ปฐมวัยของคุณยายอาจารย์
(ม้วน 1/A)
พระสุวิชชาโภ : ขอกราบแทบเท้าพระเถระผู้มีพรรษายุการแก่กว่ากระผม นมัสการพระภิกษุทุกรูป และขอเจริญพร กัลยาณมิตรทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้ได้มีโอกาสได้มาบรรยายถึงประวัติและคุณธรรมของยายอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ ๖ ขึ้นมาแทนหลวงพ่อทัตตะท่านนะ (หัวเราะ) พอดีท่านยังไม่อยู่ ใน ๕ ครั้งแรกที่ขึ้นมานั้นได้พูดถึงประวัติและคุณธรรมของยายผ่านบทกลอนเปล่า แล้วก็จบลงเมื่อครั้งที่ ๕
มาในวันนี้ก็จะขอเริ่มเกี่ยวกับการพูดถึง เล่าถึงประวัติของคุณยายโดยเน้นที่ตัวเนื้อหาของประวัติ แล้วก็แทรกด้วยคุณธรรมของท่าน ประวัติของคุณยายนั้นถ้าจะแบ่งจริงๆ ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จะแบ่งได้เป็น ๓ ช่วงของเหตุการณ์สำคัญในชีวิตท่าน คือ
ช่วงที่ ๑ นั้นเป็นช่วงปฐมวัยของท่าน คือตั้งแต่ท่านอยู่ที่บ้านเกิด จนกระทั่งถึงตอนเป็นสาว เพื่อที่จะออกจากบ้านเพื่อที่จะมาสู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จะเป็นประวัติช่วงแรก
ประวัติของ ช่วงที่ ๒ ของยายนั้นก็คือท่านหาวิธีที่จะไปถึงวัดปากน้ำ จนกระทั่งไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วก็อยู่ปฏิบัติธรรมกับท่าน ตั้งแต่ท่านอายุเป็นสาว ตอนเริ่มจากบ้านอายุ ๒๖ จนกระทั่งไปถึงอายุประมาณ ๕๐ อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ประมาณสัก ๒๐ กว่าปี
ประวัติช่วงที่ ๓ ของยายนั้นเป็นช่วงที่เกี่ยวพัน ต่อทอดมาถึงพวกเรากัน ก็คือเริ่มต้นตั้งแต่หลวงพ่อธัมมะไปถึง ไปหายาย เล่าเรียนกับท่าน แล้วก็ต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งสร้างวัดพระธรรมกายขึ้น ก็จะเป็นประวัติช่วงที่ ๓ ตั้งแต่ท่านอายุ ๕๐ กว่า ตอนนั้นก็คงพบหลวงพ่อธัมมะปี ๐๖ ตอนนั้นท่านก็คงประมาณ ๕๔ ต่อทอดกันมาจนกระทั่งท่านถึงอายุ ๙๐ กว่านี่แหละ ก็เป็น ๓ ช่วง
ประวัติของคุณยายนั้นจะมีส่วนสำคัญเกื้อกูลในการที่เราจะประพฤติปฏิบัติธรรม มีความสำคัญนะจ๊ะ ถึงต้องมาเล่ากันแล้วเล่ากันอีก ที่อาตมาต้องตัดสินใจนำประวัติของยายมาเล่าให้ฟัง ในสภาพนี้ก็เพราะว่าเผื่อว่าจะมีประวัติบางช่วง บางตอน บางเกร็ดนั้น พวกเราอาจจะได้เพิ่มเติมเกิดขึ้นมา
หลวงพี่ขอเริ่มต้นจากการที่หลวงพี่ได้มีโอกาสได้ไปพบยาย ก่อนที่จะเข้าสู่ประวัติ ซึ่งวันนี้ประวัติจริงๆ ก็คงได้แค่ท่อนเดียว ซึ่งอาจจะเป็นช่วงแค่ท่อนต้นเท่านั้นคือช่วงปฐมวัยของท่าน หลวงพี่ได้มีโอกาสไปพบยายเมื่อปลายปี ๒๕๑๐ คือย้อนหลังไปจากปีนี้ก็ ๓๐ กว่าปีแล้ว ตอนนั้นอยู่เกษตรศาสตร์ ไปเรียนที่เกษตรปี ๑
เมื่อเข้าเกษตรปี ๑ นั้นได้พบรุ่นพี่ แล้วก็เป็นผู้ที่ต่อมาได้เป็นผู้นำของพวกเราก็คือหลวงพ่อธัมมะและหลวงพ่อทัตตะ แล้วจากการที่ได้พบแล้วก็เริ่มจะเข้าสู่เรื่องการปฏิบัตินี้ จึงได้เริ่มได้ยินชื่อยายเป็นครั้งแรก ครั้งแรกพอได้ยินชื่อยายนั้น ใจก็นึกถึงท่าน อยากจะไปพบท่าน โดยที่ไม่มีความลังเลอะไรเลย อยากจะไปพบยาย แล้วก็มีโอกาสก็เมื่อถึงตอนปลายปีพ.ศ. ๒๕๑๐ ไปบ้านธรรมประสิทธิ์เป็นครั้งแรก ตอนนั้นบ้านธรรมประสิทธิ์เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ๆ เพิ่งทำบุญบ้านใหม่ บ้านธรรมประสิทธิ์กันนั่นแหละ ก็ได้ไปถึงบ้านธรรมประสิทธิ์
หลวงพี่ได้เห็นคุณยายครั้งแรก เห็นเป็นหญิงร่างเล็กๆ ผอมบาง เสื้อผ้าที่ใช้นั้นก็เก่าแต่สะอาด และผิวสีกายของท่านนั้นก็คือผิวสีน้ำผึ้งนี่แหละ แต่ในร่างกายที่ผอมบาง เล็กบางนั้นจะมีความคล่องแคล่ว ว่องไว และเด่นเป็นพิเศษเมื่อหลวงพี่สัมผัสท่านครั้งแรก ก็คือดวงตาของยายคู่นั้น ดวงตาของยายคู่นั้นเป็นดวงตาที่สุกใส เปิดเผย ซื่อ บริสุทธิ์ เหมือนไม่มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในสายตาของท่าน และความเปิดเผยของสายตาของท่านนั้น มันเหมือนกับว่าท่าน เวลาท่านเห็นเรา ท่านเห็นอย่างเข้าใจแล้วก็ทะลุปรุโปร่ง
เมื่อได้พบยายครั้งแรกนั้น ความตั้งใจที่จะพบยายก็สมบูรณ์ เมื่อได้คุยกับท่านเพียงเล็กน้อย ก็เลยเป็นความตั้งใจทีเดียวว่าต่อแต่นี้ไปเราจะเข้าวัด แล้วหลังจากนั้นก็ได้เข้าวัดก็คือไปที่บ้านธรรมประสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง การที่ได้มีโอกาสได้อยู่กับยายที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ซึ่งเงียบแล้วก็สงบ แล้วก็มุ่งสู่เรื่องการปฏิบัติธรรมนั้น ทำให้เราได้มีโอกาสได้รู้จักยายมากขึ้น เข้าใจยายมากขึ้น เห็นอุปนิสัยใจคอ เห็นความตั้งใจแล้วก็เลยได้ซึมซับสิ่งเหล่านั้นมาพอสมควร
คุณยายของเรานั้นเป็นคนพูดน้อย แต่พูดคำจริง ยายเป็นคนพูดน้อย ไม่พูดมากเลย แต่พูดเนื้อๆ แล้วก็เป็นเรื่องจริง การที่ท่านพูดแต่คำจริงนี่เอง ทำให้เวลาท่านพูดไปแล้ว สิ่งที่ท่านพูดก็เลยเป็นจริง ชีวิตของท่านดูเหมือนจะพบกับความเป็นจริงในชีวิตตลอดมา ตัวเนื้อแท้ๆ ที่เกิดขึ้น ที่ท่านได้พบ ได้เห็น ได้ประสบ จึงได้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับท่านมาตลอด
นอกจากคำพูดที่สั้น แล้วก็จริง หลวงพ่อธัมมะท่านใช้ศัพท์ว่าคำพูดของยายนั้นเป็นที่สุดแห่งถ้อยคำ คือเวลาเราฟังยายพูดแล้ว แม้จะสั้น แต่เราจะตั้งใจฟัง แล้วจะมีความรู้สึกว่าเวลาท่านพูด เราจะฟังได้ชัด ชัดเจน ไม่เคลือบแคลงเลย เราจะมีความตั้งใจฟังกัน พอฟังชัดเจนแล้ว แล้วเราก็จะนำสิ่งที่ยายพูดนั้นไปปฏิบัติกัน เราจะไม่มีความเคลือบแคลงสงสัย เอ๊ะอ๊ะอยู่ในใจเลยว่าสิ่งที่ยายพูดนั้นเป็นอย่างไร แต่เรามีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ยายพูดว่าเป็นจริง
เป็นที่สุดแห่งถ้อยคำนั้น หลวงพ่อธัมมะท่านยังให้คำอธิบายต่อไปว่าเมื่อฟังคำของยายแล้ว จะมีความรู้สึกว่าเราไม่มีคำถามอะไรที่จะถามต่อ มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีคำพูดอะไรเพิ่มเติม เพราะทุกสิ่งมันจะชัดแล้วก็กระจ่างอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว และสิ่งเหล่านี้เองซึ่งเป็นสิ่งที่เป็น มีคุณค่า ทำให้ท่านได้แนะนำพวกเรา แล้วเราก็ตั้งอกตั้งใจฟัง แล้วก็นำไปปฏิบัติกัน
สิ่งที่ควบคู่กันมากับคำพูดของยาย ที่ว่าเป็นที่สุดแห่งถ้อยคำนั้นคือน้ำเสียงของยาย ความที่คุ้นกับยายนั้น ตัวหลวงพี่เองก็ไม่ค่อยได้สังเกตในคำพูดของ เอ่อ ในน้ำเสียงของยายตั้งแต่ต้นว่าน้ำเสียงยายเป็นอย่างไร มีแต่ความรู้สึกว่าฟังแล้วมันชัดเจน มันกระจ่างดี จนกระทั่งเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๑ ปีที่ยายได้เป็นประธานใหญ่กฐิน และปีนั้นเองที่หมู่คณะได้ขอให้ยายพูดอัดเทป เพื่อที่จะได้ใช้เผยแพร่ แล้วหลวงพี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังเสียงยายผ่านเทป ฟังเสียงยายแล้วเราก็ปลื้มปีติ เพราะน้ำเสียงของยายนั้นเป็นน้ำเสียงที่ใส บริสุทธิ์ ซื่อ แล้วให้ความกระจ่างในน้ำเสียง ไม่มีแหบเครือเลย น้ำเสียงของยายนั้นเป็นน้ำเสียงที่มี ไม่มีอะไรที่จะมาปิดบัง ทำให้แหบเครือ
ตอนที่ยายพูดนั้น ยายอายุ ๗๙ เข้า ๘๐ นะจ๊ะ คนที่อายุ ๗๙ เข้า ๘๐ แล้ว สามารถใช้น้ำเสียงที่ไม่แหบเครือ ชัด ใส กระจ่างอย่างนั้นหายากมาก ซึ่งทั้งหมดก็คงจะเป็นอานิสงส์จากการที่ยายของเรานั้นพูดแต่คำจริง และพูดไปแล้ว มันก็เลยเป็นเรื่องจริง ไม่มีอะไรคลุมเครือ แม้กระทั่งน้ำเสียงของท่านก็เลยพลอยชัดใส กระจ่าง บริสุทธิ์ น้ำเสียงอย่างนี้เป็นน้ำเสียงที่เหมาะมากที่จะเป็นครูผู้สอนธรรมะ และยายก็ทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างดี
คุณสมบัติของยายที่ลึกไปกว่าน้ำเสียงหรือว่าคำพูด ก็คือเรื่องจิตใจของยาย จากการที่ได้อยู่กับยาย หลวงพี่ยืนยันได้ชัดๆ ทีเดียวว่าใจของยายนั้นชัด ความใสของจิตใจยายนี้ทำให้ยาย เมื่อไปปรากฏเรื่องต่างๆ หรือทำเรื่องราวต่างๆ ยายจะเห็นเรื่องราวต่างๆ นั้นได้ชัด มันเหมือนกับว่ามันไม่มีอะไรที่จะปิดบังหัวใจของยายได้ ความใสบริสุทธิ์ของดวงใจของยายนั้น ก็เกิดขึ้นมาจากการที่ท่านได้ปฏิบัติธรรม ทำเรื่องใจหยุดใจนิ่ง ใจหยุดใจนิ่งอย่างต่อเนื่องกันมา
แล้วความใส บริสุทธิ์ของจิตใจทำให้ท่านเห็น เข้าใจเรื่องราวต่างๆ เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ได้ชัดนี่เอง ทำให้ท่านพร้อมเสมอสำหรับลูกศิษย์ลูกหาของท่าน เมื่อประสบเรื่องราวต่างๆ มาขอคำแนะนำ เมื่อพวกเราเวลาเมื่อไปทำงานแล้ว ถึงประสบปัญหา มีความยุ่งยาก เมื่อมาถามยาย ยายก็พร้อมเสมอที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้ แล้วท่านพร้อมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของธรรมะหรือทางโลกที่ทำงานกัน ท่านสามารถตอบได้เสมอ เหมือนอย่างที่หลวงพี่เคยให้ฟังในประวัติยายในช่วงตอนต้นใน ๕ ครั้งแรก ในหลายๆ ครั้ง
ความใส บริสุทธิ์ของจิตใจของท่านที่เกิดขึ้นจากการประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ใจหยุดมาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง จึงได้เป็นคุณสมบัติล้ำค่าในตัวยาย ทำให้ยายได้เป็นหลักให้กับหมู่คณะ เมื่อเราจำเป็นที่จะต้องมาสร้างวัดเพื่อใช้ในการปฏิบัติธรรมด้วยกัน ถึงจะอยู่ในสถานการณ์อย่างไร ยายก็พร้อมเสมอที่จะเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ ชี้แนะ และนอกจากความพร้อมเสมอในการให้คำปรึกษา ให้คำชี้แนะ ชี้หนทาง ยายยังพร้อมเสมอที่จะสู้กับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบข้าง
หลวงพี่อยู่กับยายมา ต้องถือว่า ๓๐ ปีนะจ๊ะ หลวงพี่กล้ายืนยันว่ายังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนใด หญิงใดเลยที่จะมีหัวใจแกร่งเหมือนยาย หลวงพี่ไม่เคยเห็นยายย่อท้อ หลวงพี่ไม่เคยเห็นยายเหนื่อยล้า เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นยายจะพร้อมเสมอที่จะไปอยู่ข้างหน้า จนกระทั่งตัวหลวงพ่อธัมมะเองยังกลัวว่าอันตรายบางอย่างจะเกิดกับท่านด้วยซ้ำไป แต่ยาย หัวใจยายเป็นอย่างนั้นจริงๆ
คำว่าย่นย่อ ย่อท้อ รู้สึกว่าจะไม่มีอยู่ในหัวใจของท่านเลย เพราะใจของท่านแกร่ง และใจแกร่งนั่นเองทำให้ท่านเป็นหัวใจที่เป็นนักสู้อย่างเก่งกล้า ความพร้อมของจิตใจของท่านนี่เอง ทำให้ท่านได้เป็นหลักในหมู่คณะ เป็นหลักนอกจากให้เราได้อิงแล้ว ยังเป็นหลักที่ค้ำจุนพวกเราจนกระทั่งหมู่คณะของพวกเรานั้นได้เติบโต เติบใหญ่จนกระทั่งทุกวันนี้
สิ่งที่ได้พูดมาตั้งแต่ต้นคือการสรุป สิ่งที่เป็นอุปนิสัย คุณธรรมที่อยู่ในตัว อยู่ในจิตใจของคุณยายที่สรุปมาพอย่อๆ แต่สิ่งที่เป็นของยายในทุกวันนี้ หลวงพี่ก็อยากจะบอกกับพวกเราต่ออีกหน่อยว่ามันไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชั่วคืน สิ่งที่เป็นยายในปัจจุบันนี้คือสิ่งที่ยายได้สะสม สั่งสมมาแต่ในอดีต มาตั้งแต่เบื้องต้น แล้วก็ต้นจริงๆ
สิ่งที่น่าศึกษาสำหรับลูกศิษย์ลูกหาอย่างพวกเรามากที่สุดก็คือ ย้อนไปดูประวัติ ดูประวัติแล้วก็จะเห็นรอยเท้าที่ท่านเดิน เห็นหนทางชีวิตที่ท่านก้าวมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ การไปดูประวัติก็จะเห็นร่องรอยทางเดินของชีวิตของท่าน เหมือนท่านได้ฝากรอยเท้าเอาไว้ให้เราได้ดูกันว่าท่านเดินมาอย่างไร ท่านทรงตัวอย่างไรในขณะเดินทางจึงมีความหนักแน่น มั่นคง แล้วก็เด็ดเดี่ยว
นอกจากวิธีการเดินแล้ว ถ้าหากว่าเราไปดูร่องรอยทางเดินชีวิตของท่าน เราเห็น เราก็จะเห็นแนวทางเดินชีวิตของท่านว่าท่านดำเนินมาอย่างไรจึงได้เป็นยายในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้ว ถ้าเราไปดูประวัติท่าน ดูทางเดินชีวิตของท่าน ดูร่องรอยที่ท่านฝากไว้ให้เราได้ชม แล้วเราจะได้เห็นเป้าหมายทิศทางที่ท่านมุ่งไป แล้วเราจะเข้าใจชัดเจนทีเดียวว่าเป้าหมายนั้นคือเป้าหมายเดียวที่ท่านเดินมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบัน แล้วก็ในอนาคต ยายไม่เคยทิ้งเป้าหมายเลย และการที่ท่านไม่ทิ้งเป้าหมายนี่แหละ ท่านจึงไม่เคยหลงออกนอกเส้นทางที่พึงจะเดินในชีวิตของท่านมาตั้งแต่ต้น
ถ้าหากว่าเราดูหนทางที่ท่านก้าวเดินในชีวิต แล้วเราก็จะเข้าใจ เอาแค่เราเดินตามท่านมา เราก็ไม่หลงทางแล้ว สิ่งที่เราได้ตั้งใจมาตั้งแต่ต้น แค่เราเดินตามท่านมา เราก็ไม่หลงทางแล้ว ถ้าเราได้เห็นวิธีการเดินของท่าน แล้วเราจะได้นำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ปรับปรุงในการประพฤติปฏิบัติของเรา และสิ่งเหล่านี้เองก็คือสิ่งที่เราจะต้องย้อนไปดูประวัติของท่าน
ประวัติของท่านจริงๆ แล้วสิ่งที่เราพึงจะดู จริงๆ แล้วชีวิตของท่านนั้นเริ่มมาตั้งแต่เบื้องต้น แต่เราคงไม่สามารถเอาสิ่งที่เริ่มแต่เบื้องต้นมาบรรยาย ณ ที่นี้ได้ ก็คงได้แต่ประวัติในอดีตที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปฐมวัยของท่านมาบรรยาย
หลวงพี่จำคำยายท่านเล่าให้ฟัง ท่านพูดถึงอดีตของท่าน มีครั้งหนึ่งท่านพูดแบบลึกๆ เสียหน่อย คือท่านย้อนกลับไปดูอดีตของท่าน อดีตที่เป็นมาตั้งแต่เบื้องต้น แล้วยายท่านก็บอกอย่างนี้ ว่าตั้งแต่ยายมาสร้างบารมี เกิดมาสร้างบารมีนี้ ยายเกิดมาแล้วทันหลวงพ่อวัดปากน้ำทุกชาติ ยายไม่เคยคลาดที่จะไม่เคยทันหลวงพ่อวัดปากน้ำเลยสักชาติเดียว เพราะงั้นหนทางเดินในชีวิตของท่านนี้จึงมีแต่ตอกย้ำให้เกิดความมั่นคง หยุดนิ่งยิ่งสนิท แล้วก็ตามติดหลวงพ่อมาตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน นี่ก็คือสิ่งที่ยายท่านเล่าให้ฟัง
แต่สิ่งที่เราจะพูดกันได้ก็คือชาติในปัจจุบันตั้งแต่ปฐมวัยของยาย ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะมีการพูดถึง มีการเล่าให้ฟังกันหลายครั้งหลายวาระ แต่สิ่งที่หลวงพี่จะพูดถัดไปนี้ ก็อาจจะมีบางสิ่ง บางอย่าง บางเกร็ด อาจยังแฝงอยู่ ชีวิตปฐมวัยของยายนั้น ยายเกิดมาท่ามกลางทุ่งนาของนครไชยศรี นครไชยศรีนั้นเป็นแหล่งข้าวที่มีความสำคัญ คำว่าข้าวสารขาวนั้น ก็คือคำขวัญของนครไชยศรีนั่นแหละ
ยายเกิดมาท่ามกลางท้องนา สิ่งที่ยายได้เล่าไว้ในประวัติของท่าน หลวงพี่มีโอกาสได้ฟังหลายครั้ง มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นคือสิ่งที่เป็นนิมิตหมายในชีวิตของยาย ในช่วงที่ยายเป็นเด็ก ยายเล่าให้ฟังว่าตอนที่ท่านเป็นเด็กไปท่ามกลางท้องนา แล้วท่านก็ชอบดูดวงอาทิตย์ ท่านมีความรู้สึกว่าดวงอาทิตย์นั้นไม่ได้อยู่ไกลเลย ท่านอยากจะไปให้ถึงดวงอาทิตย์ดวงนั้น ท่านมีความรู้สึกว่าบางทีท่านก็อยากจะเอื้อมมือไปไขว่คว้าเอาดวงอาทิตย์มาไว้ ท่านจึงมีความรู้สึกว่าท่านพอที่จะคว้าดวงอาทิตย์นั้นได้
หลวงพี่มีความมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นนิมิตหมายในชีวิตของท่าน ประวัติความเป็นมาในอดีตของท่าน เป็นมาเพื่อสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงได้เป็นนิมิตหมายในชีวิตของท่าน คือชีวิตของท่านนั้นจะอยู่กับสิ่งที่เป็นดวงกลมๆ ใสๆ นั่นเอง ชีวิตของท่านตั้งแต่ในอดีตก็อยู่กับสิ่งนี้ ชีวิตในปัจจุบันของท่านก็อยู่กับสิ่งนี้ และชีวิตในอนาคตของท่านก็คงจะต้องอยู่กับสิ่งนี้ต่อไปจนกระทั่งถึงที่สุดก็คือดวงธรรมใส บริสุทธิ์ ที่อยู่กลางกายของท่านนั่นเอง
ถ้าเทียบดวงตะวัน ดวงอาทิตย์ที่ยายเห็นว่าเป็นนิมิตหมายก็เทียบได้กับดวง ดวงธรรมที่อยู่กึ่งกลางกายของท่านนั่นเอง เพราะงั้นวงจรของท่านจะสังเกตได้เลยว่านิมิตหมายของท่านนั้นจะไม่มีสิ่งใดที่รกรุงรังเลย มีสิ่งเดียวที่ท่านจะมุ่ง แล้วก็ต้องมุ่งไปให้ถึง ก็คือดวงกลมๆ ใสๆ และบริสุทธิ์ และถ้ามาถึง ณ ขณะนี้และเพื่อต่อไปในอนาคตก็คือมุ่งต่อไปจนกระทั่งให้ถึงที่สุดนั่นเอง เรื่องราวชีวิตของยาย จึงเป็นเรื่องราวที่อยู่กับดวงกลมๆ ใสๆ แล้วก็จะอยู่ในชีวิตของท่านตลอดไป
ประวัติในช่วงปฐมวัยอีกเรื่องหนึ่งที่ยายชอบพูดถึง ก็คือเรื่องการทำนา ครอบครัวยายเป็นครอบครัวชาวนานะจ๊ะ ยายจะพูดถึงการทำนาอย่างเบิกบาน เพราะท่านทำนาด้วยใจรัก บ้านของยาย ครอบครัวของยายนั้นมีที่นาอยู่หลายแปลง รวมกันก็หลายสิบไร่ แต่ไม่ได้เป็นพื้นเดียว มันเป็นหลายๆ ผืนที่อยู่ อยู่ไกลจากบ้านบ้าง อยู่ใกล้บ้านบ้างอย่างนั้น ท่านจะพูดถึงอาชีพชาวนาอย่างคล่องแคล่ว เล่าด้วยความเบิกบานทีเดียว
เมื่อหลวงพี่ได้ฟังประวัติของยาย แล้วหลวงพี่ก็จะได้ฟังคำว่ายายเป็นคนขยัน ท่านพูดอย่างนี้ ยายเป็นคนขยัน เวลาทำนาของยายนี่ ท่านเล่า เวลายายไปนา จะไถนา ยายจะออกจากบ้าน ตื่นนอนตั้งแต่ตี ๔ เตรียมข้าวของเสร็จ จะออกจากบ้านก่อนตะวันขึ้น ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นท่านบอก กว่าจะเดินทางไปถึงนานั้น ไปถึงนาก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นเสียอีก พออรุณแล้ว ท่านถึงค่อยไถนา
การที่ท่านบอกว่าท่านต้องเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนสว่าง เพื่อไปไถนานั้น ฟังดูในยุคนี้ก็คงแปลกดี แต่ในยุคนั้นของยายนั้น ความขยันของยาย ยายทำอย่างนั้น ท่านก็ยืนยันว่าทำอย่างนั้นจริงๆ ท่านบอกว่าเพื่อนบ้าน ข้างบ้านนั้นกว่าเขาจะออกจากบ้านก็สว่างแล้ว ตะวันขึ้นแล้ว เขาถึงไปที่นากัน ท่านให้คำอธิบายว่าที่ต้องไปนาตั้งแต่ก่อนสว่างนั้น ก็เพราะว่าประเพณีตั้งแต่โบร่ำโบราณของไทย แม้กระทั่งในท้องที่ของนครไชยศรีเองก็คือถ้าใช้งานควายไถนาแล้ว เขาไถนากันแค่เพล พอถึงเพลแล้ว เขาเลิกไถกันนะจ๊ะ เขาไม่ใช้งานควายเกินเพล ใช้สัญญาณกลองเพลงของวัดเป็นเสียงสัญญาณ ยายบอกว่าถ้ากลองเพลจากวัดดังมาแล้วนี่ ก็จะหยุดไถ แล้วก็ปลดคันไถออกจากควาย
ท่านเล่าเรื่องนี้ด้วยความเบิกบานทีเดียว เพราะว่าท่านทำด้วยความขยันขันแข็ง จนกระทั่งท่านพูดถึงฉายาของท่านที่ได้รับจากข้างๆ บ้าน พวกที่อยู่ใกล้ๆ บ้านตั้งฉายาให้ท่านว่าแข้งเหล็ก คือหมายถึงคนที่ขยันขันแข็ง ขันแข็งมาก ความขยันขันแข็งของยายนั้น ท่านยังเล่าต่อไปว่าเวลายายปลูกข้าวไปแล้ว ไม่ใช่ปลูกแล้วก็ปลูกทิ้งส่ง ยายยังต้องไปตามดู มีวัชพืชไหม มีหญ้าไหม ต้องคอยเก็บหญ้า ต้องให้ปุ๋ย ต้องดูแลน้ำให้สมบูรณ์ ท่านตามดู เพราะฉะนั้นยายจะพูดด้วยความภาคภูมิใจทีเดียวว่าจากการที่ท่านได้ดูแลอย่างดีนี่แหละ ข้าวในนาของยายจึงงอกงามแล้วก็ให้ผลผลิตมาก มากพอที่จะทำให้ครอบครัวของยายนั้น ได้คลายความยากจนลง แล้วยายก็เลยได้เป็นหลักอยู่ในครอบครัวของยายเองในเรื่องของการทำนา
มีเกร็ดอยู่เรื่องหนึ่งที่ติดมาอยู่กับเรื่องของการทำนา และมักจะไม่ค่อยได้เห็นในหนังสือเล่มไหนที่เขียนถึง หลวงพี่ก็ยังไม่เข้าใจว่ายายพูดถึงเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ลึกซึ้งอย่างไร แต่ก็ยังอยากจะเล่าให้ฟัง เพราะว่ามันเป็นเกร็ดที่ยายพูดให้ฟังอยู่ ๒-๓ ครั้ง ถ้าไม่มีเอาไว้เดี๋ยวจะขาดตกไป ท่านพูดถึงเรื่องการไถนา แล้วก็พูดถึงควายตัวหนึ่งที่ท่านเลี้ยงไว้ แล้วท่านนำไปไถนา ท่านบอกว่าควายตัวนี้ มีอยู่วันหนึ่งท่านพาควายตัวนี้ไปไถนา ไถตั้งแต่เช้า คุณยายขยัน ไถตั้งแต่เช้า ไถแปลงนั้นนี่เกือบจะแล้ว ท่านบอกว่าเกือบจะแล้ว แล้วก็พอดีเสียงกลองเพลวัดดังขึ้น เหลือนิดเดียว ยายบอกว่าเหลืออีกนิดเดียว มันจะแล้วอยู่แล้ว เสียงกลองเพลก็ดังขึ้น
ท่านบอกควายของยายตัวนี้ พอได้ยินเสียงกลองเพล มันรู้เรื่องด้วยนะ มันหยุดไถเลย (หัวเราะ) หลวงพี่ก็ถามยายว่า อ้าว แล้วยายทำไง ยายก็บอกว่ายายเห็นมันเหลืออีกนิดเดียวเท่านั้น ยายก็อยากจะทำต่อให้มันเสร็จ มันเหลือนิดเดียวจริงๆ ยายบอก มันเหลือนิดเดียวจริงๆ ยายก็อยากจะทำต่อให้เสร็จ ยายก็ดันมันต่อ หลวงพี่ก็ถามว่าแล้วมันเป็นยังไง ยายก็บอกว่ามันก็ยืนเฉย มันไม่ไป อ้าวแล้วดันมันแล้ว มันไม่ไปหรือ มันไม่ไป มันแข็งแรง มันยืนเฉย (หัวเราะ) สุดท้ายแล้วยายทำไง สุดท้ายยายก็เลยต้องปลดคันไถออกจากตัวมัน (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องดื้อ แล้วก็อาตมาเอง หลวงพี่เองก็ชอบนึกถึงเรื่องยายเล่าให้ฟังเรื่องนี้แหละ ก็ไม่รู้เหมือนกันยายเล่าเกร็ดนี้ให้ฟังทำไม แต่ว่าเราอาจจะดื้อล่ะมั่ง (หัวเราะ) แต่ก็เป็นเกร็ดที่ยายเล่าให้ฟัง
การที่ยายเอาใจใส่ ถึงจะทำนา แต่การที่ยายดูแลเอาใจใส่ สิ่งเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่บอกคุณสมบัติในตัวของยายว่ายายใส่ใจในสิ่งที่ยายทำ ยายติดตาม ยายไม่ทอดทิ้ง แล้วก็ต้องทำให้มันดี และไอ้สิ่งเหล่านี้นี่เองที่เป็นคุณสมบัติของยาย เมื่อยายมีลูกศิษย์ลูกหา ให้ดีใจเถอะว่าสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ถ่ายทอดมาจากอุปนิสัยของท่าน
ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาแล้วไม่เคยทอดทิ้ง ไม่ใช่มีแล้วมีเลยแล้วก็ทิ้งมันไป ท่านจะตามดู ท่านจะคอยให้คำแนะนำ ท่านจะชี้แนะแนวทางที่ดี และอะไรสิ่งที่ดีๆ ท่านก็จะบอกให้ฟัง อะไรที่ไม่ดี ท่านก็จะบอก คอยเตือน เพื่อให้ชีวิตของลูกศิษย์นั้นได้พบกับความเจริญต่อไป แต่ละคนยังมีสิ่งที่จะต้องแก้ไขอีกเยอะนะจ๊ะ การได้ครูคนหนึ่งที่เป็นกัลยาณมิตรมีสายตาบริสุทธิ์ที่คอยเฝ้าตามดู โอ้ เป็นสิ่งที่ล้ำค่าหาได้ยากในชีวิตของคนๆ หนึ่งนะจ๊ะ
ประวัติของยายยังมีอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเป็นเกร็ดสั้นๆ หลวงพี่ว่ายายมีฤทธิ์ตั้งแต่ตอนเด็กเชียวนะ คือมีอยู่ครั้งหนึ่งท่านมีอาการหวาดกลัว คนที่บ้านก็เป็นวัยเด็ก ช่วงนั้นจะมีอะไรบ้าง มาทำให้ท่านรู้สึกหวาดกลัว คนที่บ้านก็นึกว่าผีเข้า แล้วก็เลยไปเชิญหมอผีมา หมอผีมาก็รดน้ำมนต์แล้วก็เอาไม้เรียวตี จะตีให้ผีออก ยายบอกว่ายายไม่ได้ผีเข้า ผีไม่ได้เข้า ทีนี้ยายยิ่งร้อง หมอก็นึกว่าสู้ก็เลยยิ่งตี ถามยายว่ายังเป็นไง เจ็บไหม ยายก็ว่าเจ็บ (หัวเราะ) พอยายเจ็บแล้วยายทำไง ยายก็เลยสู้ นี่ ท่านบอกว่ายายก็เลยสู้ ยายสู้ทำไง ยายก็เลยกระโดดจับไม้เรียวหมอ แล้วก็หักไม้เรียวทิ้ง (หัวเราะ) หมอเลยแพ้ยาย (หัวเราะ) พอหักไม้เรียวทิ้ง เหตุการณ์มันก็เลยสงบ ยายก็ไม่มีอาการที่คิดว่าเป็นเรื่องผีเข้าอะไรอย่างนั้นแหรอ แล้วตั้งแต่นั้นไอ้อาการหวาดกลัวอะไรของยายก็หายไป หลวงพี่ฟังเกร็ดที่ยายเล่าให้ฟังแล้ว ก็เลยนึกเออ ยายของเรานี่มีฤทธิ์ตั้งแต่สมัยเด็กๆ เชียวนะ เก่งกล้า (หัวเราะ) ขนาดหักไม้เรียวหมอผีได้
ทีนี้ มาถึงเกร็ดประวัติ ทีนี้ไม่ใช่เกร็ดหรอก เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตยาย ที่ทำให้ยายได้เริ่มเข้ามาสู่หนทางที่ยายพึงเดิน นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาระหว่างพ่อกับแม่ พ่อกับแม่ พ่อนั่นกินเหล้าวันละก๊ง วันละก๊ง มันก็พอซึมๆ เมาๆ นะ แต่มีอยู่วันหนึ่งคงจะเมามากไปหน่อย แม่เห็นก็เลยรำคาญ แม่ก็เลยว่ากระทบ เผอิญไปกระทบเอาคำที่พ่อนี่ติดในใจ คือมีความน้อยใจ คือพูดว่าไอ้นกกระจอกมาอาศัยรังเขาอยู่ พ่อก็ติดใจ ก็เลยโกรธแม่ จะทำร้ายแม่ ลูกๆ ก็สงสารแม่ ก็กันแม่ไว้ พ่อก็คาดคั้นลูกเชียวนะเอ็งเห็นไหม แม่เอ็งด่าข้า ถามลูกแต่ละคนแต่ละคน ลูกแต่ละคนเงียบหมด เหลือยายอยู่คนเดียว ยายกล้าตอบ แต่ความที่รักแม่ด้วย ถึงจะรักพ่อก็รักแม่ด้วย ก็เลยปกป้องแม่ บอกว่าพ่อๆ แม่ไม่ได้ด่าลูก เอ้อ แม่ไม่ได้ด่าพ่อหรอก
เท่านั้นแหละ พ่อก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แล้วก็เลยแช่ง ไอ้ลูกๆ พวกนี้เข้าข้างแม่ ให้หูหนวกไป ๕๐๐ ชาติ เป็นนิสัยของยาย ที่ถือว่าคำพ่อนั้นเหมือนคำพระอรหันต์ ศักดิ์สิทธิ์ ยายนี่นึกถึงคำพ่อที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วนี่ ยายกลัวว่าคำพ่อที่ศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นจริง เราจะต้องหูหนวกไป ๕๐๐ ชาติ ตั้งแต่มาไอ้การที่ถูกพ่อแช่งไว้ก็เลยฝังอยู่ในใจ ยายก็ตั้งใจว่าจะขอขมาพ่อตอนที่พ่อก่อนจะละโลก
แต่วันที่พ่อจะละโลกจริงๆ ความขยันของยาย ยายก็ไปดูข้าวในท้องนานั่นแหละ ไม่อยู่ ลูกคนอื่นขอขมาหมด เหลือคุณยายคนเดียวไม่ได้ขอขมา สิ่งนี้ก็เหลือค้างอยู่ในใจของท่านว่าท่านอยากจะไปขอขมาพ่อ แล้วก็ติดอยู่ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งรู้ข่าวว่าวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนวิธีไปนรกสวรรค์ได้ ท่านก็เลยตั้งใจที่จะไปวัดปากน้ำ รอคอยอยู่หลายปี จนกระทั่งน้าสาวมา เห็นได้โอกาสก็เลยขอลาแม่ ตั้งใจเด็ดเดี่ยวทีเดียวว่าจะไปวัดปากน้ำ ไปเรียนวิชชา เพื่อที่จะไปนรกสวรรค์ จะไปขอขมาพ่อนี่แหละ แม่เห็นแล้วก็เข้าใจ สุดที่จะห้ามได้ แม่ก็อนุญาต แต่ก็เสียใจ
เกร็ดตรงนี้เป็นสิ่งที่ยายเล่าให้ฟังในวันที่ยายเดินออกจากบ้าน สมบัติอย่างอื่นยายไม่เอาเลย สร้อยทอง แหวน แม้กระทั่งที่ดิน ยายไม่มีความรู้สึกว่านึกอยากได้ ตอนนั้นยายอายุ ๒๖ แล้ว เป็นสาวเต็มตัว ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะออกจากบ้าน ยายพูดคำเดียวว่ายายนึกออกอย่างเดียวว่ายายจะต้องไป ยายเล่าให้หลวงพี่ฟังอย่างนี้ ยายนึกออกอย่างเดียวว่ายายจะต้องไป ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องไป
พอถึงตอนลาแม่ แม่ก็กำสตางค์ไว้ ๒ บาทแล้วก็ยื่นให้ ยายเห็นแม่ก็เข้าใจแม่ แม่กำลังเสียใจ แต่ตัวเองก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไป ก็รับเงินแม่ ๒ บาท พอแม่ยื่นให้เสร็จ แม่ก็หันหน้าเข้าฝา ยายบอกแม่หันหน้าเข้าฝาแล้วก็ร้องไห้ ยายบอกว่าตอนนั้นยายตัดสินใจแล้วว่าจะไป ยายเลยตัดสินใจก้าวลงบันได แล้วก็เดินออกจากบ้าน
ยายใช้คำพูดว่าหน้ายายก็ไม่หันกลับไปมองที่บ้าน มุ่งหน้าออกจากบ้านนั่นเลย ไม่หันกลับไปมอง เพราะแม่เองก็กำลังร้องไห้ หันหน้าเข้าฝาอยู่ ตัดสินใจเด็ดขาดไป เพื่อที่จะไปหาวิธีที่จะไปพบพ่อให้ได้ ตอนนั้นยายอายุ ๒๖ ได้เดินทางออกจากนครไชยศรี เพื่อเดินทางที่จะไปหาวิธีการที่จะไปถึงวัดปากน้ำ เพื่อที่จะไปเรียนวิชชา เพื่อที่จะไปสอนนรก ไปขอขมาพ่อ
แล้วความที่ยายไม่รู้จักถนนหนทางเลย ไม่รู้จักการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯเลย ยายจึงต้องอาศัยน้าในเบื้องต้น แล้วค่อยๆ เสาะหาวิธี เพราะงั้นยายต้องใช้เวลาถึง ๓ ปี กว่าจะเจอหนทางที่จะไปวัดปากน้ำ นครไชยศรี กรุงธนบุรีนี่ ยายใช้เวลา ๓ ปีเดินทางกว่าจะถึงวัดปากน้ำ
อันนี้คือประวัติคร่าวๆ ย่อๆ หลายๆ ท่อน หลายๆ ตอนในช่วงปฐมวัยของยาย จนกระทั่งยายเดินทางออกจากบ้าน แล้วเนื่องจากวันนี้เวลาก็ผ่านมาพอสมควร วันนี้ถึงจะเล่าสั้นหน่อย แต่ไอ้ส่วนที่เหลือติดค้างไว้ก็ขอยกยอดไปคราวต่อไป (หัวเราะ)
ในที่สุดนี้นะจ๊ะ เราจะได้ตั้งใจทำภาวนา นึกถึงยาย นึกถึงความตั้งใจของยาย นึกถึงสิ่งที่ยายตั้งใจสะสม สั่งสมจนกระทั่งมาเป็นหลักให้กับพวกเรา ทั้งทางโลกและทางธรรม จะได้ระลึกถึงท่าน ดังนั้นขอเชิญทุกท่านนะจ๊ะ ตั้งใจทำภาวนากันสักแปปหนึ่งนะจ๊ะ
ที่น่าต่างกันนะจ๊ะ ยายออกจากบ้าน ยายเป็นคนใจเด็ด ยายปล่อยสิ่งต่างๆ ลงได้เพื่อก้าวเดินต่อไปสู่หนทางที่ถูกต้อง สิ่งต่างๆ ที่ผูกพันอยู่ในใจ สำคัญน้อยหรือสำคัญมาก ยายมีอุปนิสัยที่จะปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นได้ แม้ท่านจะมีวัยยังไม่มากนัก การที่ยายสามารถปล่อยสิ่งต่างๆ ลงได้ ทำให้ใจยายนั้นเป็นใจที่มีคุณสมบัติพอเหมาะพอดี ในการที่จะทำใจหยุด ทำใจนิ่ง
ถ้าเราวางสิ่งต่างๆ ลงได้ ปล่อยออกจากใจได้ เราจะมีความรู้สึกเลยว่าใจของเรานั้นพ้นภาระผูกพัน ใจที่ไม่มีภาระ จะเป็นใจที่เบา มีความโปร่ง โล่ง ใจที่มีความเบา ความโปร่ง โล่ง มีความสบายอยู่ในตัว จะเป็นใจที่พร้อมที่จะหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้ง่าย แล้วก็หยุดนิ่งได้สนิท
มรดกของยายที่ให้ไว้กับหลวงพี่ที่ท่านบอกเอาไว้ พอยายนั่ง ยายก็จะทิ้งหมดเลย แล้วใจยายก็จะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย หยุดนิ่งอยู่ที่ดวงธรรม ใส บริสุทธิ์ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมใส บริสุทธิ์ ที่อยู่กึ่งกลางกาย การที่ยายปล่อยสิ่งต่างๆ ทิ้งหมดเลยนั้น ท่านทำโดยอัตโนมัติ โดยที่ท่านไม่ต้องนึกถึงคำว่าทิ้งด้วยซ้ำไป พอท่านนึกจรดใจนิ่ง สิ่งต่างๆ มันก็จะหลุดออก แล้วใจของท่านก็จะไปสงบนิ่ง หยุดนิ่ง หยุดนิ่งๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกาย
ถ้าใจเราไม่มีภาระ ไม่มีสิ่งที่จะเหนี่ยวรั้งใจของเรา เราจะสังเกตได้ชัดทีเดียวว่าใจของเรานั้นเบา แล้วก็หยุดนิ่ง หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายได้อย่างง่ายๆ เหมือนกับใจของเรานั้นพร้อมเสมอที่จะหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ทุกครั้งที่เรานึกถึงศูนย์กลางกาย ใจของเราก็จะจรดกับศูนย์กลางกายนั่นเอง ทุกครั้งที่เรานึกถึงศูนย์กลางกาย นึกว่าอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจของเราก็จะเริ่มจรดกับศูนย์กลางกาย แล้วจะค่อยๆ จรดต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ
พอเราปล่อยใจแบบไม่ห่วงอะไรเลย แล้วใจของเราก็จะเข้าไปสงบ แล้วก็หยุดนิ่ง หยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ถ้าหากว่าใจของเราใส บริสุทธิ์ โปร่งเบา เราจะรู้สึกเลยว่าเราไม่มีกังวล เมื่อเราไม่มีกังวล ใจก็ยิ่งหยุดนิ่งสนิท พอใจหยุดนิ่งสนิทนั้น หยุดนิ่งอยู่กลางความใส บริสุทธิ์ ที่อยู่กึ่งกลางดวงธรรม ที่กลางดวงธรรมนั้นจะมีจุดใสบริสุทธิ์อยู่ แหล่งกำเนิดความบริสุทธิ์ของดวงธรรมนั้นไม่ได้มาจากภายนอก แต่แหล่งกำเนิดแห่งความบริสุทธิ์นั้นจะอยู่ตรงกลาง กลางดวงธรรมใสบริสุทธิ์นั่นเอง
พอเรานึกปล่อยใจจรดหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย จรดหยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมใส บริสุทธิ์ ใจของเราก็จะจรดหยุดนิ่งอยู่กลางความบริสุทธิ์ผ่องใสที่อยู่ตรงกลาง พอใจของเราไปอยู่ท่ามกลางความใส บริสุทธิ์ที่อยู่ตรงกลาง อะไรก็ตามที่ไปอยู่ที่ศูนย์กลางกายตรงนั้น ศูนย์กลางดวงธรรมตรงนั้นก็จะพลอยใส บริสุทธิ์ ตามไปด้วย
เราจะมีความรู้สึกว่าใจของเรามีความสดชื่น แช่มชื่น เพราะว่าอยู่ท่ามกลางความบริสุทธิ์ ผ่องใส ซึมซับเอาความบริสุทธิ์ผ่องใสเข้ามา ใจจะเบา สบาย สดชื่น แช่มชื่น และใจก็ยิ่งหยุดนิ่งสนิทอยู่ตรงกลาง ขอเพียงใจเราหยุดนิ่งสนิทอยู่ตรงกลาง พอใจเราหยุดนิ่งสนิทอยู่ตรงกลาง ใจของเรานั้นก็จะเลื่อนไหลเข้ากลางของกลางได้เอง ตรงจุดนี้อย่าใช้กำลังเข้าไปกดให้เข้านะจ๊ะ แล้วเธอจะเหน็ดเหนื่อยอยู่กับการกดใจเข้ากลาง แล้วก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
หลวงพ่อธัมมะท่านเน้นแล้วเน้นอีกทีเดียวว่าตรงนี้จะต้องทำใจหยุด นิ่ง เฉยๆ สบายๆ อย่าทำตัวเป็นผู้กำกับ ปล่อยใจหยุดนิ่ง พอใจหยุดนิ่งสนิทแล้วก็จะเข้ากลางได้เอง ให้นึกอยู่ที่การประกอบเหตุ อย่าไปคาดคั้นหวังผล การประกอบเหตุนั้นก็คือการปรับจิตปรับใจของเรานี่แหละให้สงบ แล้วก็หยุดนิ่งสนิท พอใจหยุดนิ่งสนิท ใจก็จะเข้ากลางได้เอง เพราะใจนั้นจะเลื่อนไหลเข้าสู่กลางแห่งความบริสุทธิ์ที่อยู่ตรงกลาง
ใจเวลาหยุดนิ่งนั้นจะไม่ซัดส่ายไปที่อื่นเลย แต่ใจพอหยุดนิ่ง จะหยุดนิ่งเข้ากลางแห่งความบริสุทธิ์ที่อยู่ตรงกลาง แล้วจะเลื่อนไหลเข้ากลางของกลางแห่งความบริสุทธิ์เข้าไปเรื่อยๆ ถ้าเอาใจหยุดนิ่งเป็นหลัก เอาใจหยุดนิ่งศูนย์กลางกายเป็นหลัก หยุดนิ่งอยู่กลางความใส บริสุทธิ์ที่อยู่กลางดวงธรรมเป็นหลัก ใจก็จะเลื่อนไหลเข้ากลาง ก็ยิ่งมีความละเอียด ใจยิ่งมีความละเอียด ก็จะยิ่งเลื่อนไหลเข้ากลางของกลางเข้าไปเรื่อยๆ แล้วจะไม่มีการเคลื่อนออกจากกลางเลย จะเข้าสู่แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ยิ่งๆ เข้าไปตรงกลางตรงนี้เข้าไปเรื่อยๆ ยิ่งเข้าไปตรงกลางก็ยิ่งมีความบริสุทธิ่ผ่องใส
จรดใจนิ่งกันนะจ๊ะ ปล่อยใจหยุดนิ่ง นิ่งอยู่ตรงกลาง กลางความบริสุทธิ์ ผ่องใสที่อยู่ตรงกลาง หยุดนิ่งแบบไม่ห่วงอะไรเลยนะจ๊ะ ปล่อยใจหยุดนิ่ง
ปล่อยใจหยุดนิ่งกันนะจ๊ะ หยุดนิ่งแบบไม่ห่วงอะไรเลย พอใจหยุดนิ่งแบบไม่มีห่วง ใจของเราจะเบา หยุดสนิท จะมีความรู้สึกเลยว่าใจเราหยุดนิ่งสนิทจริงๆ นิ่งสนิทอยู่ตรงกลาง กลางดวงธรรม กลางความใส บริสุทธิ์ของดวงธรรม และเข้ากลางของกลางความใสบริสุทธิ์เข้าไปเรื่อยๆ เราจะมีความรู้สึกเลยว่าเราไม่รู้ว่าจะไปนึกถึงเรื่องอื่นทำไม เราไม่อยากมีความกังวลใจในเรื่องอะไรเลย แม้กระทั่งมากระทบก็ไม่กังวล เฉยๆ แล้วก็ปล่อยใจหยุดนิ่ง นิ่งอยู่กลางความบริสุทธิ์ ผ่องใส ปล่อยใจหยุดนิ่งสนิท
ใจยายที่ใส บริสุทธิ์ เพราะว่ายายทำเรื่องหยุดเรื่องนิ่งมามาก ท่านทำจนกระทั่งชำนาญ ถ้าหากว่าเราจะไปตามหนทางเพื่อให้ได้ใจบริสุทธิ์ผ่องใส เราก็ต้องหมั่นฝึกฝนทำใจหยุด ทำใจนิ่งนี่แหละ ยายท่านรักคนที่รักธรรมะ รักการปฏิบัติ ท่านจะคอยใส่ใจดูแลทีเดียว เพื่อให้เขาได้ปฏิบัติธรรมได้ผลดี แล้วชีวิตเขาจะได้ดีขึ้น ยายรักการปฏิบัติ อยากให้ลูกศิษย์ลูกหาทุกๆ คนนี่แหละที่รักยาย เคารพยาย ให้รักธรรมะเถอะ ตั้งใจปฏิบัติกัน แล้วเราจะได้สมหวังในสิ่งทั้งปวงที่เราได้ตั้งความปรารถนาเอาไว้
ในวันนี้เราได้สร้างบุญสร้างกุศล ให้ทาน รักษาศีล แล้วก็เจริญภาวนา ได้สะสมบุญเอาไว้ เราตั้งใจที่จะระลึกถึงยาย อุทิศบุญกุศล ตั้งใจที่จะมอบบุญกุศลนี้ให้ถึงแก่ยาย เราก็นึกถึงบุญกุศลที่เราได้ตั้งใจทำเป็นดวงบุญ ใส บริสุทธิ์ แล้วก็นึกถึงยาย ขอให้บุญที่เราได้ตั้งใจทำนี้ ได้ถึงแก่ยายด้วยเถอะ เพื่อให้สมกับความตั้งใจที่เรามีความกตัญญูรู้คุณของยาย แล้วก็ขอบุญที่ยิ่งใหญ่พรรษาที่ยายได้สั่งสม ได้คุมบุญใสบริสุทธิ์ ได้มาถูกจรดสู่ศูนย์กลางกายของเราด้วย ให้บุญใส บริสุทธิ์ของยายนั้น ช่วยปกป้องคุ้มครองเราให้ปลอดภัยในทุกที่ให้บุญใสบริสุทธิ์ของยายนั้นได้ช่วยทำให้ความปรารถนาของเรานั้นสมความปรารถนา
ขอบุญกุศลทั้งหลายที่ได้สั่งสมไว้นั้นทำให้เราได้พบกับความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ความสำเร็จทั้งมวลจงบังเกิดขึ้น แล้วก็เป็นความสำเร็จที่ต่อเนื่องกันไปจนกระทั่งถึงที่สุด สิ่งปรารถนาใดๆ ที่พวกเราตั้งใจไว้ ขอให้สมความปรารถนากันนะจ๊ะ จรดใจนิ่ง ปล่อยใจหยุดนิ่งไม่ห่วงอะไรเลยนะจ๊ะ บุญใส บริสุทธิ์ของยายจะได้จรดสู่ศูนย์กลางกายของพวกเรา หล่อเลี้ยงพวกเราเอาไว้ ปกป้องคุ้มครองดูแลพวกเราในฐานะลูกศิษย์ลูกหานี่แหละ จรดใจนิ่ง
สัพเพ ….
PAGE
PAGE 1
หน้า
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\มิถุนายน\44-06-03 EW-SVT.doc