊ะ ถ้าเราไม่หยิบให้นางนี่ บุพกรรมของนางจะเป็นอย่างไร นางจะโกรธ โกรธมาก ถ้าเราไม่หยิบให้จะโกรธ และนางนี่จะตกนรก และถ้าเราหยิบให้ล่ะ นางจะเป็นยังไง นางนี่จะเกิดเป็นคนรับใช้เขา พระขีณาสพ พระขีณาสพคือพระภิกษุณีนี่องค์นั้นก็ เลือกพิจารณาโทษเบาที่สุดสำหรับนาง ก็โดยการหยิบของให้ ⨪⨪
⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪
⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪ภิกษุขออภัยนะ พระภิกษุก็ถามอีกว่าแล้วบุพกรรมอะไรทำให้นางนี่ถึงเกิดมามีปัญญามากมายที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ตรัสสรรเสริญให้เป็นเอตทัคคะ ด้านธรรมกถึก เรียกว่าเป็นอุบาสิกาด้านธรรมกถึก ธรรมกถึกเลยทีเดียว คือเชี่ยวชาญในการบรรยายธรรม แสดงธรรมให้กับเออ คุณโยมด้วยกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าก็ในสมัยชาติก่อนโน้น ชาติที่มีพระปัจเจกพุทธเจ้านี่อยู่ ๘ พระองค์ ในสมัยพระเจ้าพระพรหมทัต พระปัจเจกพุทธเจ้านี่ไปรับบิณฑบาต มีข้าวมธุปายาสร้อน พระปัจเจกพุทธเจ้านี่ก็แสดงอาการในการอุ้มบาตรนี่เปลี่ยนมือไป เปลี่ยนมือมาเพราะอาหารร้อน ในสมัยนั้นนางเห็น นางก็เลยถวายวไรงา คือสำหรับไว้รองบาตร ทำให้พระปัจเจกพุทธเจ้านี่อุ้มบาตรไปโดยไม่ต้องผลักเปลี่ยนมือ หรือให้อุ้มบาตรไปได้โดยง่าย ด้วยบุพกรรมนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าก็แสดงอาการชำเลืองมองนางว่า นางก็เลยกล่าวว่าวไรงาที่ถวายรองบาตรนี่ ถวายให้พระคุณเจ้าเลยโดยไม่เอากลับคืน พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็เอาวไรงานั้นรองบาตรไป ด้วยบุพกรรมนั้นที่ท่านถวายภาชนะรองบาตรทำให้นางขุชุตานี่เป็นผู้ที่มีดวงปัญญามาก มีปัญญาที่สว่างไสว เจริญมากเลยในบุพกรรมทั้ง ๓ อย่างที่นางขุชุตานี่
ถามว่านางขุชุตานี่เป็นบุคคลที่มีจิตใจเป็นสัมมาทิฏฐิไหม มี มีจิตใจที่เป็นสัมมาทิฏฐิบุคคล มีจิตใจเลื่อมใสในพระศาสนา แต่ว่ากรรมที่นางทำไปควบคู่กับกรรมดีท่านก็ตั้งใจทำอย่างดี แต่กรรมอีกประการหนึ่งที่เป็นบาปเป็นอกุศลคือนางเคยทำบุญด้วยขาดความเคารพในตัวพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เลยทำให้นางนี่เกิดมาเป็นคนหลังง่อม และใช้ผู้ถือศีลทำให้นางนี่ต้องเกิดมาเป็นคนรับใช้เขา
ทีนี้ พอเราย้อนมาดูนะ ย้อนมาดูคุณธรรมของคุณยาย มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเรานี่ ที่ท่านสร้างบารมีที่พวกเราทราบประวัติมา ที่พระอาจารย์ท่านได้บรรยายมาตั้งแต่วันแรกเลย ณ วันที่ ๑๗ เดือนกันยายน ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ มาถึงปัจจุบัน และสวดพระอภิธรรมถึงปัจจุบันนี่เป็นวันที่ ๒๖๙ ๖๙ แต่รวมที่วันที่คุณยายละสังขารไปนี่ เป็นเวลา ๒๗๗ วันแล้ว แต่พวกเราก็ตั้งใจมาเอาบุญกับคุณยายตลอดเวลาเลย
คุณยายนี่ที่หลวงพี่มีชีวิตในเพศสมณะและมีความปรารถนาอยากจะมาสร้างบุญสร้างบารมีกับหมู่คณะ กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ กับหมู่คณะ และมาสร้างบุญสร้างบารมี เดินตามรอยคุณธรรมของคุณยายได้ในวันนี้ เพราะหลวงพี่เองนี่ หลวงพี่ได้พบได้เจอะเจอคุณยายจากวันแรก ที่หลวงพี่เล่า เคยเล่าให้ฟังว่าที่หลวงพี่คิดจะมาจับผิดวัดพระธรรมกาย แต่มาเจอคุณยายนี่แสดงความเคารพ ความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยการยกมือไหว้พระ ไหว้เณร และไหว้สาธุชน บุคคลที่เดินทางมาร่วมงานบุญวัดพระธรรมกาย
คุณยายนี่เป็นผู้ให้เกิด กำเนิดวัดพระธรรมกาย แต่คุณยายไม่เคยทนงตัวเลย ไม่เคยถือเนื้อถือตัว อ่อนน้อมต่อทุกคน อยากให้ทุกคนนี่ได้บุญ คุณยายไม่อยากให้บุคคลผู้เป็นสาธุชนนี่มีจิตเลื่อมใสในพระศาสนาเข้ามาวัดพระธรรมกายแล้วนี่ มีจิตใจที่ขุ่นมัวและบุญตกหล่นออกไป คุณยายก็แสดงความเคารพก่อนด้วยการไหว้ นี่คุณยาย ซึ่งเพียงแต่ว่า คุณยายไม่เพียงแต่ว่าท่านเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายอย่างเดียว แต่ท่านเป็นบุคคลที่เป็นต้นแบบกับพวกเรา เป็นต้นแบบที่ให้พวกเรานี่ได้สร้างบุญสร้างบารมีเป็นหมู่คณะใหญ่มาทุกวันนี้
จากศาลาจาตุมหลังแรกจุคนจำนวนเรือนน้อย จากศาลาสภาธรรมกายสากลหลังคาจาก จุสาธุชนนักสร้างบารมีเรือนหมื่น สิ่งที่ยืนยันได้ทุกวันนี้ วันนี้เรามานั่งประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ในธรรมสภา คือสภาธรรมกายสากลหลังใหม่ จุสาธุชนพระภิกษุสามเณรเรือนแสน หลายแสนคน นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกยืนยันในคุณธรรมของคุณยายและหมู่คณะของเรา ก็ขอให้พวกเราตั้งใจเอาบุญกับคุณยายด้วยการนั่งสมาธิเจริญภาวนากันสักครู่นะ
ยอดนักรบ ชาญสมร กระฉ่อนหล้า
กำชัยมา ทั่วสารทิศ พิชิตศึก
ประกาศิต อำนาจตราบ ล้ำลึก
ปัญจานึก สยบแล แพ้บารมี
ถึงจะเป็น นักรบกล้า วีรบุรุษ
ในที่สุด ก็พ่ายยัง ธาตุทั้งสี่
แพ้ต่อความ ชราภาพ หยาบทวี
ซึ่งมาเยือน สังขารหนี เกินหนีมัน
แต่มีบัณฑิตหนึ่ง ซึ่งเก่งกล้า (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
ต่อวัยวัน อันโรยรา
คุณยายไม่ท้อใจ หาคิดแหนง
ทำบุญแข่งกับกาล อย่างหรรษา
สร้างบุญบารมี นี้เรื่อยมา
เป็นครูบาผู้สืบสาย ทำให้เรา
ผู้กำเนิดวัดพระธรรมกาย สถาน
ผู้ปราบมารต้านอบาย ช่วยคลายเขลา
ผู้สร้างสันติสุขโลก โศกบรรเทา
ผู้ตัดเหง้า ราคาะร้าย ให้เป็นจุณ
คุณยายเปรียบมารดาผ่อง ของโลกหล้า
โอบอุ้มบุตรเสมอมา พาอบอุ่น
แม้ยายเหนื่อยเมื่อยล้า ยังการุณย์
ใจละมุนมิท้อ ต่อสู้จริง
ต้นแบบนักสร้างบารมี ยุคนี้หนอ
มิชลอเก็บเกี่ยวบุญ หนุนทุกสิ่ง
ประธานกฐิน ยายรับไว้ ไม่ประวิง
ศิษย์พึ่งพิง โอวาททำ จำใส่ใจ
ยายเปรียบปูชนียาจารย์ อันประเสริฐ
ใจล้ำเลิศ เทิดธรรม นำโลกไสว
ใจเมตตา การุณย์ อุ่นทรวงใน
ใจกว้างใหญ่ กว่าแม่น้ำ บางปะกง
วิชชาธรรมกายไปทั่วหล้า
ยายเหนี่ยวน้าวเชื่อมวิชชา หาลืมหลง
ลูกหลานศิษย์ อุทิศบุญ หนุนธำรงค์
ถวายองค์มหาธรรมกาย เจดีย์
ภาพคุณยายเหนือเรือนทอง ผ่องพิราศ
รอยยิ้มหยาดการุณย์ อุ่นเกศี
ขอสืบเท้าก้าวตามรอย ความดีนี้
แม้วันที่สลายร่าง มิจางคุณ
ขอบูชาธรรมคุณยาย ในวันนี้
ด้วยบทกวี ล้ำลึก ตรึกนำหนุน
แทนบุปผา มาลัย หอมละมุน
น้อมผลบุญ นั่งธรรมะ ถวายเอย
ให้พวกเรานั่งรวมใจ เอาบุญจรดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกายกันสักครู่นะ ให้เราตรึกระลึกนึกถึงคุณงามความดี ที่เราตั้งใจประกอบเหตุไว้ดีแล้ว โดยมาตอบแทนพระคุณคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในการมาสวดฟังพระอภิธรรม และการฟังธรรมเทศนาของพระอาจารย์ทุกๆ วัน เราก็ตรึกระลึกถึงบุญนี้ให้ดีไว้ที่ศูนย์กลางกายของพวกเรา ให้คุณยายได้ร่วมอนุโมทนาสาธุการกะเรา ให้เราได้ร่วมอนุโมทนาสาธุการกับคุณยายกันสักครู่นะ สัพเพ…
PAGE
PAGE 12
หน้า
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\มิถุนายน\44-06-11 FW-AAT.doc