ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

หมั่นเจริญมรณานุสสติ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเหนือเศียรเกล้า กราบคารวะพระมหาเถระ และพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาและเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานยายทุกคน วัดของเราเป็นวัดที่มีกิจกรรมมาโดยตลอด พวกเราทุกคนเองก็เป็นผู้ที่มีหัวใจยอดกัลยาณมิตรทุกคน บางคนถึงขนาดออกทำหน้าที่ชักชวนคนทุกวัน แทบเรียกได้ว่าหายใจเข้า หายใจออกคือการทำหน้าที่ชวนคนมาสร้างความดี การทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอนุโมทนา แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือบางครั้งเราเป็นกัลยาณมิตรให้กับผู้อื่น จนหลงลืมที่จะกลับมาเป็นกัลยาณมิตรให้กับตัวของเราเอง การทำหน้าที่นั้นบางครั้งเราทำเสียจนลืมแบ่งเวลาให้กับตัวของเราในการนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญของพวกเราเลยทีเดียว สิ่งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณยายท่านเป็นห่วง เพราะเมื่อพวกเรานั่งสมาธิกันน้อยลง ใจที่เคยละเอียด เคยบริสุทธิ์ก็จะลดลง เป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่งกันได้ง่าย คุณยายท่านก็จะมีวิธีในการสอน ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้เคยถ่ายทอดไว้ว่ามีช่วงหนึ่งสมัยที่สร้างวัดใหม่ ๆ คุณยายท่านก็จะมาถามหลวงพ่อทุกเช้าเลยว่า ท่าน วันนี้คิดถึงความตายแล้วหรือยัง ท่านก็ตอบว่ายังเลย เป็นเพราะช่วงที่กำลังสร้างวัด ใจของท่านจึงมีแต่เรื่องงานสร้างวัด ดังนั้นเรื่องความตายจึงไม่ได้มีอยู่ในใจของท่านเลย พอวันรุ่งขึ้นคุณยายก็ถามท่านอีกว่าท่าน วันนี้คิดถึงความตายหรือยัง หลวงพ่อท่านก็ตอบเช่นเคยว่ายังเลย แต่ท่านก็ชักสะกิดใจแล้วว่าคุณยายท่านถามอยู่ทุกวัน เราก็ยังดื้อตอบอยู่ได้ว่ายังเลย พอคิดอย่างนี้ก็รีบเจริญมรณานุสสติทันที เช้าวันรุ่งขึ้นไม่ต้องรอให้คุณยายถามเลย หลวงพ่อท่านรีบบอกเลยว่ายาย วันนี้พระคิดถึงความตายมาแล้ว พอคุณยายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วก็เดินจากไป คำถามประโยคที่ว่าท่านคิดถึงความตายหรือยัง ถือได้ว่าเป็นถ้อยคำที่สำคัญทีเดียว ถ้าหากเมื่อเราลองนำมานึกถึงบ่อยๆ ก็จะทำให้เราเป็นผู้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต เมื่อตอนที่หลวงพี่เด็ก ๆ พอพูดถึงเรื่องความตายขึ้นมา ก็มักจะถูกผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้พูดถึง บางครั้งบอกให้เอามือตบปากตัวเองบ้าง ด้วยเหตุนี้ทำให้เรากลัวที่จะพูด กลัวที่จะนึกถึงความตาย คนเรามักกลัวที่จะต้องตาย จึงพยายามที่จะไม่ไปนึกถึงมัน แต่หากเมื่อใดเราหลงลืมไปว่าเราจะต้องตายแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราก็จะเป็นผู้ที่ประมาท ความไม่ประมาทนั้น ท่านว่าเป็นยอดของกุศลธรรมเลยทีเดียว ประดุจแม่น้ำน้อยใหญ่ทั้งหลาย ย่อมไหลมาประชุมรวมกัน สู่ทะเลมหาสมุทรฉันนั้น ดังนั้นมหาสมุทรจึงได้ชื่อว่าเป็นยอดแห่งแม่น้ำทั้งหลาย แม้ในสมัยพุทธกาล ก็มีกุมาริกาท่านหนึ่งอยู่ที่เมืองอาฬวี นางกุมาริกาท่านนี้เป็นธิดาของนายช่างหูก ได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสว่าท่านทั้งหลายจงเจริญมรณานุสสติอย่างนี้ว่าชีวิตของเราไม่ยั่งยืน ความตายของเราแน่นอน เราพึงตายแน่แท้ ชีวิตของเรานั้นมีความตายเป็นที่สุด ธิดาของนายช่างหูกแม้อายุเพียง ๑๖ ปี แต่เมื่อได้ฟังก็คิดว่าธรรมดาถ้อยคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าอัศจรรย์ยิ่งนัก เราควรที่จะเจริญมรณานุสสติบ่อย ๆ นับเป็นอุปนิสัยของบัณฑิตเลยทีเดียว เมื่อได้ฟังคำสอนแล้ว ก็หมั่นน้อมนำมาปฏิบัติ ไม่ได้ฟังแล้วคิดเพียงแค่ว่า คำสอนนี้ก็ดีจัง แล้วก็ปล่อยผ่านไป ไม่ได้ใส่ใจที่จะนำมาปฏิบัติ ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวของเราเอง นางกุมาริกาท่านนี้ก็ได้เจริญมรณานุสสติตลอดเลยหลังจากที่ได้ฟังธรรมในครั้งนั้นแล้ว ทำทั้งกลางวัน ทำทั้งกลางคืน ตลอด ๓ ปี วันหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงตรวจดูสัตว์โลกทั้งหลาย ทรงเห็นว่านางกุมาริกานั้นเข้ามาในข่ายพระญาณของพระองค์ ทรงทราบว่านางมีอุปนิสัยสามารถบรรลุเป็นพระโสดาบัน เนื่องจากนางได้เจริญมรณานุสสติมาตลอดเลย ๓ ปีที่ผ่านมา พระองค์จึงทรงเสด็จไปเพื่อโปรดนางกุมาริกาท่านนั้น ชาวเมืองอาฬวีเมื่อทราบข่าวก็ได้มีความดีใจมาก เตรียมต้อนรับการเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้นางกุมาริกานั้นเมื่อทราบข่าวก็มีใจยินดียิ่ง เตรียมที่จะไปฟังธรรมของพระศาสดา แต่ก็ถูกพ่อใช้ให้ไปกรอด้ายหลอด เพื่อที่จะนำมาทอผ้า และต้องทอให้เสร็จภายในวันนี้ด้วย นางจึงเกรงว่าหากเราไปฟังธรรมโดยที่ไม่ได้กรอด้ายหลอดให้พ่อแล้ว ก็จะถูกพ่อตีแน่ จึงนั่งกรอด้ายก่อนแล้วค่อยไปฟังธรรม เมื่อนางกรอด้ายเสร็จแล้วจึงรีบเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ซึ่งก่อนหน้านี้มหาชนทั้งหลายต่างก็รอฟังคำอนุโมทนาจากพระองค์หลังจากที่เสร็จภัตกิจแล้ว แต่พระองค์ก็มิได้ทรงตรัสอะไรเลย รอจนกระทั่งนางกุมาริกาท่านนี้เดินทางมาถึง พระองค์จึงได้ตรัสถามนางว่ากุมาริกา เธอมาจากไหน นางจึงตอบว่า ไม่ทราบพระเจ้าค่ะ พระองค์จึงทรงถามต่อว่า เธอจักไป ณ ที่ไหน นางก็ตอบเช่นเดิมว่า ไม่ทราบพระเจ้าค่ะ พระองค์จึงทรงถามอีกว่าเธอไม่ทราบหรือ ทราบพระเจ้าค่ะ แล้วพระองค์ก็ทรงถามว่า เธอทราบหรือ แต่นางกลับตอบว่า ไม่ทราบพระเจ้าค่ะ เมื่อตอบเช่นนี้มหาชนทั้งหลายได้ฟัง ต่างกล่าวตำหนินางว่า กุมาริกานางนี้ช่างกล่าวล้อเล่นกับพระศาสดา เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เธอมาจากไหน เธอควรที่จะตอบว่ามาจากเรือนของนายช่างหูกมิใช่หรือ พระศาสดาทรงให้มหาชนเงียบเสียงแล้ว จึงได้ตรัสถามกุมาริกาว่า เหตุใดเธอถึงตอบเช่นนั้น กุมาริกาจึงตอบว่า ข้อที่หม่อมฉันมาจากเรือนของนายช่างหูกนี้พระองค์ย่อมทรงทราบดี แต่ที่พระองค์ตรัสถามว่า หม่อมฉันมาจากที่ไหน ย่อมหมายความว่าหม่อมฉันมาจากที่ไหนจึงได้มาเกิดในที่นี้ พระองค์จึงทรงประทานสาธุการแก่นางกุมาริกานั้นที่ตอบปัญหาข้อแรกได้ แล้วตรัสถามต่อไปว่าแล้วที่ถามเธอว่าเธอจะไปที่ไหนล่ะ เหตุใดจึงตอบว่าไม่ทราบเล่า นางจึงตอบว่า พระองค์ย่อมทรงทราบดีว่าหม่อมฉันกำลังจะไปยังโรงงานของนายช่างหูก เพื่อนำกรอด้ายไปให้ ที่พระองค์ตรัสถามอย่างนี้ ย่อมหมายถึงว่า เมื่อเธอละจากโลกนี้ไปแล้ว จะไปเกิด ณ ที่ไหน หม่อมฉันจึงไม่ทราบว่าหม่อมฉันจะไปเกิด ณ ที่ไหน พระองค์จึงทรงประทานสาธุการเป็นครั้งที่ ๒ แล้วถามว่าข้อที่ถามว่าเธอไม่ทราบหรือ เหตุใดจึงตอบว่าทราบ นางจึงกล่าวว่า หม่อมฉันย่อมทราบว่าหม่อมฉันจะต้องตาย ความตายย่อมเกิดขึ้นกับหม่อมฉันแน่นอน แม้พระองค์ก็ทรงประทานสาธุการเป็นครั้งที่ ๓ แล้วถามว่าที่ถามว่าเธอทราบหรือ เหตุใดจึงตอบว่าไม่ทราบล่ะ นางจึงทูลว่า หม่อมฉันย่อมทราบว่าหม่อมฉันจะต้องตาย แต่ไม่อาจทราบว่าจะตายเมื่อใด ไม่ทราบว่าจะตายในเวลากลางวัน หรือในเวลากลางคืน จึงตอบพระองค์อย่างนั้น พระองค์จึงทรงประทานสาธุการแม้ครั้งที่ ๔ แล้วก็ได้ประทานโอวาทแก่มหาชนทั้งหลาย เมื่อจบพระธรรมเทศนา ธิดาของนายช่างหูกก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันทันที จะเห็นได้ว่าการที่ธิดาของนายช่างหูกสามารถตอบคำถามของพระองค์ได้ เป็นเพราะได้ประกอบความเพียร เจริญมรณานุสสติมาตลอด ๓ ปี มีผลทำให้จิตใจของนางน้อมไปในความไม่ประมาท และการเจริญมรณานุสสตินี่เอง ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้โดยง่าย ดังนั้นใครก็ตามที่เคยบ่นว่าเข้าวัดกันมาก็นานแล้ว ฟังเทปของหลวงพ่อเสียจนเทปยืดหมดแล้ว ธรรมะก็ยังไม่เห็นก้าวหน้าซะที ก็ให้พวกเราลองนึกทบทวนดูว่าเรามีความเอาจริงแค่ไหน เอาจริงในการประกอบความเพียรอย่างสม่ำเสมอแค่ไหน เพราะเมื่อสมัยคุณยายเริ่มเรียนธรรมะกับคุณยายทองสุขใหม่ ๆ ก็ไม่ใช่ว่าพอเริ่มนั่งปุ๊บแล้วจะได้เห็นธรรมะทันทีเลยก็ไม่ใช่ ปัญหาที่พวกเราพบในการปฏิบัติธรรมนั้น ใหม่ ๆ คุณยายท่านก็เจอ ท่านฟุ้ง คิดถึงที่บ้าน ช่วงเวลาที่สติอ่อน หรือบางทีตั้งใจมากเกินไปก็เครียด จนมึนศีรษะ แต่คุณยายท่านเป็นคนเอาจริง ท่านใช้ความเพียรมาโดยตลอด ทำตามที่คุณยายทองสุขท่านแนะนำ เวลาทำงานคุณยายท่านก็นึกถึงธรรมะไปด้วย ทำตลอดเลย ๒ ปี จนสมหวัง จนได้เห็นดวงธรรม เข้าถึงธรรมะภายใน และเข้าถึงพระธรรมกายในที่สุด คนที่มีความเพียร เมื่อลงมือกระทำอะไรแล้ว เมื่อผลยังไม่เกิด ก็ไม่ได้นึกท้อแท้ ท้อถอย จนล้มเลิกความคิดเสียกลางคัน เพราะหน้าที่ของเราคือประกอบความเพียรในการประกอบเหตุ ส่วนการให้ผลนั้นเป็นหน้าที่ของเหตุที่เราทำ เมื่อเราแบ่งหน้าที่กันอย่างนี้ ใจก็จะไม่แวบไปถึงผลบ่อย ๆ เพราะการที่ใจเราแวบไปถึงผลบ่อย ๆ จะทำให้เราทำหน้าที่ของเราได้ไม่ดี เมื่อเป็นอย่างนี้เหตุก็จะเสีย ผลก็จะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราจะพลอยกระวนกระวายใจอยู่เสมอ ดังนั้น หากเราบอกกับตัวเราเองว่า เราเป็นผู้หนึ่งที่ปรารถนาจะศึกษาวิชชาธรรมกายแล้วล่ะก็ เราก็ต้องหมั่นประกอบความเพียรในการสร้างเหตุที่ดี โดยการแสวงหาความบริสุทธิ์มาไว้ในใจของเรา เพราะผู้ที่จะศึกษาวิชชาธรรมกายได้นั้นจะต้องมีความบริสุทธิ์มาก การที่เราจะเพิ่มความบริสุทธิ์ให้กับใจของเราได้นั้น เราก็จะต้องหมั่นระลึกนึกถึงบุญกุศลบ่อย ๆ เพราะใจของเราปกติสามารถที่จะรับได้ทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศลอยู่แล้ว คุณยายท่านเองก็ได้เป็นต้นแบบให้กับพวกเราเสมอ ใจของท่านจะอยู่ในบุญล้วน ๆ และระวังมากกับการที่จะเผลอกระทำบาป สังเกตได้บ่อยครั้ง บางทีเวลาที่ท่านจะให้โอวาท ให้คำสอนกับพระภิกษุที่เป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านก็มักจะใช้ประโยคขึ้นต้นที่ว่าท่าน ท่าน อย่าให้ยายบาปนะ ให้สังเกตได้เลยว่าท่านระวังมากที่จะไม่ให้การกระทำของท่านส่งผลให้เกิดบาปแม้แต่เพียงนิดเดียวเลย ดังนั้น พวกเราได้ชื่อว่าเป็นลูกหลานของท่าน จึงสมควรที่จะเดินรอยตามอย่างท่านให้ได้ ดังนั้นในช่วงเวลาต่อจากนี้หลวงพี่ขอโอกาสเชิญชวนพวกเรานั่งหลับตา ระลึกถึงพระคุณของคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ ก็ให้พวกเราทุกคนนะ นึกนำใจของเรามาไว้ในศูนย์กลางกายของเรานะ ให้พวกเราตรึกระลึกนึกถึงบุญที่เราได้กระทำมา ให้บุญนี้ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา จรดใจนิ่ง ๆ ของเราลงไปในกลางนะ ให้ใจของเราปักนิ่งเข้ากลางของกลางไปเรื่อย ๆ เลยนะ *********************************** จบ ***********************************