อัจฉริยภาพเหนือธรรมดา
(ม้วน 1/A)
พระชัยพร : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา สาธุชน ผู้มีบุญทุกๆ ท่าน (สาธุ)
ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํฯ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นมงคลอันสูงสุด
น้อมจิตระลึกนึกถึงพระคุณของยายไว้ที่กลางกาย ชีวิตของยายบริสุทธิ์งดงาม ตั้งแต่ปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย เป็นชีวิตของผู้ที่ดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญความไม่ประมาท ว่าเป็นยอดของกุศลธรรมทั้งปวง บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวไปในชมพูทวีป มีรอยเท้าช้างเป็นใหญ่ กุศลธรรมเหล่าใด ธรรมอันมีกุศลทั้งสิ้น ประชุมลงอยู่ในความไม่ประมาท มีความไม่ประมาทเป็นยอด
ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในปัจฉิมโอวาทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เธอจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถอะ
พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ท่านกล่าวเอาไว้ว่าตั้งแต่ยายเข้าวัด จนวาระสุดท้ายของชีวิต ใจของท่านอยู่ในธรรมะไม่ถอนถอยเลย ทุกอนุวินาที ใจของท่านเป็นบุญเป็นกุศลไปหมด ตั้งแต่ยายเข้าวัด จนวาระสุดท้ายของชีวิต ใจท่านอยู่ในธรรมะ ไม่ถอนถอยเลย ทุกอนุวินาที ใจของท่านเป็นบุญเป็นกุศลไปหมด
พวกเราจำปฏิปทานี้ของยายไว้ในใจ คราวใดก็ตามที่เราพบอุปสรรค เจอะเจออุปสรรค เกิดความท้อแท้ในการสร้างความดี เกิดความเกียจคร้านในการประพฤติปฏิบัติธรรม ให้เรานึกถึงปฏิปทาอันนี้ของยายให้ดี ถ้าจำไม่ได้ก็จดลงไป จดแล้วก็ท่องให้เข้าไปในใจ แล้วก็ตั้งมโนปณิธานว่าเราจะต้องทำอย่างยายให้ได้ ตั้งแต่ยายเข้าวัด จนวาระสุดท้ายของชีวิต ใจท่านอยู่ในธรรมะไม่ถอนถอยเลย ทุกอนุวินาที ใจของท่านเป็นบุญเป็นกุศลไปหมด ประวัติชีวิตของผู้ที่ทั้งชีวิตดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท หาฟังได้ยากยิ่ง ใครได้ยินได้ฟัง ใครได้ศึกษาก็จะเป็นเสมือนทวารนำทางชีวิต เป็นแบบอย่าง เป็นต้นแบบ เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง และบริสุทธิ์ บริบูรณ์สืบไป
อาตมาภาพประทับใจทั้งทึ่งและอัศจรรย์ใจในปณิธาน ในปฏิปทาของคุณยาย และทึ่งในอัจริยภาพของคุณยาย ดังจะได้นำมาเล่าให้ท่านสาธุชนผู้มีบุญได้ฟังในวันนี้เพียงเศษส่วนเล็กน้อย
อัจริยภาพข้อแรกคือ อัจริยภาพในการสอน ในด้านการสอนของคุณยาย ครั้งแรกที่อาตมาพบคุณยาย ตอนนั้นปี ๓๐ เป็นพระบวชใหม่ อบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๑๕ ได้ยินได้ฟังหลวงพ่อ พระอาจารย์ ท่านเล่าถึงคุณยาย ได้ยินได้ฟังแล้วเราก็มีความสุขใจ ทำอย่างไรหนอ เราจะได้มีโอกาสไปกราบท่าน ทำอย่างไรเราจะได้ฟังธรรมจากท่าน
จนกระทั่งผ่านการอบรม มีอยู่วันหนึ่งเดินแถว พระใหม่เดินแถวเข้าไปในวัด พระพี่เลี้ยงก็บอก คุณยายมาแล้ว พอได้ยินคำว่าคุณยายเท่านั้นแหละ เหมือนมีมนต์สะกด มันเกิดความสงบสำรวมขึ้นมาทันที ตอนนั้นเราก็เป็นพระบวชใหม่ มองไปแต่ไกล เห็นท่านมองมาที่กลุ่มพระภิกษุบวชใหม่ ท่านยิ้มให้ ยกมือท่วมหัวเลย แล้วก็บอกว่าสาธุ เราพระบวชใหม่ทำตัวไม่ถูก นี่หรืออาจารย์ของอาจารย์เรา ช่างนอบน้อมถ่อมตนเสียนี่กระไร นึกถึงข้าวที่มันเต็มรวง มันน้อมลงมา คราวนี้เพิ่งบวชไม่นาน ฆราวาสวิสัยมันยังไม่หลุด เจอผู้ใหญ่แล้วก็ทำท่าจะยกมือไหว้ ท่านก็เตือนสติ ท่านบอกอย่าให้ยายบาปนะท่าน อย่าให้ยายบาปนะท่าน
นี่เป็นครั้งแรกความประทับใจ ท่านสอนเราโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย คือท่านสอนให้เรามีสติ ให้เรารู้ว่าตอนนี้วุฒิภาวะฐานะของเรานี่คือใคร ควรจะวางตัวยังไงถึงจะเหมาะสม แม้ท่านเป็นครูบาอาจารย์ก็จริง ท่านสอนให้มีสติ สอนโดยที่เราไม่รู้ด้วย นี่คืออัจริยภาพ เราลองนึกดูนะ สอนโดยที่ผู้ถูกสอนไม่รู้ว่าได้รับการสั่งสอนแล้ว แล้วไม่เกิดปฏิกิริยาด้วย แม้กระทั่งคนที่ยังไม่รู้จักอะไร มองเห็นก็ ไม่ได้เกิดความเคอะเขินเลย นี่เป็นครั้งแรก
ครั้งต่อๆ ไปเข้าไปในวัด ไปช่วยกันขุดเสาที่โรงครัว พระใหม่จะขุดเสากัน เมื่อก่อนทำหมดทุกอย่าง ขุดดิน ขุดหลุมขุดอะไร คุณยายก็จะมาทุกครั้งตอนเช้าๆ มาถึงท่านก็จะเล่าเรื่องบุญให้ฟัง เล่าตั้งแต่สมัยท่านปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านทุ่มชีวิตอย่างไร เล่าเรื่องบุญที่ท่านได้สร้างวัดมา นี่ท่านสอนเรานะนี่ สอนให้เราใจนี่อยู่กับบุญตลอดเวลาเลย ให้ใจผูกกับบุญ ใจระลึกถึงบุญ โดยที่ท่านไม่ต้องมาออกปากบอกเลยท่านนะ อย่าไปคิดถึงเรื่องอื่นนะ ถ้าเกิดเราไม่คิดเรื่องบุญ ไปคิดเรื่องอื่น ท่านไม่ต้องเอ่ยปากสอน ท่านสอนโดยที่ไม่รู้เลย นี่คือความประทับใจ
อีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอบรมเสร็จแล้วได้รับหน้าที่ให้ดูแลการอบรมธรรมทายาทกับทีมงาน มีอยู่วันหนึ่งนั่งอยู่ในกุฏิกับเพื่อน ทีมงานอบรม ๒ คน นั่งกันไป ก็สนทนาคุยกันไป เล่าถึงมโนปณิธานของชีวิตนะ ว่าใครบวชมาทำอะไร พระเพื่อนท่านก็บอกว่านี่ ท่านบวชมานะ จะไปเผยแผ่ธรรมะไปทั่วโลกเลย จะไปต่างประเทศ เหรอ เออดีๆ สาธุ โมนาบุญด้วย เราก็บวชมา ตั้งใจจะมานั่งสมาธิ จะปฏิบัติธรรม เอาอย่างคุณยาย เพื่อนก็สาธุ โมทนาบุญ คุยกันไปคุยกันมา สักพักท่านก็บอกว่านี่จะไม่ทำงานแล้วนะ อบรมธรรมทายาทนี่ ไม่อบรมแล้ว ไม่ได้บวชมาอบรมธรรมทายาท ไม่ได้บวชมาทำงาน จะบวชมาไปต่างประเทศ เพราะฉะนั้นให้หลวงพี่ชัยพรรับหน้าที่อบรมธรรมทายาทไป เราก็บอกจะได้ยังไง เอาเปรียบกันนี่ เราก็ไม่บวชทำงานเหมือนกันนี่ บวชมาอยากจะมานั่งธรรมะ ก็โยนกันไปโยนกันมา เถียงกันไปเถียงกันมา สงสัยจิตมันหยาบ
ก็เลยหลับกลางวัน หลับครื้มๆ ยังไม่ทันหลับดี คุณยายท่านเปิดประตูเข้ามาในกุฏิ ตกใจ ท่านเปิดมาถึง ท่านไม่พูดพล่ามทำเพลง คว้าไม้กวาด ท่านก็กวาดกุฏิใหญ่เลย กวาดตั้งแต่หน้ากุฏิยันหลังกุฏิไล่ลงมา พอกวาดเสร็จ ท่านก็ยืนอยู่ที่ปลายเตียงเรา แล้วท่านก็บอกว่านี่ไง ไม่เห็นยากเลย มือยายทำไป ใจยายก็จรดศูนย์ พูดจบก็หายแวบไป เราก็ตื่นพอดี แล้วก็ตื่นพอดี โอ้ ยกมือท่วมหัว ยายมาสอน มาสอดละเอียดนะ
บอกท่านอย่าปฏิเสธบุญ บุญเกิดขึ้นนี่มันเป็นโอกาสของเราแล้ว บุญอะไรก็แล้วแต่ วิ่งเข้ามาหาเรานี่ อย่าปฏิเสธ ให้ทำให้เต็มที่ อย่ามีข้ออ้าง อย่ามีข้ออ้าง แล้วท่านก็สอน บุญต้องเอาทั้งหยาบทั้งละเอียดนะ บุญหยายจะสนับสนุนบุญละเอียด บุญละเอียดจะทับทวีบุญหยาบให้ได้บุญยิ่งๆ ขึ้นไป ท่านให้เราไม่ปฏิเสธบุญ
แล้วก็สอนให้เรารักความสะอาดด้วย ทำอะไรก็แล้วแต่นี่ เรื่องของร่างกาย เรื่องของจิตใจ มันคนละส่วนกัน หรือเรื่องของภาระหน้าที่การงานก็ตาม เพราะฉะนั้นใครที่มีปัญหาหรือมีข้ออ้างว่าต้องมีภาระทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ นี่ยายมาสอนแล้ว นี่ความทึ่ง ความประทับใจในอัจฉริยภาพในการสอนของคุณยาย
อีกหัวข้อหนึ่ง อัจฉริยภาพในการรับสถานการณ์ อันนี้สำคัญจริงๆ พวกเราทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นี้นี่ คงจะเข้าใจตรงนี้ดี เหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝันเกิดขึ้นตลอดเวลา เหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วน ที่จะให้เราคิด เราตัดสินใจ เราแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มันเกิดขึ้น บางปัญหาเราไม่ปรารถนา แต่เราก็ต้องแก้ แล้วเราจะแก้ยังไง บางคนแก้ถูกก็ดีไป บางคนแก้ผิด มันก็มีปัญหาภาระติดตามมา ถ้าบางคนตัดสินใจผิดพลาด เอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยทีเดียว
ทีนี้มาดูคุณยายท่านมีหลักอย่างไรที่จะจัดการกับเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ลองมาฟังเรื่องที่คุณยายท่านตัดสินดู มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงพี่ท่านหนึ่งท่านเล่าให้ฟัง ขออนุญาตท่านเอามาถ่ายทอดให้ผู้มีบุญทั้งหลายได้รับฟัง หลวงพี่สาโรช ท่านอบรมธรรมทายาทรุ่น ๑ ผ่านไปก็ประมาณน่าจะล่วง ๓๐ ปีแล้วแหละ ท่านบอกตอนนั้นท่านมาอบรม ตอนนั้นศาลาดุสิต ศาลาจาตุอะไรยังไม่ได้สร้าง เรือนไทยสร้างอยู่ที่ศาลาดุสิต ถ้าเกิดเรานึกภาพออกนะ เรือนไทย หลวงพี่สาโรชท่านมาอบรมธรรมทายาท ท่านได้รับหน้าที่ให้อุปฐากดูแลหลวงพ่อ ดูแลพระอาจารย์เวลาฉันเวลาอะไร
คราวนี้มีวันหนึ่ง ปกติตอนกลางวัน ตอนเพล คุณยายท่านจะประเคนอาหารหลวงพ่อ แล้วก็พระอาจารย์ทุกวัน วันนั้นมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งมาอบรม อย่างที่เราเห็น แต่ว่าอาจจะน้อยกว่า สมัยก่อนต้นไม้มันยังไม่เยอะ มันยังไม่ร่มเท่าไหร่ ตรงไหนมีต้นไม้ก็ไปนั่งรวมกันเวลาพัก ทีนี้ข้างๆ เรือนไทยนี่หลวงพ่อกับพระอาจารย์ท่านฉันใต้เรือนไทย มีต้นไม้อยู่ร่มดี นักศึกษาก็มานั่งกัน วันนั้นคุณยายท่านประเคนอาหารเสร็จ นักศึกษามันคุยกันเจี๊ยว เด็กวัยรุ่น เรานึกภาพดูก็แล้วกัน คุยกันเจี๊ยวจ๊าวหมด คุณยายท่านประเคนเสร็จ ท่านก็เดินไปที่กลุ่มนักศึกษา คุณ เงียบๆ หน่อย พระกำลังฉันเดี๋ยวบาป ยายพูดจบ ก็หันหลังเดินกลับไปกุฏิ
เด็กนักศึกษามันก็กะคะเนว่าอ้อ ไปไกลแล้ว จะขึ้นกุฏิแล้ว ก็มีไอ้หัวโจกคนหนึ่ง มันอดรนทนไม่ได้ มันก็รำพึงมาในกลุ่มเพื่อนมันบอกว่านี่หรือวะคุณยายที่ว่าเป็นโสดาบัน พอพูดจบเท่านั้น คุณยายท่านกลับหลังหันมาเลย หลวงพี่สาโรชท่านจับตาดูอยู่ ท่านเห็นว่าคุณยายจะทำอะไร กลับหลังหันเดินมาถึงก็บอกว่า คุณ ยายไม่ได้บอกว่าเป็นโสดาบันนะ ยายบอกว่าให้คุณเงียบๆ พระกำลังฉัน เดี๋ยวบาป เท่านั้นแหละเงียบเป็นเป่าสาก ยายก็เดินกลับเข้าไป จนกระทั่งเย็น นักศึกษากลับไป
ตอนเย็นคุณยายเห็นหลวงพี่สาโรชนั่งอยู่ก็เดินลงมา ก็บอกที่เมื่อตอนกลางวันนี่นะ ที่ยายทำอย่างนั้น ไม่ใช่ยายโกรธเขาหรอกนะ อธรรมมันแรงมา ธรรมะก็ต้องมีกำลังปะทะเอาไว้ได้ ยายเห็นหลวงพี่สาโรชทำท่าสงสัย ก็บอกว่าคนมันจะตีหัวเรา มานั่งแผ่เมตตาอยู่ หัวเราก็แตก อย่างน้อยที่สุดก็ต้องหาไม้ที่มันแข็งพอๆ กับที่มันจะตี รับเอาไว้ก่อน ที่พูดอย่างนี้นี่ ไม่ได้สอนพวกเรานะว่าใครจะตีหัว แล้วเอาไม้ไปสู้กับเขา ไม่ใช่ แต่ใครจะรู้ว่า back ground หลวงพี่สาโรชสมัยที่ท่านเป็นนักศึกษาอยู่ ท่านเป็นประธานชมรมกระบี่กระบอง ท่านเรียนมาทางกระบี่กระบอง เรียนฟันดาบมา เพราะฉะนั้นไปอุปมาเรื่องอื่น ไม่รู้เรื่องหรอก โอ้ มาเรื่องกระบี่กระบองเท่านั้นแหละ อ๋อ ใช่เลย ใช่
อันนี้ยายสอนเรา เราจะต้องรู้จักสถานการณ์ เพราะว่าอกุศลนี่มันเกิดตลอดเวลา สิ่งที่จะเอาชนะอกุศลได้ จะเอาชนะความบาปในใจได้คืออะไร คือกุศล เพราะฉะนั้นอธรรมหรืออกุศล ธรรมะหรือกุศลนี่มันเกิดขึ้นตลอดเวลาในใจของเรา มันปะทะกันตลอดเวลา ช่วงไหนอกุศลมีกำลังมาก เราก็ยอมเป็นทาสเขา ช่วงไหนกุศลมีกำลังมาก เราก็ชนะได้ มันต่อสู้กันมาตลอด
เพราะฉะนั้นยายเน้นจะต้องให้มีกุศล มีกำลังธรรมะอยู่ในตัวของเรามากๆ เพราะบุญหรือกรรมที่เราได้เคยสร้างเอาไว้นี่ กรรมในอดีตนี่เราไม่รู้หรอกว่าเราทำอะไรมาบ้าง มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้ามันมาทันขึ้นมาเมื่อไหร่นี่ เราลองถามตัวเราดูซิว่าเรามีกำลังกุศลที่จะต่อสู้หรือปะทะไหมนะ
กุศลที่แรงที่สุดหรืออกุศลที่แรงที่สุดช่วงไหน อกุศลที่แรงที่สุดก็คือเวลาจะละโลกไงล่ะ หรือเวลาจากกายเนื้อ ตอนนั้นอกุศลแรง เราถามตัวเราว่าเราจะมีกำลังกุศลที่จะเอาชนะได้ไหม เราจะไปอย่างผู้ชนะได้ไหม ถ้าตอบตอนนั้นก็ขอบอกว่ายาก ทีนี้เราจะทดสอบยังไงว่าเราจะมีกำลังกุศลเพียงพอ มีอยู่ ๒ ช่วง ช่วงเวลาหลับ ใกล้จะหลับนั่นแหละ เราถามตัวเราว่าทุกคืนก่อนจะหลับนี่ ใจเราเป็นกุศลไหม ใจเราอยู่ที่ศูนย์กลางกายไหม เราระลึกถึงบุญอยู่หรือเปล่า อยู่ในกลางธรรมะหรือเปล่า และช่วงเวลาตื่นทุกครั้งที่ลืมตาตื่นนี่ สิ่งแรกที่เราระลึกนึกถึงคืออะไร ถ้าระลึกนึกถึงสามีบ้าง ลูกบ้าง อะไรบ้าง ยาก หรือระลึกถึงอะไรก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้นให้เราทดสอบตัวเราทุกวันทุกคืน ก่อนหลับแล้วก็ก่อนตื่น ถ้าเกิดว่ากำลังกุศลเราชนะทุกครั้งเลยนี่ ก็มั่นใจได้ว่าถึงเวลาละโลก จะต้องทิ้งสังขารไปล่ะ เราจะไปอย่างผู้ชนะ เราจะยิ้มรับคุณยายได้เต็มที่
และแต่ละวันเราจะทำยังไง ในการฝึกเอาชนะอกุศลที่มันเกิดขึ้นในใจของเรา พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ให้คุ้มครองทวารทั้ง ๕ หรืออินทรีย์สังวรณ์นั่นเอง ทวารทั้ง ๕ มีอะไรบ้าง ตา ๑ หู ๑ จมูก ๑ ปาก ๑ กาย ๑ คือให้คุ้มครองตาของเราให้ดี สิ่งใดก็ตามไม่ควรก็อย่าดู รูปสวยๆ เดี๋ยวมันจะเกิดกิเลสในใจ เสียงเพราะๆ เดี๋ยวมันก็จะเกิดกิเลสในใจ มันเป็นทุกข์หมด ทั้งอิทฐารมณ์ และอนิฐารมณ์ ได้มาเราก็ดีใจ ดีใจในใจไม่ได้อยู่ศูนย์กลางกายหรอก มันไปไหนก็ไม่รู้ ไปติดในสิ่งที่เราเอาใจไปผูกนั่นแหละ เสียงเพราะๆ มันก็ไปติดที่เสียง ถ้าเราไม่ได้ เป็นยังไง ยิ่งแล้วใหญ่ มันโกรธ มันอยากได้ กลิ่นหอมๆ นี่ ให้สักแต่ว่ารสที่มันอร่อย ขับรถกันไปตามซอกตามซอย ไปหากินกัน กินกันเสร็จแล้วก็ กลับมากลุ้ม เงินไม่พอจ่าย เดือนชนเดือน สัมผัสที่มันนุ่มนวล สิ่งนี้มันหลอกเราลงนรกทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นให้คุ้มครองอินทรีย์ทั้ง ๕ ของเราให้ดี แล้วก็ปรามที่ใจของเรา แต่ใครที่จะแก้ได้อย่างยาย คุณยายท่านมีรู้มีญาณ หลวงพ่อท่านเคยให้หลักไว้เหมือนกันนะ ถ้าเกิดเราไปแก้ไขสิ่งพวกนี้ได้ล่ะก็ เราต้องรู้จักความจริง คือรู้จักมองโลกตามความเป็นจริงนั่นเอง พวกเราอาจจะเคยได้ยินได้ฟังว่าแหม ถ้าเกิดเราไม่อยากทุกข์นะ ให้มองโลกในแง่ดี แล้วจะไม่เป็นทุกข์ ก็ขอบอกว่าพวกมองโลกในแง่ดีนี่ ติดคุกมาเยอะแล้ว หมดตัวมาเยอะแล้ว แรกๆ เขาก็ไม่ได้คิดโกงเราหรอก เขามาพูดมาขอยืมเงินเรา มาขอโน่นขอนี่ แต่พอเลยไปเลยไป พอพ้นหน้าเราแล้ว กิเลสมันสอน
หลวงพ่อท่านเคยสอน เวลาคนมาเสนออะไร เสนอโน่นเสนอนี่ ขอโน่นขอนี่ แล้วผมจะทำให้ดี หลวงพ่อท่านบอก หลวงพ่อเชื่อ แต่หลวงพ่อไม่ไว้ใจ เพราะอะไร เพราะไอ้กิเลสในตัวเรามันจะงอกเงยเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นมีหลักให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง อะไรดีก็ว่าดี อะไรไม่ดีก็ว่าไม่ดี แล้วให้คิดในเชิงสร้างสรรค์ นี่นะมองโลกตามความเป็นจริง และให้คิดในเชิงสร้างสรรค์
ท่านเปรียบเอาไว้กับธรรมชาตินะ ท่านบอกว่าเหมือนกับชาวทะเล ชาวเลที่ออกเดินเรือ เวลาเขาออกเดินเรือ เขาจะออกเวลากลางคืน กลางคืนจะมีลมบก จะพัดออกไปในทะเล กลางวันจะมีลมทะเลพัดเข้ามา เวลาเราไปเที่ยวทะเล ลมทะเลสดชื่นพัดเข้ามา คราวนี้พวกชาวเลนี่เขาหาปลา เวลาจะหาปลาเขาต้องอาศัยลม ก็ต้องออกเวลากลางคืน
พวกที่มองโลกในแง่ร้ายจะคิดยังไง ดูซิเวลากลางคืนนี่เขาให้เราพักผ่อน ธรรมชาติช่างไม่เต็มใจเอาเสียเลย ว่าแล้วก็ด่าว่าเทวดา ด่าว่าธรรมชาติ ด่าไปด่ามา จิตมันก็หยาบ ก็เหนื่อย นอน ไม่ได้ไปออกหากินเลย จนทั้ง จนทั้งปี
พวกมองโลกในแง่ดีว่ายังไง เออ ลมมันมากลางคืนนะ เราก็ออกกลางคืนแล้วกัน เดี๋ยวพักกลางวันนะ กลางวันก็กลับมาพักนอน กลางคืนก็ออกไปหาปลา ก็ยังได้ประโยชน์จากธรรมชาติ คือรู้จักธรรมชาติ
แต่ผู้ที่มองโลกตามความเป็นจริง อ้อ ธรรมชาติเขาเป็นอย่างนี้เองนะ เราจะต้องชนะธรรมชาติให้ได้ ก็ใช้ปัญญาซิ พินิจพิจารณาว่ากลางคืนนี่อดนอน แล้วไปนอนกลางวันนี่ มันไม่คุ้ม สุขภาพสังขารร่างกายไม่ให้ ทำไงถึงจะออกกลางวันได้ล่ะ ก็พิจารณาคิดไปคิดมาก็สร้างเรือใบขึ้นมารับลม ตื่นเช้ามาก็เอาเรือใบออกได้เลย กลางคืนขึ้นมา ก็ให้เขาเช่าเรือได้อีก นี่ได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย
เพราะฉะนั้นนี่ เราเจอเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ หัดมองทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง เขามาพูดอะไรให้เราฟังนี่ อย่าไปเชื่อ ถามว่าไม่ไว้วางใจ ไว้วางใจ เขาจะมากู้ นี่คนกันเองเลยนะ ยังไงยึดอะไรเป็นหลักประกันไว้ก่อน ถามว่ากลัวโกงหรือ ไม่กลัวหรอก แต่ว่าเพื่อความสบายใจของฉันเอง ไม่งั้นฉันไม่สบายใจ นี่อัจริยภาพในการรับสถานการณ์ของคุณยาย ท่านสอนให้หมั่นสร้างกุศลนะ ถ้าใครวันๆ ไม่หมั่นสร้างกุศล ไม่ระลึกนึกถึงความดีล่ะก็ ถึงเวลาอกุศลมันเกิดขึ้นนี่ แรงกุศลมันไม่พอไปสร้างหรอก เพราะฉะนั้นต้องไม่ประมาท ต้องอยู่ในความดีตลอดเวลาเลย
เรื่องที่ ๓ มหากรุณาธิคุณของคุณยาย ผู้ที่อยู่ในที่นี้คงจะซึ้งดี คุณยายท่านเมตตาทุกคน เมตตาชาวโลกทุกคน เมื่อใดที่เราเกิดความท้อแท้ เจออุปสรรค หมดกำลังใจในการสร้างความดี ยาย คุณยายจะมาอยู่ใกล้ๆ จะมาให้กำลังใจ จะมากลั่นแก้ธาตุธรรมให้เรา
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงทีเดียว เกิดขึ้นกับตัวของอาตมาเอง เราสร้างบารมี ธาตุธรรมเราก็ยังอ่อนอยู่ บางครั้งมีกำลังใจ เราก็ฟิตขึ้นมาเลย บางครั้งไปเจออุปสรรคขึ้นมา ไอ้โน่นก็ติด ไอ้นี่ก็ติ คนโน้นก็ไม่เข้าใจ แล้วจะสร้างไปทำไม ความดี ก็นอนไม่ดีกว่าหรือ มันก็ดี นอนน่ะ แต่ถ้าเกิดไม่ทำความดีล่ะก็ อกุศลมันเกิดนะ แรกๆ ก็ไม่เท่าไหร่หรอก แรกๆ ก็นอนสบาย พักหลังก็เริ่มขี้เกียจ ขี้เกียจก็ไม่ปฏิบัติธรรม ไม่ปฏิบัติธรรม อกุศลเกิด คราวนี้ใจมันก็ออกนอกแล้ว อยากจะไปอยู่ทางโลกกับเขาบ้าง คิดไปคิดมามันก็สร้างโน่นสร้างนี่ จินตนาการไปเรื่อย
คุณยายท่านก็เมตตา มาสอดละเอียดเข้าฝัน มาเตือนมาฝัน เราก็เอ๊ะ คิดมากไปเองน่ะ คิดไป ไม่จริงหรอก ก็นึกในใจ ใจมันหยาบแล้วนี่ เพราะฉะนั้นนี่ หลวงพ่อท่าน ถึงเคยบอกไง ฟังเรื่องธรรมะละเอียด บางทีท่านก็อยากให้เราฟังนะ เวลาใจละเอียด มันก็เชื่อดีหรอก โอ้โฮ มันปีติเบิกบาน พอใจหยาบขึ้นมาเป็นไง มันเถียง โอ้ หลวงพ่อสร้างเรื่องอะไรมาหลอกเราก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นท่านถึงไม่อยากจะเล่า เป็นโทษ บางสิ่งบางอย่างที่เรายังรับไม่ได้
คุณยายก็เหมือนกัน มาเข้าฝันเตือนหลวงพี่ ไม่ใช่เข้าครั้งเดียวนะ ๓ ครั้ง และไม่ใช่ว่าเว้นนาน วันเว้นวัน เราก็ ตอนนั้นก็อยู่ที่ว่าทาง ๒ แพร่งแล้ว ตัดสินใจซ้ายขวาเลยวันนั้นน่ะ มาฝันยังไม่รับเลย จนกระทั่งวันนั้นกวาดใบไม้อยู่ หน้าโรงปั้น ตรงโค้งมาทางมหาพรหม เห็นยายท่านถีบ นั่งสามล้อมา พี่อารีพันธ์ถีบนี่ ปกติท่านจะเลี้ยวไปทางอาคารภาวนา วันนั้นเห็นคุณยาย เราก็ไม่อยากจะเจอหรอก ใจมันไม่อยู่ในบุญ ไม่อยากเจอครูบาอาจารย์ เหมือนพวกเรา วันไหนนั่งธรรมะดีล่ะก็ ป้อเข้าไปรับหน้าหลวงพ่อเลย วันไหนศีลไม่บริสุทธิ์ หลบอยู่ข้างหลังโน่น
เหมือนกัน วันนั้นก็ ท่านเลี้ยวเสร็จ เห็นยายท่านดึงเสื้อพี่อารีพันธ์ ดึงๆๆๆ แล้วก็ชี้มาทางโรงปั้น ตายแล้ว หลบไม่ทันแล้ว ก็ยิ้มสู้ซิ ยายมาถึง ท่านก็หยุด ลงมาที่ข้างหน้า ใช้สายตาดุๆ กึ่งเมตตา จ้องเข้ามานัยน์ตาของเรา แล้วก็บอกว่าท่านอยู่นี้เองหรือ ครับ อย่าสึกนะ ครับ เอ้ารับปากยายแล้ว ไปไม่ได้แล้ว จากทาง ๒ แพร่งเหลือแพร่งเดียว เอ้าลุยก็ลุย ตั้งแต่นั้นมาก็ดีมาตลอด คุณยายท่านกลั่นแก้ให้ นี่คือมหากรุณาธิคุณที่คุณยายท่านได้มอบแก่เรา
ท่านมีต่อทุกๆ คนไม่เลือกชนชั้น วรรณะ ท่านจะมีคำพูดติดปากอยู่คำหนึ่งว่าเชื่อยายนะ ใครไม่เชื่อยาย ตายแล้วรู้เอง นี่ ท่านไม่ได้แช่งนะ ท่านจะพูดอย่างนี้ แล้วเวลาท่านเจอใครนี่ ท่านไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ใช่ว่าจะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีมา ทุกคนมาถึงยายจะได้รับแผ่พระคุณเสมอเหมือนกันหมด
แม้กระทั่งพนักงานคนงานในวัด เวลาท่านตรวจวัดนี่ เจอเด็กวัดมันทำงานอยู่ ท่านก็ลงไปแล้ว ไอ้หนู เราเกิดมาเป็นคนนี่นะ หมั่นสร้างความดีเอาบุญติดตัวไป ตายแล้วจะได้มีบุญ จะได้ไม่ตกนรก ไอ้เด็กมันก็เถียงซิ มันก็บอก ผมไม่เห็นจะต้องมาทำบุญเลยยาย ทุกวันนี้ผมก็เป็นคนดีอยู่แล้ว ผมไม่ได้เป็นคนชั่ว ไม่ได้ไปเกะกะเกเร ไม่ได้ไปเดือดร้อนใครนี่ จะไปทำทำไมบุญ ทุกวันนี้ก็ไม่มีจะกินอยู่แล้ว มาทำบุญ ทำงานกับวัดนี่ ยายก็ไม่ว่าอะไร ไม่เกิดปฏิกิริยาอะไร พวกเราลองดู ไปสอนแล้วมันเถียงอย่างนี้เป็นยังไง ทีหลังไม่ว่าอะไร ไม่สอนอีกแล้ว
มาอีกวันหนึ่ง ก็บอกไอ้หนู หมั่นสร้างบุญสร้างกุศลทำบุญทำทานติดตัวไปนะ เราตายไปจะได้เอาบุญไป ใครทำบาปก็แบกบาปไป มันก็เถียงเหมือนเก่าอีกแหละ ทีนี้เด็กคนนี้มันก็ มันอยากได้มอเตอร์ไซค์ เหมือนวัยรุ่น ไปขอพ่อมัน ขอเงินซื้อมอเตอร์ไซค์ พ่อมันก็ไม่ให้ มันยังไม่บรรลุนิติภาวะ
สิ่งแรกที่ทำคืออะไรรู้ไหม แทนที่จะเอาเงินมาทำบุญ สมบัติมันเกิดขึ้นเพราะบุญ เอาเงินไปซื้อมอเตอร์ไซค์ ไปซื้อเสร็จ คืนนั้นก็ไปฉลองชัยมอเตอร์ไซค์ใหม่ ขับรถซ้อนเพื่อนไปพระอินทร์ ไม่รู้ไปเที่ยวที่ไหนกัน กลับมาตี ๑ ตี ๒ มันง่วงหรือไงก็ไม่ทราบ เข้ามาทางวัดนี่ รถสิบล้อมันจอดนอนดับไฟ มันวิ่งถนน มันวิ่งไปชนตูดสิบล้อ ชนเสร็จแล้วเป็นไง ก็ตาย ตายแล้วไปไหน ก็มาหายายน่ะแหละ มาเกาะอยู่ที่โคนต้นไม้ข้างกุฏิยาย มาขอขมา มันไม่เชื่อยาย มันจะไปเกิดก็ไม่ได้ ไอ้กรรมชั่วมันทำ ก็ไม่ได้ทำอะไรหรอก ลงนรกก็ไม่ได้ลง บุญกุศลก็ไม่ได้ทำ จะขึ้นสวรรค์ก็ไม่ได้ขึ้น มันก็มาขอขมา
ฉะนั้นยายบอกอะไรนี่ ให้เชื่อ เชื่อยายนะ เราก็เชื่อดีหรอก บางทีก็ไปเจอคำพูดเพราะๆ เป็นยังไง ก็ไปเชื่อเขา จนกระทั่งลำบากอยู่ทุกวันนี้ ก็ไอ้คำพูดเพราะๆ นี่นะ เพราะฉะนั้นนี่ ไอ้คนปากกะใจตรงกันมันหายากนะ พวกเราว่ายากไหม หายาก ถ้าจะมีเยอะที่สุดก็ น่าจะในวัดพระธรรมกายนี่แหละ เราว่าอย่างนั้นนะ ปากกับใจตรงกันนะ
เพราะฉะนั้นให้เชื่อยาย บางคนไม่เชื่อยาย ไม่ต้องรอต้องตาย ตอนนี้ก็ทุกข์อยู่ทุกวันนี้แล้ว อยากจะมาทำบุญเต็มที่ ก็ทำไม่ได้ มาก็แอบๆ มาทำ ทำบุญแล้วกลัว กลัวมันรู้ แอบทำ เก็บไว้ซ่อนเอาไว้ เพราะฉะนั้นนี่เราได้ครูบาอาจารย์ที่เลิศ ที่ประเสริฐขนาดนี้แล้วนี่ ใครไม่ได้มาฟังธรรมะจากท่าน ไม่ได้มากราบ ไม่ได้มาทำบุญกับท่าน เสียดายจริงๆ เลย นับเป็นบุญของพวกเราที่ได้สั่งสมกันมาอย่างยาวนาน ถึงได้มาพบครูบาอาจารย์ที่เลิศเช่นนี้ อย่าปล่อยให้ความมีโชคของเราหลุดลอยไป รีบเร่งประพฤติปฏิบัติตามปฏิปทาตามคำสอนของท่าน
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านยกย่องแล้วก็เทิดทูนคุณยายว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่า เป็นมหารัตนปูชนียาจารย์อันล้ำค่ายิ่งของพระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกาย มีคณูประการอันยิ่งใหญ่ อันจะนับจะประมาณมิได้ ต่อชาวโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ชาวโลกได้รับแผ่พระคุณทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ช่วยแก้ไขวิกฤตและภัยพิบัตินานับประการ
ถ้าในหมู่ของผู้ที่มีรู้ญาณแล้วไซร้ จะยิ่งรู้ซึ้งถึงความยิ่งใหญ่ของคุณยาย ถึงสิ่งที่ท่านได้กระทำไว้ ท่านได้รับถ่ายทอดวิชชาอันบริสุทธิ์และมีค่ายิ่งจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ประกอบกับบุญบารมีที่ท่านอบรม ฝึกฝนแล้วก็สั่งสอนตัวเองมา ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ท่านได้ถ่ายทอดมาที่หลวงพ่อทั้งสอง นับเป็นมรดกอันล้ำค่ายิ่งที่ไม่สามารถที่จะเปรียบประมาณได้ สิ่งหยาบๆ ที่เห็นก็ไม่สามารถจะพรรณนาได้หมดสิ้น มิใยจะกล่าวถึงสิ่งที่มองไม่เห็นซึ่งอยู่ในวิสัยของผู้ที่มีรู้มีญาณเท่านั้น ภายใต้ร่มบารมีของหลวงพ่อและคุณยาย พวกเราได้ฝากชีวิต จิตใจ ความสำเร็จทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับท่าน ให้เราอยู่ในโอวาท อยู่ในคำสั่งสอนของท่าน ท่านทำอะไร ตั้งใจดูให้ดี ท่านสอนอะไร ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามให้เต็มที่ ท่านบอกอะไร ให้เราขวนขวายทำให้เต็มกำลัง
ในวาระนี้ท่านบอกให้พวกเราเอาบุญใหญ่ มหาทานบารมี เราจะได้มีโอกาสสร้างบุญที่ตั้งแต่อดีต เคยได้ยินได้ฟังมาเฉยๆ และปัจจุบันยังไม่มีที่ไหนได้ทำ และอนาคตจะหาทำได้ที่ไหน โดยเฉพาะเราได้ทำบุญในช่วงที่พระพุทธศาสนาประสบวิกฤติจากภัยของมิจฉาทิฏฐิรอบด้าน ในอดีตเขาทำบุญกันในช่วงที่เกิดทุกขพิกภัย อานิสงส์ยังส่งผลให้ได้สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง แต่เรานี่มีบุญขนาดว่าได้กระทำในช่วงที่พระพุทธศาสนาเจอวิกฤติจากมิจฉาทิฏฐิ ถ้าเราไม่รีบขวนขวายตักตวงแล้วนี่ ก็ต้องบอกว่าเสียดาย ใครไม่ได้ทำก็บอกว่าเสียดาย ใครทำแล้วแต่ยังไม่เต็มที่ ก็ต้องบอกว่าเสียดาย
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านสอนให้เราทุ่มเทชีวิตในการสร้างบารมี ชีวิตนักสร้างบารมียอมตายกลางเวทีการสร้างบารมี ถ้าไม่ทุ่มเทอย่างนี้ ชาติต่อไปเราจะกล้าประกาศหรือว่าแม้เนื้อเลือดจะเหือดแห้งหายไป เหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกช่างมัน ถ้าไม่บรรลุธรรม จะไม่ลุกจากที่นี้เป็นอันขาด ถ้าภาพปัจจุบันนี้เราไม่ทุ่มล่ะก็ ชาติต่อไปเราจะกล้าประกาศหรือ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านทั้งสอนและทำเป็นตัวอย่างให้เราดู
อาตมาประทับใจในพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองมาก เคยมีเพื่อนพระภิกษุองค์หนึ่งท่านเคยเล่าให้ฟัง ก่อนบวชท่านเคยเป็นยามอยู่สมัยนั้น เฝ้าอยู่ตรงปากประตูเข้าวัด ท่านจะอยู่เวรรอบดึก ท่านบอกทุกวัน เวลาตี ๑ น่ะ เขาจะเห็นหลวงพ่อทัตตะขี่จักรยานปุเลงๆ กลับไปกุฏิ ถ้าเกิดใครมาเมื่อ ๗-๘ ปีที่แล้ว เราอาจจะเห็นพระขี่จักรยานอยู่นะ เพราะว่าสมัยก่อนนี่ คนยังไม่เยอะ หลวงพ่อท่านอยากให้เรานี่ อายุมันสั้น มันไม่พอต่อการปฏิบัติ ไอ้เสียเวลาเดินทาง วัดเรามันกว้าง จะต้องไปทำงาน ไปตรงโน้นไปตรงนี้กัน ถ้าเดินหน้าวัดหลังวัด ไม่ต้องทำอะไรแล้ว เมื่อก่อนก็ขี่จักรยานนะ
ตอนตี ๑ จะเจอหลวงพ่อทัตตะขี่จักรยานปุเลงๆ แล้วกลับไปกุฏิ พอกลับไปถึงก็ได้ยินเสียงอาบน้ำ แล้วก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ทำวัตร ท่านบอกเจออย่างนี้ทุกวัน พอตี ๒ ก็จะมีรถมาคันหนึ่ง ดูใกล้ๆ อ๋อ เป็นรถหลวงพ่อธัมมะ ตี ๒ ทุกวัน ท่านนั่งหลับตาทำสมาธิกลับมา พักผ่อนไป เจอทุกวันเลย นี่พระเดชพระคุณท่านทุ่มเทขนาดนี้ ท่านง่วงเหมือนพวกเรา สังขารร่างกายก็เหมือนพวกเรา ง่วงขนาดไหนก็หลับตาไม่ลง พระพุทธศาสนายังมีภัย เหนื่อยขนาดไหนก็พักไม่ลง พักไม่ได้ พระศาสนายังมีภัย เจ็บป่วยไข้ เดินไม่ได้ ก็หยุดไม่ได้ พระศาสนากำลังมีภัย
เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ของเราทำเป็นตัวอย่างให้เราดู ถามเราทุ่มเทแล้วหรือยัง ในวาระโอกาสนี้ใครยังไม่ทุ่มเท ตั้งใจให้ดี มหาสังฆทานแสนรูป หาทำได้ยาก บุญนี้จะส่งผลเป็นกำลังบุญ เป็นกำลังกุศลอันยิ่งใหญ่ที่เราจะเอาชนะอกุศลทั้งหลายที่มันจะเกิดขึ้น จะเกิดมาอีกเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงอนาคตเข้ามาเลย เราไม่กลัว เรามีกำลังมหาสังฆทานพระแสนรูป เราทุ่มเททำเต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าเดี๋ยวทำแล้วครั้งหน้าจะไม่มีทำอีก เดี๋ยวกำลังบุญจะไปดลจิตให้เราเกิดสติปัญญาในการหาทรัพย์ ดึงดูดมหาทรัพย์มาหาเราเองนะ เพราะฉะนั้นขอให้เราทุ่มเทกัน ใครมีกำลังทรัพย์ ทุ่มเทกำลังทรัพย์ ใครมีกำลังกาย ทุ่มเทกำลังกาย ใครมีกำลังคำพูด กำลังวาจา ทุ่มเทไปให้เต็มที่
ถ้าทุ่มเทกันได้อย่างนี้ล่ะก็ ก่อนเราจะหลับตาลาโลก คงจะมีสักครั้งหนึ่งที่เราจะได้สร้างมหาสังฆทาน บรมสังฆทาน ถวายสังฆทานกับพระ ๑ ล้านรูป ดูที่ปัจจุบันนี้นะ เพราะฉะนั้นพวกเราตั้งอกตั้งใจกลับไปบ้าน ไปดูซิซอกไหนมุมไหน แหวนเพชรมันยังซ่อนอยู่ตรงไหน เศษเงินล้านมันอยู่ตรงไหนไปเอามานะ เพราะฉะนั้นในวันนี้ก็ขอฝากเอาไว้
ท้ายที่สุดนี้ขอเชิญทุกๆ ท่านนั่งหลับตาทำภาวนาปฏิบัติบูชาคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง กัน ให้เราน้อมจิตของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ วางแผ่วๆ สบายๆ อย่างมีความสุข น้อมระลึกนึกถึงพระคุณของยาย ระลึกนึกถึงปฏิปทาของคุณยาย ตั้งแต่ยายเข้าวัด จนวาระสุดท้ายของชีวิต ใจท่านอยู่ในธรรมะไม่ถอนถอยเลย ทุกอนุวินาที ใจของท่านเป็นบุญเป็นกุศลไปหมด แล้วก็ตั้งใจว่าเราจะทำให้ได้อย่างท่าน จะขอก้าวเดินตามท่านไป จะไม่ทิ้งห่าง จะตามไปให้ใกล้ จะตรึกระลึกนึกถึงคุณความดีของท่าน ทุกอย่างที่เป็นความดี เราจะตั้งใจทำ เราจะตั้งใจปฏิบัติ ต่อไปนี้เราจะไม่ดื้อ เราจะไม่โลเล เราจะเป็นหลานรักของคุณยาย จะเป็นลูกรักของหลวงพ่อ จะเป็นลูกแก้ว
น้อมระลึกถึงความโปร่ง ความสบาย ทำใจของเราให้ชุ่มชื่น ให้เบิกบาน ให้ผ่องใส ตรึกนึกถึงดวงใส ให้ใจของเราหยุดนิ่งตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จากนั้นให้เราตรึกระลึกนึกถึงบุญที่เราได้เคยสั่งสมมา ที่เราได้สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ใครที่มายุคก่อน บุญที่เราได้สร้างโบสถ์ บุญที่เราได้สร้างสภาธรรมกายสากลที่รองรับผู้มีบุญ บุญที่เราได้สร้างมหาวิหาร บุญที่เราได้สร้างแผ่นผืนลานธรรม บุญที่เราได้เคยได้บวชพระ บุญที่เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม บุญที่เราหล่อทองคำหลวงพ่อวัดปากน้ำ หล่อทองคำคุณยาย บุญต้นเดือน ทุกๆ บุญเลย ระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี เราน้อมอธิษฐานประชุมรวมกันที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ และรวมใจของพวกเราทุกๆ คน ณ ที่นี้ รวมบุญของพวกเราที่เคยสั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วนก็ดี ปัจจุบันนี้ และที่จะทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไปในอนาคต โดยเฉพาะที่เราได้ถวายบูชาธรรมพระเดชพระคุณหลวงพ่อในวันนี้ เป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ กลั่นรวมตัวกันเป็นดวงใส บริสุทธิ์ หยุดอยู่ที่กลางกายของเรา แล้วเราจะได้น้อมทับทวีบุญด้วยการน้อมถวายบุญใสๆ อันบริสุทธิ์ของเรา บูชาบุญของเราแด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ให้คุณยายได้เมตตาน้อมรับบุญใสๆ ของเรา
และขอความเมตตาคุณยายได้น้อมนบุญที่เราได้ถวายบูชานี้ไปบูชาแด่พระต้นธาตุ ต้นธาตุต้นธรรม เจ้าของวิชชาธรรมกาย พระบรมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้าทั้งปวง น้อมบูชาหมดเลย และน้อมบุญนี้บูชาแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ น้อมบุญนี้บูชาแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตต- ชีโว
ขออานิสงส์ที่พวกข้าพเจ้าทั้งหลายบูชาบูชาบุคคลผู้ควรบูชา ด้วยสมบัติอันล้ำค่ายิ่งของข้าพเจ้านี่ ขอให้ข้าพเจ้าบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน ให้มีดวงตาเห็นธรรม ให้สมบัติทั้ง ๓ เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ จะเกิดไปกี่ภพกี่ชาติก็ตาม ขอให้ได้ลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ มีเสียงดุจท้าวมหาพรหม ขอให้ข้าพเจ้ามีมหาสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ยิ่งตักยิ่งเพิ่มพูนอย่างเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ตลอดไป ทุกภพทุกชาติจนถึงที่สุดแห่งธรรม ขอให้ข้าพเจ้ามีดวงปัญญาอันสว่างไสวรู้แจ้งแทงตลอดหมด ทั้งทางโลกและทางธรรม ให้เข้าถึงพระธรรมกาย เข้าถึงวิชชาธรรมกาย รู้แจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกาย ให้สร้างบารมีติดตามหลวงพ่อและคุณยายไป ให้อยู่ในวงบุญ ไม่หลุดจากวงบุญ ให้สร้างบารมีได้ตลอดวิชชา
และเราก็อธิษฐานสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล แล้วก็ปฏิญญาณต่อยาย ว่าต่อไปนี้เราจะทุ่มเทสร้างบารมีให้เต็มที่ ตั้งใจอธิษฐานกันทุกคนนะ
สัพเพ…
PAGE
PAGE 14
หน้า
440407FW-AAT