ผู้นำบุญ ผู้กำอนาคตของพระพุทธศาสนา
(ม้วน 1/A)
พระอารักษ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งและที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย ขอกราบแทบเท้าพระมหาเถรานุเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป เรียนเพื่อนสหธรรมมิกทุกท่าน เจริญพรท่านผู้นำบุญ ผู้เป็นลูกหลานยายทุกคน (สาธุ)
เมื่อยามโลกยุคเข็ญ เห็นวิบัติ
เพราะหมู่สัตว์โลกลืม ซึ่งคำสอน
เทพผู้ทรงคุณธรรม อันบวร
ก็จุติมาดับร้อน ให้ร่มเย็น
สายน้ำย่อมจะไหลไป ภูผาย่อมถูกกัดกร่อน
อริยธรรมรุ่งเรือง แล้วก็เสื่อมสลาย
ทุกๆ สิ่งทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ใครจะหลีกเลี่ยงมิได้ แต่มนุษย์กลับลืมความจริง มุ่งแสวงหาแต่สมบัติ อำนาจและเกียรติยศ แสวงหาทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา ด้วยคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือสัญลักษณ์แห่งความสุขและความยิ่งใหญ่อันเป็นอมตะ แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นแห่งความเป็นหายนะต่างหากเล่า
นับเป็นโชคดีของมนุษยชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ความจริงของชีวิตจึงถูกเปิดเผยขึ้นว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อสร้างความดี เพื่อดำเนินชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทางที่ทุกๆ ชีวิตจะต้องไปถึง นั่นคือพระนิพพาน นับแต่นั้นมาธรรมรังสีของพระองค์ได้แผ่กว้างไกลเข้าสู่กลางดวงใจของชนทุกชั้น สันติสุขจึงได้คืนสู่โลกอีกวาระหนึ่ง
การได้ล่วงเลยมากว่า ๒,๕๐๐ ปี มนุษย์ได้พากันละทิ้งธรรม ดำเนินชีวิตห่างไกลจากความดี อันเป็นรากฐานแห่งความสุขที่แท้จริง ชีวิตจึงเริ่มมืดมนลง มีแต่ความระทมทุกข์อยู่ตลอดเวลา ท่ามกลางความมืดมน ท่ามกลางความท้อแท้และสิ้นหวังนั่นเอง เหล่ากัลยาณมิตรได้บังเกิดขึ้น ประทีปแห่งธรรมจึงถูกจุดขึ้น ดวงแล้วดวงเล่า จากใจหนึ่งไปสู่อีกใจหนึ่ง และทวีขึ้นนับหมื่น นับแสน นับล้านดวง จนมีการกล่าวขานเลื่องลือไปทั่วว่ากัลยาณมิตรย่างก้าวไปถึงไหน สันติสุขย่อมหว่านไปถึงนั่น
ณ บัดนี้เมฆหมอกแห่งความหายนะ กำลังถูกทำลายลงด้วยพลังแห่งกัลยาณมิตร สันติสุขของโลก ซึ่งเกือบจะเป็นความเผลอฝันกำลังจะกลายเป็นจริงในไม่ช้านี้ ขอเพียงท่านผู้นำบุญทั้งหลายในที่นี้ และทั่วทั้งโลกจงออกมาข้างหน้า แล้วเคียงข้างไปด้วยกัน ไปทำหน้าที่แห่งความเป็นกัลยาณมิตร ยอดผู้นำบุญ สันติสุขจะต้องคืนสู่โลกอีกวาระหนึ่งอย่างแน่นอน
นานแสนนาน กาลเวลา พาชีวิต
ทุกดวงใจ ล้วนมืดมน จนสิ้นหวัง
หาที่พึ่ง ซึ่งจะช่วย อำนวยพลัง
ผู้ถึงฝั่งธรรมอันเลิศ จึงเกิดมา
มวลมนุษย์เรียกว่า กัลยาณมิตร
ชุบชีวิตปรับจิตใจ ให้เจิดจ้า
ด้วยประทีปแห่งธรรม ล้ำโลกา
สันติภาพกลับคืนมา ทั่วหล้าเอย
ปัจจุบันนี้ เราก็จะทราบด้วยกันถ้วนหน้าว่าโลกเรากำลังมีภัย โลกที่เราอยู่ปัจจุบันนี้ เป็นโลกที่ไม่น่าอยู่เลย จะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ดี หรือจะเป็นเรื่องบุคคลก็ดี จิตใจก็ดี ล้วนเสื่อมทรามอย่างน่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่จะสามารถกอบกู้ทุกอย่างให้ดีขึ้นได้ ก็มีอย่างเดียวธรรมะจะต้องคุ้มครองโลกเท่านั้นเอง
หากขาดธรรมะแล้ว โลกนี้ก็ไร้ซึ่งความหมาย ปัจจุบันนี้ธรรมะก็ห่างไกลจากคนทั้งโลก แม้แต่ในประเทศไทยซึ่งเป็นดินแดนที่ถูกถือว่าเป็นดินแดนที่รุ่งเรืองที่สุดของพระพุทธศาสนา ก็ยังถึงคราวที่น่าเป็นห่วง ปัจจุบันนี้ศาสนาเรากำลังมีภัย ถูกย่ำยีจากทุกสิ่งทุกอย่าง หากเราจะมาช่วยกันกอบกู้โลกกันแล้ว ก็มีทางเดียวคือต้องมาช่วยกันกอบกู้พระพุทธศาสนาไว้ก่อน
ในการที่จะกอบกู้พระศาสนานั้น บุคคลซึ่งรักษาซึ่งธรรมะ คือพระภิกษุสามเณรจะต้องได้รับการโอบอุ้มสนับสนุนเสียก่อน เพราะฉะนั้นเองในวันที่ ๒๒ เมษา ที่จะถึงนี้ อันเป็นวันคุ้มครอง วันที่ธรรมะคุ้มครองโลก จึงเป็นโอกาสดีที่พวกเราจะมาช่วยกัน ช่วยกันทำอย่างไร ส่งเสริมให้พระเณรท่านมีกำลังใจที่ทำหน้าที่ต่อไป
พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโยของพวกเราท่านจึงได้ดำริโครงการนี้ขึ้นมา ให้มีการตอบปัญหาพระแท้ เพื่อส่งเสริมให้พระเณรท่านมีอุดมการณ์ และมีกำลังใจที่จะทำหน้าที่ต่อไป บุญในการส่งเสริมนี้จึงเป็นบุญมหาศาล โดยเฉพาะในภาวะที่โลกกำลังร้อนเป็นไฟอย่างนี้
แท้จริงบุคคลซึ่งได้ทำหน้าที่อย่างนี้ ในสมัยพุทธกาลก็มีตัวอย่างที่ทำให้ศาสนาเราร่มเย็นเป็นสุขสืบมากระทั่งบัดนี้ เพราะว่าได้อาศัยท่านมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ ซึ่งในพระศาสนาก็ได้ยกย่องเลื่องลือกระทั่งมาถึงวันนี้อยู่ ๒ ท่าน ท่านหนึ่งก็คือท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี อีกท่านหนึ่งก็มหาอุบาสิกา วิสาขา ผู้เป็นผู้สร้างพระเชตวันมหาวิหาร และบุปผารามมหาวิหาร ทั้ง ๒ วัดนี้ถือว่าเป็นฐานทัพสำคัญของกองทัพธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ได้ทรงประทับอยู่ที่นี่เป็นเวลายาวนานที่สุดกว่าวัดใดๆ ทั้ง ๒ แห่งนี้ก็อยู่ในเมืองของสาวัตถี
วันนี้อยากจะ หลวงพี่อยากจะนำการสร้างวัดในสมัยพุทธกาลมาเปรียบเทียบกับการสร้างวัดพระธรรมกายของพวกเราว่ามีความยากง่ายแตกต่างกันอย่างไร เพราะทั้ง ๒ สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญมากในการที่จะช่วยกันยกย่องพระพุทธศาสนาสืบต่อไป พระเชตวันนั้น บุคคลผู้สร้างก็คืออนาถบิณฑิกะเศรษฐี ท่านเป็นเศรษฐีที่อยู่เมืองสาวัตถี มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นกษัตริย์ ท่านมีโอกาสได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งแรกเนื่องจากว่าได้โอกาสไปค้าขายต่างเมือง คือค้าขายที่เมืองราชคฤห์
ที่ราชคฤห์นี้เป็นที่อยู่ของพระเจ้าพิมพิสารผู้ปกครอง เป็นที่ตั้งของเวฬุวันมหาวิหารซึ่งเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ได้บังเกิดที่นี่ก่อน ที่แห่งนี้ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี ก็จะมีราชคฤห์เศรษฐี เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งญาติ เพราะว่าท่านราชคฤห์เศรษฐีเปรียบเสมือนเป็นพี่ภรรยาของ ของท่านนั่นเอง เมื่อใดก็ตามที่มาค้าขายก็จะมาพักที่บ้านราชคฤห์ ทุกครั้งที่ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีมาถึง ราชคฤห์เศรษฐีก็จะมาดูแลเป็นอย่างดี
มาคราวนี้แปลกใจว่าท่านราชคฤห์เศรษฐี ไม่มีเวลามาสนทนากันเลย เห็นเตรียมงานวุ่นวาย ในการต้อนรับใครสักคนหนึ่งที่มียศใหญ่มากๆ พอได้จังหวะก็จึงถามท่านราชคฤห์เศรษฐีว่าท่านเตรียมการเพื่อรองรับใครหรือ กษัตริย์จะเสด็จผ่านมาหรือ เป็นเพราะสาเหตุใด ราชคฤห์เศรษฐีก็ตอบว่า ที่เราเตรียมการใหญ่โตอย่างนี้ เพื่อรองรับการเสด็จมาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจะเสด็จพร้อมพระสาวกในวันพรุ่งนี้
ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีฟังแล้วปลื้มปีติ ขนลุก เพราะรอฟังคำว่าพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นมายาวนาน เมื่อทราบแล้วก็ปีติ ถามย้ำถึง ๓ ครั้ง จึงมีความรู้สึกว่าอยากจะขอเข้าเฝ้าสักตอนนี้เลย ท่านราชคฤห์เศรษฐีก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่เป็นการสมควร น่าจะรอพรุ่งนี้เช้าก็จะดีกว่า
คืนนั้นท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีนอนไม่หลับ ด้วยจิตใจอยากจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเต็มที่ ในที่สุดก่อนที่ฟ้าจะสางรุ่งเช้านั่นเอง ท่านก็รีบไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ได้พบในที่สุดที่ป่าเชตวัน พระพุทธเจ้าก็ทรงเรียกชื่อเดิมว่าสุทัตตะ แล้วก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ทำให้ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีนั้นบรรลุธรรมพระโสดาบันในช่วงเช้าวันนั้นเอง เมื่อบรรลุธรรมแล้วก็เกิดปีติ ถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต แล้วก็ทูลเชิญ ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้ากับพระสาวกให้ไปฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ด้วย คือท่านจะเป็นขอเจ้าภาพทั้งหมดเอง
จากนั้นมา ท่านก็ขอกราบอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระสาวกไปที่เมืองสาวัตถี พระพุทธเจ้าก็ทรงแนะนัยยะว่าสถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ควรเป็นอย่างไร ต้องร่มรื่น ไม่ไกลไม่ใกล้ผู้คนเกินไปนัก ท่านเศรษฐีพอได้รับคำแนะนำก็รีบเดินทางกลับสาวัตถี ระหว่างกลางทางนั้นเองได้ชวนชาวบ้านหรือเศรษฐีผู้ร่วมค้าขายด้วยกันให้เตรียมสร้างสถานที่วิหารรองรับการมาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการสร้างวิหารทุก ๑ โยชน์ก็จะมีวิหารหลังหนึ่ง ระยะทางจากเมืองราชคฤห์ถึงเมืองสาวัตถีนั้นมีความยาวถึง ๔๕ โยชน์ ก็เลยชวนนี่แหละ ทั้งชาวบ้าน ทั้งคหบดีต่างๆ สร้างรองรับเอาไว้เลย
ส่วนตัวท่านเองก็กลับไปเมืองสาวัตถีได้เที่ยวไปดูสถานที่ทั่วเมืองสาวัตถีว่าที่ใดที่เหมาะสมที่จะรองรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็พบว่าสถานที่ที่เหมาะสมคืออุทยานของเจ้าเชตุราชกุมาร เป็นอุทยานที่เหมาะสมที่สุด ไม่ใกล้ไม่ไกล การคมนาคมสะดวก ชาวบ้านสามารถฟังธรรมได้โดยง่าย จึงได้ไปเจรจาเพื่อจะขอที่ผืนนี้จากเจ้าเชตุราชกุมารนี่แหละ เพื่อมาสร้างรองรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เจ้าเชตุทราบก็บอกว่าเรายกให้ไม่ได้หรอก ยกเว้นท่านจะเอาเงินจำนวนหลายโกฏิมาปูเต็มพื้นที่จึงจะขายให้ ท่านเศรษฐีพอได้รับฟังก็ดีใจ ถามว่าตกลงท่านขายใช่ไหม เจ้าเชตุกลับเปลี่ยนใจบอกว่าไม่ขายแล้ว ซึ่งก็ไปถึงศาล ผู้รักษาก็ยืนยันว่าการที่เจ้าเชตุราชกุมารบอกว่าถ้าเอาเงินมาปูเต็มพื้นที่ก็จะขายให้ ถือว่าเป็นการซื้อขายแล้ว
มหาเศรษฐีก็ดีใจ รีบกลับไปขนเงินมา เกลี่ยเต็มพื้นที่ เที่ยวแรกนั้นไม่สามารถปูเต็มที่ได้ เหลือที่ว่างเฉพาะบริเวณซุ้มประตู เจ้าเชตุราชกุมารมาเห็นก็เกิดปีติ เลยขอยกที่ที่ว่างๆ ตรงหน้าซุ้มประตูให้ว่าอันนี้ขอยกให้ คือขอร่วมบุญให้ด้วยนั่นเอง ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีเมื่อได้รับพื้นที่มาแล้ว มูลค่าในการที่จะเอาเงินมาปูเต็มพื้นที่นี่ หมดสิ้นไปจำนวน ๑๘ โกฏิ ๑๘ โกฏิเท่ากับ ๑๘๐ ล้านกหาปนะ แล้วก็ลงทุนก่อสร้างทั้งหมดเลย ตั้งแต่พระคันธกุฎี ที่อยู่ประทับของพระพุทธเจ้า และกุฎิของพระอรหันต์สาวกทั้งหลายรายรอบ สร้างโรงฉัน หอฉัน สร้างโรงไฟ สร้างสระโบกขรณี ทุกอย่างเบ็ดเสร็จพร้อมสรรพ หมดเงินไปอีกทั้งหมด ๑๘๐ ล้านกหาปนะ รวมทั้งสิ้น ๓๖๐ ล้าน
สร้างเสร็จแล้วก็ได้ให้ตั้งชื่อว่าเชตวันมหาวิหาร เนื่องจากท่านเล็งเห็นว่าหากใช้ชื่อเจ้าเชตุแล้วจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างสูง คือได้ยกย่องและก็ให้เกียรติในฐานะเป็นเจ้าของที่ด้วย แต่ชาวบ้านเองก็จะเรียกกันว่าเชตวันมหาวิหาร ของท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี
เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว ก็ได้ทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระสาวกมาอยู่ที่นี่ มีการฉลองกันเป็นเวลา ๙ เดือนเต็ม หมดเงินในการฉลองไปทั้งสิ้นอีก ๑๘๐ ล้านกหาปนะ รวมทั้งสิ้นการที่ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีได้สร้างวัดถวายพระศาสนานั้น หมดเงินไปทั้งสิ้น ๕๔๐ ล้านกหาปนะ สมัยนี้ก็เรียกว่าร่วมพันล้าน หลายพันล้านบาททีเดียว เพราะมีพระอาจารย์บางท่าน พระเถระบางรูปบอกว่า ๑ กหาปนะเทียบเท่ากับ ๑ บาททองคำ ถ้าเอา ๕,๐๐๐ คูณแล้วก็ร่วมแสนล้านทีเดียว ที่เรียกว่าท่านเศรษฐีได้ทุ่มลงไปให้กับพระศาสนา
อีกวัดหนึ่งก็คือเกิดจากการสร้างของมหาอุบาสิกาวิสาขา ผู้ซึ่งบรรลุธรรมพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ นางวิสาขานั้นเป็นบุตรสาว เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐี ท่านธนัญชัยเศรษฐีก็เป็นบุตรของเมณฑกะเศรษฐี ผู้ซึ่งมีแพะวิเศษ นั่นแหละของคู่บุญ มีสมบัติตักไม่พร่องเหมือนกัน ต้องการอะไร ก็ไปขอจากปากแพะนั่นแหละ แพะก็จะให้
นางวิสาขานั้นที่มีโอกาสได้สร้างวัด เนื่องจากว่าครั้งหนึ่งหลังจากเมื่อได้ไปอยู่ แต่ง แต่งงานไปอยู่เป็นเรือนที่เมืองสาวัตถีเรียบร้อยแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งนางได้ส่งเครื่องลดามหาปราสาท มหาลดาปราสาทไปที่เชตวันมหาวิหาร ปกติแล้วก็มักจะปลดเครื่องประดับอันนี้ก่อนที่จะฟังธรรม เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระธรรม กะว่าเมื่อฟังพระธรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเอาเครื่องประดับนี้กลับไป ปรากฏว่าผู้เป็นผู้รับใช้นั้นลืมเอากลับมา ไปสืบความก็ทราบว่าพระอานนท์ได้จับต้อง ซึ่งระดับนี้แล้ว นางวิสาขาจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นเราไม่สามารถสมควรที่จะใส่เครื่องประดับนี้อีกแล้ว ขอยกให้แก่พระศาสนาเลย เครื่องลดามหาปราสาทนี้มีมูลค่าประมาณ ๙๐ โกฏิ เครื่องประดับนี้เป็นของขวัญที่ท่านธนัญชัยเศรษฐีได้ทำเอาไว้ให้ วันที่นางวิสาขาได้แต่งงานออกจากเรือนไป
นางวิสาขาก็จึงให้ประกาศขายเครื่องประดับชิ้นนี้ แต่เนื่องจากว่าราคาสูงมาก จึงไม่มีใครรับซื้อ นางวิสาขาจึงได้เอาเงินมาซื้อเครื่องประดับนี้คืนให้กับตัวเองมูลค่าทั้งหมด ๙๐ โกฏิ แล้วก็ถวาย…นี้แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะว่าถ้าอย่างนั้นให้ไปสร้างอารามสำหรับพระภิกษุสงฆ์อีกแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออก นางวิสาขาก็ดีใจ ได้ไปซื้อแผ่นดินแล้วก็เริ่มก่อสร้าง โดยอาศัย ได้อาศัย พระพุทธเจ้าได้ทรงมอบหมายพระโมคคัลลานะนี่เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างใช้เวลา ๙ เดือนก็สร้างเสร็จ แล้วจะมีการฉลองเพื่อรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระสาวกเป็นเวลาถึง ๔ เดือนเต็ม มูลค่าในการที่ได้ทุ่มเเทให้กับพระศาสนาทั้งสิ้นนั้นหมดไปจำนวน ค่าที่ก็ ๙๐ ล้าน ค่าก่อสร้างอีก ๙๐ ล้าน แล้วก็ค่าฉลองอีก ๙๐ ล้าน รวมทั้งสิ้น ๒๗๐ ล้านกหาปนะ
นี่คือ ๒ ท่านที่ได้มีโอกาสสร้างวัดที่สำคัญมากในพระพุทธศาสนา ในสมัยพุทธกาล ทั้ง ๒ วัดนี้ได้เป็นรากฐานในการที่พระธรรมวินัยได้บังเกิดขึ้นที่ ๒ แห่งนี้มากมาย และสืบเนื่องมาถึงพวกเราในวันนี้ได้ ทำให้พระศาสนาก็กว้างไกลออกไปถึงคนทุกชั้นจริงๆ
ในสมัยพุทธกาลนั้นบุคลากรของพระศาสนาคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสาวกก็ดี ล้วนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพอย่างดีเยี่ยมทีเดียว แล้วก็ได้มีโอกาสได้ท่านมหาเศรษฐีผู้ใจบุญทั้ง ๒ ท่านเป็นผู้เกื้อหนุน ทำให้พระศาสนานี่ขยายไปได้อย่างกว้างไกลมาก
ทีนี้ อยากมาเปรียบเทียบในยุคของเรา สมัยที่พระเชตวันเกิดขึ้นนั้น กษัตริย์เองก็มีความปีติยินดี คือพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้เป็นกษัตริย์ เป็นศูนย์รวมแห่งการปกครองทั้งหมด ก็เห็นดีด้วย เพราะฉะนั้นเองการสร้างวัดนั้นได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ในยุคของเรานั้นแผ่นดินที่เรานั่งตรงนี้ ได้ด้วยความยากลำบากมาก จึงได้ถือว่าคุณยายอาจารย์ของเรานั่นแหละ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างวัดพระธรรมกาย เป็นบุคคลที่โลกจะต้องยกย่องเป็นอย่างยิ่ง เพราะการสร้างวัดพระธรรมกายนั้นยากยิ่งกว่าการสร้างเชตวันมหาวิหาร หรือวัดบุปผาราม เงื่อนไขทางการเมืองก็ดี เงื่อนไขต่างๆ ล้วนแล้วเป็นอุปสรรคทั้งหมดเลย
ทุนทรัพย์เบื้องต้นก็มีแค่ ๓,๒๐๐ บาท หมู่คณะเริ่มต้นก็มีไม่กี่ท่านเท่านั้นเอง มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ซึ่งบวชได้พรรษาแรกเท่านั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะนั้นก็ยังไม่ได้บวช เงินต้นก็น้อยมาก บุคลากรที่มาสร้างวัดก็มีนิดเดียว แต่ด้วยหัวใจที่กล้าแกร่งนั่นเอง ได้ทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน สามารถพลิกท้องนา ๑๙๖ ไร่ มาเป็นวัดพระธรรมกาย มาเป็นรากฐานของพวกเราในปัจจุบันนี้ คือได้มาสร้าง ๒,๐๐๐ ไร่ต่อไป ไม่ใช่ของง่ายเลย
หากไม่ได้คุณยายอาจารย์เป็นผู้ประธานในการสร้างแล้ว ก็ยากที่จะสำเร็จได้ เพราะคุณยายของเราเป็นบุคคลซึ่งมีกำลังใจที่เข้มแข็งมาก ท่านตั้งเป้าหมายอะไรเอาไว้แล้ว ท่านไม่เคยท้อถอย มุ่งมั่น เป้าของท่านเหมือนขุนเขาทีเดียว ไม่มีการลดเป้าหมายเลย เมื่อตั้งใจรับคำสั่งสอน คำสั่งจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ให้เผยแพร่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก คำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ ท่านรับมาเลย แล้วก็ตั้งเป้าหมายเหมือนขุนเขา จะต้องทำความปรารถนาของครูบาอาจารย์ไปยังทั่วโลกให้จงได้ แม้อยู่ต้นๆ ยังไม่ได้มีอะไรเลย แต่คุณยายท่านก็มุ่งมั่นมีวิริยะ ขันติบารมีเต็มที่ทีเดียว กล้าหาญที่จะนำหมู่คณะไปบุกเบิกทุกหนทุกแห่ง เมื่อยังไม่บรรลุเป้าหมาย มีอุปสรรคมากมาย ก็มีขันติ ที่สามารถที่จะอดทนต่อสถานการณ์คลี่คลาย จนกระทั่งเป็นสถานที่รองรับการสร้างบารมีพวกเราในวันนี้ได้
น่าอัศจรรย์ทีเดียว ถ้าเราดูในสมัยพุทธกาล วัดนั้นโยมเป็นคนสร้างคือท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี แล้วก็นางวิสาขา มหาอุบาสิกาเป็นผู้สร้าง การบริหารทั้งหลายนั้นก็จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระอรหัตสาวกช่วยกันบริหารดูแลให้เกิดความผาสุกเรียบร้อยภายในวัด แต่คุณยายอาจารย์ของเรานี่ นอกจากท่านจะเป็นผู้หาแผ่นดิน เป็นผู้หาทุนเบื้องต้น แล้วก็ทุนต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ท่านยังทำหน้าที่ธำรงรักษาซึ่งธรรมะ ธำรงรักษาวิชชาธรรมกาย ทั้งหาด้วย ทั้งสอนด้วย ทั้งปกครองดูแลให้เกิดความผาสุกภายในวัดด้วย กฏระเบียบต่างๆ หากไม่ได้คุณยายท่านวางไว้ ความผาสุกของพวกเรา ความผาสุกในการสร้างบารมีของพวกเราคงไม่ได้มีในวันนี้ กฎหลายๆ อย่างที่เราได้ฟังจากพระอาจารย์มาหลายรูปแล้ว ทำให้มีความผาสุกอย่างยิ่งกระทั่งวันนี้ คุณยายเราจึงเป็นยิ่งกว่ามหาเศรษฐีผู้ใจบุญ ยิ่งกว่ามหาอุบาสิกาใดๆ ที่เกิดขึ้นในโลก เพราะท่านเป็นผู้วางรากฐานทั้งหมดเลย
จึงอยากได้ ให้พวกเราได้มุมมองนี้ว่าที่เราทุกท่านได้สร้างบารมีสะดวก ได้ทราบเป้าหมายชีวิตว่าเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่อสร้างบารมี หากปราศจากที่ตรงนี้แล้ว ไม่ทราบว่าชีวิตพวกเราจะอยู่ ณ ตรงไหน คงไม่ได้แตกต่างจากสวะที่ลอยน้ำไป เกิดมาก็เปล่าประโยชน์ เป็นโมฆะบุรุษ เป็นโมฆะสตรี และอนาคตนั้นก็ไม่มีอนาคต คนที่มาไม่ถึง ณ ตรงนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีอบายเป็นที่ไป เพราะบุคคลที่ตั้งใจจะรักษาศีล เคารพในสมาธิแล้วก็หาได้ยากในโลก บุคคลเช่นนั้นเมื่อไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ ไม่มีสติปัญญา ที่สุดของชีวิตเขาก็ต้องไปอบายอย่างแน่นอน
ดังคำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าคนสมัยท่านเอง ไปนรกเท่ากับขนโค ไปสวรรค์เท่ากับเขาโคเท่านั้นเอง คือเรียกว่าทั้งโลกนี่ตกนรกเกือบหมด เท่ากับขนโคคือนับไม่ถ้วน แต่เขาโคนั้นมีเพียงแค่ ๒ เท่านั้นเองที่จะมีโอกาสไปสู่สุคติภูมิ ในบรรดาบุคคลซึ่งจะมีโอกาสไปสู่สุคติภูมินั้น ก็พวกเรานี้แหละในห้องนี้ก็จะมีโอกาสได้ หากเช่นนั้นชีวิตเราก็คงจะเหมือนกับชาวโลกทั่วไป เกิดมาโดยยากแล้ว แต่ดำเนินชีวิตไปห่างไกลจากความดี ห่างไกลจากธรรมะ ชีวิตมีแต่ความลำบาก ลำบากตั้งแต่ชาตินี้ ลำบากไปทุกภพทุกชาติ
เพราะงั้นพวกเราเองนี่ การที่เกิดมา มาเจอวัดพระธรรมกาย ได้มาเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อ มาเจอคุณยายอาจารย์ของเราจึงเป็นโชคดีอันสูงสุด เพียงแค่รู้ว่าเกิดมาทำไม ที่สุดของชีวิตอยู่ที่ตรงไหน คือพระนิพพาน และจะต้องดำเนินชีวิตไปอย่างไร ต้องสั่งสมบุญไปตลอด อาศัยทาน ศีล ภาวนา เป็นเครื่องที่เราจะสะสมกันไปตลอดชีวิต เพียงแค่นี้ก็คุ้มค่ามหาศาลแล้ว
ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระโพธิสัตว์อยู่นั้น มีสมัยหนึ่งพระองค์เกิดเป็นกษัตริย์ แต่ความซึ่งมีบุญแต่ปางก่อนมา รู้ดีว่าการเกิดมาโดยไม่มีธรรมะนั้นเปล่าประโยชน์ ก็ได้ประกาศให้รางวัลแก่ชาวเมือง ว่าชาวเมืองท่านใดสามารถเอาธรรมะมาเล่ามาแถลงให้ฟังแม้เพียงบทเดียว ก็จะให้รางวัลเป็นอย่างงาม โดยกะให้รางวัลเป็นหมื่นกหาปนะ เป็นแสน เป็นล้าน กระทั่งหลายๆ ล้าน กระทั่งมอบราชสมบัติให้ปกครองครึ่งเมือง
(ม้วน 1/B)
กระทั่งยกสมบัติให้ปกครองทั้งเมืองเลย ก็ไม่มีผู้ใดมากล่าวธรรมะได้ พระองค์ก็จึงทรงออกบวชเป็นฤาษี ระหว่างกลางทางก็พบกับยักษ์ ซึ่งเป็นพระอินทร์แปลงมา ทดลอง ทดลองใจ กษัตริย์ก็ถามก่อนเลยว่ายักษ์มีธรรมะไหม กษัตริย์เองสิ่งที่หวงแหนคือการเกิดมา ถ้าไม่มีธรรมนั้นคือเปล่าประโยชน์ ยักษ์ก็ตอบว่ามี แต่มีข้อแม้ว่าพระองค์ต้องสละชีวิตเป็นอาหารให้แก่เรา กษัตริย์เองตอบตกลงทันที ไม่ได้มีอาการลังเลเลย เพราะรู้ดีว่าหากมีธรรมะแม้แต่บทหนึ่งแล้วต้องตาย ก็ถือว่าการเกิดมาชาตินั้นคุ้มแสนคุ้มแล้ว คุ้มยิ่งกว่าการเป็นกษัตริย์เสียอีก ก็พร้อมที่จะโดดเป็นอาหารให้แก่ยักษ์ได้
จึงมายืนอยู่ปากเหว ยักษ์ก็คอยอยู่ข้างล่าง เมื่อยักษ์กล่าวธรรมะบทหนึ่งได้ กษัตริย์ก็ปีติดีใจ ถือว่าชีวิตมา เกิดมาคุ้มแล้วพร้อมตาย ก็โดดลงไปให้ยักษ์กินเลย แต่เนื่องจากว่าเป็นยักษ์แปลงมา จึงไม่ได้ตาย แต่ก็เป็นเครื่องหมายว่าชีวิตของทุกๆ ชีวิตนั้นถ้าไม่มีธรรมะก็เปล่าประโยชน์ บัณฑิตกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่แสวงหาธรรมะเป็นที่พึ่งทั้งนั้นเอง
การที่พวกเราทุกคนในที่นี้ ได้มีโอกาสฟังธรรมะมากกว่า ๑ บท ได้มีความรู้หลายๆ อย่าง เพราะว่าเราได้ครูบาอาจารย์ที่ยอดยิ่งมากในยุคปัจจุบัน และพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง และคุณยายอาจารย์นี่คอยกระหนาบ กระหนาบแล้วกระหนาบอีก ให้เราเป็นผู้เป็นคน ณ วันนี้ได้ บุญคุณที่ท่านได้มีต่อพวกเรานั้นประมาณไม่ได้ โดยเฉพาะสิ่งที่คุณยายอาจารย์ของเราเอง ท่านอยากจะเห็นก็คืออยากจะเห็นธรรมกายขยายไปทั่วโลก ท่านสู้เหน็ดเหนื่อย สร้างวัดมาก็ดี หาแผ่นดิน ๒,๐๐๐ ไร่มารองรับสภาธรรมกายสากล มารองรับมหาธรรมกายเจดีย์ มารองรับมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี เหนื่อยยากมาโดยตลอด
ท่านเริ่มสร้างมาตั้งแต่อายุ ๖๐ ถึง ๙๔ ๙๒ ปีนี่ เหนื่อยมาตลอด ไม่ได้พักเลย โดยมีความมุ่งมั่นอยากจะทำความปรารถนาของครูบาอาจารย์ให้สมหวัง ภารกิจนี้จึงควรตกมาถึงพวกเราในวันนี้ ณ บัดนี้คุณยายอาจารย์ของเราไม่ได้อยู่แล้ว ท่านได้ละสังขารไปแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรานี่แหละ สุขภาพท่านก็ถอยลง เนื่องจากว่าจะอายุครบ ๕๗ ปีเต็ม ในวันที่ ๒๒ เมษาที่จะถึงนี้ มันจะเป็นโอกาสสำคัญที่พวกเราทุกคนจะต้องทุ่มเทหัวใจในการที่จะบูชาธรรม เพราะสิ่งที่เราจะช่วยกันขยายธรรมะไปทั่วโลกนั้น วันที่ ๒๒ เมษานี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะว่าปัจจุบันนี้พระศาสนากำลังถูกย่ำยี กำลังถูกเบียดเบียน
อย่างเมื่อสักครู่ก่อนเรามาที่ห้องนี้ก็ตาม เราก็ได้มีโอกาสฟังโอวาทจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะแล้วว่ายุคนี้ศาสนามีเหมือนไม่มี ไม่มีใครให้ความสำคัญเลย เราจึงต้องมาเกิดเพื่อการนี้แหละ เพราะว่าเป็นอย่างนี้ เราจึงต้องเกิดมา ถ้าเป็นเทวดาผู้มีบุญมาก ผู้ที่จะปราบทุกข์เข็ญอย่างนี้แหละ ต้องอาศัยกำลังพวกเราเท่านั้นเอง เป็นกำลังของบุคคลซึ่งมีบุญมากที่สุดในยุคนี้ เป็นผู้ที่อุดมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ต้องเป็นหมู่คณะเราเท่านั้น จึงจะมีกำลังที่จะมาช่วยกันยกย่องพระพุทธศาสนา ปกป้องพระพุทธศาสนา และช่วยกันทำนุบำรุงให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นเหมือนสมัยพุทธกาล อยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้
หากพวกเราทุกคนในที่นี้สวมหัวใจอย่างคุณยายอาจารย์ของเรา เป็นบุคคลซึ่งไม่กลัวเป้าเลย เป้าจะใหญ่อย่างไรก็ตามในการยกย่อง ในการเผยแพร่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ท่านตั้งเอาไว้ในใจเลย (หมดม้วน 1/A)
เป้าของท่านเหมือนขุนเขาที่ไม่โยกคลอนเลย แม้จะมีลมฝนฟ้ามาจากทิศใดก็ตาม ท่านก็ไม่เคยเปลี่ยน ยังคงมุ่งมั่นต่อไป ซึ่งเป้าอันนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะของเราก็รับมา เป้าหมายของท่านจะต้องค้นคว้าวิชชาธรรมกายไปถึงที่สุดแห่งธรรม และเผยแพร่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ท่านก็ไม่เคยเปลี่ยนเหมือนกัน จะมีความยากลำบากอย่างไรก็ตาม ไม่เคยเปลี่ยนเป้า
แม้ว่า ๒ ปีที่ผ่านมา จะโดนภาวะกดดันอย่างไร หลวงพ่อท่านก็ไม่เคยท้อ ๒ ปีที่ผ่านมาลำบากอย่างไร พวกเราก็ทราบ ห้องที่เราอยู่ ณ ห้องนี้ก็เกิดขึ้นจากภาวะวิกฤตการณ์นี่เอง ในภาวะ ๒ ปีที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้ถอยนะ เราก็คงยังมุ่งมั่นกันต่อไป เพราะฉะนั้นกำลังใจพวกเราเท่านั้นนี่ สามารถพลิกฟื้นสิ่งต่างๆ ได้อย่างแน่นอน
สมัยก่อนเมื่อเริ่มสร้างวัดใหม่ๆ ก็มีคุณยายอาจารย์ของเราเป็นประธาน ท่านเพียงคนเดียว แต่สวมหัวใจสิงห์ หัวใจที่ไม่ท้อถอย มีแต่หนึ่งไม่มีสอง ท่านยังบุกเบิกสร้างวัด สร้างทุกสิ่งมาให้พวกเราในวันนี้ แต่ ณ วันนี้ลูกหลานมีเป็นแสนทีเดียว ทั้งในประเทศแล้วก็ต่างประเทศ มีอยู่ทั่วทุกทวีป หากเราสวมหัวใจอย่างคุณยายอาจารย์ของเรา ผู้เป็นต้นแบบในการสร้างบารมี ความปรารถนาที่อยากจะให้วิชชาธรรมกายขยายไปทั่วโลกนั้น ไม่ได้เหลือวิสัย ไม่ได้เป็นความเพ้อฝัน เพราะบัดนี้มหาธรรมกายเจดีย์ซึ่งเกิดขึ้นโดยยาก ก็ได้มีการฉลองครั้งที่ ๑ ไปเรียบร้อยแล้ว ศูนย์กลางของชาวพุทธกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ความเพ้อฝันที่ใครๆ ก็ว่าเป็นไปไม่ได้ มันก็สามารถเป็นไปได้ด้วยมือของผู้นำบุญทุกคน
เพราะฉะนั้นจึงอยากเชิญพวกเราว่าวันที่ ๒๒ เมษายนที่จะถึงนี้ อันเป็นวันคล้ายวันเกิดพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ครบ ๕๗ ปีเต็ม บุคคลซึ่งเป็นบุคคลที่คุณยายอาจารย์ท่านรักมาก แล้วก็เป็นบุคคลที่พวกเรารักเคารพเป็นที่สุด จะทำอย่างไรให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านชื่นใจ สิ่งที่ท่านได้มีมโนปณิธาน และพวกเราลูกหลวงพ่อทุกคนได้ตั้งใจกระทำอย่างยิ่งยวดน่ะแหละ จะเป็นกำลังใจให้หลวงพ่อเป็นอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้นวันนี้ก็วันที่ ๘ เมษายน เหลือเวลาอีกเพียง ๒ สัปดาห์ก็จะถึงแล้ว วาระอันเป็นมงคลสำคัญอย่างนี้ เราในฐานะผู้นำบุญจะนิ่งนอนใจได้อย่างไร บุญใหญ่ๆ กำลังคอยเราอยู่ จึงอยากให้พวกเราทุกคนใช้เวลาที่เหลือ ๒ อาทิตย์ให้เต็มที่ ให้ทำหน้าที่ของความเป็นผู้นำบุญอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช อย่าไปกลัวสิ่งใดๆ ให้เดินหน้าทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ แล้ววันที่ ๒๒ เมษา ที่จะถึงนี้ เราก็จะได้มีโอกาสมาช่วยกันปีติเบิกบานกับความงดงามของพระพุทธศาสนาที่จะยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต
ผลพวงครั้งนี้เกิดขึ้นมา ขึ้นมาจริงๆ ก็คือคุณยายอาจารย์ของเรา เพราะฉะนั้นในช่วงสุดท้าย จึงอยากให้พวกเราได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม น้อมนำบุญกุศลนี้ถวายแด่ คุณยายอาจารย์ของเรา เราก็เอาใจของเราหยุดนิ่งไปที่ศูนย์กลางกายของเรานะ นิ่งๆ เบาๆ สบาย นิ่งอย่างมีความสุข แล้วปล่อยไปกลางของกลาง อย่างสบาย อย่างมีความสุข ที่กลางน่ะแหละที่เป็นรวมบารมีของเราทั้งหมด ที่รวมความสุขทั้งหลายก็ประชุมอยู่ที่ตรงกลางนี่แหละ แล้วก็เอาใจหยุดนิ่งไปเรื่อยๆ นะ อย่างมีความสุข เบาสบาย โดยไม่กังวลอะไรในโลกทั้งสิ้น เรื่องราวภายนอกทั้งหมดไม่กังวลถึงเลย ใจนั้นหยุดนิ่งอย่างเดียว นิ่งในนิ่งอย่างเดียว นิ่งอย่างเดียวนะ
เมื่อใจของเราใส สะอาด บริสุทธิ์ดีแล้ว ก็ให้ทุกคนในที่นี้นึกถึงบุญที่เราได้สะสม ได้สร้างบารมีมายาวนานตั้งแต่ได้มีโอกาสมาพบวัดพระธรรมกาย ได้มาสร้างเจดีย์ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี มีบุญบารมีมากขึ้นเพียงใด ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งคุณยายอาจารย์ได้สร้างไว้ให้พวกเราสร้างบารมี ตลอดชีวิตของเราทั้งหมดที่จะสร้างบารมี มีบุญบังเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เราก็นึกรวมบุญทั้งหมดไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา และบุญที่ตั้งใจจะตั้งกองทุนธรรมะคุ้มครองโลก เพื่อส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรได้มีโอกาสเป็นพระแท้ เป็นกำลังสำคัญให้แก่พระศาสนาต่อไป
เรานึกรวมบุญที่ศูนย์กลางกายนะ แล้วก็นึกน้อมถวายบุญกุศลนี้แด่คุณยายอาจารย์ของเรา ที่ท่านได้สถิตอยู่ ณ ชั้นดุสิต ณ เวลานี้ ให้คุณยายของเรามีความสุขยิ่งขึ้นไป แล้วก็ขอบารมีธรรมของคุณยาย ช่วยปกปักษ์รักษาพวกเราให้พวกเรามีจิตใจอาจหาญร่าเริงในการสร้างบุญสร้างบารมี อย่างเช่นคุณยาย คุณยายท่านมีนิสัยนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ไม่เคยกลัวอุปสรรคใดๆ เลย ผู้มีเป้าหมายเป็นหลัก อุปสรรคไม่มี ก็ขอให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในตัวเราทุกคน ให้เราสร้างบารมีได้ตลอดรอดฝั่ง กระทั่งหมดอายุขัยในชาตินี้ และสามารถสร้างบารมีติดตามคุณยายอาจารย์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม กิจการใดก็ตาม งานบุญใดๆ ก็ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมอบหมายพวกเรา ก็ขอให้เรามีกำลังบุญ มีกำลังปัญญา ให้สามารถทำให้ลุล่วงโดยดีจงทุกประการ
สัพเพ ….จบ…
หน้า PAGE 13
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\เมษายน\44-04-08 EW-YNT.doc