อานิสงส์ของการเจริญเมตตาธรรม ๑๑ ประการ
(ม้วน 1/A)
พระอารีพงษ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเหนือเศียร กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระมหาเถระ พระเถรานุเถระ นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา สาธุชนลูกหลานยายผู้มีบุญทุกท่านนะ (สาธุ)
ก็วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดอีกวันหนึ่งที่ทุกท่าน ลูกหลานคุณยายได้รวมใจกันมาเอาบุญกับคุณยาย ไม่ว่าจะเป็นวันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร หรือวันไหนๆ ทุกท่านก็ไม่ได้ย่อท้อกับอุปสรรค ยังคงมาเอาบุญกับคุณยาย หลวงพี่เชื่อว่าถ้าหากว่าคุณยายยังไม่ได้ละสังขาร ท่านก็คงกล่าวชมว่าในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายนี่ คุณยายนี่รักพวกคุณที่สุด
คุณยายเคยชมหมู่คณะกลุ่มของพระเดชพระคุณหลวงพ่อในสมัยบ้านธรรมประสิทธิ์ มีครั้งหนึ่งที่หลังจากที่เลิกการปฏิบัติธรรมแล้ว กลุ่มของพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ยังคงอยู่ต่อ เพื่อจัดเสนาสนะ และคุณยายก็ชมว่าในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย คุณยายนี่รักพวกคุณที่สุด
ถ้าถามว่าหลวงพี่นี่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาดีใจที่สุดนี่เรื่องอะไรบ้าง ดีใจที่สุดมีหลายเรื่องด้วยกัน ตั้งแต่รู้ว่านึกได้ว่าได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้เพศบริสุทธิ์ และได้บรรพชาอุปสมบท ณ วัดพระธรรมกายแห่งนี้ และในวันนี้ เวลานี้ก็เป็นบุญอย่างที่สุดที่ได้มีโอกาสแสดงธรรมบูชาคุณยาย
หลายท่านสังเกตได้ว่าเวลานั่งสมาธิ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็จะนำแผ่เมตตา หรือเคยได้ยินว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อมีเมตตา คุณยายมีเมตตามาก หรืออาจจะเคยได้ยินว่าคุณพ่อคุณแม่ของเรานี่มีเมตตากับเรามาก ครูบาอาจารย์ก็มีเมตตากับเรามาก ดังนั้นในวันนี้หลวงพี่ก็ขอนำธรรมะหมวดหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องของการเจริญเมตตา
ก่อนอื่นก็มาทราบความหมายของเมตตาก่อนว่าคืออะไร เมตตานั้นก็คือความปรารถนาดี ความเกื้อกูลเอื้ออาทรต่อกัน โดยเรามุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งประโยชน์โดยส่วนตัว ถ้าแปลกันง่ายๆ ก็คือความรักนั่นเอง แต่ความรักในที่นี้นี่ท่านหมายถึงเป็นความรักที่บริสุทธิ์ ไม่ได้เจือด้วยกิเลส ไม่เหมือนความรักบางอย่างนี่ก็จะเจือปนด้วยกิเลส ด้วยความโลภต่างๆ นี้
ในการเจริญเมตตานั้น ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนี่ ท่านได้ให้หลักเอาไว้ว่าในเบื้องต้นนี่เราจะต้องเจริญเมตตาหรือแผ่เมตตาให้กับตัวเองเสียก่อน เพื่อว่าเวลาเรา เพราะว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายนี่ไม่มีใครเลยที่จะไม่รักตัวเอง ให้เราส่งจิตส่งใจไปให้ทั่วทิศนี่ เราจะไม่เห็นใครเลยที่จะเป็นที่รักมากที่สุดยิ่งกว่าตัวเอง ดังนั้นท่านจึงให้เรานี่แผ่เมตตาให้กับตัวเองก่อน เพราะเราเองปรารถนาความสุข เกลียดชังความทุกข์ เมื่อเรามีเมตตาอย่างนี้มากเข้ามากเข้า เมตตาเกิดขึ้นในจิตของเราแล้ว โอกาสที่จะแผ่เมตตาไปให้กับบุคคลอื่นนั้นก็ง่าย
บุคคลลำดับที่ ๒ ที่เราควรจะแผ่เมตตาให้ก็คือบุคคลเป็นที่รักของเรา ตั้งแต่ครูบาอาจารย์ คุณพ่อคุณแม่ของเรา ผู้มีพระคุณของเรา เพื่อน บุคคลรอบข้างที่เรารักปรารถนาดี
และลำดับที่ ๓ ก็คือแผ่ไปให้กับบุคคลที่เป็นกลางๆ คือไม่รักไม่ชัง เป็นประเภทที่เราไม่ค่อยรู้จัก เป็นเพื่อนที่เกิดร่วมประเทศเดียวกันบ้าง ร่วมจังหวัดเดียวกันบ้าง
และประเภทสุดท้าย ที่เราจะแผ่เมตตาให้นั้นก็คือคนที่มีเวรต่อเรา คือเป็นศัตรูกับเรา คนมีเวรนั้นไม่ใช่หมายความว่าจะต้องมีเวรเฉพาะกับเราในชาตินี้เท่านั้น แต่ในบางคราวนี่ บางคนเราเจอ เรารู้สึกว่าไม่ค่อยชอบเขาบ้าง แม้ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่รู้สึกว่าไม่ชอบ อันนี้ก็เป็นไปได้ว่าเคยผูกเวรกันมาในอดีต
ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เรานี่ พยายาทำใจ แก้ไขปรับปรุงเพื่อที่เราจะได้แผ่เมตตาไปให้กับบุคคลที่มีเวรกับเรา ทีนี้ ท่านก็มีวิธีแก้ปัญหาตรงนี้ว่าเราจะทำอย่างไร เมื่อเราแผ่เมตตาไปให้กับศัตรูของเราไม่ค่อยได้นี่ ท่านก็ให้หลักเอาไว้อย่างนี้ว่า
ประการแรก ก็คือให้เราให้โอวาทตัวเอง สอนตัวเองโดยยึดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เป็นหลัก คือท่านให้นึกว่า ท่านสอนไว้อย่างนี้ว่า บุคคลใดก็ตามที่โกรธเรา แล้วเราโกรธเขาตอบนี่ เราเองนั้นน่ะเป็นบุคคลที่เลวยิ่งกว่าคนที่โกรธเราตอนแรกเสียอีก นั่นก็หมายความว่าใครก็ตามมาโกรธเรา แล้วเราไปโกรธตอบ เรานี่แหละจะเป็นบุคคลที่เลวที่สุด ท่านจึงสอนให้เราชนะความโกรธด้วยการไม่โกรธตอบ จึงจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
และท่านกล่าวต่อไว้ว่า บุคคลใดก็ตาม ที่ไม่โกรธตอบบุคคลที่โกรธก่อนนี่ ย่อมได้ชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก และการได้รับชัยชนะนี้นี่ เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ และเป็นประโยชน์กับทั้ง ๒ ฝ่าย คือกับบุคคลที่โกรธเรา และตัวเราเอง นั่นหมายถึงว่าตัวเราเองนี่ พอเราไม่โกรธตอบแล้ว จิตใจของเราก็เยือกเย็น ชุ่มเย็น ไม่เร้าร้อน และบุคคลที่โกรธเราก่อน เมื่อเห็นเราไม่โกรธตอบ เขาก็จะ ความโกรธนั้นจะค่อยๆ ทุเลาเบาบางลงไปเอง
ถ้านึกสอนตัวเองอย่างนี้แล้ว ก็ยังไม่หายโกรธ ท่านก็สอนต่อบอกว่าให้เรานึกถึงโทษของความโกรธนี่ ความโกรธนั้น ทุกท่านคงจะรู้จักแก่ใจอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเราโกรธใคร เราก็จะเร่าร้อน จะยืน จะนั่ง จะนอนไม่เป็นสุข นอนก็ไม่ค่อยหลับ เพราะเราอาฆาตพยาบาทเขา นี่คือโทษที่เห็นกันชัดๆ
และท่านเปรียบอุปมาไว้ว่าคนที่โกรธนี่ ท่านเปรียบเหมือนดุ้นฟืนที่ใช้เผาซากศพ ปลายทั้ง ๒ ข้างติดไฟ ตรงกลางเปื้อนคูต ดุ้นฟืนดุ้นนี้ก็ไม่มีประโยชน์กับใคร เอาไปใช้ทำอะไรก็ไม่ได้ ไม่มีใครอยากได้ คนโกรธนั้นท่านเปรียบเอาไว้อย่างนี้
ถ้านึกอย่างนี้แล้ว ก็ยังไม่หายโกรธ ท่านก็ให้นึกถึงกรรมของแต่ละคนว่าคนแต่ละคนนี่เขาก็มีกรรมเป็นของตัว ใครทำดีก็ได้ดี ใครทำชั่วก็ได้ชั่ว เขาทำชั่วทำกรรมนี่ เขาก็ย่อมได้รับผลของเขาเอง แต่เรานี่ เรารู้แล้วว่าความโกรธนี่ไม่ดี มันเป็นการสร้างกรรมเพิ่ม เราก็ไม่โกรธตอบ ทำใจให้เป็นปกติผ่องใสเหมือนเดิม
ถ้านึกอย่างนี้แล้ว ก็ยังไม่หายโกรธอีก ท่านก็ให้หลักประการที่ ๔ ไว้ว่าก็ให้นึกถึงพระจริยาวัตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าท่านนี่ในอดีต ท่านอดทนเหลือเกิน ไม่มีใครเลยที่จะใช้ขันติคือความอดทนนี่ยิ่งไปกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอดีตพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ เคยเกิดเป็นดาบสชื่อว่าขันติวาทีดาบส ถูกพระมหากษัตริย์พระราชานี่สั่งประหาร ให้โบยด้วยแส้ ให้ตัดหู ตัดจมูก ตัดมือตัดเท้า แล้วก็กระทืบพระองค์ที่อกนี่ แล้วก็เดินจากไป ขันติวาทีดาบสนั้นไม่ได้มีใจที่ขุ่นเคืองเลย กลับอวยพรให้พระราชาที่ประหารข้าพเจ้านั้นขอให้มีอายุยืน เมื่อพระราชาเดินจากไป ลับครองจักษุเท่านั้นเอง ธรณีก็สูบพระราชานั้นลงอเวจีมหานรกไป
หรือแม้กระทั่งชาติหนึ่งที่เกิดเป็นพญาช้างฉัตทัน ถูกพราน นายพรานนี่ใช้ลูกศรอาบยาพิษ ยิงเพื่อจะตัดงา ตอนนั้นพญาช้างฉัตทันก็ไม่ได้มีจิตโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย กลับให้นายพรานนั้นน่ะตัดเอางาไปได้แต่โดยดี โดยไม่ได้ขัดเคือง นี่ขนาดพระโพธิสัตว์ของเรา ท่านสร้างบารมีมามาก อดทนมามาก ท่านไม่ได้ผูกโกรธเลย แต่เราเองนี่ บางครั้งถูกใครว่านิดว่าหน่อย หรือว่าทำความไม่พอใจให้เรานี่ เราก็โกรธเคือง อย่างนี้ท่านสอนให้เรานึกถึงพระจริยาวัตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้าหากว่ายังไม่หายอีก ยังผูกอาฆาต ยังไม่หายโกรธอีก ท่านก็ให้นึกถึงความดีของศัตรูนี่ ของคนที่เราอาฆาตพยาบาทนั้น ว่าศัตรูของเรานี่ยังไงเขาก็ยังมีความดีอยู่ คนเรานี่ก็แปลก ตอนแรกๆ นี่ยังดีๆ กันอยู่ ก็มักจะกล่าวว่าเขาดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ แต่พอเวลาโกรธกันแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีเหลืออยู่เลย ต่างก็ว่าร้ายซึ่งกันและกัน ว่าสิ่งไม่ดีแก่กันและกัน ความดีทั้งหลายนี่หายไปหมดเลย คงเหลือแต่สิ่งที่ไม่ดี เอาไว้ในใจ
แล้วความดีของศัตรูนี่ มิใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ คือศัตรูบางครั้งก็ทำคุณให้กับเรา เช่นเราจะทำงานอันใดอันหนึ่ง เราจะสร้างวัดสร้างเจดีย์ก็ดีนี่ เราก็มีคนที่ไม่เห็นด้วย คนที่คอยจะมาทำร้ายเรา หรือไม่เห็นด้วยกับเรานี่ เราก็รู้สึกว่าแหม เวลามีใครมา มาทำอย่างนี้แล้วนี่ เรารู้สึกว่าเราจะต้องทุ่มสุดใจให้มากกว่านี้ เราจะต้องทำให้เสร็จไวๆ นี้ศัตรูของเรานี่ก็มีความดีเหมือนกัน
นึกอย่างนี้แล้วก็ยังไม่หายโกรธอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้ ตรัสนึกถึง ให้เรานี่นึกถึงอานิสงส์ของเมตตาธรรมนี่ ๑๑ ประการด้วยกัน การเจริญเมตตานี่ เราย่อมได้อานิสงส์ถึง ๑๑ ประการ คนที่เจริญเมตตา ใครก็ตามที่เจริญเมตตา คนนั้นย่อมได้อานิสงส์ ไม่ใช่ศัตรูหรือว่าคนมีเวรได้อานิสงส์
ประการแรกก็คือย่อมหลับเป็นสุข ไม่ใช่ว่าใครๆ จะหลับแล้วเป็นสุขทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีความโกรธ มีความพยาบาทย่อมเร่าร้อน นอนไม่หลับ เพราะว่ายังโกรธเขาอยู่ แต่ถ้าเกิดเราเจริญเมตตาเมื่อใดก็ตาม เราย่อมหลับเป็นสุข เหมือนกับเข้านิโรธสมาบัติ หลับลึก
ประการที่ ๒ ก็ตื่นเป็นสุข คือตื่นขึ้นมาแล้วเป็นสุข เหมือนได้ออกจากนิโรธสมาบัติ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข
ประการที่ ๓ ไม่ฝันหลับ คือไม่ฝันหลับ ฝันแต่เรื่องดีๆ ฝันว่าได้กราบพระมหาธรรมกายเจดีย์บ้าง ฝันเห็นคุณยายบ้าง ฝันเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อมาให้พรบ้าง ฝันว่าเราได้นั่งสมาธิบ้างอย่างนี้
ประการที่ ๔ ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองก็ยังรัก เพราะเรานี่อยู่ด้วยจิตเมตตา ใครเข้าใกล้แล้วรู้สึกว่าเย็นกาย เย็นใจ เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย แต่โดยมากแล้ว ในสมัยนี้นี่เรามักจะหาเมตตากันไม่ค่อยถูก บ้างก็บอกว่าเมตตาอยู่ที่แป้งบ้าง อยู่เครื่องสำอางค์บ้าง อยู่ที่เครื่องรางของขลังบ้าง นั่นคือเมตตาอย่างผิวๆ เผินๆ แต่ความจริงแล้วนี่ เมตตาที่แท้จริงนี่จะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้นในใจของเรา จะเป็นเมตตาที่เที่ยงแท้ แล้วก็ติดไปคงทนถาวร
ประการที่ ๕ ย่อมเป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย อมนุษย์ในที่นี้ก็หมายถึงทั้งสัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดในอบายภูมิ ทั้งเทวดา ทั้งพรหม ทั้งอรูปพรหม นั่นคืออมนุษย์ เราจะเป็นที่รัก และอมนุษย์เหล่านั้นก็ย่อมจะคุ้มครองรักษา ปกป้องบุคคลที่เจริญเมตตาอยู่เป็นเนืองนิจ
ประการที่ ๖ เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา ใครก็ตามมีเมตตามาก ทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งนั่ง ทั้งนอนนี่ เจริญเมตตาอยู่เนืองนิจ เทวดานี่เขาก็อยากจะได้บุญกับเรา เขาก็ตามปกป้องรักษาคุ้มครองเรา เตือนภัยให้เรา
ประการที่ ๗ ไฟ ยาพิษ หรือศาสตราอาวุธทั้งหลายนี่ทำอันตรายไม่ได้ อันนี้มีตัวอย่างในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ พระเทวทัตแรกๆ ก็บวชด้วยความศรัทธา แต่ครั้นอยู่ไปอยู่ไปนี่ โดนโมหะเข้าครอบงำ คิดการณ์ใหญ่ อยากจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ครั้งหนึ่งก็ว่าจ้างนายขมังธนูให้มาปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยว่าจ้างนายธนูถึง ๑๖ ชุด โดยวางแผนไว้อย่างแยบยล โดยให้นายขมังธนูชุดที่ ๑ ยิงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชุดที่ ๒ ยิงชุดแรก ชุดที่ ๓ ยิงชุดที่ ๓ ชุดที่ ๔ ยิงชุดที่ ๓ อย่างนี้ไล่เรื่อยไป จนกระทั่งครบถึง ๑๖ ชุด ถ้าแผนการณ์สำเร็จก็จะจับไม่ได้ว่าใครเป็นคนยิงพระองค์
แต่ว่าเหตุการณ์นั้น ตอนที่นายขมังธนูจะยิง คือชุดแรกจะยิงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็แผ่เมตตาไปให้นายขมังธนูนั้น นายขมังธนูนั้นยกธนูไม่ขึ้น ยกธนูไม่ขึ้น สุดท้ายก็เข้ามากราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงธรรมจนกระทั่งบรรลุเป็นพระโสดาบัน นายขมังธนูนั้นขอบวช ขอบวช แล้วในที่สุดก็บรรลุเป็นพระอรหันต์
และมีอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของที่ช้างนาฬาคีรี พระเทวทัตก็มอมเหล้าช้างนาฬาคีรี ซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉานนั้น มอมเหล้าเพื่อจะให้ชนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในขณะที่พระองค์บิณฑบาตอยู่ พระองค์ก็แผ่เมตตาไปให้อีก แผ่เมตตาไปให้ ช้างนาฬาคีรีนั้น ด้วยอานุภาพของเมตตา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มาหมอบแทบเท้า หมอบตรงหน้าพระพักตร์ของพระองค์ ทีนี้เราจะเห็นว่าเมตตามีอานุภาพถึงปานนี้ อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังสยบด้วยเมตตาบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีเรื่องเล่าว่าแม่โคตัวหนึ่งกำลังให้ลูกดื่มน้ำนมอยู่ ขณะเดียวกันนั้นเอง นายพรานมีจิตที่จะฆ่าแม่โคตัวนั้น จึงใช้หอกพุ่งเพื่อจะฆ่าแม่โคตัวนั้น แต่ปรากฏว่าแม้เพียงผิวหนังของแม่โคนั้นน่ะ หอกไม่สามารถทำอันตรายได้เลย เนื่องจากว่าในขณะนั้นแม่โคเกิดเมตตาจิตอย่างจับใจ มีความเกื้อหนุนอย่างแรงกล้าในลูกโคนั้นน ศาสตาวุธนี้จึงไม่สามารถทำอันตรายได้ นี่คือานิสงส์ประการที่ ๗
ประการที่ ๘ ก็คือจิตย่อมตั้งมั่นโดยเร็ว เราจะสังเกตดูว่าบางครั้งนี่เราไม่ค่อยให้อภัยใคร เวลาเรานั่งสมาธิแล้ว รู้สึกว่าใจของเรานี่ไม่ค่อยรวม ใจไม่ค่อยหยุดไม่ค่อยนิ่ง ก็คงจะเป็นเพราะว่าเรานี่ยังมีความเคียดแค้นในศัตรูบ้าง ไม่ค่อยให้อภัยคนรอบข้างบ้าง ถ้าหากว่าเราได้เจริญเมตตานี่ นึกรักปรารถนาดีกับทุกๆ ชีวิต ทุกๆ สรรพสัตว์ทั้งหลาย เวลาเรานั่งสมาธิ ใจเราก็จะหยุดจะนิ่งได้โดยง่าย
ประการที่ ๙ สีหน้าย่อมผ่องใส บุคคลที่เจริญเมตตาย่อมมีสีหน้าผ่องใส คล้ายๆ กับเป็นนวลยองใยเหมือนกับใบตอง หรือคล้ายๆ กับผ้าคะน้าที่มีนวลมียองใยอย่างนั้น นี่คืออานิสงส์
ประการที่ ๑๐ เวลาจะละโลกนี่ย่อมไม่หลงทำกาละ หมายความว่าเวลาเราจะละโลกแล้ว สติสัมปชัญญะของเรานี่ สมบูรณ์ครบถ้วน ใกล้ละโลกมีสติ คิดถึงบุญ คิดถึงความดีออก
และประการสุดท้าย คือย่อมเข้าถึงพรหมโลก แ ม้ว่าในชาตินี้เรายังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่ว่าเมื่อเราเจริญเมตตาบ่อยๆ มากเข้ามากเข้านี่ เราเองก็ย่อมจะเข้าถึงพรหมโลกได้ในที่สุด
ทีนี้ ในข้อที่ ๗ นี่ที่กล่าวไว้ว่าไฟ ยาพิษ หรือศาสตราอาวุธนี่ทำอันตรายไม่ได้ มีปัญหาว่าในเรื่องของสุวรรณ เออ ขออภัย สุวรรณสามชาดก ถ้าท่านใดเคยอ่านแล้ว จะเห็นว่าพระชาตินี้ที่พระพุทธองค์เสวยเป็นพระสุวรรณสาม ปรากฏว่าเจริญเมตตาในทศชาตินี้ เจริญเมตตาก็ยังถูกพระราชาใช้ธนูอาบยาพิษนี่ยิง ปรากฏว่ายิงเข้าเสียด้วย
เรื่องนี้เป็นปัญหาว่า เป็นปัญหามาถึงพระยามิลินทร์ได้ทูลถามพระนาคเสนว่า โยมนี่ไม่เข้าใจว่าทำไมสุวรรณสามเจริญเมตตาแท้ๆ จึงโดนลูกศรอาบยาพิษของพระราชานี่ยิงเข้า หรือว่าเรื่องสุวรรณสามนี่ไม่จริง ถ้าสุวรรณสามเป็นเรื่องจริง ก็แสดงว่าอานิสงส์ทั้ง ๑๑ ประการนี่ไม่มี
เรื่องนี้พระนาคเสนก็ได้วิสัชนาว่าในขณะที่สุวรรณสามนั้นได้ยกหม้อน้ำขึ้นบนบ่าเพื่อจะไปเลี้ยงดูบิดามารดาที่ตาบอดนั้นน่ะ ขณะนั้นสุวรรณสามมิได้แผ่เมตตาไป เผลอไป จึงโดนธนูนี่ยิงเข้า แล้วก็ล้มลง อันนี้อานิสงส์ที่จะได้นั้นหมายความว่าเราเจริญเมตตาเวลาใดนี่ อานิสงส์ย่อมเกิดขึ้นเวลานั้น มิได้หมายความว่าเราเจริญเมตตาแค่ ๑๐ นาที ๕ นาทีแล้วจะได้อานิสงส์ไปตลอดทั้งวันทั้งคืน
โดยท่านอุปมาว่า ในขณะนั้นสุวรรณสามเปรียบเหมือนกับทหารที่เวลาออกรบแล้ว ไม่ได้แผ่เมตตานี่เปรียบเหมือนกับไม่ได้สวมชุดเกราะ แต่ถ้าเกิดสุวรรณสามนั้นได้แผ่เมตตา ก็เท่ากับได้สวมชุดเกราะ เป็นเกราะป้องกันภัยอย่างดีเลย
อันนี้เมื่อเรานึกถึงอานิสงส์ ๑๑ ประการแล้ว ก็ยังไม่หายโกรธ ไม่หายผูกพยาบาทกับผู้มีเวรกับเรา ท่านก็สอนต่อบอกว่าให้แยกธาตุ เป็นประการที่ ๘ ให้แยกธาตุในบุคคลนั้น ว่าคนเรานี่ที่เป็นรูปเป็นร่างอยู่ได้นั้นน่ะ ก็ล้วนแล้วแต่ประกอบไปด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ หรือประกอบไปด้วยผม ขน ฟัน เล็บ หนัง ตับ ไต ไส้พุง ทั้งหลายนี่ เรานี่ไปโกรธอะไรเขา ไม่มีอะไรที่น่าโกรธเลย ท่านสอนอย่างนี้ นึกอย่างนี้แล้ว ก็ยังให้อภัยไม่ได้นี่ ทีนี้เป็นวิธีสุดท้ายแล้ว คือวิธีที่ ๙ นี้ ถ้าหากวิธีนี้ยังไม่หายโกรธอีก มีหวังตกนรกแน่ๆ นะ
วิธีสุดท้ายท่านให้เผื่อแผ่ เผื่อแผ่แบ่งปัน หมายถึงว่าเรามีอะไร เราก็เอาไปฝากเขา เอาไปให้เขา กินอะไรอร่อยๆ เราก็นึกถึงคนที่เราโกรธเขาบ่อยๆ นี่ หรือมีบุญอะไรที่วัดของเรานี่ เราก็ไปบอกเขา ไปกล่าวให้เขารับทราบ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นการประชดนะ คือเอาไปให้เขาด้วยจิตเมตตา เพื่อที่ว่าเราจะได้หายโกรธ หายพยาบาทเขา ท่านกล่าวไว้ว่ามีทานประเภทหนึ่งที่มีอานิสงส์มาก และควรจะให้กับทุกๆ คน นั่นก็คืออภัยทานนั่นเอง เราให้อภัยทานนี้ก็เป็นบุญของเรา ติดตัวเราไป
ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นวิธีการที่เราจะผ่อนคลายจิตใจของเราที่เร่าร้อนด้วยพิษของความโกรธ ทีนี้เมื่อเราหายโกรธ หายพยาบาทแล้วนี่ เราก็เริ่มต้นแผ่เมตตาอย่างที่กล่าวแล้ว คือแผ่ให้ตัวเองก่อน แล้วก็แผ่ไปให้กับบุคคลอันเป็นที่รัก บุคคลที่เป็นกลางๆ ไม่ลักไม่ชัง แล้วก็บุคคลที่เป็นศัตรูกับเรา ท่านกล่าวไว้ว่าวิธีแผ่เมตตามีใหญ่ๆ ด้วยกัน ๒ วิธี ก็คือ
วิธีแรก แผ่ไปเจาะจง เจาะจงใครคนใดคนหนึ่ง เช่นเรานี่ปรารถนาให้เขามีความสุข เราก็แผ่ไปให้ พ่อแม่บ้าง ครูบาอาจารย์บ้าง
วิธีที่ ๒ ก็คือแผ่แบบไม่เจาะจง คือให้เป็นอัปปมัญญา หมายถึงว่าไม่มีขอบเขต แผ่ไปให้กว้างขวาง ไม่มีขอบเขต เป็น infinity เลยทีเดียว
โดยมากแล้ว ท่านจะสรรเสริญให้เรานี่แผ่เมตตาไปให้กับบุคคลที่ ขออภัย แผ่เมตตาไปให้กับบุคคลทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลายนี่ บางครั้งทุกท่านก็เคยได้ยินว่าขึ้นต้นด้วยว่า สัพเพสัตตานี่ คำว่าสัพเพสัตตานั้นก็หมายถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งในอบายภูมิทั้งสี่ ทั้งเทวดา ทั้งพรหม อรูปพรหมนี่ทั้งหลายไปหมดเลย ทุกถ้วนหน้า นี้คือเรื่องของ ว่าด้วยเรื่องของการเจริญเมตตาให้ทุกท่านได้หมั่นเจริญกันทุกๆ อิริยาบถ แผ่ได้ทุกที่ทุกสถาน ทุกเวลา แผ่ไปให้ได้กับทุกๆ คน โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง พอเราแผ่เมตตาไปอย่างนี้แล้ว ใจเราก็จากที่เร่าร้อนก็จะเย็นสงบนิ่ง ใครก็อยากเข้าใครใกล้เรา
นี้ในเรื่องของการเจริญเมตตานั้น คุณยายของเรา คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านได้มีเมตตากับพวกเราอย่างเหลือล้น คุณยายนั้นท่านรักปรารถนาดี เกื้อกูลต่อทุกๆ ชีวิต ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนรวย คนจน จะเป็นชนชั้นวรรณะไหน คุณยายท่านจะช่วยเหลือทั้งหมดเลย ไม่เฉพาะว่าเป็นลูกเป็นหลานเท่านั้น แม้ในสรรพสัตว์ คุณยายท่านก็มีจิตเมตตารัก ถ้าเราสังเกตในวิดีโอนี่ ก็จะมีไก่แจ้ตัวหนึ่งที่คอยติดตามคุณยายอยู่เรื่อยๆ เพราะคุณยายมีเมตตามาก หรือแม้กระทั่งต้นไม้ เวลาคุณยายปลูกต้นไม้ คุณยายก็จะอธิษฐานว่าต้นไม้ที่คุณยายปลูก ขอให้เจริญงอกงามโดยเร็ว ให้เทวดา ให้นกกาทั้งหลายมาอาศัยอยู่ ใครมานั่งก็ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้ได้เข้าถึงธรรมะภายใน ให้ได้เข้าถึงพระธรรมกาย
ถ้าเราหันมองไปรอบทิศ ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง เราจะไม่เห็น เราจะไม่เห็นมีอะไรเลยสักอย่างเดียวที่ไม่ใช่เกิดจากความมีเมตตากรุณาของคุณยายอาจารย์ของเรา แล้วความเมตตาอย่างสูงสุดของคุณยายนั้น ใจท่านมุ่งที่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ใจท่านนั้น ท่านจะไม่ยอมแพ้ ท่านเคยกล่าวเอาไว้บ่อยๆ ว่า ใครจะเข้านิพพานก็เข้าเถอะ คุณยายนี่จะยังไม่เข้า คุณยายจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ จะปราบมารไปที่สุดแห่งธรรมให้ได้ นี้คือความมีเมตตาอย่างสูงสุดของคุณยายของเรา เราจะหาครูบาอาจารย์อย่างนี้ได้ที่ไหน หลวงพี่ว่าคงไม่มีในโลกนี้ คงมีท่านเท่านั้นที่มีใจอาจหาญอย่างนี้
และในที่สุดของการแสดงธรรมในวันนี้นี่ หลวงพี่คงดูเวลาแล้ว ก็พอสมควร ในโอกาสนี้ก็ขอเรียนเชิญทุกท่านได้ปฏิบัติบูชาคุณยาย และได้เจริญเมตตากันสักครู่หนึ่งนะ
ให้เรารวมใจหยุด รวมใจนิ่งที่ศูนย์กลางกาย อย่างเบาสบาย ให้นึกถึงคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้มีเมตตาอย่างสูงสุด ผู้เป็นที่รักยิ่งของลูกหลานของคุณยายทุกคน ให้เรานึกน้อมคุณยายในท่าที่ท่านนั่งสมาธิ นึกน้อมมาอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา ให้เห็นคุณยายาชัด ใส สว่าง น้อมนำบุญกุศลที่พวกเราทุกคนจะได้ตั้งใจปฏิบัติบูชา ให้เราได้นึกให้ใส ให้สว่าง ขอศีลขอพรคุณยายว่าให้ลูกหลานทุกคนได้มีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญ ให้ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรอย่างสูงสุด ไปชักชวนบุคคลทั้งหลายให้มาร่วมบุญร่วมบารมี ให้มีใจอาจหาญร่าเริงในการสร้างบารมี
จากนั้นให้เรานึกแผ่เมตตาจิตโดยเริ่มจากตัวของเราก่อน ว่าขอให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความสุข มีความเจริญ มีความเย็นกายเย็นใจ ให้เรานึกด้วยจิตใจที่แช่มชื่นเบิกบาน มีคำอุปมาอุปไมยที่ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า
ธรรมดานี่ เมฆคือฝนที่ตกลงมา ย่อมดับความร้อนในแผ่นดินฉันใด ลูกหลานคุณยายก็ควรดับทุกข์ร้อนของโลกด้วยเมตตาภาวนาฉันนั้น
ธรรมดาน้ำย่อมตั้งอยู่ตามสภาพ คือความเย็นฉันใด ลูกหลานคุณยายก็ควรจะเป็นผู้ทำความเย็นให้แก่ผู้อื่นด้วยขันติ ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยความเมตตากรุณาฉันนั้น
(หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/A)
ด้วยเมตตาฉันนั้น
ธรรมดาว่าต้นไม้ทั้งหลาย ย่อมไม่ทำเงาของตนให้แปลกกัน ย่อมแผ่ไปให้เสมอกันฉันใด ลูกหลานคุณยายก็ไม่ควรทำให้แปลกกันในสัตว์ทั้งหลายฉันนั้น คือควรแผ่เมตตาไปให้เสมอกัน ทั้งในผู้ที่เป็นโจร ผู้ที่จะฆ่าตน ผู้เป็นข้าศึกของตน และในตนเองฉันนั้น
ธรรมดาสุกรย่อมชอบนอนแช่น้ำในฤดูร้อนฉันใด ลูกหลานคุณยายทุกคน ก็ควรอบรมเมตตาภาวนาอันเย็นดี ในเวลาจิตเร่าร้อน ตื่นเต้นฉันนั้น
ธรรมดาว่าไฟ ย่อมไม่มีเมตตากรุณาฉันใด ลูกหลานคุณยายก็ไม่ควรมีเมตตากรุณาในกิเลสทั้งปวงฉันใด
ให้เรานึกแผ่เมตตาออกไปอย่างนี้ให้เป็นอัปปมัญญา ไม่มีเส้นรอบวง ไม่มีขีด ขอบเขตจำกัด ทั้งโลกนี้ จักรวาลนี้ให้กว้างใหญ่ไพศาล โดยหาขอบเขตมิได้ หาประมาณมิได้
สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อเวราโหตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถอะ อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย อัพพยาปัชชาโหตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถอะ อย่าได้มีความพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อนีคาโหตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถอะ อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขีอัตตานัง ปริหะรังตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ
สัพเพ…
หน้า PAGE 11
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-04-10 FW-AAT.doc