บุรุษอาชาไนย
(ม้วน 1/A)
พระสรรชญ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระคุณอันสูงสุดด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระมหาเถรานุเถระทุกๆ รูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานคุณยายผู้เปี่ยมไปด้วยบุญบารมีทุกๆ ท่าน (สาธุ)
วันนี้เป็นวันที่ ๒๓๐ ของการฟังสวดอภิธรรมของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง วันนี้รู้สึก หลวงพี่รู้สึกมีความปีติใจที่ได้มีบุญ ได้มีโอกาสมาแสดงพระธรรมเทศนาต่อหน้าคุณยาย และต่อหน้าพวกเราทุกๆ คน พวกเราทุกๆ คนลองมองดูที่เรือนทองหลังน้อยของคุณยายที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ ที่นี้ พวกเรามองแล้วได้ข้อคิดอะไรบ้าง
คุณยายอาจารย์ได้นอนทอดร่างสงบนิ่งอยู่ ณ ที่นี้เป็นเวลาร่วมมา ๘ เดือนแล้ว ท่านได้ละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ พวกเราเองทุกๆ คนในที่สุดของชีวิตก็จะต้องถึงซึ่งการลาโลกไปเช่นเดียวกับคุณยายอาจารย์ของพวกเราทุกๆ คน แต่พวกเราเป็นผู้ที่มีบุญวาสนา มีบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาดี ได้มาพบคุณยายอาจารย์ ได้มาเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ผู้เป็นต้นแบบในการให้พวกเราได้มีโอกาสสั่งสมบุญบารมีได้อย่างสุดที่จะนับจะประมาณได้
หลวงพี่เชื่อว่าหลายๆ คนที่มาเข้าวัดได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมมาเป็นระยะเวลายาวนานนี้ ก่อนที่พวกเราหลายๆ คนอาจะเรียกว่าเกือบทุกๆ คนก็ได้ ที่ได้มานั่งสมาธิ ได้มาทำบุญอย่างเต็มที่นี้ ก่อนหน้านี้พวกเราก็ไม่ได้เคยมีความคิดที่จะมาประพฤติปฏิบัติธรรม มีความคิดที่จะมาสั่งสมบุญอย่างเช่นทุกวันนี้ พวกเราหลายๆ คนก็คงจะคิดแบบทางโลก คือตั้งใจทำงานเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว หาเงินหาทองเพื่อที่จะสร้างฐานะของตัวเองต่อไป คงไม่ค่อยมีใครคิดถึงความจริงของชีวิตที่พวกเราเองได้ประสบกันเท่าไหร่
แต่วันหนึ่งในที่สุดพวกเราก็ได้ประสบกับเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้พวกเราได้คิด ได้เกิดความสังเวช ได้เกิดปัญญาที่จะหันมาสั่งสมบุญกุศล ตั้งใจทำความดีกันอย่างสุดชีวิต สุดกำลังเหมือนเช่นในขณะนี้ สิ่งใดที่เป็นเหตุให้พวกเราเกิดปัญญา เกิดความรู้สึกว่าชีวิตของเรานี่ทุกๆ คน เราจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้ สิ่งที่พวกเราได้ประสบพบเจอนี้ หลวงพี่เชื่อว่าหลายๆ คนก็ได้พบได้เห็นอยู่ทุกๆ วัน อาจจะได้พบเจอกับบุคคลผู้อื่น อาจจะได้พบเจอกับตัวของเราเอง สิ่งที่พวกเราได้ประสบพบเจอนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเรียกว่าความทุกข์ พวกเราเป็นผู้ที่มีปัญญา ได้เห็นความทุกข์ จึงหันหน้ามาเข้าวัด มาปฏิบัติธรรมกัน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงแบ่งบุคคลผู้มีปัญญาที่ได้รู้เห็นสัจธรรมความจริงข้อนี้ออกเป็น ๔ ประเภทคือ
ประเภทที่ ๑ เป็นผู้ที่มีปัญญามาก คือบุคคลที่ได้ยิน เพียงแต่ได้ยินเรื่องราวความทุกข์ การประสบทุกข์ของบุคคลอื่นอันไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้องของตนเอง แค่เพียงได้ยิน เขาก็ได้คิด แล้วก็ตั้งใจที่จะไม่ให้ความทุกข์นั้นมาบังเกิดขึ้นกับตนเอง เช่นเดียวกับบุคคลที่เขาได้ยินมา ซึ่งบุคคลประเภทนี้เปรียบเทียบได้กับม้าอาชาไนย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงเออ แบ่งประเภทม้าอาชาไนย คือ
ประเภทที่ ๑ คือม้าที่เมื่อได้เห็นนายสารถีเดินเข้ามาใกล้ ม้าตัวนั้นก็รีบวิ่งออกมาหานายสารถี เตรียมพร้อมที่จะรับฟังคำสั่ง พร้อมจะโจนทะยานออกไปรบกับข้าศึกศัตรูที่อยู่ข้างหน้าทันที
บุคคลประเภทที่ ๒ คือบุคคลที่เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องราวของความทุกข์ของบุคคลแล้วก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อเขาได้พบได้เห็นกับบุคคลนั้น อาจมิใช่ญาติ มิใช่พี่น้องของตนเอง ได้พบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส ตัวเขาเองจึงได้คิดทันทีว่าสิ่งนี้ก็จะต้องบังเกิดขึ้นกับตัวของเขาเช่นเดียวกัน จึงรีบหันหน้ามาทำความดีอย่างสุดชีวิตสุดกำลังเช่นเดียวกัน
ซึ่งเปรียบเทียบได้กับม้าอาชาไนยประเภทที่ ๒ ก็คือม้าที่เห็นนายสารถีเดินเข้ามาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้คิด ไม่ได้รู้สึกอะไร ต่อเมื่อนายสารถีนั้นคว้าไม้ปฏักขึ้นมา ทำท่าว่าจะตี ม้าตัวนั้นก็รีบโผนโจนทะยานออกมา ออกมารับคำสั่งของนายสารถี เตรียมพร้อมที่จะลุยไปข้างหน้าทันที
บุคคลประเภทที่ ๓ คือบุคคลที่เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องราวของความทุกข์แล้วก็ยังเฉยๆ เมื่อได้พบได้เห็นกับบุคคลผู้ที่ได้ประสบความทุกข์แล้ว ก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อตัวของเขาเองได้พบกับความเศร้าโศก ได้สูญเสียญาติพี่น้อง พ่อแม่ หรือว่าบุคคลอันเป็นที่รักได้ตายจากไป เขาจึงค่อยได้คิด และตั้งหน้าตั้งตาทำความดีอย่างสุดชีวิต สุดกำลังเช่นเดียวกัน
ซึ่งบุคคลประเภทนี้เปรียบได้กับม้าอาชาไนยประเภทที่ ๓ คือเมื่อนายสารถีเดินมาแล้ว ม้าก็ยังไม่ได้มีกระตือรือร้นอะไร หรือว่านายสารถีคว้าไม้มาแล้ว ก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไร ต่อเมื่อนายสารถีนั้นได้หวดไม้นั้นตีเข้าไปที่ตัวของม้านั้น ม้านั้นจึงรีบโจนทะยานออกมา มาหานายสารถี เตรียมพร้อมที่จะลุยไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน
สำหรับบุคคลประเภทที่ ๔ ประเภทสุดท้าย ก็คือบุคคลที่เมื่อได้ฟังเรื่องราวของความทุกข์แล้ว ก็ยังไม่ได้คิด ไม่ได้รู้สึกอะไร เมื่อได้พบเจอบุคคลที่มีความทุกข์แล้วก็ยังไม่ได้คิด บุคคลอันเป็นที่รักทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้องได้สูญเสีย ได้เสียชีวิตตายจากไป ก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไร ต่อเมื่อตัวของเขาเองได้พบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส ได้เจอกับโรคร้ายต่างๆ ที่มากลุ้มรุมร่างกายของเขา เตรียมจะ เตรียมที่เขาจะเสียชีวิต เขาก็เลยได้คิดว่าความทุกข์นี้แสนสาหัสนัก เขาก็พยายามที่จะหลีกหนีความทุกข์นี้โดยหันหน้ามาทำความดี สร้างบุญสร้างบารมีอย่างสุดชีวิต สุดกำลังเช่นเดียวกัน
บุคคลประเภทนี้ เปรียบได้กับม้าอาชาไนยประเภทที่ ๔ ประเภทสุดท้าย คือม้าที่เมื่อโดนนายสารถีเดินเข้ามาแล้ว ก็ยังไม่ออกมา ตั้งท่าว่าจะหวดแล้ว ก็ยังไม่กระโจนออกมาสักที ตีแล้วก็ยังไม่ออกมาสักที ต่อเมื่อนายสารถีโกรธ เอาไม้ปฏักนั้นทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อของม้าจนเลือดออกมา ม้านั้นถึงได้รู้สึกตัว แล้วรีบโผนตัว โจนทะยานออกมา พุ่งไปข้างหน้า ตั้งใจที่จะไปรบรากับข้าศึกในกาลบัดนั้นทันที
บุคคลทั้ง ๔ ประเภทนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเรียกว่าบุรุษอาชาไนย คำว่าอาชาในที่นี้ก็แปลว่าม้า อาชาไนยแปลว่ากำเนิดดีแล้ว หรืออบรมฝึกฝนตนเองมาดีแล้ว คำว่าบุรุษอาชาไนยก็หมายถึงบุคคลผู้ที่มีกำเนิดดีแล้ว บุคคลที่ได้ฝึกฝนอบรมตนเองมาดีแล้ว คำว่าบุรุษในที่นี้มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นเพศใดเพศหนึ่ง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเรียกบุรุษ ได้ทรงยกย่องบุรุษทั้ง ๔ ประเภทนี้ว่าเป็นบุรุษอาชาไนย แม้กระทั่งบุคคลประเภทที่ ๔ ที่จะต้องได้รับความทุกข์แสนสาหัสกับตัวของเขาเองเสียก่อน เขาถึงจะได้คิด และตั้งหน้าตั้งตาหันมาทำความดีอย่างสุดชีวิตสุดกำลัง เหมือนกับม้าที่โดนแทงจนเลือดออกเสียก่อนจึงได้โผนโจนทะยานออกมา
แต่ความดีในนี้คือความดีที่ตั้งใจทำด้วยศรัทธาที่แท้จริง เป็นความดีที่ทำอย่างมีปัญญา อย่างผู้ฉลาด มีความเชื่อในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความเชื่อในเรื่องของนรกสวรรค์ มีความเชื่อในเรื่องของบุญของบาป เป็นศรัทธาที่แท้จริง
หลวงพี่จะขอยกตัวอย่างเป็นอุทาหรณ์ให้พวกเราได้รับฟัง โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องของตัวของหลวงพี่เอง เพื่อเราจะได้หยิบยกไปคิดไปพิจารณาดู ตัวหลวงพี่เองได้เข้าวัดพระธรรมกายเมื่อประมาณพุทธศักราช ๒๕๓๒ ช่วงนั้นที่เข้าวัดเพราะว่าโยมพี่สาวและมีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งได้ชวนหลวงพี่เข้าวัด แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้เข้าวัดจริงๆ จังๆ ยังไปๆ มาๆ อยู่ ไม่ได้ประจำ
แต่เมื่อประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ จำได้ว่าเป็นวันฉลอง ๒๐ ปีวัดพระธรรมกาย เป็นวันมาฆบูชา ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลวงพี่ได้มาวัดประจำทุกอาทิตย์ต้นเดือน ยังจำได้ว่ายังได้รับเหรียญรุ่นฉลอง ๒๐ ปีวัดพระธรรมกายจากพระอาจารย์สัมมาปุญโญด้วย ตอนนั้นครอบครัวของหลวงพี่ได้เข้าวัดมาประจำทุกอาทิตย์ต้นเดือน เนื่องจากได้ฟังโอวาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้เทศน์ถึงเรื่องอานิสงส์ของการบูชาข้าวพระทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน และท่านก็ยังได้บอกอีกว่าอย่าให้ขาดการมาวัดในวันอาทิตย์ต้นเดือนกันนะ ครอบครัวของหลวงพี่ทุกๆ คนจึงพยายามมาวัดกันทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน
แต่ว่าวันอาทิตย์ธรรมดา พวกหลวงพี่แทบจะไม่เคยมาเลยนะช่วงนั้น ถ้ามาวัดก็มาเฉพาะวันอาทิตย์ต้นเดือน ตอนนั้นหลวงพี่ยังได้มีโอกาสได้มีบุญได้ไปกราบคุณยายอาจารย์ทั้งครอบครัว เมื่อมากราบคุณยายอาจารย์ก็ได้มีโอกาสฟังโอวาทของท่าน ท่านก็ได้สั่งสอนและพูดเชิญชวนให้มาวัดกัน จำได้ว่าท่านพูดว่า คุณ คุณ ให้มาวัดกันนะ ให้รีบๆ มาวัดกัน ยังมีเรี่ยวมีแรงอยู่ ให้มาวัดกันนะ ให้เดินมาวัดนะ อย่าให้เขาหามมาวัด ตอนนั้นหลวงพี่ฟังแล้วก็ยังอึ่งอยู่
แล้วยังได้ยินคำสอนของคุณยายอีกว่า คำสอนนี้คุณยายมักจะใช้พูดกับสาธุชนที่เป็นผู้ชาย รวมทั้งตัวของหลวงพี่เองด้วย คุณยายจะพูดว่า คุณ คุณ บวชหรือยัง ถ้าคิดจะบวช ให้มาบวชวัดยายนะ ให้มาบวชที่วัดของยาย ตอนนั้นหลวงพี่ก็พนมมือยิ้มๆ ยังไม่ได้รับคำอะไรกับท่าน แต่ก็ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องบวชนะ เพราะว่าตอนนั้นยังมีนิสัยของฆราวาสอยู่ ยังคิดว่าการทำบุญก็เพียงแค่เออ การทำงานแล้วก็เอาปัจจัยนั้นมาทำบุญก็เพียงพอแล้ว ยังไม่คิดที่จะเข้าวัดที่จะมาบวช ยังชอบ ยังสนุกอยู่ทางโลกอยู่
จากนั้นก็ยังมีพบกับคำว่าเราเกิดมาสร้างบารมี คำนี้เมื่อใดเราได้ยินแล้วก็ยังคิดว่าเราก็สร้างบารมีแบบคนอื่นๆ อยู่ คือก็คือทำงานหาเงินแล้วก็เอาปัจจัยนั้นมาทำบุญ ส่วนความคิดที่จะเข้าวัดใช้ชีวิตทุ่มเทเสียสละมาอยู่ปักกลด อยู่ธุดงค์นั่งสมาธิ ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์อะไรอย่างนี้ ยังไม่คิด เพราะคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากในตอนนั้น ทั้งเรื่องของการบวช ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ได้ยาก เพราะว่าการเราจำเป็นจะต้อง เราจะต้องฝึกฝนอบรมตนเองอย่างดียิ่ง เพราะว่าเราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ได้ยากยิ่ง
โยมแม่ของหลวงพี่เป็นผู้ที่มีความแข็งแรงมาก ท่านชอบออกกำลังกาย ไปวิ่ง ไปว่ายน้ำ ร่างกายของท่านแข็งแรงมากทีเดียว ท่านเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงสนุกสนาน ท่านมีเพื่อนฝูงมาก และที่สำคัญท่านรักบุญนะ ท่านชอบทำบุญ เรื่องของสุขภาพร่างกายของท่าน นายแพทย์ผู้ที่เป็นผู้ตรวจสุขภาพของท่านประจำปี เมื่อตรวจแล้วท่านยังยอมรับว่าสุขภาพของท่านนี้ดีมาก ทั้งอวัยวะภายในต่างๆ ทั้งปอด หัวใจ ความดันต่างๆ แข็งแรงมาก
ตอนนั้นก็ไม่มีใครคิดว่าท่านจะเจ็บหนัก พอประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ โยมแม่ก็เริ่มมีอาการท้องผุอย่างรุนแรง มีอาการเหมือนจะถ่ายแต่ว่าถ่ายไม่ออก และมีความรู้สึกว่ามีความปวดถ่วงๆ อยู่บริเวณช่วงล่าง ในตอนแรกโยมแม่ก็อดทน ไม่ยอมไปหาหมอ แต่พออยู่ต่อมาสักระยะหนึ่งทนไม่ไหว ก็รีบพาไปหาหมอ เมื่อหมอได้ตรวจดูอาการและได้เอ็กซเรย์แล้ว ก็พบว่าโยมแม่เป็นมะเร็งในลำไส้ แต่ตอนนั้นไม่มีใครบอกโยมแม่ เมื่อทราบว่าโยมแม่เป็นมะเร็งก็ได้พาโยมแม่เข้ารับการผ่าตัดทันทีในช่วงนั้น
เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว คุณหมอก็ได้ออกมาบอกว่าผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจมาก แต่เพื่อความแน่ใจ ก็ต้องใช้ยาที่จะฆ่าเชื้อ เพื่อฆ่าเนื้อร้ายที่อาจจะหลงเหลืออยู่ภายในร่างกายออกด้วย ซึ่งโยมแม่ก็ได้ใช้ยาเข้าไปด้วย ตัวนั้น ยาตัวนี้เป็นยาที่มีความรุนแรง เมื่อใช้แล้วยานี้จะมีผลต่อเซลต่อเนื้อเยื่อที่เป็นส่วนดีของร่างกายด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อโยมแม่ได้รับยานี้เข้าไป ร่างกายที่เคยแข็งแรงก็เริ่มอ่อนแอลง ผมก็เริ่มร่วง เรี่ยวแรงต่างๆ ที่เคยมีก็เริ่มถดถอยหายไป
ตอนนั้นคุณหมอได้ให้ยาอยู่สักระยะหนึ่ง แล้วก็ต่อมาก็หยุดยาเพื่อติดตามผลของยาต่อไป เมื่อหยุดยาแล้ว โยมแม่ก็มีอาการที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้นมา แต่ว่าอาการไม่เหมือนเดิม ช่วงนั้นประมาณปลายปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ เป็นช่วงงานกฐินคุณยาย ๘๔ ปี โยมแม่ได้เป็นประธานรองกฐินคุณยายด้วย แต่ว่าสุขภาพของท่านไม่สบาย ตอนช่วงนั้นทั้งหลวงพี่และโยมพี่สาวกำลังคิดกันว่าจะสามารถพาโยมแม่มาร่วมงานได้หรือเปล่า แต่พอใกล้วันงานบุญขึ้นมา ยิ่งใกล้วันเข้ามา โยมแม่ก็มีอาการที่ดีขึ้น สุขภาพร่างกายก็ดีขึ้น ดีวันดีคืน จนในที่สุดโยมแม่ก็ได้มีโอกาสมาร่วมบุญงานกฐินคุณยาย โดยที่โยมพี่สาวก็ต้องมาช่วยประคับประคองท่านเดินอยู่บนขบวนของกฐิน โดยช่วยถือพานผ้าไตรรองประธานด้วย
หลังจากกลับมาจากงานแล้ว โยมแม่ก็หมดแรงทันที ต้องนอนพักฟื้นไปหลายวัน ต่อมาโยมแม่ได้มีโอกาสเข้าไปกราบขอพรของคุณยาย เมื่อคุณยายได้พบกับโยมแม่ คุณยายได้ยื่นมือเข้ามา จับมือที่ประนมอยู่ของโยมแม่ทันที เมื่อได้ฟังอาการของโยมแม่แล้ว คุณยายก็ได้บอกว่าให้นึกถึงบุญเยอะๆ นะ ให้ทำบุญมากๆ แล้วคุณยายก็ยังพูดต่ออีกว่าโรคนี้เป็นโรคกรรม เป็นเวรปาณาติบาต เราเคยทำเขาไว้ แต่คุณยายก็ได้พูดต่อมาว่าแต่ไม่เป็นไร ยายจะช่วย
หลังจากนั้นอาการของโยมแม่ก็ค่อยๆ ดีขึ้นดีขึ้นเป็นลำดับ คุณแม่สามารถ โยมแม่สามารถเออ อยู่ในสภาพที่แข็งแรงขึ้นมาเป็นเวลาเกือบปี ได้มีโอกาสทำบุญต่างๆ มากมาย ทั้งบุญจากการหล่อรูปเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ บุญจากการสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัว การสร้างมหาธรรมกายเจดีย์
ต่อมาในช่วงหลัง อาการโรคเริ่มกำเริบขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งโยมแม่จะต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นครั้งที่ ๒ และต้องให้ยาด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งทำให้ร่างกายของท่านเริ่มถดถอยอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งต้องผ่าตัดเป็นครั้งที่ ๓ และในที่สุดก็ต้องผ่าตัดเป็นครั้งที่ ๔ ช่วงนั้นทุกๆ คนรู้แล้วว่าโยมแม่คงอยู่ต่อไปอีกไม่ได้นาน ช่วงนั้นทุกๆ คนจึงพยายามที่จะชักชวนพูดให้โยมแม่ได้นึกถึงบุญที่ตนเองได้สร้างสมมา ที่ได้ทำมาตลอดชีวิตของโยมแม่ ทั้งบุญทอดกฐิน ผ้าป่า สร้างธุดงคสถาน ๒,๐๐๐ ไร่ บุญจากการหล่อรูปเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ บุญจากการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สร้างองค์พระธรรมกายประจำตัว
ช่วงสุดท้าย อาการของโยมแม่เริ่มดีขึ้นอย่างน่าแปลกใจ และที่น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือความเจ็บป่วยของโยมแม่ค่อยๆ หายไป ซึ่งธรรมดาโรคมะเร็งในที่นี้เราก็คงทราบกันดีว่า ก่อนที่จะเสียชีวิตก็จะมีอาการเจ็บป่วยค่อนข้างมาก แต่ว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่แปลกคืออาการของโยมแม่กับการเจ็บป่วยไม่ปรากฏ ท่านเหมือนกับนอนหลับอยู่เฉยๆ โยมแม่สามารถอยู่ต่อมาได้อีกหลายวัน จนในที่สุดท่านก็ได้สิ้นชีวิตไป ท่านจากไปอย่างสงบ เหมือนกับคนที่นอนหลับ ค่อยๆ หยุดลมหายใจไปที่ทีละนิด ทีละนิด จนกระทั่งขาดไป
ตอนนั้นทุกๆ คนมีความรู้สึกเหมือนกับว่าโลกนี้หยุดหมุนไปชั่วครู่ ไปชั่วระยะเวลาหนึ่งทีเดียว ตัวของหลวงพี่เองก็มีความรู้สึกมึน ตึง เหมือนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้คาดคิดว่าโยมแม่จะเสียชีวิต เนื่องจากหลวงพี่เองก็เป็นคนที่ค่อนข้างจะสนิท ค่อนข้างจะมีความผูกพันกับโยมแม่ค่อนข้างมาก เนื่องจากโยมพี่ชายกับโยมน้องชายไม่ได้อยู่ที่บ้าน จะมีตัวหลวงพี่เองแล้วก็โยมพี่สาวพักอยู่ที่บ้านด้วยกัน กับทั้งโยมพ่อและโยมแม่ ดังนั้นเมื่อท่านมีธุระอะไรที่ต้องใช้ ตัวหลวงพี่ก็จะเป็นอาสาเป็นสารถีขับรถให้ท่าน ทั้งไปวัดทั้งไปทำธุระต่างๆ มากมาย จนมีความรู้สึกสนิทสนมกับท่านมาก
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หลวงพี่ได้คิด ได้คิดว่าโยมแม่ได้จากไปแล้ว ความตายที่พวกเราเห็นอยู่ทุกๆ วัน พวกเรามักจะเห็นกับคนอื่นๆ ไม่ได้เห็นกับตัวของเราเอง แต่คราวนี้มรณภัยนั้นได้คืบคลานเข้ามาในบ้านของเราแล้ว วันนี้โยมแม่ได้เสียชีวิตไปแล้ว วันหน้าตัวของเราเองก็คงจะต้องเสียชีวิตเช่นเดียวกัน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
หลวงพี่เริ่มได้คิด เริ่มมีความคิดที่จะบวช มีความคิดว่าเราอยากจะเอาบุญ เอาบารมีให้กับโยมแม่ จึงวางแผนตั้งใจที่จะบวชให้ได้ และในที่สุด ในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ หลวงพี่ก็ได้บวชในรุ่น ๘๐ ปีวิชชาธรรมกาย ในรุ่นนั้นมีผู้ร่วมบวชด้วยถึง ๓๑๐ คน ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของการบวช ณ โบสถ์วัดพระธรรมกาย เพราะว่าเป็นรุ่นที่บวชมากที่สุด
เมื่อบวชแล้ว หลวงพี่ก็มาย้อนคิด นึกเสียดายถึงวันเวลาที่ผ่านไปว่าตัวของเราเองไม่ได้มีโอกาสได้ตอบแทนคุณของโยมแม่ได้อย่างสูงสุด นั่นคือโยมแม่ไม่ได้มีโอกาสได้เห็นผ้าเหลืองของพระลูกชาย ซึ่งตัวท่านเองเมื่อละสังขารไปแล้วก็ไม่ทราบว่าท่านจะได้มีโอกาสอนุโมทนาบุญกับตัวของหลวงพี่ด้วยหรือเปล่า แต่ว่าตัวของหลวงพี่เองก็ยังมีความรู้สึกดีใจที่ได้มาบวช ที่ได้มาสร้างบารมีอยู่ในวัดพระธรรมกายแห่งนี้ ได้มีโอกาสได้พบกับคุณยายอาจารย์ ได้พบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้พบเกือบทุกๆ วัน มีโอกาสได้มาสร้างบุญสร้างบารมีกับท่านอย่างใกล้ชิด ไม่เหมือนเมื่อก่อน ครั้งนี้ได้มีโอกาสมาทุ่มเทสร้างบารมีกับท่านอย่างสุดชีวิตสุดกำลังเช่นเดียวกัน
สำหรับพวกเราทุกๆ คน หลวงพี่ว่าทุกๆ คนเป็นผู้ที่มีบุญ มีบารมีอันสูงยิ่ง เพราะเป็นผู้ที่มี ได้มีโอกาสได้มาทำความดีสร้างความดีอย่างยิ่งยวด ณ วัดพระธรรมกายแห่งนี้ ได้มีโอกาสมาพบคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ของพวกเรา คุณยายเป็นเปรียบประดุจดั่งอาชาไนยประเภทที่ ๑ ท่านเป็นผู้ที่สามารถตักเตือนตนเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมาชี้มาแนะ มาว่ากล่าว ท่านสามารถสั่งสอนตนเองได้ และยังสามารถช่วยแนะนำสั่งสอนผู้อื่นอีกด้วย ท่านเปรียบประดุจดังชาติอาชาไนย ซึ่งนับได้ว่าเป็นประเภทที่ ๑ ทีเดียว
พวกเราทุกๆ คน หลวงพี่เชื่อว่าทุกคนในที่นี้ก็คือบุรุษอาชาไนยเช่นเดียวกัน เพราะว่าเป็นบุคคลที่มีปัญญาที่รู้ว่าเราเกิดมาสร้างบารมี เราเกิดมาเพื่อทำความดีให้ถึงที่สุด แม้ว่าเราอาจจะยังอยู่ในประเภทที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ก็ตาม แต่ว่าทุกคนมีโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง จนกระทั่งสามารถเป็นบุคคลอาชาไนยประเภทที่ ๑ ได้
และในโอกาสนี้ หลวงพี่ขอเชิญชวนทุกๆ ท่านในวันพรุ่งนี้คือวันเสาร์ที่ ๕ พฤษภาคม เป็นวันที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เปิดโอกาสให้ทุกๆ คนมาสั่งสมบุญ
(หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
ของสาธุชนทั้งหลายในวันมาฆบูชา หลวงพี่ขออนุญาตนำโอวาทของท่านมากล่าว ณ ที่นี้ด้วย
ลานแก้วคือลานเวียนประทักษิณ รอบมหาธรรมกายเจดีย์ด้านนอก ซึ่งตอนนี้สำเร็จไปแล้ว ๒ ใน ๓ ส่วน เหลืออีกแค่ ๑ ใน ๓ ส่วน เราก็จะรีบทำให้เสร็จ ซึ่งใช้ปัจจัยอีกจำนวนหนึ่งที่เราสามารถทำกันได้ภายใน ๑ อาทิตย์นี้ ให้เป็นสิ่งอัศจรรย์สำหรับชีวิตของเรา สำหรับพระศาสนา และความอัศจรรย์อันเกิดแก่เรา คือสิ่งที่เหลือธรรมชาติ จะบังเกิดขึ้นแก่เราไปทุกภพทุกชาติ จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
พวกเราเป็นพันธุ์ไม่มีกาลเวลา เป็นพันธุ์อกาลิโก ไม่ว่าจะสั้นหรือยาวก็สำเร็จทะลุเป้าหมายหมด จะเอาเวลามาจำกัดกันไม่ได้ แม้จะให้เวลาเพียง ๑ เดือน ๑ อาทิตย์ ๑ วัน หรือ ๑ ชั่วโมง ก็สำเร็จ พวกเรามีผังสำเร็จ มีผังอัศจรรย์ เป็นพันธุ์อัศจรรย์ เวลาน้อยหรือมากไม่สำคัญ พอตั้งใจจะทำก็สำเร็จหมด เพราะมีธาตุสำเร็จในตัว ยิ่งทำบุญยิ่งเพิ่ม ยิ่งมีฤทธิ์มีเดช มีอานุภาพ งานนี้มีเวลา ๗ วัน ผังสำเร็จมีอยู่แล้ว ลุยกันให้เต็มที่เลยนะลูก
และในท้ายที่สุดนี้ หลวงพี่ก็ขอเชิญชวนทุกๆ ท่านได้หลับตา นึกอาราธนาคุณยายอาจารย์มาไว้ที่ศูนย์กลางกายของพวกเราทุกๆ คน ให้นึกถึงความบริสุทธิ์ ความสะอาด ความผ่องใสของท่าน ให้นึกน้อมท่านมาตั้งไว้ที่ ณ ศูนย์กลางกายของพวกเรา ให้ท่านได้กลั่นธาตุกลั่นธรรม กลั่นบุญบารมีของพวกเราทุกๆ คนให้เป็นผู้ที่ยิ่งด้วยบุรุษอาชาไนย เป็นผู้ที่ไม่ยอมแพ้ ไม่ท้อถอยในอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้ที่สร้างความดีอย่างยิ่งยวด ให้เราตั้งใจนึกน้อมท่านมาตั้งไว้ ณ ศูนย์กลางกายของพวกเราทุกๆ คนเลยนะ
และในขณะที่พวกเราได้ตั้งใจหลับตาทำสมาธิ หลวงพี่ก็ขอโอกาสนี้ได้อ่านบทกลอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ท่านได้พูดถึงเรื่องของการทำสมาธิ ให้เราทำใจของเราหยุด ให้ใจของเรานิ่ง ให้ทำใจของเราให้สว่าง ให้ผ่องใส
ทุกๆ สิ่งมีอยู่แล้วในกลางกาย แม้อารมณ์สบายที่กำลังแสวงหา
แค่ทำใจหยุดนิ่งๆ เดี๋ยวก็มา เชื่อเถอะน่า มันเหลือเชื่อแต่ก็จริง
เราไม่ได้ ใครจะได้เล่าลูกเอ๊ย ทำเสบย ใจสบายได้แหง่ๆ
ก็พวกเรา ท่านผู้รู้เขาดูแล ล้วนแต่ธาตุแก่ๆ ในนิพพาน
ดาวทิ้งฟ้ามาอยู่ในอู่กาย ซ้อนเรียงรายกลายเป็นหนทางขาว
อริยะผุดผ่านเส้นทางดาว ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ฉ่ำชื่นใจ
เมื่อดวงตาปิดสนิท อย่างละมุน ไม่มีลุ้น เร่งจ้อง มองที่หมาย
ก็จะพบผู้รู้ อยู่กลางกาย ธาตุอ่อนแก่มากมายถึงปลายทาง
ยิ่งกว่าได้ดื่มสวรรค์ อันเอมโอษฐ์ รสแห่งธรรม ชนะโลดไม่ขนาน
หน้า PAGE 11
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-05-04 FW-AAT.doc