คุณยายอยู่ในใจเสมอ
ผู้เป็นที่พึ่งที่เคารพบูชาของเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย กราบคารวะพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกาทุกท่าน
วันนี้เป็นโอกาสอันดี เป็นวันพฤหัสชัยศรีที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็นวันธงชัยขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเส็ง ซึ่งเหมาะแก่การประกอบคุณงามความดี ดังเช่นพวกเราทั้งหลายที่มาอยู่ ณ ที่นี้ ที่ได้ตั้งใจมาแสวงหาบุญกุศลติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ
พวกเราทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็นผู้เริ่มต้นในชีวิต ให้โอกาสกับชีวิตของตัวท่านเองในวันนี้ โดยที่พวกเราได้ตั้งใจมารักษาศีล ฟังพระสวดอภิธรรม แล้วได้ทำความปีติยินดีในธรรมสืบต่อไป ในวันนี้หลวงพี่ได้มีโอกาสได้มาสรรเสริญคุณของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเป็นโอกาสอันแรกที่หลวงพี่เองก็ไม่เคยขึ้นมาในสนามของการเทศน์อย่างนี้มาก่อน ถ้าหากจะเปรียบหลังคาสภาธรรมกายหลังนี้สูง ๒๖ เมตรจากพื้นเบื้องล่าง ขึ้นไป ยังมีความรู้สึกเสียวน้อยกว่าขึ้น Stage ตรงนี้เสียอีก ที่พูดอย่างนี้เพราะได้ขึ้นมาแล้วจริง ๆ
ถ้าหากว่าจะนำพวกเราย้อนกลับไประลึกนึกถึงงานตั้งแต่เรื่องของการกลั่นแผ่นดิน หลวงพี่เองตั้งแต่บวชมา พรรษา ๑ ๒ ยังอยู่ที่วัด ส่วนพรรษา ๔, ๕, ๖, ๗ ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่ธุดงคสถานล้านนา ในปลายพรรษาที่ ๗ ซึ่งตรงกับปลายปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพี่เองได้ลงมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดพระธรรมกาย แต่เนื่องจากหลวงพี่จบการศึกษาทางช่างอุตสาหกรรมมา งานแรกที่ได้รับมอบหมายในการลงมาจำพรรษาจากหมู่คณะ คืองานทำซาแลน (Saran) เพื่อต้อนรับสาธุชนที่จะมากลั่นแผ่นดิน ในวันปีใหม่ต้นปีพุทธศักราช ๒๕๓๘
ถ้าเรานึกย้อนไปถึงในวันนั้น saran ๓๐,๐๐๐ ตารางเมตร ใช้เสา ๒,๒๐๐ ต้น สิ่งที่เกิดขึ้นและประทับใจ บางคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าเสา saran ๒,๒๐๐ ต้น สามารถปักได้เสร็จภายใน ๗ วัน เครื่องมือมีเฉพาะรถแบคโค แล้วก็กำลังแรงงาน เสาไม้ต้นสน แล้วก็ไม้ยูคาลิฟ เป็นไม้สด ถ้าหากว่าจะยก ตรงโคลนของเสานี่ ประมาณ ๖ นิ้วถึง ๗ นิ้ว ตรงปลายประมาณ ๔ นิ้ว ถ้ารวมน้ำหนักก็เกือบๆ ร้อยโล ของเสาแต่ละต้น
แต่สิ่งที่ทำให้หลวงพี่มีความเชื่อมั่นว่าในการที่เราได้รับหน้าที่ที่จะทำในตรงนั้น เราต้องอาศัยบุญ บุญที่เราได้ตั้งใจที่จะเผยแพร่พระพุทธศาสนา คนที่มาช่วยหลวงพี่ในครั้งแรกมีอยู่ด้วยกัน ๑๐ คน เป็นผู้ชายล้วน เสาต้นแรกปักตอนบ่าย ๒ โมง ๓๕ นาที ทางทิศตะวันออก โดยใช้รถแบคโคนี่เจาะลงไป เชื่อมที่กระบวยแบคโคนี่ด้วยเหล็กยาวประมาณ ๑ เมตร เจาะลงไปในดิน แล้วก็ใช้คนยกเสาตั้งลงไปในดิน
วันแรกเริ่มงานตอนบ่าย ๒ กว่า ๆ ซึ่งหลาย ๆ คนเขาก็ไม่ได้คาดคิด แต่สิ่งนั้นมันเป็นไปได้ ที่เป็นไปได้เพราะว่าวันแรกตอนบ่าย ๒ ถึงบ่าย ๕ โมงเย็น เสาเสร็จไปแล้วประมาณ ๘๐ ต้น ซึ่งถามว่าเสานั้นมันเบาไหม ถ้าใช้คนจัดตั้งในช่วงเริ่มต้นก็ใช้คนประมาณ ๕ ถึง ๖ คน เพื่อจะจับเสาตั้ง ตั้งแล้วก็ให้เอาเสาลงไปในหลุม แต่ว่าหลังจากผ่านไปแล้ว ๑ วันครึ่ง คนงานที่อยู่ ๑๐ คนเหลือ ๗ คน รวมทั้งหลวงพี่เป็น ๘ แต่สิ่งที่ทุกคนตั้งใจทำกันมากคือเขาไม่ยอมหนีไปไหน เนื่องจากว่าหลวงพี่เองได้รับมอบหมายก็ไม่ได้ทิ้งงานตรงนั้น ลงไปทำกับเขา เสาก็แบกกับเขานี่แหละ
มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพี่ประทับใจ และอยากจะรู้ว่าเสาต้นนี้มันหนักจริง ๆ ไหม คนงานที่ได้ทำร่วมกับหลวงพี่ ไม่รู้เขานัดกันยังไง เขาบอกหลวงพี่ครับ ผมขออนุญาตไปดื่มน้ำ แล้วเขาก็ไปกันหมดเลย เขาก็เดินไปดื่มน้ำ แล้วก็นั่งคุยกัน แต่กระบวยรถแบคโคมันเจาะลงไปในดิน แล้วก็ดึงขึ้นมาแล้ว แต่ในช่วงขณะนั้นดินมันก็สไลด์ลงไปในหลุมอยู่ส่วนหนึ่ง หลวงพี่ก็หันไปเห็นเขานั่งคุยกัน ไม่รู้จะทำยังไง ก็ยิ้ม ๆ เสร็จแล้วก็เดินไปที่เสา แล้วก็ยกจับตั้ง คนงานที่นั่งคุยกันอยู่ เขาเห็นหลวงพี่จับตั้งต้นแรก เขาก็ไม่แน่ใจ เขาก็ยังนั่งคุยกันอยู่ พอต้นที่ ๒ เริ่มขึ้น หลวงพี่ก็ทำท่าคือยกขึ้นมา แต่ยังไม่ได้ยกขึ้นเพื่อจะตั้ง คนงานเขาก็พร้อมใจกันวิ่ง แล้วเขาก็มาทำเหมือนเดิม
มันจึงเป็นเหตุที่ว่าเราใช้คนไม่ได้มากมายอะไรเลย แต่งานที่เราปักเสาลงไป ๒,๒๐๐ ต้นมีในวันสุดท้ายเท่านั้นที่สามเณรบางส่วนมาช่วย เสร็จภายใน ๗ วัน ถ้าถามหลวงพี่ว่าส่วนต่าง ๆ เหล่านี้มันเกิดขึ้นด้วยอะไร หลวงพี่คิดเสมอว่าถ้าไม่ได้ด้วยบุญที่คุณยายท่านได้ตั้งใจที่จะเผยแพร่พระพุทธศาสนา เผยแพร่วิชชาธรรมกาย งานที่ปักเสามันก็คงไม่เสร็จ แต่ที่มันเสร็จได้เนื่องจากหลวงพี่เชื่อว่าบุญสามารถนำพาทุกสิ่งทุกอย่างที่เราตั้งใจไว้ดีแล้วให้สำเร็จลุล่วงตามที่เราปรารถนา
จากงานกลั่นแผ่นดินในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๘ แต่ที่ยิ่งกว่านั้นมันไม่มีอะไรเพิ่มอีก มันมีเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ การมุง saran หลวงพี่ก็ไม่เคยมุง ถ้าถามหลวงพี่ว่าหลวงพี่เคยไหม ไม่เคยเพราะตอนปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ ที่เราหล่อหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ เป็นทองคำกัน หลวงพี่มาก็เห็น saran มันผูกเรียบร้อยแล้ว ไม่เห็นวิธีการทำ วิธีการทำบอกจากเพื่อน ได้รับการบอกเล่าจากเพื่อนรอบๆ ข้างที่เขาเคยเห็นเท่านั้น งานขึ้น saran ๓๐,๐๐๐ ตารางเมตร แต่จนแล้วจนรอด งานนั้นก็เสร็จใกล้ ๆ งานเสร็จจริง ๆ ในวันที่ ๓๐ ธันวาคม แล้วก็มีการอยู่ธุดงค์กัน สาธุชนบางส่วนก็หลั่งไหลมาแล้ว ระยะเวลาที่เตรียมงานจริง ๆ ประมาณ ๑ เดือน แต่ก่อนหน้านั้นจะมีการปรับพื้นที่
แต่สิ่งที่เสร็จไปแล้ว ความภูมิใจตรงนั้นก็ยังไม่ได้ห่างหายไปจากตรงไหน ไม่ได้ห่างหายไปจากจิตใจเลย เพราะความที่หลวงพี่เองได้รับคุณธรรมบางส่วนจากคุณยาย คุณยายท่านเป็นคนที่มีความเคารพ หลวงพี่ก็ได้รับการฝึกฝนตรงนั้น เคารพในระหว่างภันเตอาวุโส และเคารพในคำสั่งของหมู่คณะที่มาร่วมกันทำหน้าที่ตรงนั้น
แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ คุณยาย ตั้งแต่ที่ท่านเริ่มเข้าไปอยู่วัดปากน้ำและมาสร้างวัดพระธรรมกาย คุณยายท่านได้ใช้ความอดทนอย่างอุตสาหะ ท่านอดทนเพื่อจะศึกษาวิชชาธรรมกาย แต่ในการทนของท่านนั้น ท่านอดทนจนกระทั่งได้ชื่อว่าผู้เป็นหนึ่งไม่มีสอง ความอดทนคุณธรรมตรงนี้ ก็ได้รับการถ่ายทอดจนมาถึงหลวงพี่เอง หลวงพี่เห็นร่างคุณยายก็ไม่โต แต่หลวงพี่ก็เป็นผู้ชาย หลวงพี่เชื่อว่าทำได้ แต่ความอดทนอันนั้นหลวงพี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นของคุณยาย ยายทนมากกว่าหลวงพี่ทน
แม้แต่อยู่กลางแดด ในช่วงเวลาขณะทำงาน อุณหภูมิบริเวณนั้นกลางแจ้ง ประมาณ ๓๙ ถึง ๔๐ องศาทุกวัน ถ้าพูดถึงผิวแล้ว หนังโดนแสงแดด ลม อยู่ทุกวัน ทั้งแดดทั้งลม เช้าโดนแดด กลางวันโดนฝน เย็นก็โดนแดดต่อ ผิวหนังมันก็ลอกเป็นเรื่องธรรมดา แต่การลอกมันก็ลอกไม่กี่ครั้ง แล้วมันก็เลิกลอก พอมันเลิกแล้วเป็นยังไง ก็ลงรักไปเลย คือผิวมันโดนแดดจนกระทั่งเหมือนกับลงรักไปเลย มันก็จะดำน่ะซิ แต่ตอนนี้มันจางลงไปบางส่วน
หลังจากงานอยู่ธุดงค์ปีใหม่แล้ว ก็จะมีงานโปรยทรายเพื่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ จากนั้นก็มีงานอื่น ๆ ตามมา อย่างเช่นตอกเสาเข็มต้นแรก ตอกเสาเข็มต้นสุดท้าย ที่หลวงพี่มาประทับใจก็ตรงช่วงยกค้ำฟ้า งานยกค้ำฟ้าที่หลวงพี่ประทับใจ เพราะว่าก่อนหน้านั้น ในช่วงที่มีการหล่อพระธรรมกายประจำตัว ช่วงในงานหล่อพระธรรมกายประจำตัว ในช่วงประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ พื้นที่ที่จะใช้คือมุง Saran เขาให้หลวงพี่รับผิดชอบ หลังจากที่รับหน้าที่มุง saran ๓๐,๐๐๐ ตารางเมตรมาแล้ว งานต่อมาเขาก็ให้มุง saran ต่ออีก ที่พื้นที่ที่ลานวิหารแสนตารางเมตร ทำเหมือนเดิม แต่ในช่วงงานหล่อพระธรรมกายประจำตัว
ในช่วงนั้นถ้าเกิดว่าหลาย ๆ คนจำได้ที่มาในวันนั้น พื้นที่มันแฉะไปด้วยน้ำ หลวงพี่เองเคยได้ยินได้ฟังจากโยมบางคน เขาเห็นหลวงพี่ทำ Saran เขาก็ถามคำถามหนึ่งว่า saran แสนตารางเมตร ท่านจะทำเสร็จภายในกี่วัน ก็บอกเขาไปว่า ถ้าเกิดทำจริง ๆ ในขณะที่คนเพียงพอประมาณ ๔๐ คน ใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ วัน เพราะเสา saran มันปักเรียบร้อยแล้ว เขาก็บอกเอาไว้ทำในช่วงหลัง ๆ ก็ได้ เพราะถ้าเกิดว่าท่านทำตอนนี้ เดี๋ยวพายุมันมา มันก็พัด แล้วก็เสียหาย
หลวงพี่มีเวลาประมาณ ๑ เดือนครึ่ง ประมาณ ๑ เดือนครึ่ง ก็มุง Saran วันแรก เอาอาสาสมัครเป็นทหาร หลวงพี่เรียกเขาทหารดิน เพราะว่าเขาเป็นทหารบก เอาเขามามุง saran วันแรกมาด้วยกัน ๓๐ คน วันแรกมุงไปประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าตารางเมตร เนื่องจากเป็นคนใหม่ เขามุงกันได้ประมาณขนาดนี้ พอช่วงเย็นหลังจากที่เขากลับไปเรียบร้อย ไม่รู้ฝนและลมมันมาจากไหน มันก็พัด saran ที่มุงอยู่กลับไปเก็บที่เดิม ก็เหลือศูนย์ ที่มุงไว้ใช้ไม่ได้ทั้งหมด เป็นการทดสอบจากสภาวะอากาศว่าไอ้ที่มุงมายังใช้ไม่ได้ งั้นขอเก็บ มันก็เลยไปเริ่มต้นที่ ๑ ใหม่
วันรุ่งขึ้นทหารมาเจอ เขาก็เริ่มจะท้อใจ แต่เนื่องจากวันที่ ๑ คุ้นมาแล้ว วันที่ ๒ ก็เลยทำไปประมาณหมื่นกว่าตารางเมตร พอเขากลับ ก็เห็นมัดดีเรียบร้อยทุกอย่าง ลมมันก็มาอีก ทั้งลมทั้งฝนมาอีก พับกลับไปเก็บเหมือนกัน เริ่มต้น ๑ ใหม่ เป็นอย่างนี้หลาย ๆ ครั้งเข้า ทหารที่เขามาจนเขาไม่มา ผลสุดท้ายหลวงพี่ก็เลยต้องอาศัยสามเณรบ้าง คนงานบ้างไปช่วยกันทำ พยายามแก้ไขทุกวิถีทาง จนกระทั่งลมมันพัดไปเก็บในส่วนน้อย เหลือส่วนมาก พยายามหาช่องทาง ทุกวิถีทาง ตั้งแต่เปิดช่องทาง ลดระดับ ทำทุกวิถีทาง
จนกระทั่งวันสุดท้ายก่อนวันงาน ๑ วัน หลวงพ่อทัตตะ ต้องขออภัย ท่านเป็นที่เคารพอย่างยิ่งเลย ท่านมาเดินตรวจงาน ขณะกำลังเดิน ๆ อยู่ตอนเที่ยง ฟ้ากำลังคำราม เดินอยู่สักพักหนึ่ง ฝนมันก็เทลงมา ทีนี้เอาเต็มที่เลย เปียก แล้วน้ำมันก็ท่วม Saran บางส่วนก็เสียหาย เต็นท์บางส่วนก็เสียหาย
แล้ววันพรุ่งนี้จะต้องเป็นวันงาน วิธีการแก้ไข ก็ระดมวิดน้ำ วิดกันทุกคน ตั้งแต่พระ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา หลวงพี่เองเคยไปเห็นคนงานขับรถแบคโค แต่ด้วยความที่อยากจะให้งานมันเสร็จไว ก็เลยไปขับรถแบคโคขุดร่องน้ำด้วยตัวเอง ขับเป็นวันนั้น แต่หลังจากนั้นมาก็ไม่ได้ขับอีก
หลังจากระบายน้ำออกไป ช่วงประมาณ ๓ ทุ่ม พื้นที่ที่จะหล่อพระ มันแฉะไปหมดเลย เดินไปตรงไหน น้ำมันก็ขึ้น วิธีการที่ง่ายที่สุดในวันนั้นหลวงพี่ก็ไม่ทราบว่าเขาเอาผ้ามาจากไหน หลังจากคิดทุกวิถีทางแล้ว เขาก็ระดมเอาผ้ามา เป็นผ้าขนหนูผืนหนึ่งที่ใช้เช็ดเสื่อบ้าง ผ้าอะไรต่าง ๆ เขาระดมกันมาเยอะพอสมควร ทั้งถังน้ำ ทั้งขันน้ำพลาสติก วิธีการสุดท้ายคือซับ แต่ละคนนั่งเพียงแค่คนละ ๑ ตารางเมตร แล้วก็เอาผ้าซับน้ำ แล้วก็บิดใส่ถัง ทำอย่างนี้ตลอดทั้งคืน
วันรุ่งขึ้นใครที่มาร่วมงานในวันนั้น ก็อาจจะได้เห็นว่าพื้นที่ในร่มมันแฉะ แต่พื้นที่ข้างนอกมันเริ่มแห้ง จนกระทั่งหลวงพ่อมาถึงเวลาพิธีกรรม ท่านประกาศให้ทุกคนออกมาอยู่ข้างนอก เพื่อมาร่วมพิธีกัน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นทุกคนที่อยู่ในหน้าที่การงานตรงนั้นก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าหากว่าหลวงพี่ไปทำตามโยมที่เขาบอก สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นคือทำไมไม่ทำต่อเนื่อง เพราะความที่เราตั้งใจอยากจะเอาบุญ อยากจะชนะอุปสรรค ถึงแม้ทำไป แล้วมันจะกลับไปอยู่เหมือนเดิม เราก็ต้องเริ่มใหม่ ทำจนกระทั่งมันคุ้น สุดท้ายมันก็ชนะได้แค่ส่วนหนึ่ง
พอหลังจากงานนั้นมาแล้ว ก็มาที่งานค้ำฟ้า ก็ตั้งเสาอะไรเสร็จเรียบร้อย เหลือเฉพาะค้ำฟ้าที่ยังต้องรอปิดทองอยู่ หลวงพี่ได้รับมอบหมายให้ดูเรื่องของการทำ Stage stage ไม้ โดยช่างไม้ทำ ในขณะที่ทำไป ในตอนนั้นสาธุชนหลาย ๆ คนก็ทยอยมาปิดทองที่ค้ำฟ้า แต่หลวงพี่เองอยู่กลางแดดมาทุกวัน จนกระทั่งหลวงพ่อทัตตะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านมาเห็น ท่านก็หัวเราะ ท่านก็บอกอย่างนี้มันลงรักไว้พร้อมแล้ว เดี๋ยวปิดทองมันเสียหน่อย
พอหลังจากนั้นไม่นาน ความประทับใจตรงนั้นมันก็เกิดขึ้นอีกเหมือนกัน ก่อนวันงานประมาณ ๑ วัน พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านเดินมาตรวจงาน ท่านก็เดิน ก็ไม่นึกว่าท่านจะเรียก ตอนช่วงนั้นหลวงพี่กำลังทำ Stage อยู่ แล้วค้ำฟ้าก็ยังไม่ได้เคลื่อนจากที่ที่อยู่ หลวงพ่อท่านก็ถามว่า stage จะเสร็จไหม แต่ด้วยความที่เชื่อมั่นในบุญ ปรารภในคำสั่ง ก็บอกท่านไป บอกว่าเสร็จทันใช้ครับ จะใช้เมื่อไหร่เสร็จเมื่อนั้น เพราะว่าการที่จะเคลื่อนค้ำฟ้ามา ก็คุยกันแล้วว่ายังไงยังไง ต้องเสียเวลาอย่างมากเลย ผลสุดท้าย stage เสร็จทันใช้จริง ๆ พอค้ำฟ้ามาถึง เอา stage ประกอบกำลังทาสี ขบวนสาธุชนก็เคลื่อนมาแล้ว คือทันใช้จริง ๆ
แต่สิ่งที่หลวงพี่ไม่ได้คาดหวังแล้วก็ไม่ได้คาดเอาไว้ตอนต้น ตอนที่ท่านเรียกไปถาม จึงนำความประทับใจมาอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ หลวงพ่อท่านให้นั่งลง แล้วท่านก็เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าอังสะ แล้วท่านก็ควักแผ่นทองขึ้นมา ท่านก็ปิดไปที่หน้าผาก โดยถือว่าหลวงพี่ลงรักไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ ณ วันนี้ รักมันได้จางลงไปบางส่วน จางลงไปอาจจะเหลืองไม่เหลือง ไม่เหมือนเดิม แต่ชีวิตในการรักที่จะสร้างบุญสร้างบารมี มันยังคงอยู่ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลวงพี่เองก็ยังรัก คิดจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้มันเกิดขึ้นกับชีวิต
พอค้ำฟ้าเสร็จ โครงหลังคาก็ขึ้น ในช่วง ๆ หนึ่งเป็นช่วงที่จะมีงานปักเสาเข็มต้นสุดท้ายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ในวันที่ ๕ มกราคม ที่หลวงพี่ประทับใจ ในวันนั้นเพราะโครงหลังคาขึ้น สาธุชนจะต้องมาใช้ในสภาธรรมกายหลังนี้ คือเป็นพื้นดินปูด้วยผ้ากระสอบ จะต้องเข้ามาใช้
สิ่งที่หลวงพี่ได้รับมอบหมายก่อนหน้านั้นคือมุง Saran บนหลังคาสภาธรรมกายแห่งนี้ มุง Saran พื้นที่ร้อยกว่าไร่ มุง saran ไปส่วนใหญ่เลย ตอนนั้นเห็นหลังคาสภา ยังไม่ได้แน่นหนาอย่างนี้ พื้นที่ของหลังคาสภาก็มีช่องเหล็ก บางส่วน พื้นที่บางส่วนก็เป็นที่ว่าง ไม่มีเหล็ก ไม่มีตะแกรงไวแมทที่เป็นสี่เหลี่ยม ๆ ถ้าเราแหงนขึ้นไปดู แต่ว่ามีข้อแม้ว่าต้องมุง saran ให้หมด เพื่อไม่ให้แดดส่องลงมา
ก่อนหน้านั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านก็ฝากบอกว่า ห้ามพระขึ้นไปบนหลังคา แต่ด้วย คำสั่งท่านเล็กน้อยบางประการ เพราะคนงานขึ้นไปแล้ว แทนที่เขาจะปู Saran อย่างที่เราต้องการ เชื่อไหมว่าเขาขึ้นไป ตอนแรกเขามี ๒ ขา แต่พออยู่ข้างบน เท้ากับมือไปอยู่ในที่ที่เดียวกัน คือเวลาจะไปทางไหนก็เดิน ทำอย่างนี้ saran ที่จะปูไปให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์มันก็ช้า
หลวงพี่รองรักษ์ ท่านเป็นหัวหน้างานท่านก็สั่ง บอกสุนทรขึ้นไปดูหน่อยซิ ทำไมเขาทำช้าจัง หลวงพี่ก็เคารพในคำสั่งก็เลยขึ้นไปดู ขึ้นไปดูครั้งแรก ขาก็สั่น แต่พอขึ้นไปแล้ว ไปเห็นงานข้างบน ก็คิดอยู่ว่าถ้าหากเรามัวสั่น ๆ อยู่อย่างนี้ งานมันก็ไม่เสร็จ เอาอย่างนี้แล้วกัน ตายเป็นตาย ลองเดินมันดู ก็เลยลองเดิน พื้นที่ที่เดินกว้างประมาณ ๔๐ เซ็นต์ ๒ ข้างไม่มีอะไรเลย มีตะแกรงเหล็กห่าง ๆ บางส่วน ก็เดิน เดินไปหาคนงานที่กำลังปู Saran อยู่ แล้วก็พูดด้วยความภูมิใจบอก ทำไมมัวทำอย่างนั้นอยู่ นี่เดินอย่างนี้ซิ งานจะได้เสร็จ เขาก็ลองทำตามดู แรก ๆ เขาก็ยังไม่เชื่อ แต่เขาก็ลองทำตาม งานมันจึงเสร็จ
สิ่งที่หลวงพี่ประทับใจที่สุดเลย หลวงพี่ไปอยู่ข้างบน ประมาณ ๒ คืนกับ ๒ วัน ไม่ได้ลงมาข้างล่างเลย วิธีจะฉันอาหารกับน้ำ เชือกห้อยลงมา แล้วก็สาวขึ้นไป ประเคนตรงเชือกนั่นแหละ แล้วก็สาวขึ้นไป ไม่ได้ลงมาเลย ชีวิตอยู่บนหลังคา ว่ามันน่าหวาดเสียวนะนี่ ที่หลวงพี่พูด ตรงนี้มันเสียวกว่า เพราะหลวงพี่ไม่เคยลงสนามในการเทศน์อย่างนี้
แต่งานจะเสร็จได้ในวันงานวันที่ ๕ สาธุชนหลั่งไหลมาประมาณหลายร้อยคน หลวงพี่เห็นอยู่บนหลังคา เพราะตอนนั้นยังไม่ได้ลงจากหลังคาเลย ต้องการให้งานเสร็จ ๗ โมงเช้า Saran พื้นสุดท้ายหลวงพี่จะเสร็จเรียบร้อย แล้วก็ลงมาตอน ๗ โมงเช้า พอลงมาแล้วก็สรงน้ำ ห่มผ้ามาร่วมงานต่อ ด้วยใจที่อยากจะได้บุญในส่วนนี้ ก็ทำมา
แต่ความประทับใจก็ไม่ได้หนีหายไป หลังจากมุง Saran ข้างบน รื้อ saran ลง แล้วก็มามุงสแตนเลส หลวงพี่ก็มีโอกาสขึ้นไปอีกเหมือนกัน ขึ้นไปดูความเรียบร้อย ก็ไปเห็นสแตนเลสอยู่ข้างบน แต่ที่ยิ่งกว่านั้นอีก ตอนหลวงพี่ขึ้นไปมุง saran อากาศมันร้อนน้อยนะ คือมันไม่ได้ร้อนอะไร แต่พอขึ้นหลังคาสแตนเลสแล้ว ขึ้นไปยืน เหมือนกับอยู่บนเตาอบ ก็เป็นอย่างนั้น ชีวิตที่หลวงพี่ได้รับมอบหมาย เป็นงานอย่างนี้ แต่บางคนเขาก็ได้รับมอบหมายในด้านอื่น ๆ
แต่สิ่งที่หลวงพี่เตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าหลวงพี่จะเจออะไรก็ตาม ก็นึกถึงยาย ยายเคยอดทนยังไงก็ทำอย่างนั้น ยายเคยมีความเคารพยังไง ก็ทำอย่างยาย ฝึกตามยายไป นั่งสมาธิมีโอกาสก็ทำ ก็ตั้งใจทำ งานอื่น ๆ ที่หลวงพี่ได้รับมอบหมาย แต่ไม่ใช่ด้วยหมู่คณะบางส่วน หลวงพี่มีความสมัครใจ เนื่องจากหลวงพี่คุ้นกับความร้อน ในช่วงก่อนที่เราจะอัญเชิญบรมพุทธเจ้า สิ่งที่หลวงพี่ได้ทุ่มเทไปตรงนั้น คือไปช่วยเขาหล่อ เพราะเห็นหลวงพี่คุ้นกับความร้อน เขาเลยให้ไปอยู่หน้าเตา เตาอุณหภูมิมันก็ประมาณพันสี่ ที่ปากเตาประมาณนั้น
แต่ในช่วงขณะที่ทุ่มเทไปตรงนั้น การรับบุญก็ไม่เหมือนปกติ ก็ทำตลอดทุกวัน เช้ายัน ๕ ทุ่ม เที่ยงคืน ตี ๑ ตี ๒ เผลอ ๆ บางวันเช้า หน้าที่ที่เขาให้ดูแลคือไปดูแลหลอมโลหะ แล้วก็เทน้ำโลหะลง ทีนี้การดู น้ำโลหะว่าได้ที่หรือไม่ได้ที่ ไปยืนห่าง ๆ มองไม่เห็นน้ำโลหะ ต้องไปยืนอยู่ประมาณปากเตา ห่างประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ถามว่าร้อนไหม ก็ร้อน แต่ด้วยความที่เราอยากจะให้งานของพระพุทธศาสนาสำเร็จและสมบูรณ์ ก็อดทน อยู่ต่อหน้าเตาหลอม ทำมาเป็นเดือน บางครั้งก็เหมือนกับเอาชีวิตไปเสี่ยง ในขณะที่ไปยืนอยู่ปากเตาหลอม แล้วก็เอาโลหะใส่ไปบางส่วน โลหะเย็นลงเตาหลอม ก็เกิดการพุ่งขึ้นมา พุ่งขึ้นมา กระโดดหลบไปแล้ว แต่คนอื่นเขาไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ น้ำโลหะในเตา ๕๐๐ กิโลกรัมมันหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็เชื่อมั่นว่าในการทำหน้าที่นี้ ใจเราต้องอยู่ในบุญ แล้วก็ไม่ได้โดนอะไร ความอยู่รอดปลอดภัยก็มี ก็ทำอย่างนี้มาตลอด
สิ่งที่หลวงพี่ประทับใจในหน้าที่การงานที่หลวงพี่ได้รับมอบหมาย ถึงแม้ว่ารัก ที่ได้รับการปิดทองลงไป รักอาจจะเจือจาง ทองจะหดหาย แต่ชีวิตที่ทุ่มเท คิดที่จะสร้างบุญสร้างบารมี รักในการสร้างบุญสร้างบารมี คงอยู่ตลอดมา จากวันนั้นตราบจนถึงทุกวันนี้
หลวงพี่ก็มานึกถึงพวกเราบางคน บางครั้งทุ่มเทแรงกาย แรงใจไป ไม่ว่าจะไปตามสมบัติหรือว่าทุ่มเททรัพย์มาในงานของพระพุทธศาสนา หลวงพี่เชื่อว่าทุกคนในที่นี้ อยากรวยกันทั้งนั้น อยากจะเป็นเศรษฐีมีเงินเยอะ ๆ หลวงพี่เชื่อว่าอย่างนั้น เพื่อจะเอามาช่วยพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้สำเร็จ ให้งานของพระพุทธศาสนาสำเร็จ แต่ในบางครั้งทุกคนทุ่มเทมาก เหนื่อย เพลีย พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา เคยให้โอวาทไว้ในตอนปีพุทธศักราช ๒๕๒๙ ท่านบอกว่าหนทางในการสร้างบุญสร้างบารมียังอีกยาวไกล ขอให้ทุกคนอดทนเพื่อจะสร้างบุญสร้างบารมี นำพาชาวโลกเขาไปถึงที่สุดแห่งธรรม ท่านก็บอกอย่างนั้น
แต่บุญบารมีที่เราได้สั่งสม ถามว่ามากไหม มาก ยอมรับว่าบุญบารมีตรงนี้มาก สามารถที่จะดลบันดาลให้เป็นเศรษฐีภายในวันนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่เราลืมไปอย่างหนึ่ง หลวงพี่จะยกตัวอย่างเรื่องของมหาทุคตะ มหาทุคตะ เป็นคนจนที่สุดในสมัยนั้น แต่มหาทุคตะสามารถที่จะเป็นเศรษฐีได้หลังจากที่ถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสาเหตุไหม เมื่อมหาทุคตะได้ฟังคำจากบัณฑิตว่าตัวเองไม่มีทรัพย์ เพราะในอดีตไม่เคยทำทาน มหาทุคตะมีสติปัญญา ได้คิด แล้วก็ทุ่มเทที่จะอยากจะทำทานนั้น ๆ ตั้งใจเสาะแสวงหาทรัพย์มาเพื่อทำทานบารมีในวันรุ่งขึ้น แต่ในขณะเสาะแสวงหาทรัพย์นั้น มหาทุคตะไม่เคยท้อใจ มีแต่ความปีติใจ ความเบิกบานอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่หาทรัพย์มาได้ ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ยังได้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นเนื้อนาบุญ มหาทุคตะยังปีติใจอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสร็จเรียบร้อย ความปีติใจนั้นก็ยังคงอยู่ จึงทำให้บุญของมหาทุคตะดลบันดาลให้ฝนจักรพรรดิ ฝนแก้วมณีตกมา มหาทุคตะจึงเป็นเศรษฐีในวันนั้น
บุญที่เราได้ สร้างร่วมบุญกับยายมาจนถึงทุกวันนี้ ความจริงมากมายมหาศาล แต่สิ่งที่หลวงพี่นึกถึงพวกเรา ความปีติใจที่เราทำบุญตรงนั้น ยังมีอยู่เหลือในใจเราอยู่ไหม ถ้าหากเราระลึกนึกถึงได้ความปีติใจ ความเบิกบานใจในบุญกุศลที่เราได้ทำ ตรงนั้นจะทำให้ใจของเราสบาย ใจของเรามีกำลัง สามารถที่จะดึงเอาทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่เราปรารถนามาใช้อย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น
แต่เนื่องจากว่าความเหนื่อยที่เราได้ทุ่มเทไป อาจจะมีมากจนกระทั่งไประลึกนึกถึงความปีติ ความเบิกบานในกระแสบุญที่เราได้ทำในตรงนั้นลดน้อยลงไป หลวงพี่ก็อยากให้พวกเราทุกคนระลึกนึกถึงบุญที่ตัวเองได้ทำมาเถอะ บุญที่ทุกคนได้กระทำมาแล้วมีผลมาก นำมาซึ่งความปีติ ความเบิกบาน คุณยายท่านบอกตั้งแต่ว่าท่านมีเงินทุนเพียงแค่ ๓,๒๐๐ บาท เพื่อสร้างวัดพระธรรมกาย แต่ด้วยความที่ใจท่านมุ่งมั่นในบุญ อยากจะได้บุญ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะมาทำให้ใจขุ่นมัวท่านไม่ได้สนเลย ท่านสนว่าจะทำยังไงจะให้ธรรมะละเอียดจะให้ได้บุญเยอะ ๆ วัดพระธรรมกายโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยอานุภาพบุญที่คุณยายได้ระลึกนึกถึง ให้เราได้มาสร้างบุญสร้างบารมี ถ้าพวกเราทุกคนตรึกระลึกนึกถึงบุญที่เกิดขึ้น ก็สามารถที่จะน้อมนำเอาทรัพย์สมบัติทั้งหลาย มาช่วยพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ และสิ่งอื่น ๆ ให้สำเร็จได้ไม่ยากเลย
วันนี้หลวงพี่ มีโอกาสได้มาเล่าเรื่องที่หลวงพี่ได้เคยประสบมาถึงแม้ว่าจะเหนื่อย แต่ว่าก็นำความประทับใจมาอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่หลวงพี่ได้ทำไปแล้ว หลวงพี่ก็ไม่ได้เคยท้อต่ออุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ขออานุภาพบุญที่หลวงพี่ได้กระทำมาดีแล้วในวันนี้มาสนับสนุนคุ้มครองปกปักษ์รักษาให้พวกเราทุกคน ให้เจริญยิ่งด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสาร บริวารสมบัติ ปรารถนาสิ่งหนึ่งประการใด ก็ขอให้สำเร็จสมดังความปรารถนาจงทุกประการ ให้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกายไปทุกภพทุกชาติ ให้ได้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีไปทุกภพทุกชาติตราบวันถึงที่สุดแห่งธรรมเทอญ
เดี๋ยวเรานั่งหลับตาเพื่อระลึกนึกถึงบุญที่เราได้เคยกระทำมาดีแล้ว เพื่อน้อมบุญนี้ถวายแด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง กันสักครู่หนึ่งนะ ให้เราทำใจของเรานิ่ง ๆ วางใจของเราไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างที่เราได้เคยกระทำมาดีแล้วทุก ๆ วันนะ ตรึกระลึกนึกถึงบุญที่เราได้เคยทำมาดีแล้ว ตั้งแต่เราระลึกได้ ระลึกไม่ได้ก็ตาม นึกถึงบุญทั้งหลายเหล่านั้นให้ใจของเราชื่นบาน มีความปีติ ความเบิกบานอยู่ในใจของเรา
*********************************** จบ ***********************************