ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ดวงจันทร์ในดวงใจ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งอันสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย กราบนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษากาลมากกว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ยอดกัลยาณมิตรผู้นำบุญลูกหลานยายทุกท่าน วันนี้วันศุกร์ที่ ๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ ได้มียอดกัลยาณมิตร ลูกหลานยายมาร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล อุทิศแด่คุณยายอาจารย์มหารัตนะอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ทุกท่านในที่นี้คงจะได้เคยได้ยินคำที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมักจะกล่าวบ่อย ๆ ว่า ถ้าไม่มียายก็ไม่มีหลวงพ่อ และวัดพระธรรมกาย และก็พวกเราที่นั่ง ณ อยู่ตรงนี้ หลวงพี่เองก็รู้สึกซาบซึ้งนะ ในคำที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้กล่าวไว้ เพราะเมื่อหลวงพี่ได้ย้อนระลึกนึกถึงตัวเอง ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เมตตาสั่งสอนเกี่ยวกับธรรมปฏิบัติ ทำให้เราทราบถึงเป้าหมายชีวิต และเดินทางอยู่ในเส้นทางของการสร้างบารมีนั้น ล้วนแล้วแต่มีคุณยายอยู่เบื้องหลัง หรือแม้แต่วัดพระธรรมกายที่ทุกท่านได้นั่งอยู่ ณ ตรงนี้ อยู่ที่สภาธรรมกายสากล บ้านยายหลังนี้นี่ ก็ล้วนแต่มีคุณยายอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น ถ้าลองมาคิดดูถ้าสมมติว่า ไม่มีคุณยาย ณ ตรงนี้ เวลานี้ ตัวหลวงพี่เองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงไหน แล้วก็คงจะเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมายชีวิตเหมือนกับคนเดินทางที่ไม่มีเข็มทิศ เหมือนกับเรือที่ไร้หางเสือ ฉะนั้นพระคุณของคุณยายจึงเป็นพระคุณที่ยิ่งใหญ่นะ ยิ่งกว่าพรรณนาใด ๆ ในวันนี้ หลวงพี่ก็จะมาพูดถึงพระคุณของคุณยาย ที่ท่านมีต่อตัวหลวงพี่เอง รวมทั้งครอบครัวของหลวงพี่ ถ้าพูดถึงครอบครัวของหลวงพี่นั้น ผู้ที่เข้าวัดพระธรรมกายคนแรกก็คือโยมแม่ของหลวงพี่ ขอย้อนเล่าถึงปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่หลวงพี่ได้เกิดมาพอดี กัลยาณมิตรท่านแรกที่ได้ชวนโยมแม่ของหลวงพี่มาสู่เส้นทางการสร้างบารมีก็เป็นญาติของหลวงพี่ ก็คือโยมย่าของหลวงพี่เอง เหมือนกับคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้ว่า แสงเงินแสงทองย่อมเป็นบุพนิมิตของเช้าวันใหม่ฉันใด กัลยาณมิตรย่อมเป็นบุพนิมิตของสวรรค์และนิพพานฉันนั้น โยมย่าของหลวงพี่เป็นผู้ชักชวนโยมแม่ของหลวงพี่มาสู่เส้นทางการสร้างบารมี เมื่อปี ๒๕๑๓ นั้น ก็เป็นปีที่เริ่มสร้างวัดพระธรรมกาย โดยมีที่รวมกันก็คือบ้านธรรมประสิทธิ คำ ๆ แรกที่โยมย่าของหลวงพี่ได้ชวนโยมแม่ของหลวงพี่มาวัดพระธรรมกาย มาร่วมสร้างบารมีนั้น ท่านก็ใช้คำว่าตอนนี้นี่ คุณยายจันทร์กำลังตามผู้ที่เคยสร้างบารมีกับยายมา ให้มาช่วยกันสร้างวัด แต่ท่านก็มีศิลปะในการชวนต่อไปอีกว่า เห็นหน้าใส ๆ อย่างโยมแม่ของหลวงพี่นี่ ต้องใช่แน่ ๆ เลย นะลองไปดู โยมแม่ของหลวงพี่ก็ได้มีโอกาสไปบ้านธรรมประสิทธิในปีนั้น ซึ่งไปวันแรกก็ตรงกับวันอาทิตย์ต้นเดือน ซึ่งที่บ้านธรรมประสิทธิก็จะมีพิธีนั่งสมาธิ แล้วก็บูชาข้าวพระ ในวันแรกที่โยมแม่หลวงพี่ไป ก็ได้เห็นภาพที่ประทับใจนะ ที่เดินก้าวเข้าไปสู่บ้านธรรมประสิทธิ ก็เห็นบ้านที่เป็นเรือนไม้ ๒ ชั้น วันนั้นโยมแม่หลวงพี่ขึ้นไปนั่งในชั้นบน ก็เห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอนธรรมะ นำบูชาข้าวพระ แล้วก็มีคุณยายอาจารย์นั่งอยู่ไม่ไกล รอบ ๆ ข้างก็เป็นผู้นำบุญ แล้วก็เป็นนักสร้างบารมีในยุคนั้นนั่งปฏิบัติธรรมกัน โยมแม่บอกว่าคนนี่นั่งแน่นไปหมด หัวเข่านี่แทบจะชนกัน อากาศค่อนข้างอ้าว เป็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่แปลกที่ทุกคนตั้งใจนั่งปฏิบัติธรรมนะ ทุกคนนั่งหลังตรง ตัวนิ่ง ใบหน้าก็สดชื่นแจ่มใส แล้วก็เห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เห็นคุณยาย ก็เริ่มมีความศรัทธาเลื่อมใส และจากความศรัทธาเลื่อมใส ก็ประทับใจในพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายอาจารย์ ก็หมู่คณะในวันนั้น จนทำให้โยมแม่ของหลวงพี่ได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิในโอกาสต่อมา แล้วก็ได้ชวนโยมพ่อแล้วก็ตัวหลวงพี่เองมาที่วัดพระธรรมกาย ซึ่งยุคก่อนยังเป็นชื่อว่าศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม โยมแม่ของหลวงพี่ก็มีความรู้สึก ผูกพันกับคุณยายนะ มีความรู้สึกเหมือนกับคุณยายนี่เป็นครูบาอาจารย์ที่ได้ตามหามานาน เมื่อพบคุณยายแล้ว พบพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้ว ก็คิดอยู่ในใจว่าใช่เลยนะ เป็นครูบาอาจารย์ที่เราตามหามานาน มีความรู้สึกผูกพัน เหมือนกับว่าเคยสร้างบารมี เคยเป็นศิษย์กับอาจารย์กันมาแต่ชาติปางก่อน แล้วก็มีโอกาสได้ฟังธรรมกับคุณยาย โยมแม่หลวงพี่ก็เล่าให้ฟังว่า มีครั้งหนึ่งนี่คุณยายเคยเล่าธรรมะเกี่ยวกับเรื่องของบุญ คือคุณยายจะสอนให้รู้จักการทำบุญว่าตอนสมัยที่ยายอยู่วัดปากน้ำ ก็มีเศรษฐีผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่มีทรัพย์มากแต่ไม่มีบุตร ฝ่ายสามีไม่ศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ภรรยาศรัทธาในวัดปากน้ำ ก็มีความคิดว่าอยากจะทำบุญเลี้ยงพระวัดปากน้ำ ก็นำความนี้ไปปรึกษากับสามี แต่สามีนั้นไม่สนับสนุน ด้วยความที่ภรรยาไม่อยากขัดใจสามี ก็เลยคิดในใจว่าเดี๋ยวรอสามีตายไปก่อน แล้วเราค่อยไปทำบุญเลี้ยงพระวัดปากน้ำ อยู่ไปอยู่มาอีกหลายปี ปรากฏว่าภรรยาตายก่อนสามีนะ แล้วลำดับต่อมาสามีก็ได้เสียชีวิตไป ด้วยความที่สามีภรรยาคู่นี้ไม่มีบุตร ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ก็เลยตกไปที่ญาติ ๆ แบ่งกันไป กระจัดกระจายกันไป เลยไม่มีโอกาสได้ทำบุญเลี้ยงพระวัดปากน้ำ จากธรรมะข้อนี้นะ เมื่อโยมแม่ได้ฟัง และตัวหลวงพี่เองได้ฟังนี่รู้สึกประทับใจมากว่ายายได้สอนให้เราไม่ควรมีความประมาทในการดำเนินชีวิต เพราะชีวิตเรานั้นไม่รู้ว่าจะสิ้นสุด ณ ตรงไหน เวลาไหน ฉะนั้นมีโอกาสในการทำบุญ มีโอกาสในการสร้างบารมีแล้วเราต้องรีบทำ ถ้าจะไปหวังให้ลูกหลานของเรามาทำบุญให้เรา เมื่อเราล่วงลับจากโลกใบนี้ เราก็ไม่รู้ว่าลูกหลานของเราจะทำให้หรือเปล่า เพราะว่าตัวเราเองยังไม่ได้ทำเลย นี่เป็นธรรมะที่โยมแม่หลวงพี่ได้รับถ่ายทอดมาจากยาย แล้วก็มีอีกครั้งหนึ่งที่ยายพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม โยมแม่หลวงพี่เล่าให้ฟังว่า คุณยายเล่าว่าในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในยุคของสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น ยายต้องนั่งธรรมะกลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง ยายยังรู้สึกว่าน้อยไปนะ ถึงเวลาเลิกนั่ง ใจนี่ยังไม่อยากจะออกจากสมาธิ เมื่อหลวงพี่ฟังดังนั้นแล้วรู้สึก อื้อฮือ ขนาดยายนี่นะ ธรรมะของท่านสามารถไปช่วยคุณพ่อในนรกได้ ไปสวรรค์นรกได้ ใจของท่านนี่อยู่ในธรรมะตลอดเวลา กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง แต่ตัวเรานี่บางครั้งเรายังนั่งฟุ้งบ้างหลับบ้าง ก็หมดเวลาไปแล้ว แต่ยายนะท่านนั่งขนาดนั้น ทำให้มีกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไป แม้แต่ตัวของหลวงพี่เองนะ ทำให้ได้มีโอกาสติดตามโยมแม่และครอบครัวมาวัดพระธรรมกาย ซึ่งตอนนั้นใช้ชื่อว่าศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ตอนเด็ก ๆ หลวงพี่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร แต่รู้อยู่อย่างเดียวว่ามีความรู้สึกมาวัดแล้วอบอุ่น ได้มาเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้มาเห็นคุณยาย ได้มาเห็นหลวงพี่ พระเถระยุคบุกเบิกสร้างวัด ได้มาเห็นอุบาสกที่อยู่วัดพระธรรมกาย มันเป็นความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด มีความรู้สึกเสมือนว่าวัดคือบ้านอีกหลังหนึ่งของเรา ทำให้หลวงพี่ได้มีโอกาสมาวัด เรียกว่าเกือบทุกอาทิตย์เลย อาทิตย์ต้นเดือนนี้ไม่เคยขาด จนกระทั่งเมื่อปี ๒๕๒๘ เป็นครั้งแรกที่หลวงพี่ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นยังเป็นเด็กนะ นั่งปฏิบัติธรรมได้นิดหน่อยก็ต้องลุกแล้ว ในครั้งนั้นได้ไปปฏิบัติธรรมกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ดอยสุเทพ ด้วยความที่หลวงพี่ยังเป็นเด็ก นั่งปฏิบัติธรรมก็ยังไม่เห็นอะไร นั่งได้แป๊บเดียวก็ต้องลุกแล้ว แต่ได้ยินได้ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเล่าธรรมะเกี่ยวกับคุณยาย ท่านเล่าว่ายายเวลานั่งธรรมะนี่ ท่านนั่งหลังตรง ยายเอาจริงกับธรรมะมาก เพื่อเรียนธรรมะ ทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ความเอาจริงของยายที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านเล่าให้หลวงพี่ฟังที่ดอยสุเทพนั้น ทำให้หลวงพี่มีความรู้สึกประทับใจ แล้วก็มียายเป็นต้นแบบในใจเสมอมา ทำให้หลวงพี่มีกำลังใจในการนั่งปฏิบัติธรรม แล้วผลการปฏิบัติธรรมก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หลวงพี่ประทับใจมากเกี่ยวกับความเมตตาของคุณยาย คือปีนั้นหลวงพี่เองและเพื่อนในวัยเดียวกันกับหลวงพี่นี่ ได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย โดยใช้สถานที่ปฏิบัติธรรมคืออาคารดาวดึงส์ สถานที่พักที่หลับนอนก็ใช้ที่อาคารมหาพรหมในปัจจุบัน ซึ่งในยุคนั้นเป็นเรือนนอนของพี่อุบาสก สถานที่ทานอาหารก็ใช้ที่อาคารยามา หลวงพี่เองก็ได้สัมผัสถึงคุณยาย ถึงความเมตตา ถึงคุณธรรมของท่านในครั้งนั้น ที่หลวงพี่ได้มานอนที่อาคารมหาพรหม ด้วยความที่ตนเองเป็นเด็ก เราก็คิดว่าเวลา ๖ โมงเช้า ๗ โมงเช้านี่มันเป็นเวลาที่เช้าแล้วนะ เพราะปกติแล้วช่วงปิดเทอมอยู่บ้านเราก็ตื่นประมาณ ๗ โมง เราก็คิดว่าเช้าแล้ว แต่พอมาอยู่วัดพระธรรมกายในวันแรก คืนนั้นก็นอนกันอยู่บนเสื่อ ก็มีผ้าห่มคนละผืน ตอนรุ่งเช้าในเวลาโพล้เพล้ ประมาณ ๖ โมงเช้า ตอนนั้นพี่อุบาสกก็ลุกกันหมดแล้ว หลวงพี่ก็เห็นคุณยายท่านเดินมาที่อาคารมหาพรหม ซึ่งเป็นโรงนอน แล้วท่านเห็นเด็ก ๆ กำลังนอนอยู่ด้วยอารมณ์สบาย ท่านก็เมตตา แล้วท่านก็พูดว่าไอ้หนู ตื่นกันได้แล้วนะ แล้วท่านก็สอนไปอีกว่าถ้าเรายังไม่ตื่นนี่ เทวดาที่ดูแลรักษาเรานี่ พอตอนเช้าเทวดาจะไปเฝ้าพระอินทร์นี่ เห็นเรายังไม่ตื่น ก็จะหันหลังมา แล้วก็จะถุยน้ำลายใส่หน้าเรานะ ฉะนั้นเวลาตอนเช้านะ ถ้าทุกท่านรู้สึกเหมือนมีน้ำอยู่ที่หน้านะ อย่าคิดว่าเป็นน้ำมนต์นะ ยายท่านก็สอนไปนะ ทำให้เราตื่นขึ้นมาในเวลานั้น แต่ก็ยังงัวเงียอยู่ เนื่องจากอยู่บ้านยังไม่เคยตื่นเช้า คุณยายท่านก็มีกุศโลบายในการที่ให้เด็ก ๆ รวมทั้งตัวหลวงพี่เองให้หายง่วง ท่านก็บอกว่าไป งั้นเดี๋ยวไปกวาดวัดกับคุณยายนะ คุณยายท่านก็ให้พวกเราถือไม้กวาดไปคนละด้าม แล้วก็ไปกวาดใบไม้ที่ศาลาดุสิต ก็ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่ได้อยู่วัดพระธรรมกาย ทุกเช้าก็ได้ตื่นแต่เช้า เพราะว่ากลัวคำของคุณยายที่ท่านได้สอนไว้ว่าตื่นสายเดี๋ยวเทวดาจะถุยน้ำลายรด แล้วก็ได้มากวาดลานวัดแต่เช้า แม้แต่ตอนที่ทานอาหาร คุณยายท่านก็เมตตาสอนในขณะที่เด็ก ๆ ในยุคนั้นได้ทานอาหาร ก็นั่งกันเป็นแถว นั่งขัดสมาธิตรงหน้ายามานี่ คุณยายท่านก็เดินมาสอนว่าทานอาหาร กินข้าวนี่ อย่าให้หกนะ กินข้าวอย่าพูดกันเสียงดัง ก็เป็นความประทับใจและความเมตตาที่หลวงพี่สัมผัสถึงความเมตตาของยาย แม้กระทั่งวันเดินทางจะกลับนะ วันกลับนี่ ก็เป็นช่วงเย็น โยมพ่อโยมแม่ก็จะมารับ ขณะที่กำลังจะเดินขึ้นรถนั้น คุณยายก็ให้คนมาตามบอกว่า เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งกลับ ให้มาทานมาม่าของยายก่อน ยายให้คนผัดมาม่าให้ อันนี้เป็นความเมตตาที่หลวงพี่ได้รับจากคุณยาย ที่หลวงพี่รู้สึกซาบซึ้งสุดบรรยาย เป็นความซาบซึ้งและเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่คิดว่าชาตินี้ก็คงจะทดแทนไม่หมด แม้กระทั่งเมื่อปี ๒๕๓๗ ซึ่งเป็นปีที่หลวงพี่บวช หลวงพี่ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยที่ท่านให้บวช วันนั้นหลวงพี่ยังจำได้ เป็นอาทิตย์ต้นเดือนเมษายน ซึ่งหลวงพี่แล้วก็โยมแม่ได้มากราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็เมตตาถามหลวงพี่ว่าเรียนจบหรือยัง หลวงพี่เองก็เพิ่งจบเมื่อปลายเดือนมีนา ก็กราบเรียนท่านไปว่าเรียนจบแล้วครับ เพิ่งเรียนจบเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานี้เองครับ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็เมตตาถามต่อไปอีกว่าเรียนจบแล้วจะทำอย่างไร วันนั้นหลวงพี่ยังจำได้เลยว่าโยมแม่ของหลวงพี่เองก็ได้พาหลวงพี่มาวัดตั้งแต่ยังเด็ก แล้วก็มีความคิดสนับสนุนให้หลวงพี่เดินทางธรรม อยู่ในเส้นทางการสร้างบารมี โยมแม่ของหลวงพี่ก็เลยตอบไปว่าเรียนจบแล้ว ก็แล้วแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ หลวงพ่อก็เลยพูดต่อไปว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เรียนจบแล้วงั้นก็บวชเลยนะ บวชกับพี่อุบาสกนี่ เขาบวชกันวันที่ ๒๒ เมษายน ก็เป็นความซาบซึ้งความปีติของหลวงพี่ เมื่อหลวงพี่ได้ทราบว่าจะบวช เดินออกมาจากศาลาดุสิตที่ได้กราบท่าน รู้สึกตัวเบา ๆ ตัวลอย ๆ นะ รู้สึกตัวเองมีปีติเกินประมาณ ก็ได้มากราบหลวงพี่ฉัตตัญชโย หลังจากกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อเสร็จ ท่านก็บอกว่า อึม เราจะบวชกับอุบาสกนั้น พี่อุบาสกนี่เขาฝึกตัวกันมาเป็นสิบ ๆ ปี แต่ตัวหลวงพี่เองนี่ยังไม่เคยฝึกตัวเลย ฉะนั้นเดี๋ยวอีก ๒-๓ วันนี่ พร้อมเมื่อไหร่มาโกนหัว แล้วมาอยู่วัดเลย เพื่อจะได้ฝึกตัวแล้วก็ได้ฝึกความรู้สึก รู้จัก คุ้นเคยกับวัด ฉะนั้นเมื่อหลวงพี่ทำธุระอะไรเสร็จ ๒-๓ วันต่อมา หลวงพี่ก็มีโอกาสได้มาปลงผม ก็จัดพิธีปลงผมขลิบผมที่หอระฆัง หลังโบสถ์ วันนั้นก็เป็นพิธีที่ง่าย ๆ ก็มีหลวงพี่ฉัตร แล้วก็มีหลวงพี่ที่คุ้นเคยกัน มีครอบครัวของหลวงพี่ แล้วก็ญาติไม่กี่คน กะจะจัดกันง่าย ๆ ขลิบผมกันง่าย ๆ ขณะที่จะเริ่มพิธีนั้น ก็มีพี่อารีพันธุ์ขี่จักรยานมาบอกว่าเดี๋ยวก่อนนะ อย่าเพิ่งเริ่มพิธี เดี๋ยวคุณยายจะเป็นประธานในพิธีขลิบผมให้ หลวงพี่เองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คุณยายท่านได้เป็นประธานขลิบผมในวันนั้น รู้สึกเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะว่าถ้าสมมติจะให้ประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีเป็นประธานขลิบผมหลวงพี่ในวันนั้น หลวงพี่ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะมีความรู้สึกภาคภูมิใจ เพราะหลวงพี่ไม่มีความมั่นใจว่าตลอดชีวิตของเขา เขาได้ทำบุญ เขาได้เป็นคนที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ไหม แต่คุณยายนี่หลวงพี่มีความมั่นใจว่าตลอดชีวิตของยาย เป็นชีวิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ มือทั้ง ๒ ข้างของคุณยาย ท่านได้ทำบุญมาตลอดชีวิต ฉะนั้นมือ ๒ ข้างของคุณยายนี่ที่ได้จับผมหลวงพี่ ได้ขลิบผมหลวงพี่นี่ หลวงพี่รู้สึกมีปีติแล้วก็เป็นเกียรติ แล้วก็เป็นภาคภูมิใจที่สุดเลยในชีวิตของหลวงพี่ หลวงพี่นึกถึงคราวใดรู้สึกประทับใจ แล้วก็มีกำลังใจในการปะพฤติพรหมจรรย์อย่างยิ่งยวดต่อ ๆ มา ฉะนั้นความที่คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ที่ท่านมีความเมตตาต่อตัวหลวงพี่เอง แล้วก็ต่อครอบครัวของหลวงพี่นั้นเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ ที่จะนับจะประมาณมิได้ ทำให้หลวงพี่และครอบครัวหลวงพี่อยู่ในเส้นทางการสร้างบารมี ถือว่าท่านเป็นยอดกัลยาณมิตร เป็นทั้งหมดของชีวิตของหลวงพี่ เหมือนกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์ กัลยาณมิตรนี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของพรหมจรรย์ แต่เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ ซึ่งหลวงพี่ได้ซาบซึ้งถึงความที่ท่านเป็นยอดกัลยาณมิตร เป็นครูบาอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ ณ จุดตรงนี้ ซึ่งหลวงพี่ก็เชื่อว่าทุกท่านคงจะได้ซาบซึ้งถึงคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง กันทุกท่าน สำหรับในช่วงท้ายนี้หลวงพี่ก็จะมีกลอนอยู่บทหนึ่ง ที่จะได้มาอ่านให้ทุกท่านได้ฟัง เพื่อทุกท่านจะได้ร่วมรำลึกนึกถึงคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ก็ขอให้ทุกท่านหลับตา แล้วก็ทำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย นึกไปพร้อม ๆ กันนะ แสงแรก แทรกสาดฟ้า เบิกนภา ทิวาใหม่ หยาดค้าง เริ่มจางไกล สร้างแดนใจ ในชีวัน อาทิตยาเหมือน คล้ายมาเตือน ให้ตามฝัน เมียงมอง สุริยัน มุ่งหมายมั่น ต้องไปถึง สาวเท้า ก้าวเด็ดเดี่ยว แม้หนึ่งเดียว ไม่พรั่นพรึง ด้วยจิต คิดคำนึง หวังรู้ซึ้ง ซึ่งความจริง ยอมตน ทนทุกอย่าง มองหนทาง วางทุกสิ่ง ศรัทธา แรงกล้ายิ่ง พึ่งพักพิง ปณิธาน หนักแน่น แผ่นหินผา หินศิลา หาเปรียบปาน เฉกเพชร เม็ดตระการ ทนเสียดทาน นานล้านปี ชีวิต ทั้งชีวิต ทุ่มอุทิศ มิคิดหนี รอนราน ผลาญไพรี เหยียบย่ำยี หมู่มารา เป็นหนึ่ง ไม่มีสอง เชี่ยวฉ่ำชอง ชาญวิชชา สุทิน สิ้นอาณา องค์เอกา นิจรันกาล ก่อนสิ้น หลวงพ่อสั่ง ฝากความหวัง ยังสืบสาน งานต่อ อุดมการณ์ ขยายฐาน บรรดาลธรรม พลิกฟื้น พื้นแผ่นนา เหนื่อยกายา ล้าตรากตรำ แต่เช้า เข้าเย็นค่ำ หยัดยืนนำ ทำความดี ปิ่นปูชนีเลิศ ทัพประเสริฐ สอนสั่งชี้ เขี้ยวแก้วเป็นมณี ทุกนาทีไม่มีคล้าย จะเก็บจารึกไว้ กลางหทัยตราบสลาย ฟ้าดินพินทลาย ยายคือยาย ตลอดไป แสงท้าย พรายพรั่งฟ้า เบิกนภา ราตรีใหม่ แม้ยาย กายจากไกล จันทร์อยู่ในใจทุกคน สำหรับช่วงท้ายนี้หลวงพี่ก็ขอเชิญชวนทุกท่านนั่งหลับตา ทำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายกันทุก ๆ คนนะ ให้ทุกท่านปล่อยใจหยุด ปล่อยใจนิ่งเอาไว้ที่ศูนย์กลางกาย อย่างเบา ๆ อย่างสบาย ๆ ให้เรานึกถึงคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ที่ท่านเป็นปูชนียาจารย์ เป็นยอดกัลยาณมิตรของเราท่านทั้งหลาย ไปเป็นอารมณ์ไว้ที่ศูนย์กลางกายนะ *********************************** จบ ***********************************