ผู้มีสติย่อมรู้เท่าความฝันรู้ทันความจริง
ขอกราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุดของสัตว์ทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพยิ่ง ขอกราบคารวะพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ กายคตา สติ
สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในกายเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน ชนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ
พวกเราลูกหลานยาย เราคงได้รู้จักกับคำว่ามีสติ หรือว่าได้สติ และคงได้ยินได้พบกับคนที่เสียสติหรือแม้กระทั่งไร้สติ วันนี้หลวงพี่จะได้มาเล่าความเป็นผู้มีสติรู้ตัวทุกเมื่อ ของคุณยายอาจารย์ ที่หลวงพี่ประทับใจ ถ้าหากเราพิจารณาร่างกายของเราก็จะพบว่า
อันร่างกายของเรามันเน่าแน่ จะไม่แปรเปลี่ยนผัน หันไปไหน
ต้องรู้ตัวอยู่เสมออย่าเผลอใจ ถึงคราวไป เก็บบุญได้ ครบทุกบารมี
การที่คุณยายอาจารย์เป็นผู้มีคุณธรรมเปี่ยมด้วยสติอยู่เสมอ เพราะคุณยายรู้เท่ากับความฝัน แล้วก็รู้ทันความจริง คุณยายอาจารย์ท่านมีฝัน พวกเราคงเคยได้ฟังฝันของยาย ฝันนั้นของท่านก็คือคุณยายอยากจะสร้างวัด ก็คือวัดพระธรรมกายนี่แหละ แต่เริ่มจากความฝัน สร้างเสร็จแล้วก็จะน้อมนำถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่คือฝันของยาย
คุณยายรู้ทันความจริงหมายความว่า คุณยายเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตว่าชีวิตเป็นของน้อย คุณยายอาจารย์ก็ได้เริ่มสร้างบารมีด้วยการเอาเลือดเนื้อ ชีวิตและจิตใจทุ่มสร้างวัดพระธรรมกายอย่างไร้ข้อแม้และเงื่อนไข
ดังนั้น คุณยายอาจารย์ จึงเป็นผู้มีสติรู้ตัวทุกเมื่อ ทั้งสติปัญญาและสติสัมปชัญญะ เรามาดูว่าสตินี้คืออะไร คำว่า สติ มีความหมายตรง ๆ ตัวก็คือความระลึกได้ ระลึกถึงอะไร ก็ระลึกถึงความดี ความชั่ว หรือสิ่งที่เป็น สิ่งที่ควรหรือไม่ควร ถ้าเรามีสติก็จะเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้เรานั้นไม่ดูเบาในเหตุ แม้ว่าจะคิด พูด หรือทำอะไรก็ตาม เราก็จะตรองดู และทำได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว
คุณยายอาจารย์ได้สอน ตัวเองตั้งแต่เด็กๆ เลย ซึ่งท่านบอกว่าไม่มีใครสอนในเรื่องของความสะอาดที่ต้องทำ ทั้งข้างนอก ข้างใน ข้างบน ข้างล่าง พี่น้องก็ไม่ได้สอน คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้สอน แต่ที่คุณยายได้ทำความสะอาด ทุกซอกทุกมุม เท่ากับคุณยายได้บอกกับพวกเราว่าการทำงานสร้างบารมีนั้นต้องมองให้ครบทุกด้าน ต้องรู้ทั่ว รู้รอบ รู้ทั่วทัน
เมื่อคุณยายนั่งเข้าที่ดูล่ะก็ ได้ทราบว่าคุณยายท่านคุ้นกับการทำสมาธิ มาทุกภพทุกชาติทีเดียว บุญบารมีจากการที่ทำสมาธิมานี้เอง ทำให้คุณยายอาจารย์มีสติอย่างมั่นคง แล้วก็สอนตัวเองได้ทุกเรื่องทีเดียว
กลับมาดูที่พวกเราว่าธรรมชาติของใจมันนึกคิดอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเราเผลอสติไป ก็จะเป็นอาการดังนี้ ลองสังเกตดูนะว่าเรามีอาการอย่างนี้ไหม คือบ่อยครั้งก็เป็นพระ บางวาระก็เป็นพรหม บางอารมณ์ก็เป็นมาร บางกาลก็เป็นมนุษย์ ที่เป็นพระก็คือเป็นแม่พระ มีใจพระ ที่เป็นพรหมก็คือประพฤติพรหมจรรย์ได้ รักษาศีล ๘ ได้ ที่เป็นมารก็มีข้อแม้เงื่อนไข ลูกยายอ้าง หลานยายเลื่อน บางกาลที่เป็นมนุษย์ก็คือรักษาศีล ๕ ได้ครบเป็นปกติ
ในปุราเภทสูตร ได้กล่าวไว้ว่า
อุเปกฺขโก สทา สโต น โลเก มญฺญเต สมํ น วิเสสี น นีเจยฺโย ตสฺส โน สนฺติ อุสฺสทา.
ผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญตัวว่าเสมอเขา ว่าวิเศษกว่าเขา ว่าเลวกว่าเขาในโลก กิเลสของผู้นั้นไม่มีทางฟูขึ้น
กิเลสของผู้นั้นไม่มีทางฟูขึ้นถ้าเราไม่สำคัญว่าเสมอเขา ดีกว่าเขา หรือว่าเลวกว่าเขา มีแต่ทาง ใจที่จะฟูขึ้น
ลักษณะของสติหรือว่าอุปมาสติเหมือนอะไร ในมิลินทปัญหา พระนาคเสนท่านก็ได้ทูลตอบพระยามิลินท์ว่า อุปมาสติเหมือนเสาหลัก เหมือนนายประตู หรือเหมือนขุนคลัง หรือเหมือนหางเสือ
ในข้อที่ ๑ อุปมาสติเหมือนเสาหลักนั้นเป็นอย่างไร ในมณิภัททสูตร กล่าวไว้ว่า
สติมโต สุเว เสยฺโย คนมีสติย่อมดีขึ้นทุกวัน
นี่คือข้ออุปมาสติเหมือนเสาหลัก เพราะปักแน่นในอารมณ์ คือคนที่มีสติ เมื่อคิดไตร่ตรองในเรื่องใด ใจก็ปักแน่นไตร่ตรองในเรื่องนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่คิดฟุ้งซ่าน จนเข้าใจแจ่มแจ้งทะลุปรุโปร่ง ฉะนั้นเมื่ออะไรเกิดขึ้นเราก็ตรองด้วยสติปัญญา
คุณยายบอกว่าบุกธรรมะอย่างเดียว จนรู้หมดทุกสิ่งทุกอย่างว่าอะไรเป็นอะไร อะไรอยู่ที่ไหน แม้กระทั่งจะดูเข็มสักเล่มหนึ่งว่าอยู่ตรงไหน ก็ยังรู้เพราะว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเอาจริงเวลาที่ถามธรรมะ ดังนั้นเมื่อคุณยายนั่งเข้าที่แล้ว ก็จะทิ้งทุกอย่างหมด เอาแต่ธรรมะอย่างเดียว บุกธรรมะอย่างเดียว แต่บางครั้งที่คุณยายออกมารบกับเรื่องหยาบก็ต้องถอยออกจากธรรมะละเอียดทีละชั้น ถอยออกมาทีละกาย ตั้งแต่กายพระอรหัตจนถึงกายมนุษย์หยาบ แต่พอเรื่องข้างนอกเสร็จเรียบร้อยก็ทิ้ง เอาธรรมะคืน
สติที่เปรียบเหมือนเสาหลักของคุณยายนั้น คือ การเอาธรรมะคืน บุกธรรมะ ลืมเรื่องข้างนอกหมด คุณยายบอกว่าเมื่อเรายังอาศัยโลกอยู่จึงต้องถอยออกมาหยาบ หยาบก็ต้องรบ ละเอียดก็ต้องรบ ที่เห็นคุณยายออกมารบกับเรื่องหยาบข้างนอก ก็เพื่อให้งานเรียบร้อย แต่คุณยายมีสติ ธรรมะจึงดีขึ้นทุกวัน
ข้อที่ ๒.อุปมาสติเหมือนนายประตู ในอชิตปัญหา กล่าวว่า
ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ สติ เตสํ นิวารณํ ความว่า กระแสเหล่าใด มีอยู่ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น
เราคงได้ยินคำว่ากระแสต่าง ๆ สตินี่แหละจะเป็นตัวกั้นกระแส พระพุทธองค์กล่าวว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านั้นอันบัณฑิตย่อมปิดด้วยปัญญา พวกเราก็ต้องตรองดูให้ดีว่านายประตูของเรานั้นรักษาประตู คือศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้หนักแน่นมั่นคงหรือเปล่า ถ้าทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยมก็คือต้องตรวจตราดูทุกสิ่งเลยที่เกิดขึ้นอย่างสบาย ๆ แต่ถ้าบางอย่างผ่านไปแล้ว ดูว่าเป็นอกุศล ไม่เป็นประโยชน์ ต้องหยุด แล้วปรับปรุงแก้ไขก่อน
คุณยายจะดูอย่างละเอียดจริง ๆ ขนาดคุณยายจะทานข้าว ก็ทราบได้เลยว่า สัตว์กินสัตว์ ดูเข้าไปในตัวเอง ดูในลำไส้ของตัวเองเลยว่า ที่แท้ก็คนกินคนนั่นเอง เพราะว่าสัตว์ที่กินเข้าไปก็เป็นคนเหมือนกับเรานี่แหละ เพียงแต่ไปสวมขันธ์เป็นหมู เป็ด ไก่ ตามกรรมของสัตว์เหล่านั้น นี่คือนายประตู
ข้อที่ ๓. อุปมาสติเหมือนขุนคลังนั้นเป็นอย่างไร ในมณิภัททสูตร กล่าวไว้ว่า
สติมโต สทา ภทฺทํ คนมีสติมีโชคดีอยู่เสมอ
สติเปรียบเหมือนขุนคลังของพระราชา เพราะคอยตรวจตราอยู่ทุกเมื่อว่า ของที่ได้เข้ามาและใช้ออกไปมีเท่าไร ถ้าเรามีสติ จะมีโชคดีอยู่เสมอ เพราะจะต้องตรวจสอบทุกขณะจิตเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ตรวจตราดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่า งบบุญบาปของเราเป็นอย่างไร ไม่ยอมให้ตัวเองเป็นหนี้บาปเด็ดขาด จะสร้างบุญใหม่ทุกวัน สร้างไว้แล้วก็จะได้เป็นบุญเก่าไว้ใช้วันข้างหน้า ไม่ใช่ว่า จะนำบุญเก่ามาใช้อย่างเดียว
ในโทณปากสูตร ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสร้างบุญไว้ว่า มนุษย์มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มาก ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า อายุยืน นี่คือการประมาณในโภชนาหาร ดูอย่างคุณยายเวลาท่านจะตักน้ำเอาไปราดส้วม ยังไม่ยอมให้น้ำหกแม้แต่หยดเดียว นี่คือความมีสติของคุณยาย หลวงพี่ฟังแล้ว ประทับเข้าไปในใจ เข้าไปทำกิจทีไร นึกถึงตรงนี้ทุกทีเลย
นอกจากนี้หลวงพี่ยังประทับใจตอนที่มาอบรมธรรมทายาท พระอาจารย์ท่านแนะนำเรื่องการพับกระดาษทิชชู่ว่า เวลาจะใช้ต้องพับ แล้วค่อยเช็ดทีละด้าน ใช้ไปถึง ๘ ด้าน นึกอีกที นี่อริยมรรคมีองค์ ๘ เลยนะ ๘ ด้านแล้วถึงทิ้งนะ นี่ขนาดกระดาษทิชชู่นะ ถ้าอย่างนี้ล่ะก็ ศาสนวัตถุที่คุณยายอาจารย์เองได้ทุ่มเททั้งกายและใจสร้างไว้ให้กับพวกเรา ก็คงสืบทอดตกถึงลูกหลานได้อย่างงามพร้อมทีเดียว
ข้อที่ ๔. อุปมาสติเหมือนหางเสือเรือ ในอุณณาภพราหมณสูตร บอกว่า
มนสฺส สติ ปฏิสรณํ สติเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของใจ
คุณยายได้บอกว่าเวลาคุณยายดิ่งธรรมะเหมือนออกทะเล เวลาออกทะเลไปก็จะไม่เห็นฝั่งเลย คนที่ออกทะเลเขาก็จะตั้งเข็มทิศไว้ว่าจะต้องไปทางไหน ก็ไม่ต้องสนใจหรอกว่ามันตรงหรือเปล่า เชื่อได้ ออกทะเลก็ยังมีเข็มทิศเลย
เวลาคุณยายดิ่งธรรมะก็ตั้งใจว่าชั่วโมงนี้จะดิ่งเอาอะไร เรื่องอื่น คุณยายไม่เอา เหมือนกับเรือเวลาสู้กับคลื่น ต้องหันหัวสู้ ถ้าตะแคงข้างเมื่อไหร่ละก็พลิก แต่สู้อย่างอื่นต้องเข้ากลาง ดิ่งอย่างเดียว วางเรื่องอื่นไว้ชั่วขณะ แล้วก็นั่งธรรมะให้ใจหยุดเหมือนกับออกทะเลไป
แล้วมาดูว่าเมื่อสติมีคุณอย่างนี้แล้ว หน้าที่ของสติมีอะไรบ้าง ก็จำให้คล้องกันง่าย ๆ ว่ายับยั้งชั่งใจ ระวังภัย ให้มีความขะมักเขม้น เน้นสำนึกในหน้าที่อยู่เสมอ ไม่เผลอ รอบคอบในการทำงานทั้งหลาย ขวนขวายในการสร้างบารมี
หน้าที่ของสติข้อที่ ๑. คือยับยั้งชั่งใจ ในเตลปัตตชาดก กล่าวว่า
สจิตฺตมนุรกฺเข สติยา พึงตามรักษาจิตของตนไว้ด้วยสติ
การยับยั้งชั่งใจคือเตือนไม่ให้ตกไปในทางเสื่อม ในปาราสวิริยเถรคาถา ก็ได้กล่าวไว้ว่ามุนีพึงตั้งสติเมื่อเที่ยวไปในบ้าน เหมือนกับบุรุษผู้ไม่ได้สวมรองเท้า ตั้งสติเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนาม ก็คือเราพึงสำรวมระวังอยู่เสมอว่าอาจจะพลาดพลั้งเผลอสติไปในทางเสื่อมได้
หน้าที่ของสติข้อที่ ๒. คือระมัดระวังภัย ในโกฏสิมพลิชาดกว่าด้วยการระวังภัยที่ยังมาไม่ถึงอย่างนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นพระภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ถูกกามวิตกครอบงำ จึงทรงประชุมสงฆ์ แล้วพระองค์ก็ตรัสว่าขึ้นชื่อว่าสิ่งที่ควรระแวง ก็ควรระแวง ขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหลาย เมื่อเจริญขึ้น ย่อมทำลายเรา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่าว่า ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ได้เป็นรุกขเทวดา สถิตอยู่ที่ต้นโกฏสิมพลี ครั้งนั้นมีพญาครุฑตัวหนึ่ง ได้เนรมิตกายใหญ่ถึง ๑๕๐ โยชน์ แล้วก็ไปจับนาคราชที่หาง มาจากมหาสมุทรแล้วก็บินมาที่โกฏสิมพลี นาคราชเมื่อห้อยหัวลงคิดว่า จักสลัดตัวให้หลุด จึงเอาด้านหัวที่ห้อยลง พันกับต้นไทรยึดไว้ แต่ด้วยความแรงของพญาครุฑและพญานาคตัวใหญ่ ต้นไทรจึงถอนขึ้น ครุฑจึงจับพญานาคพร้อมกับต้นไทรไปถึงโกฏสิมพลี
พอมาถึง ที่ต้นโกฏสิมพลี พญาครุฑก็ได้ฉีกท้องกินมันข้นของพญานาค จนเหลือแต่ซาก แล้วก็เอาซากพญานาคพร้อมกับต้นไทรไปทิ้งทะเล บังเอิญช่วงจังหวะนั้นมีนกอาศัยอยู่ที่ต้นไทร ก็บินออกจากต้นไทร มาเกาะที่ต้นโกฏสิมพลี ขณะนั้นเองรุกขเทวาคือพระโพธิสัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นโกฏสิมพลี เห็นนกตัวนั้นแล้วกลัวจนตัวสั่น
พญาครุฑก็แปลกใจ ไม่สามารถที่จะจับรุกขเทวาได้อยู่แล้ว ทำไมถึงกลัวขนาดนี้ พระโพธิสัตว์ก็ได้ตอบว่า ที่กลัว เพราะเห็นว่านกที่มาจากต้นไทรนี่กินผลไม้เป็นอาหาร ครั้นเมื่อมาเกาะที่ต้นโกฏสิมพลีก็จะถ่ายอุจจาระรดลำต้น เสร็จแล้วมูลของนก ก็จะมีเมล็ดพันธุ์พืชอยู่ ก็จะเป็นกาฝากของต้นโกฏสิมพลี เกรงว่าวิมานของรุกขเทวาจะไม่สว่างไสว นี่คือพระโพธิสัตว์ระแวงภัยที่น่าระแวง แล้วก็ระวังภัยที่ยังมาไม่ถึง ไม่ได้กลัว ถูกจับไปกิน แต่กลัววิมานจะไม่สว่างไสว นี่คือการระมัดระวังภัย ในส่วนของตรงนี้ อยากจะบอกว่าท่านได้กล่าวเป็นภาษิตว่า วีรชนควรระแวงภัยที่ควรระแวง ควรระวังภัยที่ยังมาไม่ถึง
ในข้อที่ ๓. หน้าที่ของสติคือ มีความรอบคอบในการทำงานทั้งหลาย เศษหนี้ เศษกิเลสเป็นเหตุให้ใจขุ่นได้ เศษไฟแม้เพียงสะเก็ด ก็สามารถทำลายพินาศย่อยยับ เหมือนกับที่สนามบินดอนเมือง แป๊บเดียวหายไปทั้งลำ
คุณยายได้ตรวจวัด แม้เห็นว่าไม้กวาดที่วางอยู่ไม่เป็นระเบียบ คุณยายก็บอกให้วางใหม่ ให้เรียบร้อย แล้วก็สอนว่าข้าวของต้องเก็บให้เรียบร้อยนะ เพราะว่าเกิดกี่ภพกี่ชาติ ก็จะเจอแต่สิ่งที่เรียบร้อย ข้าวของที่เอามาใช้น่ะ เอามาใช้ได้ แต่ใช้แล้ว ต้องเอาไปเก็บไว้ที่เดิม ถ้าเราทำอะไรไม่สะอาด ไม่เรียบร้อย ทำอะไรสกปรกรกรุงรัง เราก็จะเป็นตัวอย่างของความสกปรก แต่คนที่ทำอะไรสะอาดเรียบร้อย มนุษย์ก็จะสรรเสริญ เทวดาก็จะสรรเสริญ
หน้าที่ของสติข้อที่ ๔. คือกระตุ้นขวนขวายในการสร้างบารมี คุณยายอาจารย์ท่านยังบอกพวกเราเสมอว่าทุกอย่างเป็นบุญ อยู่ในเขตบุญสถานนี้ คุณยายเป็นต้นแบบของความไม่ย่อท้อไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เพราะเวลาคือชีวิต ชีวิตเป็นของน้อย เวลาก็เป็นของน้อยด้วย คุณยายเป็นคนขยันมาก ๆ เลย ทำโน่นทำนี่ ทำไม่หยุดเลย เห็นอะไรสกปรกก็หมายตาไว้ มีเวลาก็รับบุญตรงนั้นทันที
ท่านพูดมาให้เราคิดว่าคุณยาย ทำทั่วทั้งวัดแล้วก็พักนิด ๆ หน่อย ๆ แต่พวกเราทำอะไรนิดๆ หน่อย ๆ แล้วก็พัก ตรงข้ามกัน คุณยายบอกทำทั้งวัด ก็พักนิด ๆ หน่อย ๆ แต่พวกเราทำนิดหน่อย แล้วก็พักกัน ตรงนี้ก็ฝากไว้ ถ้าเราได้รู้หน้าที่ของสติแล้ว เรามาดูว่าประโยชน์ของสติมีอะไรบ้าง
๑. ก็คือหาตัวเองให้พบ
๒. คบตัวเองให้ได้
๓. ใช้ตัวเองให้คุ้ม
๔. คุมตัวเองให้อยู่
๕. รู้ตัวเองให้จริง
เราได้ฟังคุณธรรมของคุณยายมามาก ตรงนี้อยากจะเล่าอานิสงส์การฟังธรรมให้พวกเราได้ฟังว่า การฟังธรรมหรือการฟังคุณธรรมของคุณยายเป็นธัมมัสสวนมัย มีอานิสงส์ ๕ ประการดังนี้ ก็จำให้มันคล้องกันทีเดียวว่า
ได้ฟังเรื่องใหม่
ฟังเรื่องซ้ำ ๆ ก็คือการวิจัยเรื่องเก่า
แล้วก็อันไหนที่เราสงสัยก็บรรเทาข้อกังวล
เมื่อเราฟังบ่อย ๆ ก็เกิดการพัฒนาความคิด
แล้วจิตใจของเราก็จะแจ่มใสเบิกบาน
ข้อที่ ๑ หาตัวเองให้พบ ก็คือควบคุมจิตใจของตัวเองให้อยู่ในบุญตลอดเวลา เพราะว่าเราเป็นนักสร้างบารมี คุณยายอาจารย์ได้แนะนำไว้ว่า ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น ให้เอาธรรมะพิจารณาเสมอ อย่าให้เพลินไปกับอำนาจกิเลส เดี๋ยวจะเป็นเหยื่อ พยายามตรึกธรรมะตลอดเวลา เมื่อมีอะไรก็ใช้สติปัญญา นั่งธรรมะก็จะช่วยเรารู้ในสิ่งที่ถูกต้องมากที่สุดเลย และพิจารณาอยู่เสมอว่าเราได้ดำเนินตามจุดหมายคือที่สุดแห่งธรรมหรือเปล่า แล้วเมื่อจะไปตรงนั้นควรเว้นสิ่งใด ควรทำสิ่งใด ก็คือมีสติก็ต้องมีสมาธิ มีสมาธิอยู่ที่ไหน ก็มีสติอยู่ที่นั่น
ข้อที่ ๒. คบตัวเองให้ได้ คือการให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาพที่เป็นตัวของตัวเอง คุณยายได้สอนให้มองตัวเอง ก็คือมองให้ทะลุเข้าไปให้ชัดเจนมองตั้งแต่หยาบก่อนว่าเป็นอย่างไร มองให้เข้าใจ แล้วมองละเอียดเป็นขั้น ๆ ไปพอมองจนตัวเองเข้าใจแล้ว ก็เข้าใจคนอื่นได้หมดทุกอย่าง ถ้ามองคนอื่นก่อนก็จะร้อนใจ มองเข้าในตัวก็จะเห็นทุกสิ่ง มัวแต่มองคนอื่น จะให้เข้าใจคนอื่น จะดูยังไงก็ไม่เข้าใจ คุณยายมองตัวเองให้เข้าใจก่อน ก็เลยเข้าใจคนอื่นได้หมด นี่คือคบตัวเองให้ได้
ข้อที่ ๓.ใช้ตัวเองให้คุ้ม คือการให้ธรรม รู้ตัวหรือว่ามีการรับรู้ ให้ขยายกว้างขวางออกไปไม่มีที่สิ้นสุด คุณยายอาจารย์ได้ให้สมบัติอันล้ำค่าแก่พวกเราก็คือขุมทรัพย์ คุณยายท่านได้ชี้ขุมทรัพย์บ่อย ๆ ว่าให้พวกเราตั้งใจทำตัวกันให้ดี ตั้งใจเอาบุญกันให้เต็มที่ เมื่อกำลังมีแรง ตอนนี้เรากำลังมีแรง เราต้องทำให้วัด สะอาดบริสุทธิ์ เพราะคุณยายได้ถวายเป็นพุทธบูชากับพระนิพพานเอาไว้ แล้วเราจะได้เก็บบุญละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เป็นบุญใหญ่ที่ทับทวี นี่คือความคิดที่ยอดเยี่ยมของคุณยายที่ขยายกว้างขวางออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลย
ข้อที่ ๔. คุมตัวเองให้อยู่ คือให้พิจารณาสืบค้นดูว่าชีวิตของเรานั้น ดำเนินการสร้างบารมีได้อย่างเต็มที่หรือยัง คุณยายอาจารย์เป็นบุคคลท่านแรกที่คิดจะสร้างวัด เริ่มต้นก็ต้องต่อสู้ทุกอย่าง แต่คุณยายก็ได้สืบค้นแล้ว ก็คิดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่าต้องเอาให้ดี แล้วก็ให้ได้ตลอด เรื่องไม่ดีแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น คุณยายต้องนั่งเข้าที่แก้แทบแย่เลย เพื่อที่จะสืบค้นหาต้นเหตุ ยิ่งอายุมากเท่าไหร่ คุณยายก็เหนื่อยมากเท่านั้น แต่เรื่องทั้งหมด คุณยายรู้หมดเลย เพียงแต่จะพูดหรือไม่พูดเท่านั้นเอง คุณยายบอกว่าโลกนี้ไม่มีความลับเลย เพียงแต่คุณยายไม่สนใจเท่านั้นเอง ลองคุณยายจะดูจริงๆ ก็รู้เข้าจนได้ นี่คือคุมตัวเองให้อยู่
ข้อที่ ๕. รู้ตัวเองให้จริง คือการที่เราจะรู้ตัวเองให้จริง ก็คือเราต้องชำระพฤติกรรมทุกสิ่งทุกอย่างเลย ทั้งกาย วาจา ใจว่าอะไรที่มันไม่ดีก็พยายามเลิกเสีย เพราะว่าถ้าชาตินี้เราเลิกไม่ได้ เราก็จะไม่มีความดีติดตัวไป คุณยายก็บอกว่าให้พยายามเลิกทำสิ่งที่ไม่ดี ถ้าใครไม่ทำ ชาติหน้าคุณยายจะระลึกไปดูว่า นี่ ๆ ๆ ไอ้เจ้านี่นะ คุณยายสอนเลิกทำไม่ดีแล้ว ไม่เลิกนะ ชาตินี้ถึงได้เป็นอย่างนี้ คุณยายก็จะดูพวกเราอีกว่าเราเลิกทำไม่ดีไหม ในส่วนที่เราได้ทราบมาว่าสติมีประโยชน์มาก
ในวันนี้พวกเราก็ได้ทราบถึงความมีสติของคุณยาย เราก็ได้รำลึกถึงคุณยายนะว่าถ้าพวกเราหลับตา นึกถึงทุ่งนาฟ้าโล่งเมื่อ ๓๐ ปีก่อน คุณยายได้เริ่มสร้างวัดเมื่ออายุ ๖๐ ปี ท่ามกลางดินที่แตกระแหง ไร้ต้นไม้ที่ร่มรื่น น้ำดื่มก็หายาก อาหารก็น้อย ไม่มีสัปปายะ แม้แต่ข้อเดียว แต่จิตใจของคุณยายกว้างใหญ่อย่างไม่มีประมาณ แม้อายุจะมาก ทานอาหารก็นิดเดียว แต่ว่าคุณยายได้นั่งธรรมะ ก็ได้ระลึกแล้วก็เห็นว่าพวกเราเคยสร้างบารมีมา จึงได้อุทิศกาย ทุ่มเทใจ เพื่อให้พวกเราได้มาสร้างบารมีได้เป็นปึกแผ่น ก็คือนึกถึงลูกหลานเสมอมา
จะว่าไปแล้วคือยอมสละชีพที่จะละทิ้งหน้าที่ของผู้นำในการสร้างบารมี โลกก็ได้จารึกไว้ พวกเราก็ได้ประทับลงไปในใจของเราทุก ๆ ใจว่าคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงนี้ เป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายอย่างสมบูรณ์ เมื่อเราทราบดังนี้ การระลึกถึงคุณธรรมของคุณยายก็เป็นการน้อมอุทิศถวายคุณยาย เราก็คงมีสติรำลึกถึงเสมอ ๆ ว่าคุณยายผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ดังในสติสูตรกล่าวว่า
สติสมฺปชญฺญวิปนฺนสฺส หตูปนิสํ โหติ หิโรตฺตปฺปํ เมื่อสติและสัมปชัญญะไม่มี หิริและโอตตัปปะ ก็เป็นอันหมด ใจของชนเหล่าใด ยินดีแล้วในการภาวนาทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นย่อมเป็นสาวกของพระโคดม ผู้ตื่นด้วยความดีในกาลทุกเมื่อ
วันนี้พวกเราก็ได้รำลึกถึงคุณธรรมและความใจดีของคุณยายที่ไม่มีประมาณ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ตื่นกระทำความดีอยู่ทุกขณะ
การสร้างบารมีเป็นผู้ที่คอยรักษาประตูคือบอกลูกหลานตลอดว่าให้รู้ตัว อย่าเผลอทีเดียว ขุนคลังคือบุกเอาบุญอย่างเดียว ไม่ยอมเป็นหนี้ทุกอย่าง เป็นหางเสือเรือให้กับพวกเรา คือบอกกับพวกเราว่าเกิดมาสร้างบารมีไปที่สุดแห่งธรรม เหมือนออกทะเลแล้วก็บอกว่าถึงฝั่งแน่ชาตินี้ ถ้าชนะชาตินี้ก็ไปทุกภพทุกชาติ ไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้
คุณยายได้ทำหน้าที่โดยสติคือ
ข้อที่ ๑. เป็นผู้ที่ยับยั้งชั่งใจ เหมือนบุรุษเข้าไปในถิ่นที่มีหนาม
ข้อที่ ๒. คุณยายเป็นผู้ระมัดระวังภัย คือได้ตั้งกฎระเบียบของวัดไว้อย่างเข้มงวด คือระแวงภัยที่น่าระแวง ระวังภัยที่ยังมาไม่ถึง นี่คือวิสัยทัศน์ของคุณยาย
ข้อที่ ๓. คือให้มีความขะมักเขม้น ก็คือคุณยายสร้างวัดด้วยจริงตัวเดียว ก ข้อไม่กระดิก ปริญญาก็ไม่มี
ข้อที่ ๔. คุณยายสำนึกในหน้าที่เสมอว่าเกิดมาสร้างบารมี
ข้อที่ ๕. เป็นผู้มีความรอบคอบในการงานทั้งหลาย คือเศษหนี้เศษกิเลส ขุ่นใจนี่คุณยายไม่ทำ
ข้อที่ ๖. ขวนขวายในการสร้างบารมี คุณยายท่านก็บอกพวกเราว่าทุกบุญทุกอย่าง สัมมาอะระหัง ทุกครั้งทุกคำก็เป็นบุญ ต้นบุญก็คือคุณยาย พวกเราถ้ารักคุณยายก็ขวนขวายออกไปทำหน้าที่เป็นต้นบุญจะได้แทนคุณคุณยาย คุณยายอาจารย์ท่านได้ประโยชน์จากสติตรงนี้ก็คือหาตัวเองให้พบว่าคุณยายเองจะนำพวกเราสร้างบารมีไปที่สุดแห่งธรรม คบตัวเองได้ ก็คือว่ารู้ใจตนเอง ใช้ตัวเองคุ้ม คือชีวิตเป็นของน้อยก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่ คุมตัวเองให้อยู่ ไม่เผลอไปทางอบาย แล้วก็รู้ตัวเองให้จริง ใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำให้อย่างเต็มที่ เพราะว่าทุกสิ่งพระนิพพานจัดสรร สมดั่งคาถาธรรมบทที่ยกเป็นบาลีอุเทศไว้ว่า
สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ กายคตา สติ
สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในกายเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน ชนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ
ชนเหล่าใด ใฝ่สติ ดำรินึก น้อมรำลึก พระพุทธ หยุดวันค่ำ
เป็นสาวก พระโคดม บรมล้ำ ชื่อว่านำ ตื่นอยู่ ทุกครู่ยาม
ชนเหล่าใด ใฝ่สติ ดำรินึก น้อมรำลึก พระธรรม ทุกย่ำค่ำ
เป็นสาวก พระโคดม บรมล้ำ ชื่อว่านำ ตื่นอยู่ ทุกครู่ยาม
ชนเหล่าใด ใฝ่สติ ดำรินึก น้อมรำลึก พระสงฆ์ คงวันค่ำ
เป็นสาวก พระโคดม บรมล้ำ ชื่อว่านำ ตื่นอยู่ ทุกครู่ยาม
ชนเหล่าใด ใฝ่สติ ดำรินึก น้อมรำลึก ตามกาย ทุกบ่ายค่ำ
เป็นสาวก พระโคดม บรมล้ำ ชื่อว่านำ ตื่นอยู่ ทุกครู่ยาม
ชนเหล่าใด ใจใฝ่ แต่ยินดี ไม่ยอมที่ เบียดเบียน เพียรวันค่ำ
เป็นสาวก พระโคดม บรมล้ำ ชื่อว่านำ ตื่นอยู่ ทุกครู่ยาม
ชนเหล่าใด ใจใฝ่ แต่ยินดี ภาวนา เต็มที่ ทุกวันค่ำ
เป็นสาวก พระโคดม บรมล้ำ ชื่อว่านำ ตื่นอยู่ ทุกครู่ยาม
วันนี้พวกเราลูกหลานคุณยายทุกท่าน ก็ได้มาน้อมรำลึกถึงคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ ผู้ที่เยี่ยมไปด้วยสติทุกย่างก้าว ถือว่าได้ฟังเรื่องใหม่ ได้วิจัยเรื่องเก่า บรรเทาข้อกังขา และพัฒนาความคิด จะทำให้พวกเราจิตใจแจ่มใสเบิกบาน เราก็น้อมสติ ที่ปักแน่นเป็นผู้ตื่นอยู่ทุกวันค่ำ คุณยายอาจารย์แม้ท่านละสังขารไป ก็เพียงร่าง แต่คุณยายอาจารย์ก็ชื่อว่าเป็นสาวกผู้ตื่นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดกาลนิรันดร์
พวกเราจะทดแทนสืบทอดคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ พวกเราก็คงต้องตื่นด้วยความดี ติดตามคุณยายไปทุกภพทุกชาติ จากนี้ไปก็เรียนเชิญลูกหลานยายทุกท่านได้น้อมรำลึกถึงคุณงามความดี คุณธรรมที่เปี่ยมล้นของคุณยายอาจารย์มหารัตนมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย ชีวิตจิตใจ แม้จะสละชีพก็ไม่ละทิ้งหน้าที่ของผู้ที่ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ท่านให้กำเนิดแล้ว ท่านก็ได้เมตตาดูแลสอดส่องหลักสัปปายะ ๔ ให้พระลูกพระหลานชาย และลูกหลานทุกท่าน แม้ว่าจะมาเป็นล้าน มาทั้งโลก มาทั้งหมด ก็ไม่มีว่าหมดจากใจยาย เราได้น้อมใจของเราให้กว้างใหญ่ไพศาลอย่างไม่มีประมาณ เหมือนใจของคุณยายอาจารย์ ผู้ที่ใหญ่กว่าฟากฟ้ามหาสมุทร พร้อมที่จะเป็นต้นบุญ ต้นแบบ ชี้ขุมทรัพย์ให้กับลูกหลาน ตราบกาลนิรันดร์
น้อมใจของเราสบาย ๆ นะ หลับตาแล้วนึกถึงความมีใจใหญ่ ความมีสติที่ระลึกหน้าที่ ให้กำเนิดแล้วก็ทำหน้าที่ชี้ขุมทรัพย์แนะนำถ่ายทอดคุณธรรม แล้วก็คงฝากพวกเราได้สืบอายุพระพุทธศาสนาด้วยการนำคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ แผ่ขยายไปสู่ใจชนทุกผู้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ทุกผู้ทุกคนในมุมโลก หรือแม้แต่สรรพสัตว์ สรรพสิ่ง ถ้าอย่างนี้คุณยายอาจารย์ก็จะได้อนุโมทนาบุญเป็นปัตตานุโมทนามัย กับลูกหลานทุก ๆ ท่าน ด้วยความปีติ เบิกบานนิจนิรันดร์ทีเดียว
****************************** จบ ******************************