ผู้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ
(ม้วน 1/A)
พระศุภชัย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม นมัสการเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรเศรษฐีใจบุญ ลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่านนะ (สาธุ)
อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ.
ธรรมมี ๔ ประการคืออายุ วรรณะ สุขะ และพละ ย่อมเจริญแก่ผู้มีการกราบไหว้เป็นปกติ แก่ผู้อ่อนน้อมต่อผู้เจริญเป็นนิจ
คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านเป็นผู้ที่มีคุณธรรมความดีมากมายมหาศาล ยากแก่ที่ใครผู้ใครผู้หนึ่ง จะมากล่าวสรรเสริญคุณธรรมความดีของท่านได้หมด ดังเช่นที่พวกเราทั้งหลายได้มานั่งฟังพระอาจารย์แต่ละรูปที่ท่านผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมา ขึ้นมาแสดงธรรมยกย่องคุณธรรมความดีของท่านแต่ละวัน วันนี้ก็ล่วงเข้ามาเป็นวันที่ร้อยแปดสิบเอ็ดแล้ว
แล้ววันนี้ก็เป็นวันดีวันหนึ่ง เป็นโอกาสดีของหลวงพี่ที่จะได้หยิบยกคุณธรรมความดีในเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนของคุณยายอาจารย์มากล่าวสรรเสริญให้พวกเราได้ตระหนัก แล้วก็ซาบซึ้งในคุณธรรมความดีของท่าน จะได้มีเออ สามารถที่จะรองรับคุณธรรมความดีแล้วก็ความเจริญ ความมีอายุ มีความสุข แล้วก็มีพละกำลัง ดังพระคาถาที่หลวงพี่ได้ยกขึ้นมาแสดงในเบื้องต้นนี้
คาถาบทนี้มาจากขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสแสดงไว้ในเรื่องอายุวัฒนกุมาร ซึ่งได้ทรงเออ หมายถึงผู้ที่มีการกราบไหว้นี่ แล้วก็อ่อนน้อมต่อผู้เจริญนี่เป็นปกติ และเสมอเลยนี่ บุญกุศลก็จะเกิดกับผู้นั้น ความอ่อนน้อมนี้ก็คือการที่เราอ่อนน้อมด้วยใจ ด้วยความจริงใจ ต่อผู้ที่เจริญ ผู้ที่เจริญก็หมายถึงเจริญทั้ง ก็มีหลายอย่าง เจริญทั้งอายุ เจริญเรื่องวุฒิภาวะ เจริญด้วยคุณธรรมความดี เจริญด้วยตำแหน่งหน้าที่ยศฐานันดรศักดิ์ แล้วก็เจริญด้วยศีล ซึ่งแต่ละอย่างก็จะทำให้ผู้ที่มีการอ่อนน้อมต่อเขานี่ได้บุญเกิดขึ้นมากน้อยแตกต่างกันไป
การที่พวกเรามาแสดงความอ่อนน้อมบูชาธรรมแด่คุณยายนี่ หรืออ่อนน้อมต่อพระภิกษุสามเณร ก็เป็นการอ่อนน้อมต่อผู้เจริญอย่างหนึ่ง และอันนี้ก็จะได้บุญมากที่สุด การอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นบุญกิริยาวัตถุอย่างหนึ่ง เมื่อเราทำแล้วนี่ บุญก็จะเกิดขึ้นตลอดเวลา และจะสะสมมากจนกระทั่งทำให้เราอายุยืน ทำให้เรามีวรรณะผิวพรรณผ่องใส มีความสุข และมีพละกำลังที่จะสร้างบุญสร้างบารมีต่อไป
ความอ่อนน้อมถ่อมตนนี้เมื่อทำมากๆ จนถึงบุญขนาดหนึ่งนี่ สามารถที่จะขจัดปัดเป่าเพทภัยที่จะมาตัดรอนอายุของเราได้ อย่างเช่นถ้าผู้ใดทำบุญมาให้มีอายุ สมมติว่ามีอายุสัก ๘๐ ปี อายุขัยนะ แต่เกิดจะมีเหตุอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งนี่ที่จะมาตัดรอนชีวิตเขา สมมติว่าที่อายุ ๔๐ ปี ถ้าผู้นั้นได้กราบไหว้แล้วก็อ่อนน้อมต่อผู้เจริญนี่ อย่างนี้เป็นปกติเลย บุญกุศลที่เขาสะสมไว้นี่ก็สามารถที่จะขจัดอันตรายอันนั้นนี่ให้หมดสิ้นไปได้ ทำให้เขาสามารถมีอายุยืนแล้วก็มีผิวพรรณวรรณะผ่องใส มีความสุข แล้วก็มีกำลังที่จะสร้างบุญสร้างบารมีต่อไป
ดังนั้น ขอให้พวกเราได้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ดังที่คุณยายอาจารย์ของเราได้มี ซึ่งหลวงพี่จะได้บรรยายขยายความต่อไป หลวงพี่ได้อ่านประวัติของคุณยายและพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองครั้งแรก จากหนังสือเดินทางไปสู่ความสุข ซึ่งกัลยาณมิตรท่านหนึ่งได้มามอบถวายให้กับหลวงพี่ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ ซึ่งตอนนั้นได้บวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงพี่อ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วก็รู้สึกศรัทธาในตัวคุณยาย และพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง
นอกจากนี้แล้วยังประทับใจในกัลยาณมิตรท่านนั้นที่เป็นผู้มีกิริยามารยาทเรียบร้อย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วก็เคารพในภิกษุสงฆ์มาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมความดีของเขา ที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์ที่ดี ในครั้งนั้น กัลยาณมิตรท่านนั้นได้ชักชวนให้ร่วมบุญในการซื้อที่ ๒,๐๐๐ ไร่ ซึ่งพวกเราใช้กันอยู่ที่นี่ ไม่ทราบในที่นี้มาทันร่วมบุญซื้อที่ ๒,๐๐๐ ไร่นี้บ้าง โอ้ สาธุ ซึ่งในครั้งนั้นหลวงพี่ก็ได้ร่วมบุญไปครั้งแรกประมาณ ๒๐ ตารางวา ขอให้ได้บุญในส่วนนี้ด้วยนะ
และเมื่ออ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วก็มีความรู้สึกอยากจะมาเที่ยวชมวัดพระธรรมกายจังเลย และในพรรษานั้นเองหลวงพี่ก็ได้มีโอกาสมาวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรก โดยได้อาศัยรถของโยมคนหนึ่ง ซึ่งเขาจะมาเสนองานกับที่วัด พอมาถึงวัด ได้เห็นอุโบสถซึ่งมีความสง่างาม สะอาด แล้วก็สงบ มั่นคงแข็งแรง ได้เห็นถึงความมีระเบียบ เห็นถึงต้นไม้ที่ร่มรื่น ลำธารใส เย็น แล้วก็บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกระแสธรรมะอันบริสุทธิ์ หลวงพี่ก็รู้สึกประทับใจมาก
และวันนั้นก็ยังได้มีโอกาสพบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะ ซึ่งเป็น เหมือนกับเป็นฮีโร่ในหนังสือผู้หนึ่ง ซึ่งท่านเขียนเรื่องผจญมาร นั้น ท่านก็มาปฏิสันถารด้วยดี แล้วก็ได้พาชมบริเวณวัด นอกจากนี้ยังได้หนังสือใหม่ ๒-๓ เล่ม แล้วท่านก็ยังชวนให้หลวงพี่มาอยู่ร่วมสร้างบารมีด้วยกัน แต่ตอนนั้นเนื่องจากว่ายังไม่มีมโนปณิธานความศรัทธาอะไรมากมาย เพียงแต่คิดแต่ว่าบวชพรรษาเดียวแล้วก็จะออกไปทำงานทำการ สร้างครอบครัวต่อไปอย่างนั้น
เมื่อลาสิกขาไปแล้ว ก็ได้มีกัลยาณมิตรท่านอื่นได้เพียรพยายามโทรมา ชวนให้มาวัดสม่ำเสมอเลย ทำให้หลวงพี่มีกำลังใจ แล้วก็สามารถที่จะมาวัดได้โดยตลอด ต่อมาก็ได้มีโอกาสมากราบคุณยายมาถวายปัจจัยที่ห้องครัวยามา พวกเราก็นั่งคอยในห้องนั้นเต็มไปหมด พอคุณยายเข้ามา ท่านก็สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่รอคอยอยู่ ว่าพอท่านเข้ามาปุ๊ป ท่านจะยกมือเลย ยกมือขึ้นพนมแล้วก็กล่าวทักทายก่อนเลยว่าสวัสดี สวัสดีคุณ ซึ่งตัวท่านมีฐานะเป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้ใหญ่ แต่กลับมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ยกมือ พนมนี่ ทักทายซึ่งเป็นลูกๆ หลานๆ แสดงถึงว่าตัวท่านนี่ไม่มีทิฐิมานะอะไรเลย ยอมทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน ยกมือขึ้นมา ว่าแล้วก็ทักทายก่อน
คุณยายอาจารย์ท่านนี่เป็นชาวนาที่มีฐานะดี มีความพร้อม มีครอบครัว มีเรี่ยวแรงสามารถที่จะ หากอยู่อย่างสบายตลอดชีวิตเลย ท่านได้ทำมาหากินจนกระทั่งมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ มีที่นาเป็นของตัวเอง แล้วก็ไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร แต่ตัวท่านนี่ยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างเลย ออกจากบ้านมาเพื่อไปเป็นคนใช้เขา ซึ่งไม่ใช่ธรรมดาเลย ปกติคนที่จะเป็นคนรับใช้เขานี่ ส่วนมากแล้วก็จะเป็นเพราะว่าความยากจน ต้องการเงินทองนี่ถึงยอมตัวไปเป็นคนรับใช้เขา แต่คุณยายอาจารย์ของเรา ท่านมีพร้อมหมด แต่ท่านก็ลดมานทิฐิลงมา ยอมไปเป็นคนรับใช้เขา เพื่อหาช่องทางที่จะได้เรียนวิชชาไปตามหาพ่อในปรายโลก
และความอ่อนน้อมถ่อมตนของท่านนี่เอง ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านเออ ได้มาอยู่ที่บ้านคุณนายเลี๊ยบ และคุณนายเลี๊ยบกับคุณยายทองสุกก็ได้เมตตาในตัวคุณยายจันทร์ เพราะว่าท่านถึงแม้จะยอมตัวมาเป็นคนรับใช้ ก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แล้วก็ยังมีความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง จนคุณนายเลี๊ยบและคุณยายทองสุกท่านเมตตาให้มาเรียนสมาธิ วิชชาธรรมกายด้วย จนกระทั่งคุณยายสามารถเรียนวิชชาธรรมกายจนเข้าถึงธรรมะภายในที่สุข สว่างไม่มีประมาณ และเข้าไป และไปช่วยโยมพ่อนี่ในนรกขึ้นมาสวรรค์ได้สำเร็จ
หลังจากนั้นหากคุณยายอาจารย์นี่ ถ้าท่านไม่ลดทิฐิมานะ ถ้ามีทิฐิมานะอยู่ในใจนี่ ก็คงไม่มีโอกาสที่จะมาเรียนสมาธิ หรือจะรองรับคุณธรรมและวิชชาที่คุณยายทองสุกที่ถ่ายทอดให้
ดังเรื่องของพระเถระรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาล ท่านมีชื่อว่าพระโพธิรักษ์ พระโพธิรักษ์นี้เป็นพระธรรมกถึก ทรงความรู้ ได้เรียนพระปริยัตินี่ทั้งพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และอรรถกถา ทรงธรรม เป็นอาจารย์ใหญ่สอนภิกษุ ๕๐๐ รูปนี่ถึง ๑๘ คณะ ภิกษุที่เป็นลูกศิษย์เมื่อเรียนธรรมจากท่านแล้ว ก็จะไปเข้าป่า ไปปฏิบัติสมณะธรรม แล้วก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันตมากมาย ส่วนพระโพธิรักษ์ท่านก็คงจะหลงลำพอง เย่อหยิ่งในตัวว่าเป็นอาจารย์ มีความรู้ มีลูกศิษย์ลูกหามาก มีลาภสักการะมาก ก็เลยไม่ได้ปฏิบัติ ไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย
จนพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ทรงเมตตา แล้วก็ได้ใช้อุบายที่จะตักเตือนให้พระโพธิรักษ์นี่ได้รู้สึกสำนึกและเกิดความสลดใจ จึงได้ตรัสเรียกพระโพธิรักษ์ว่าภิกษุคัมภีร์เปล่า หรือว่าใบลานเปล่านี่ เธอจงมา ภิกษุใบลานเปล่า เธอจงนั่ง ภิกษุใบลานเปล่า เธอจงไป พระโพธิรักษ์ถูกพระบรมศาสดานี่ตรัสเรียกอย่างนั้น ก็รู้สึกสงสัยแล้วก็ละอาย เนื่องจากว่าท่านเป็นผู้มีปัญญา ก็เลยคิดได้ว่าคงจะเป็นเพราะว่าตัวท่านนี้ยังไม่ได้สำเร็จคุณวิเศษใดๆ อภิญญาหรือว่าสมาบัติต่างๆ เป็นต้น
ก็เลยมีความคิดที่จะไปปฏิบัติสมณะธรรมต่อไป จัดแจงเก็บบาตรเก็บจีวรเลย แล้วก็แยกตัวออกจากศิษย์ แยกตัวไปแล้วก็เข้าป่า ท่านไปปฏิบัติธรรมในป่านี่อยู่นานเลย แต่ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมได้สักที รอมแรมไปซะไกลเลย
จนกระทั่งไปพบอาวาสแห่งหนึ่งที่ชายป่า ท่านก็ทราบว่าในอาวาสนี้มีพระอรหันต์อยู่ถึง ๓๐ รูป ก็เลยมีความตั้งใจว่าเราน่าจะเข้าไปให้พระผู้ทรงคุณวิเศษนี่เป็นพระอรหันต์นี่ ท่านชี้นำสั่งสอนเราหน่อย จึงได้ลดทิฐิมานะแล้วก็เข้าไปหา ยกมือพนมเข้าไปขอร้องพระสังฆเถระในนั้น แล้วก็พูดว่าท่านผู้เจริญ ได้โปรดเป็นที่พึ่งให้กับผมด้วยเถอะ แต่พระสังฆเถระนี่ก็ทราบว่าท่านโพธิรักษ์นี้เป็นผู้มีทิฐิมาก ยังมีมานะทิฐิอยู่ ท่านก็เลยบอกว่า ท่านผู้เจริญ ท่านพูดอะไรอย่างนี้ ท่านนี่เป็นอาจารย์ใหญ่ ทรงความรู้ เรื่องอะไรๆ นี่เราก็ได้จากสำนักของท่าน เหตุไฉนท่านถึงพูดอย่างนี้ แล้วก็ปฏิเสธ ส่งให้ท่านไปหาอนุ พระอนุเถระ
พระอนุเถระก็ทราบว่าพระโพธิรักษ์นี่ยังมีทิฐิมานะอยู่ เป็นผู้เรียนมามากนี่ ก็เลยตอบปฏิเสธ เช่นเดียวกับพระสังฆเถระ แล้วก็ส่งท่านให้ไปหาพระอนุเถระรองลงไปอีก พระอนุเถระรองลงมา ก็ทำนองเดียวกัน ก็ทราบแล้วก็ปฏิเสธ ส่งท่านนี่ แม้ภิกษุทุกรูปในวัดนั้นก็ปฏิเสธท่าน แล้วก็ส่งต่อๆๆ กันไปอย่างนั้น ส่งท่านต่อๆ กันไปอย่างนั้นน่ะ ส่งท่านต่อๆ กันไป จนกระทั่งถึงสามเณรซึ่งเป็นองค์สุดท้าย องค์ที่ ๓๐ สามเณรบวชใหม่ อายุแค่ ๗ ปีเอง แต่ว่าทรงคุณวิเศษเป็นพระอรหันต์แล้ว
พระโพธิรักษ์ถูกนี่ ภิกษุในอาวาสนั้นปฏิเสธแล้วก็ส่งต่อๆ กันมาเป็นทอดๆ อย่างนี้ ทำให้ทิฐิมานะในตัวของท่านนี่ถูกขจัดออกไปหมด ท่านก็เลยคิดว่าสามเณรนี้แม้จะเป็นเด็ก อายุยังน้อย แต่ว่าทรงคุณวิเศษเป็นพระอรหันต์แล้ว จำเราจะต้องเข้าไปหาท่านนะ หาท่านเป็นที่พึ่งของเราให้ได้ แล้วก็นี่ พนมมือเข้าไปเลยนะ ยกมือพนมเข้าไปเลย พนมมือเข้าไปพูดกับสามเณรว่า ท่านสัตบุรุษ ท่านโปรดเป็นที่พึ่งให้กับผมด้วยเถอะ สามเณรก็บอกว่าโอ้ ท่านอาจารย์ ท่านพูดอะไรอย่างนั้น ท่านเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรมในพระไตรปิฎก อะไรๆ นี่ เป็นสิ่งที่ผมทราบจากในสำนักของท่าน ท่านทำไมถึงพูดอย่างนั้น
พระโพธิรักษ์ได้ยินสามเณรพูดเช่นนั้นก็ใจเสีย รีบขอร้องใหญ่เลยบอก ท่านสัตบุรุษ ท่านอย่าทำอย่างนี้เลย ผมนี่ถูกภิกษุในอาวาสนี้ปฏิเสธหมดแล้ว ขอให้ท่านนี่เป็นที่พึ่งของกระผมด้วยเถอะ สามเณรก็จึงบอกว่าท่านจะทนโอวาทของผมได้หรือ ถ้าทนโอวาทของผมได้ ผมก็จะเป็นที่พึ่งให้ท่าน พระโพธิรักษ์ได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจ รีบตอบรับได้ ผมทนได้แน่นอนครับ จะให้ผมบุกน้ำลุยไฟที่ไหนล่ะก็ ยอมหมดเลย สามเณรจึงกล่าวว่าถ้าอย่างนี้ดีล่ะท่านครองผ้านี่ จีวรเช่นนี้นะ จงเดินลงไป ลุยลงไปในบ่อน้ำข้างหน้านั่นเลย พระโพธิรักษ์นี่ท่านห่มด้วยจีวร ๒ ชั้นอย่างดีเลย เป็นผ้าอย่างดีเนื้อดี มีราคาแพงมาก สามเณรต้องการที่จะทดสอบว่าท่านนี่จะทำตามโอวาทหรือไม่ ก็เลยลองใจท่าน
แต่พระโพธิรักษ์ท่านหมดมานะทิฐิเลย ก็เลยลุยลงไปทันทีเลย เดินลงไปในสระน้ำ แต่พอเดินลงไปประมาณครึ่งแข้งนะ พอจีวรเปียก สามเณรก็บอกให้หยุด ให้ขึ้นมา แล้วก็กล่าวสอนท่านว่าในจอมปลวกแห่งหนึ่งน่ะ มีช่องอยู่ ๕ ช่อง แล้วก็มีสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งในเรื่องนี้ชื่อมันไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่ มันเป็นสัตว์ที่ชอบไปสร้างข่าวเวลาไปปรากฏในทำเนียบหรือว่าในสภานะ หลวงพี่ขอ ขอใช้แทนว่าตัวเงินตัวทองก็แล้วกันนะ มีเจ้าตัวเงินตัวทองนี่เข้าไปในช่องที่ ๖ แล้วก็อาศัยอยู่ในจอมปลวกนะ บุรุษคนหนึ่งผู้ฉลาดนี่จะจับตัวเงินตัวทองนี้ ก็เลยมาอุดช่อง ๕ ช่อง แล้วก็มาทลายช่องที่เหลือ ช่องที่ ๖ ที่ตัวเงินตัวทองนั้นเข้าไป จึงจะสามารถจับเจ้าตัวนี้ขึ้นมาได้ ตัวท่านนี้นายทวารทั้งหลาย ๖ ของท่านนี่ ให้ปิดทวารทั้งหลาย ๕ แล้วก็จงตั้งมโนทวารนี่ ตั้งบริกรรมในมโนทวารอันนี้ขึ้นมา
พระโพธิรักษ์ได้ยินได้ฟังนี่ สามเณรชี้แนะแค่นั้น ท่านก็มีความแจ่มแจ้งขึ้นมาเลย ประดุจดังประทีปที่โพรงขึ้นมาในที่มืด ท่านก็เลยตั้ง ยังเออ ตั้งสมณะธรรมขึ้นในใจทันทีเลย ยังฌานให้เกิดขึ้น ส่วนพระบรมศาสดานี่ท่านประทับอยู่ที่พระเชตวัน ได้ทรงทราบเรื่องเป็นไปทั่วนี่ ก็ได้แผ่รัศมีมา แล้วก็ตรัสสอนแก่พระโพธิรักษ์ ประดุจว่ามาพูดต่อมาเลยว่าปัญญานี่ย่อมเกิดเพราะได้ประกอบ ปัญญาย่อมไม่เกิดถ้าไม่ได้ประกอบ บัณฑิตผู้รู้เหตุทั้งสองนี้แล้ว รู้ในเหตุที่เจริญด้วย ในเหตุแห่งความเสื่อมด้วย ย่อมประกอบ ย่อมตั้งลงแล้วฉันใด ปัญญาของผู้นั้นก็ย่อมเจริญฉันนั้น พอสิ้นพระดำรัสแค่นั้น พระโพธิรักษ์ท่านก็บรรลุพระอรหันต์ทันทีเลย สำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่ตรงนั้นเลย
นี่ถ้าท่านไม่ลดทิฐิมานะลงมา ไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไปหาสามเณรแล้ว ก็คงจะไม่ได้บรรลุธรรมดังพระอรหัตสูตรที่กล่าวไว้ในอังคุตรนิกายไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่ละธรรม ๖ ประการนี้ คือ
มานํ โอมานํ อติมานํ อธิมานํ ถมฺภํ อตินิปาตํ
มานะ ความถือตัว
โอมานะ เออ ความสำคัญว่าเลวกว่า
แล้วก็อติมานะ ความเย่อหยิ่ง
อันที่ ๔. คืออธิมานะ ความสำคัญว่า สำคัญว่าตัวดีกว่าเขาอะไรนี่
อันที่ ๕. ถัมมะ คือความหัวดื้อ
๖. ก็คืออตินิปาตะ มีความเออ ดูหมิ่นตัวเองว่าเลวกว่าเขา
เป็นมานะ มานะทั้งนั้นเลย เป็นความถือตัวทั้งนั้นเลย ดังนั้นใครที่มีมานะถือตัวนี่ โอกาสที่จะบรรลุธรรมก็คงยาก ต้องบอกว่า ท่านบอกว่าถ้ามีมานะ ๖ ประการนี้ก็ไม่พึงเป็นผู้ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
คุณยายอาจารย์ของเรา เมื่อมาอยู่ที่วัดปากน้ำนี่ โดนโขก โดนสับ โดนเขาว่านี่ กล่าวหาว่าเป็นคนรับใช้มาก่อน เป็นคนชั้นต่ำ เป็นคนที่ไม่รู้หนังสือ แล้วก็รังเกียจ ของอะไรก็ให้แต่ของที่ไม่ดี อย่างเตียงให้เตียงหักๆ มุ้งก็เก่าๆ แล้วก็สกปรก เหม็นอับ แต่คุณยายนี่ท่านก็อดทนแล้วก็มีความอ่อนน้อมเรื่อยมา จนสามารถที่จะรองรับความรู้และคุณธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายทองสุกนี่ จนวิชชาท่านเชี่ยว และหลวงพ่อวัดปากน้ำชมว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง
หลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำและคุณยายทองสุกละโลกไปแล้ว คุณยายท่านก็ได้สอนสมาธิในวัดปากน้ำต่อมา จนกระทั่งได้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองมาเป็นศิษย์ ท่านก็ได้ถ่ายทอดคุณธรรมและความรู้ให้
โดยเฉพาะหลวงพ่อทัตตะนี่ แต่เดิมท่านเป็นคนเจ้าโทสะ พูดจาโผงผางเสียงดัง แล้วก็ไม่ยอมใครง่ายๆ แต่เมื่อท่านได้รับการถ่ายทอดคุณธรรมจากคุณยายแล้ว ก็สามารถเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ลดทิฐิมานะ จนกระทั่งสามารถที่จะไปจัดรองเท้านี่ให้กับผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์นี่ รองเท้าเยอะแยะนี่ ทั้งของผู้หญิงผู้ชายนี่ มีทั้งเลอะๆ เทอะๆ ก็มี ท่านสามารถที่จะไปจัดได้ให้เป็นระเบียบ ทั้งๆ ที่ตัวท่านนี่เป็นรุ่นพี่ของนักศึกษาที่มาเรียนมาปฏิบัติธรรมที่นั่น
หลังจากนั้นเมื่อคุณยายอาจารย์มาสร้างวัดที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมในวัดพระธรรมกายนี้ คุณยายอาจารย์ของเรานี่ ท่านบอกเลยว่าท่านจะยกมือไหว้สาธุชนทุกท่านที่มาวัด นี่ท่านมีอ่อนน้อมถ่อมตนมากเลย เพราะท่านบอกว่าคนที่มาวัดนี่ ศรัทธาในตัวคุณยายก็มี จะมาจ้องจับผิดก็มี พอคุณยายนี่ยกมือไหว้เขา ใจเขาจะอ่อนลง รีบยกมือไหว้ตอบ แล้วก็ไม่มาจับผิด คุณยายบอกว่านี่การทำอย่างนี้เป็นการช่วยปิดนรกให้เขา ไม่ให้เขามาจับผิด คุณยายนี่ท่านไม่ชอบเด่นชอบดังเลย ท่านไม่มีความทะเยอทะยาน ท่านกำจัดทิฐิมานะตัวเองนี่ในสิ่งไม่ดี ท่านจะกำจัดออกไปให้หมดเลย
แม้ลูกศิษย์ของท่าน พระเณรในวัดก็ตาม อุบาสก อุบาสิกาก็ตาม แม้สาธุชนที่มาวัดประจำบ่อยๆ ท่านก็จะลดทิฐิมานะให้ ท่านจะพานี่ ศิษย์วัดนี่ ลูกศิษย์วัดนี่ อุบาสกสมมัยนั้นนี่ หอบไปเก็บกวาดขยะ แล้วก็ไปขัดห้องน้ำ ท่านจะพาไปด้วยตัวเองเลย ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เสร็จแล้วก็ลงมือทำไปพร้อมกันจนกระทั่งเสร็จ นี่ท่านเป็นต้นแบบทำให้ดู ไม่ใช่ว่าสอนอย่างเดียว การขัดห้องน้ำนี่ ล้วงคอห่านลึกๆ ของคุณยายที่ท่านสอนสมัยนั้นนี่โดยมือเปล่านี่นะ เป็นบทฝึกอย่างหนึ่งของท่านที่จะ (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
เออ อุบาสก อุบาสิกาในวัดนี่ แม้ภิกษุสามเณรก็จะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน จะไม่ค่อยมีมานะทิฐิ พระสังฆาธิการนี่ที่ท่านมาจากวัดต่างๆ มักจะกล่าวถามอยู่เรื่อยว่าวัดของเรานี่มีวิธีสอนพระภิกษุสามเณรอย่างไร ถึงมือไม้อ่อนไปหมดเลย ท่านก็สงสัยนะ แต่ท่านคงไม่รู้หรอกว่าผู้ที่เป็นต้นแบบในการสั่งสอนนี่ แต่เดิมแต่ต้นเลยนี่ก็คือคุณยายอาจารย์ของเรานั่นเอง
คุณยายอาจารย์ของเรานี่ ท่านจะกราบพระภิกษุและสามเณรแม้เพิ่งบวชในวันนั้นได้อย่างสนิทใจ ดังที่พวกเราได้ฟังพระอาจารย์บุญลือท่านได้มาเทศน์สอนเมื่อวันพุธที่ผ่านมานี่ ว่าตัวท่านเองนี่จะมาจับผิดที่วัดพระธรรมกาย พอมาบวชเป็นสามเณร เดินมา ผ่านมานี้ เจอคุณยาย คุณยายเห็นสามเณรเพิ่งบวชไม่กี่วันนี่ ท่านหลีกทางให้ แล้วก็ก้มลงไปกราบเลยนี่ กราบ ๓ ครั้ง นี่แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมของคุณยายนี่ว่าท่านไม่มีมานะทิฐิใดๆ เลย มีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อภิกษุสามเณร
คุณยายอาจารย์นี่ท่านจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แม้ในช่วงระยะหลังนี่ ดังที่กัลยาณมิตรท่านหนึ่ง เออ รู้สึกจะชื่อศศิพร หรือไงนี่ ถ้าจำผิดขออภัยนะ ท่านเขียนไว้ในหนังสือดวงจันทร์กลางดวงใจหรือไงนี่ ท่านเล่าว่าพอพาคุณยายนี่ไป ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เอารถไปจอดที่หน้าประตูปั๊ป ก็จะมีบุรุษพยาบาลเข็นรถนี่ จะมารับคุณยาย คุณยายท่านก็จะยกมือนี่พนมขึ้นมาแล้วก็กล่าวว่า คุณ สงสารยายด้วยนะ ยายแก่แล้ว ยายไม่รู้หนังสือ นี่ ท่านนี่แสดงความอ่อนน้อมแม้แต่คนที่อยู่ข้างนอก
พอไปหาพยาบาลจะตรวจความดัน ท่านก็กล่าวอย่างนี้อีก ถึงเวลาที่หมอจะมาตรวจร่างกาย ท่านก็กล่าวอีกว่า หมอ สงสารยายด้วยนะ ยายแก่แล้ว ยายไม่รู้หนังสือ ทั้งๆ ที่คุณยายนี่ท่านเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีศีล มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ลูกศิษย์ของท่านนี่เป็นทั้งหมอ เป็นทั้งผู้อำนวยการก็มี แล้วก็ได้มาสร้างวัดพระธรรมกายนี่ จนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่ท่านสามารถที่จะยกมือไหว้ แม้คนที่เป็นลูกน้องของลูกศิษย์ได้นี่ แสดงถึงคุณธรรมในใจของท่านนี่มากมายมหาศาล ยากที่ใครจะเหมือนได้
ดังนั้น ลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่าน อย่าได้มีมานะทิฐิเลยนะ ขอให้มีแต่ความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างคุณยาย ให้ทำตัวประดุจมหาสมุทร ซึ่งรองรับน้ำจากทุกสารทิศ จะต้องมีพื้นที่ต่ำกว่าพื้นที่ต้นน้ำทั่วไปฉันใด การที่พวกเรานี่จะรองรับคุณธรรมของผู้อื่นทั้งหลายนี่ ก็จะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นเบื้องต้นก่อนฉันนั้น แล้วจะได้มีอายุ มีวรรณะผิวพรรณผ่องใส มีความสุข แล้วก็มีพละกำลังแข็งแรง ที่จะมาสร้างบุญสร้างบารมีต่อไป
ดังพระคาถาที่หลวงพี่ได้ยกมาในเบื้องต้นว่า
อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ.
จากนี้ไป ก็ขอเชิญชวนลูกหลานทุกท่านมาทำใจให้อ่อนน้อม ปฏิบัติสมาธิภาวนา แล้วก็น้อมบุญนี้ถวายแก่คุณยายจันทร์ของเรานะ ให้เราทำใจสบายๆ นะ นึกน้อมเอาคุณยายเข้ามาอยู่ในศูนย์กลางกายของเรา ให้นึกเบาๆ ให้สว่าง ให้ใส อย่างสบายๆ ทำใจเข้าไปกลางของกลาง ให้คุณยายชัด ใส สว่างในกลางศูนย์กลางกายของเรานะ ให้เราทำใจนิ่งๆ อย่างสบายๆ ไปสักครู่นะ
สัพเพ…
หน้า PAGE 10
440317FW-AAT