ใครมีบุญคุณกับยาย ยายไม่เคยลืม
(ม้วน 1/A)
พระสมชาย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา สาธุชนลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
เมื่อวานนี้เราก็ได้มาสั่งสมบุญในวันอาทิตย์ต้นเดือนไปแล้ว ขณะที่บุญจากวันอาทิตย์ต้นเดือนยังคงหลั่งไหลมาสู่ศูนย์กลางกายของพวกเราตลอด ๗ วันนี้ ด้วยหัวใจของยอดนักสร้างบารมี วันนี้เราก็ได้มาเพิ่มเติมบุญบารมีของเราอีก ด้วยการฟังธรรม เพราะการฟังธรรมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมงคลอันสูงสุด และเป็นทางมาแห่งบุญ
ในสมัยพุทธกาลพระบรมศาสดาเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ เพื่อไปยังวัดพระเชตวัน ซึ่งอยู่ในแคว้นโกศล ลำดับนั้นได้มีพระภิกษุบางกลุ่มได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อน แล้วก็ไปจับจองที่พักสำหรับตัวของท่านเองและพระอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่าน ทำให้พระเถระที่มาในภายหลังไม่มีที่พัก แม้แต่พระสารีบุตรเองเมื่อท่านไม่มีที่พัก ท่านก็ใช้วิธีนั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้างอยู่ที่ใต้โคนไม้ ใกล้กับที่พักของพระบรมศาสดา
ในเวลาใกล้รุ่ง พระบรมศาสดาเสด็จออกมาพบเข้า จึงตรัสถามว่า สารีบุตร เธอมาทำอะไรอยู่ที่นี่ในเวลานี้ พระสารีบุตรจึงได้กราบทูลเรื่องที่ไม่มีที่พักให้พระองค์ทรงทราบ พระองค์ทรงรำพึงว่าขณะที่เรามีชีวิตอยู่ในบัดนี้ ภิกษุทั้งหลายยังไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงกันและกัน เมื่อเราปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลายจะเป็นอย่างไรกันหนอ
ครั้นราตรีสว่างแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์ทั้งหมด แล้วตรัสถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ภิกษุทั้งหลายก็กราบทูลรับว่าจริงพระเจ้าข้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสถามว่าดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ใครหนอเป็นผู้ที่ควรแก่อาสนะอันเลิศ ก้อนข้าวอันเลิศ น้ำอันเลิศ พระภิกษุต่างก็กราบทูลความเห็นต่างๆ กันออกไป บางพวกกราบทูลว่าผู้บวชจากตระกูลกษัตริย์ บางพวกก็กราบทูลว่าผู้บวชจากตระกูลพราหมณ์ บ้างก็ว่าผู้เป็นวินัยธร ผู้เป็นธรรมกถึก บางพวกก็ว่าผู้ที่ได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน บางกลุ่มก็กราบทูลว่าต้องเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์เป็นต้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ในศาสนานี้ ควรกระทำการกราบ การไหว้ การแสดงความเคารพ การลุกขึ้นต้อนรับตามลำดับผู้ที่แก่กว่า การได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ ก้อนข้าวอันเลิศนั้นก็ได้ตามลำดับผู้ที่แก่กว่า บัดนี้เธอทั้งหลายไม่เคารพ ไม่ยำเกรงกันและกัน เมื่อเวลาล่วงไปล่วงไปจะเป็นอย่างไร
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนแม้สัตว์เดรัจฉานก็ยังมีความคิดอย่างนี้ว่าการที่พวกเราไม่เคารพ ไม่ยำเกรงกันและกันนั้น ไม่สมควรแก่พวกเราเลย แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่าว่าในอดีตกาล มีลิง ช้าง และนกกระทาเป็นเพื่อนกัน อาศัยอยู่ที่ใต้โคนต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง แต่เดิมสัตว์ทั้ง ๓ เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงกันและกันเลย
ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง สัตว์ทั้ง ๓ เกิดความคิดขึ้นมาได้ว่าการที่พวกเราทำอย่างนี้ไม่สมควร จึงได้มาปรึกษากันว่าเราควรจะมีความเคารพยำเกรงต่อผู้ที่แก่กว่า เมื่อเห็นพ้องต้องกันดังนั้นแล้ว จึงคิดหาวิธีการที่จะหาผู้ที่แก่กว่า เพราะว่าสัตว์ทั้ง ๓ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครแก่กว่าใคร คิดไปคิดมา ก็คิดวิธีขึ้นมาได้ โดยถามช้างว่า ช้าง ท่านเห็นต้นไทรนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ช้างบอกว่าเมื่อเรายังเป็นช้างเด็กๆ อยู่นั้นน่ะ ขณะที่เราเดินผ่านต้นไทรนี้ ยอดของมันนี่สูงแค่ท้องของเราเท่านั้นเอง ฝ่ายลิงก็บอกว่าเมื่อเรายังเป็นลูกลิงตัวเล็กๆ ขนาดเรานั่งลงกับพื้นดินแล้ว ยอดของต้นไทรนี่ยังสูงไม่พ้นศีรษะของเราเลย ฝ่ายนกกระทาบอกว่าแต่เดิม ต้นไทรต้นนี้ยังไม่มีเลย เราเอาไปกินผลไทรที่อื่น แล้วก็มาถ่ายอุจจาระไว้ตรงนี้ ต่อมาจึงเกิดต้นไทรต้นนี้ขึ้น
สัตว์ทั้ง ๓ จึงทราบได้ว่านกกระทาเป็นผู้ที่แก่ที่สุด ลิงและช้างจึงกล่าวกับนกกระทาว่า ท่านเป็นผู้ที่แก่กว่าเรา ต่อจากนี้ไปเราจะทำสักการะบูชา การเคารพ การกราบ การไหว้ และการลุกขึ้นต้อนรับแก่ท่าน แล้วก็จะอยู่ในโอวาทของท่านด้วย ตั้งแต่นั้นมานกกระทาก็ได้ให้โอวาทแก่ลิงและช้าง แล้วก็ให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ สัตว์ทั้ง ๓ ต่างเป็นผู้ที่มีความเคารพ ความยำเกรงกันและกัน เมื่อละโลกแล้วได้มีสวรรค์เป็นที่ไป
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นยังมีความเคารพ ความยำเกรงกันและกัน เธอทั้งหลายบวชในพระธรรมวินัยที่เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ เพราะเหตุใดจึงไม่เคารพ ไม่ยำเกรงกันและกันเล่า ต่อนี้ไปเราอนุญาตการกราบ การไหว้ การแสดงความเคารพ การลุกขึ้นต้อนรับตามลำดับผู้ที่แก่กว่า
การได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ ก้อนข้าวอันเลิศ ตามลำดับผู้ที่แก่กว่า แล้วพระพุทธองค์ทรงประชุมชาดกว่า ช้างได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ ลิงได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนนกกระทาได้เป็นพระองค์เอง
จากเรื่องดังกล่าวเราจะเห็นว่าในเส้นทางของการสร้างบารมีนั้น ความเคารพ ความยำเกรงกันและกัน เป็นคุณธรรมสำคัญที่จะต้องมีอยู่ในจิตใจของนักสร้างบารมีทุกๆ คน อย่าว่าแต่เป็นมนุษย์เลย แม้สัตว์เดรัจฉานผู้ปรารถนาพระนิพพาน ก็ยังมีความเคารพ ความยำเกรงกันและกัน
อีกประการหนึ่ง ผู้ที่มีหัวใจผูกพันอยู่กับการสร้างบารมีนั้น ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร เกิดในสภาพไหน แม้บางครั้งต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างที่เราได้ฟังแล้ว แต่ว่าด้วยความคุ้นเคย ด้วยการที่สั่งสมบุญบารมีมาไว้มาก ก็ทำให้สามารถที่จะตักเตือนตัวเองให้สร้างบารมีต่อไปได้ ดังเช่นสัตว์ทั้งสามแต่เดิมยังไม่มีความเคารพ ไม่อ่อนน้อมต่อกัน แต่เมื่อบุญเก่าที่สั่งสมเอาไว้ดีแล้วได้ตามมาย้ำเตือน ประกอบกับได้สั่งสมความอ่อนน้อมถ่อมตนเอาไว้มาก สัตว์ทั้งสามจึงหันกลับมาเป็นผู้ที่มีความเคารพอ่อนน้อมต่อกัน แล้วก็ยังตั้งใจรักษาศีล ๕ ได้อีกด้วย ทำให้สามารถสร้างบารมีได้อย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่คุ้นเคยที่สุดของนักสร้างบารมีก็คือการสร้างบารมีนั่นเอง
ย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ในสัปดาห์ที่ ๕ นับแต่วันตรัสรู้นั้น พระพุทธองค์ทรงปริวิตกว่าบุคคลผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เราจะพึงเคารพสักการะอาศัยสมณะพราหมณ์ผู้ใดอยู่หนอ เพื่อความบริบูรณ์แห่งศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ แล้วก็ทรงพิจารณาไป เมื่อทรงพิจารณาแล้วไม่เห็นใครในโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกที่พระองค์จะต้องเคารพ จึงทรงพระดำริว่าอย่ากระนั้นเลย เราควรเคารพสักการะธรรมของเรา ที่เราตรัสรู้นั่นแหละ แล้วอาศัยธรรมนั้นอยู่
เมื่อทรงปริวิตกดังนี้แล้ว ลำดับนั้นสหัมบดีพรหม ทราบความปริวิตกของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงอันตรธานจากพรหมโลกมาปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ แล้วกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน และที่จะมีต่อไปในอนาคต ก็ทรงเคารพธรรมนั่นแหละ
จากเรื่องที่ผ่านมา เราจะพบว่าในเส้นทางของการสร้างบารมี ของพระโพธิสัตว์นั้นท่านได้ให้ความสำคัญต่อความเคารพอย่างมาก แม้ต่อมาเมื่อพระโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะอันสูงสุด ซึ่งไม่ต้องเคารพใครๆ แต่พระองค์ก็ยังทรงขวนขวาย หาผู้ที่พระองค์จะเคารพ เมื่อพระองค์ไม่ทรงเห็นใคร ก็ทรงเคารพพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว ความเคารพหรือคารโว ท่านแปลว่าความเป็นผู้หนัก คือตระหนักในคุณความดี ตระหนักในคุณค่าของบุคคลหรือว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
หากจะกล่าวถึงคุณยายของพวกเราในระหว่างการสร้างบารมีของคุณยายของเราก็เช่นเดียวกัน ท่านก็ได้ให้ความสำคัญต่อความเคารพเป็นอย่างมาก ไม่ว่ากับพระภิกษุ สามเณร หรือว่าเป็นฆราวาสก็ตาม ซึ่งเรื่องความเคารพของคุณยายนี้ เราได้ทราบ ได้พบเห็นกันดีอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่นคุณยายเคยกล่าวว่ายายเป็นคนเคารพบุญคุณคน ยายเจอคุณหวินที่ศาลา ยายเห็นแกแล้วอยากไหว้แก นึกถึงความดีของแก คนเขามีบุญคุณ ยายไม่เคยลืม แม้ว่าเป็นถ้อยคำสั้นๆ แต่เราจะสัมผัสได้ถึงหัวใจของคุณยาย ที่มีทั้งความเคารพในคุณความดีของป้าหวิน แล้วก็มีทั้งความกตัญญูรู้คุณ
ความเคารพนี้พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นมงคลอันสูงสุด จะทำให้พบกับความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต พบกับความสำเร็จ เมื่อละโลกไปแล้วจะมีสุคติเป็นที่ไป และเมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะทำให้เป็นผู้มีตระกูลสูง
จากเรื่องความเคารพ อีกภาพหนึ่งที่มักจะพบเห็นคู่กับคุณยายตลอดเวลา ก็คือความอ่อนน้อมถ่อมตนของท่าน ดังที่คุณยายได้กล่าวไว้ว่ายายเป็นคนยอมคนนะ อยู่ที่ไหนก็ลดทิฏฐิ อ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ เราต้องยอมทุกๆ คนเพื่อทำความดีของเรา เราต้องอดทน ง้อเขาทุกอย่าง ง้อให้เขาทำความดีกัน รักกัน จะได้ทำความดีกันได้ พอเรายอมได้ งานทุกอย่างก็สำเร็จ สุดท้ายก็ได้บุญกันทุกคน ยายจะอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่อยู่เสมอ ยายอ่อนน้อมด้วย ซื่อตรงด้วย พูดแต่ความจริง ไม่กลัวอย่างอื่นเลย กับผู้ใหญ่ กับหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วยแล้ว ยายได้รับความไว้วางใจมากที่สุด
ความหมายของคำว่าอ่อน ก็คือไม่แข็งกระด้าง มีอาการโน้มลง การประพฤติอ่อนน้อมนั้นเป็นทางมาแห่งบุญ เป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ข้อที่ว่าอัปปจายานไมย คือบุญเกิดขึ้นได้ด้วยการประพฤติอ่อนน้อม ส่วนคำว่าถ่อมตน ก็คือไม่กระด้าง ไม่ลำพอง กำจัดความมานะ ความถือตัวเสียได้ เป็นประดุจผ้าเช็ดเท้า ภาษาบาลีท่านว่านิวาโต คือไม่มีลม เป็นหนึ่งในมงคลชีวิต ๓๘ ประการเช่นเดียวกัน
เมื่อเรามาดูคำสอนของคุณยายที่เกี่ยวกับความอ่อนน้อมถ่อมตน เราจะพบว่าคำสอนของคุณยายเป็นคำสอนที่มีค่า แล้วก็สอดคล้องกับคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีเดียว เช่นคุณยายสอนว่าเวลาเราไปเจอคนขอทาน คนชั้นกลาง คนรวย เศรษฐี เราอย่าไปดูถูกเขานะ สมัยยายอยู่นครไชยศรี ขอทานมาขอข้าวเปลือก ยายก็ให้ข้าวเปลือก ขอข้าวสาร ยายก็ให้ข้าวสาร นี้เป็นคำสอนของคุณยาย
เมื่อเราย้อนไปดูในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทรงตรัสสอนพระราหุลอยู่เนืองๆ ว่า ดูก่อนราหุล เธอมิได้ดูหมิ่นบัณฑิตเพราะเหตุที่อยู่ร่วมกันเป็นนิจน่ะหรือ พระราหุลกราบทูลตอบว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์หาได้กระทำการถือตัวหรือเย่อหยิ่ง เพราะเหตุที่อยู่ร่วมกัน เหมือนคนต่ำต้อยดูถูกท่านผู้ฉลาดไม่
ตามปกติคนที่อยู่ร่วมกันนานๆ ก็มักพบ มักจะพบเห็นข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ของกัน ซึ่งเมื่อยังไม่หมดกิเลสแต่ละคนก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่เมื่อพบเห็นสิ่งเหล่านั้นแล้ว ก็ทำให้ขุ่นใจ ทำให้นึกดูหมิ่นว่าเอ๊ะ ทำไมคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างนั้น ตัวเรานั้นดีกว่า เมื่อคิดอย่างนี้ก็ดูหมิ่นผู้อื่น ซึ่งความจริงแล้วเขาอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่เราเองเป็นบุคคลที่ไม่สมบูรณ์กลับดูหมิ่นคนอื่นเสียอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนพระราหุล ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์อยู่เนืองๆ
คุณยายเคยกล่าวไว้ว่าไม่ว่าใครก็ตามที่มาที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมแล้ว ยายจะยกมือไหว้เขาก่อนเสมอ เพราะที่เขามานั้นน่ะ ที่ศรัทธายายก็มี มาจ้องจับผิดยายก็มี ยายแก่แล้ว คนแก่ก็งกๆ เงิ่นๆ พอยายยกมือไหว้เขาก่อน แทนที่เขาจะจับผิดยาย เขาก็รับไหว้ยาย เท่ากับว่ายายได้ช่วยปิดนรกให้เขา
จากคำพูดของคุณยาย เราจะเห็นภาพได้ชัดขึ้น เมื่อได้อ่านหนังสือดวงจันทร์กลางดวงใจ ที่อุบาสิกาผู้อุปัฏฐากคุณยายได้เขียนเอาไว้ สรุปความได้ว่าเมื่อพาคุณยายไปตรวจร่างกายประจำปีที่โรงพยาบาล พอบุรุษพยาบาลเข็นรถมาถึง คุณยายก็ยกมือขึ้นพนมแล้วก็พูดกับบุรุษพยาบาลว่า คุณ สงสารยายด้วยนะ ยายแก่แล้ว ยายไม่รู้หนังสือ บุรุษพยาบาลก็ยกมือรับไหว้ พอไปถึงพยาบาลที่ทำหน้าที่วัดความดัน คุณยายก็ยกมือขึ้นพนม แล้วก็บอกว่าคุณ สงสารยายด้วยนะ ยายแก่แล้ว ยายไม่รู้หนังสือ พยาบาลก็ยกมือรับไหว้ยาย พอไปถึงคุณหมอ คุณยายก็ยกมือพนม แล้วก็พูดกับคุณหมอว่า คุณหมอสงสารยายด้วยนะ ยายแก่แล้ว ยายไม่รู้หนังสือ คุณหมอก็ยกมือขึ้นรับไหว้ยาย พอเสร็จสิ้นการตรวจร่างกาย ขากลับ ก่อนที่คุณยายจะขึ้นรถ คุณยายก็ยกมือขึ้นพนมกับบุรุษพยาบาลแล้วก็บอกว่าให้คุณได้บุญกับยายเยอะๆ นะ สงสารยายนะ ยายแก่แล้ว
สิ่งที่เป็นข้อสังเกตจากเรื่องนี้ก็คือตั้งแต่เริ่มต้น กระทั่งการตรวจร่างกายได้เสร็จสิ้น คุณยายสามารถสร้างบุญให้กับตัวท่านเองด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน สามารถสร้างแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ที่พบเห็นได้ แล้วท่านยังเมตตาช่วยไม่ให้บุรุษพยาบาล หรือพยาบาลและคุณหมอต้องไปตกนรกอีกด้วย เพราะว่าถ้าหากบุคคลทั้ง ๓ เห็นว่าคุณยายเป็นเพียงคนแก่คนหนึ่ง แล้วนึกดูหมิ่นท่านในใจ หรือว่าคิดอกุศลประการอื่น ไม่พอใจอะไรสิ่งใด เราลองคิดดูซิว่าทั้ง ๓ ท่านนั้นจะได้รับผลเป็นอย่างไร
เพราะพวกเราก็ทราบอยู่แล้วว่าคุณยายเป็นประดุจพระเจดีย์ที่รองรับพระธรรมกายนับพระองค์ไม่ถ้วน ถ้าทำบุญกับคุณยายก็จะได้บุญมากมาย อันจักนับประมาณมิได้ แต่ถ้าทำบาปต่อท่านแม้คิดด้วยใจ ก็คงไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้รับผลมากมายเพียงใด แต่คุณยายท่านก็เมตตาต่อบุคคลทั้ง ๓ เพราะทั้ง ๓ นั้นได้ช่วยในการอำนวยความสะดวก ได้ช่วยตรวจร่างกายให้คุณยาย แม้ว่าจะเป็นหน้าที่โดยตรงของท่านเหล่านั้นอยู่แล้วก็ตาม
เมื่อคุณยายยกมือไหว้เขาก่อน ๓ ท่านนั้นก็ต้องยกมือรับไหว้ยาย ทำให้มีจิตใจที่อ่อนโยนขึ้น มีความรู้สึกที่ดีต่อคุณยาย ความขุ่นข้องหมองใจที่อาจจะเกิดขึ้น ก็จะไม่เกิด และคุณยายยังบอกให้รู้ด้วยว่ายายน่ะแก่แล้วนะ ทั้งยังไม่รู้หนังสืออีก เป็นการบอกให้รู้อยู่ในทีว่าคนแก่นะถ้าทำอะไรไม่ถูกใจ ก็ให้อภัยเถอะนะ ดังนั้นโอกาสที่ทั้ง ๓ ท่านจะมีจิตเป็นกุศลก็เป็นไปได้ง่าย แล้วก็ทำให้ไม่ต้องสร้างบาปกับคุณยาย แล้วยังได้บุญกับคุณยายไปอีกด้วย
เรื่องนี้เมื่อมองย้อนไปในอดีต การกระทำของคุณยายสอดคล้องกับบัณฑิตที่กาลก่อน กล่าวคือในสมัยพุทธกาลพระมหากัสสปะเถระ เมื่อท่าน เมื่อวันที่ท่านออกบวชในวันแรก ท่านเดินไปกับพระภัททกาปิลานี ซึ่งเป็นอดีตภรรยาของท่าน และได้ออกบวชตามมาด้วยนั้น ท่านเหลียวมองไปดูข้างหลัง แล้วคิดว่าหญิงผู้มีค่าในสกลชมพูทวีป ชื่อภัททกาปิรานีนี่ เดินมาข้างหลังเรา หากใครๆ พึงคิดอย่างนี้ว่าท่านทั้ง ๒ บวชแล้วก็ยังไม่อาจจะพรากจากกันได้ การคิดเช่นนี้ไม่สมควร จะไปตกอยู่ในอบาย
พระเถระจึงกล่าวกับนางว่าแม่มหาจำเริญ มหาชนเห็นหญิงเช่นท่านเดินมาข้างหลังเรา แล้วพึงคิดอย่างนี้ว่าท่านทั้ง ๒ บวชแล้วก็ไม่อาจจะพรากจากกันได้ จะพึงมีจิตคิดร้ายในตัว และจะไปตกอยู่อบาย เธอจงถือเอาทางข้างหนึ่งในทาง ๒ แพร่ง ฉันจะไปผู้เดียว เมื่อพระมหากัสสปะแยกกับพระภัททกาปิลานีตรงนั้นแผ่นดินก็หวั่นไหว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอยู่ที่พระคันธกุฎี ท่านก็ทรงนึกว่าแผ่นดินเพื่อใครหนอ เมื่อทรงทราบแล้วท่านก็เสร็จไปรับพระมหากัสสปะที่กลางทาง
บุคคลสำคัญที่เกิดมาเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เขาคิดกันอย่างนี้ คือคิดเผื่อแผ่ไปถึงบุคคลอื่นด้วย ปกติลำพังเรื่องราวของตัว ของตัวแต่ละคนเองนี่ก็มากมายพออยู่แล้ว น้อยคนนักที่จะมีเวลา มีอารมณ์ไปคิดเผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ถึงบุคคลอื่น แต่ว่าบุคคลสำคัญบุคคลพิเศษ เช่นพระมหากัสสปะเถระ ซึ่งมีคุณต่อพระพุทธศาสนาอย่างไม่อาจจะประมาณได้
อย่างคุณยายของพวกเราก็คิดคล้ายๆ กัน ซึ่งลูกหลานคุณยายทุกท่าน หลวงพี่คิดว่าก็คงจะคิดอย่างนี้เช่นเดียวกัน การเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนนั้น จะทำให้เป็นผู้ที่น่าคบ น่าเข้าใกล้ น่าที่จะถ่ายทอดความดีให้ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ในศรัทธานิสังสสูตรว่า ท่านผู้ปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ไม่มีอาสวะ เป็นบุญเขตในโลก ย่อมคบหาบุคคลผู้มีศรัทธา มีศีล ประพฤติถ่อมตน ไม่กระด้าง สุภาพอ่อนโยน มีใจมั่นคง ท่านเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมแก่เขา เมื่อเขารู้ทั่วถึงธรรมแล้วย่อมหมดอาสวะกิเลสปรินิพพาน แล้วยังทำให้เป็นผู้ที่เกิดในตระกูลสูง
ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าบุคคลบางคนในโลกนี้ จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ นับถือคนที่ควรนับถือ เมื่อเขาตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้เกิดในตระกูลสูง
ส่วนคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ถือตัวนั้นน่ะย่อมนำมาซึ่งความเสื่อม ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ในปราภวสูตรว่า บุคคลใดเป็นผู้ บุคคลใดเป็นผู้หยิ่งเพราะมานะคือความถือตัว เป็นผู้ลำพอง ดูดสูบเต็มไปด้วยลม ไม่อ่อนน้อมต่อใครๆ ย่อมเป็นทางแห่งความเสื่อม
ในทุกๆ วันเราจะต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลมากมาย หากเราเป็นผู้ที่มากไปด้วยความเคารพ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำสั่งสอนของคุณยายแล้ว จะทำให้วันเวลาของเราผ่านไปอย่างมีคุณค่า บุญบารมีของเราก็เพิ่มขึ้น สมกับที่เรได้เกิดมาสร้างบารมี คุณยายเพียงแค่เราได้เห็นภาพของท่าน ได้อ่าน ได้อ่าน ได้ฟังเรื่องราวของท่าน ก็จะทำให้ใจของเรานี่บริสุทธิ์ สะอาด โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย แล้วยิ่งถ้าเราได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านด้วย ก็จะยิ่งทำให้เรามีความบริสุทธิ์สะอาดมากยิ่งขึ้น บุญบารมีของเราก็จะเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน และจะทำให้เราได้เข้าถึงธรรมอันละเอียด ประณีต ตามอย่างคุณยายของเรา เพราะคุณยายบอกว่าถ้าอยากเป็นอย่างยาย ก็ต้องทำอย่างยาย
ต่อจากนี้ไปขอให้ลูกหลานยายทุกท่านได้ทำใจให้อ่อนน้อม นุ่มนวล ตั้งมั่นไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ คุณยายมักจะกล่าวถ่อมตนกับคนอื่นๆ อยู่เสมอว่ายายไม่รู้หนังสือ แต่กับคนที่ใกล้ชิดกับคุณยายเท่านั้นที่เคยได้ยินคุณยายพูดว่า ความรู้ของยาย ตึกร้อยชั้นก็บรรจุไว้ไม่หมด ความรู้ของคุณยายมาจากไหน คิดว่าลูกหลานของคุณยายทุกท่านคงจะมีคำตอบอยู่ในแล้ว ให้เราทำใจของเราหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายกันทุกๆ ท่านนะ
ให้เรานึกน้อมบุญกุศลที่เกิดขึ้นทั้งหมดถวายแด่คุณยาย แล้วก็แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายอันไม่มีประมาณ ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีแต่ความสุข ความเจริญ อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้รู้แจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกายได้โดยง่าย โดยเร็ว
สัพเพ…
PAGE
PAGE 10
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\มิถุนายน\44-06-04 FW-AAT.doc