มยุระนาวากาศ
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระคุณอันประเสริฐสูงสุด กราบนมัสการพระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง สวัสดีครับเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุกคนเลยนะ (สาธุ)
สำหรับวันนี้ก็เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่พวกเราผู้เป็นลูกหลานคุณยายจะได้มีโอกาสได้ฟังการบรรยายธรรม เพื่อสรรเสริญคุณธรรมของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นครูบาอาจารย์ของพวกเรา ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ก็ได้มีพระอาจารย์มากหน้าหลายตามาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาแสดงธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งในแต่ละวันท่านก็ได้นำเรื่องราวการสร้างบารมีของคุณยายมาเล่าให้พวกเราฟัง ซึ่งก็ไม่ได้ซ้ำเรื่องกันเลย
นั่นแสดงให้เห็นว่าคุณธรรมความดีของคุณยายนั้นมีมากมายเกินประมาณ จนกระทั่งไม่สามารถที่จะหยิบยกมากล่าวในที่นี้ได้หมดสิ้น ซึ่งถ้าเราจะรวบรวมเรื่องราวของคุณยายทั้งหมดก็คงจะรวมได้เป็นมหาคัมภีร์เล่มใหญ่เลยทีเดียว ซึ่งในเนื้อหาก็จะเป็นเรื่องราวของมนุษย์มหัศจรรย์คนหนึ่งที่ได้เริ่มต้นจาก สามัญชนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ว่ามีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และมีมโนปณิธานที่กล้าแกร่ง มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ จึงทำให้สามารถที่จะพัฒนาตนเองขึ้นมาจนกระทั่งเป็นนักสร้างบารมีในระดับแนวหน้าได้ และเรื่องราวของคุณยายจะเป็นประโยชน์แก่สาธุชนผู้ที่ติดตามมาในภายหลังอย่างดียิ่ง
และในวันนี้หลวงพี่ก็เป็นอีกรูปหนึ่งที่จะได้มีโอกาสมาเล่าขานตำนานการสร้างบารมีของคุณยายในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก่อนที่หลวงพี่จะได้ขึ้นมาแสดงธรรม ณ ที่นี้ ทันทีที่ได้ทราบข่าวบุญว่าจะได้มีโอกาสขึ้นมาเล่าขานตำนานของคุณยาย ก็มีความปีติอย่างยิ่ง เพราะว่าจะได้มีโอกาสขึ้นมาทดแทนพระคุณของครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้อบรมสั่งสอนให้หลวงพี่ได้มีโอกาสมาบวชสร้างบารมีที่นี่
แต่ว่าการที่จะน้อมนำเอาคุณธรรมของคุณยายมากล่าวในที่นี้ เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนทีเดียว เพราะว่าการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะน้อมนำเอาความดีของคนใดคนหนึ่งมาพูด แสดงว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องเข้าไปในจิตในใจของเขา แล้วมีความเกี่ยวข้องกัน ดังนั้นหลวงพี่จึงพิจารณาดูว่า มีคุณธรรมของคุณยายในเรื่องใดบ้างที่มีความเกี่ยวเนื่องกับตัวของหลวงพี่ บังเอิญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ หลวงพี่ได้รับบุญพิเศษ จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย เป็นงานพุทธศิลป์ชิ้นหนึ่ง คือการทำรถอัญเชิญเรือนทองของคุณยาย เพื่อไปประดิษฐาน ณ พระเจดีย์ยาย ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะส่งสรีระของคุณยาย รถอัญเชิญคันนี้ก็มีชื่อว่ามยุระนาวากาศ
ซึ่งหลวงพี่และทีมงานได้ทุ่มเททำมาตลอดหลายเดือนแล้ว ตอนนี้ก็กำลังใกล้จะเสร็จ ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็คงเคยได้เห็น หรือว่าบางท่านคงเคยได้เห็นแบบจำลองที่ตั้งโชว์เอาไว้ที่บริเวณห้องโถงของอาคารระดมทุน เมื่อหลวงพี่ได้มีโอกาสได้มีความผูกพันกับมยุระนาวากาศ ซึ่งเป็นตัวแทนของคุณยาย จึงได้ไอเดียว่าเราน่าจะน้อมนำเอาเรื่องราวของมยุระนาวากาศมาอุปมาเปรียบเทียบกับคุณธรรมของคุณยาย เพื่อที่พวกเราจะได้เห็นภาพของคุณยายในการสร้างบารมีได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยผ่านมยุระนาวากาศ
เมื่อหลวงพี่คิดได้อย่างนี้ จึงได้พิจารณาเข้าไปในรายละเอียด ก็ยิ่งเกิดความอัศจรรย์ใจอย่างมาก เพราะว่ามยุระนาวากาศ กับคุณยายของเรามีความเหมือนกันอย่างที่สุดเลย ตั้งแต่ที่มยุระนาวากาศนี้เป็นเรือลำหนึ่ง ซึ่งในทางปรัชญาพุทธศาสนาเขาก็เปรียบเทียบเอาไว้แล้วว่าพระพุทธศาสนานี้เปรียบเสมือนนาวาแห่งธรรมที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ก้าวข้ามทะเลแห่งความทุกข์ หรือทะเลแห่งวัฏสงสารเพื่อไปสู่พระนิพพาน
นั่นก็พ้องกับคุณธรรมหรือมโนปณิธานของคุณยายของเราเลยที่จะยกสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากอำนาจของพญามาร แล้วไปสู่ที่สุดแห่งธรรม แล้วมยุระนาวากาศซึ่งเป็นนาวาแห่งธรรมลำนี้ก็ไม่ใช่เรือธรรมดา แต่เป็นเรือที่มีรูปเป็นรูปนกยงกำลังกางปีกบิน นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่านาวาแห่งธรรมลำนี้มีคุณยายของเรา คือมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงเป็นผู้นำในการสร้างบารมี
นอกจากนี้ มยุระนาวากาศ ยังเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ทีเดียว ซึ่งเรือที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งตามมาก็คือจะสามารถที่จะบรรทุกผู้โดยสารได้มาก และการที่จะสร้างเรือขนาดใหญ่นี้ ผู้ที่เป็นเจ้าของเรือก็ต้องเป็นผู้ที่มีใจใหญ่ด้วย เพราะว่าการที่ได้เรือขนาดใหญ่มานั้น ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งง่าย ๆ เพราะว่าเรือลำใหญ่นี้ก็จะคงไม่ได้อยู่ ๆ ก็หล่นมาจากท้องฟ้า หรือว่าโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน คุณยายจะต้องทุ่มเทเสียสละ แล้วต้องจ่ายสิ่งตอบแทนไปอย่างมากมาย
เช่นเดียวกับการสร้างบารมีของพวกเรา ที่วัดพระธรรมกายแห่งนี้ ความสำเร็จในปัจจุบันที่พวกเราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าจะได้มาเปล่า ๆ ฟรี ๆ นี่เป็นผลจากการทุ่มเทเสียสละของคุณยาย คุณยายต้องจ่ายสิ่งทดแทนไปมากมาย จ่ายด้วยความเหนื่อยยาก จ่ายด้วยความลำบากตรากตรำ จ่ายด้วยระยะเวลาที่ต้องสูญเสียไป จ่ายด้วยสุขภาพร่างกายของท่าน และในที่สุดนี่ต้องยอมจ่ายแม้กระทั่งชีวิต เลือดเนื้อของท่านเอง เพื่อจะให้นาวาแห่งธรรมลำนี้เกิดขึ้นมา และเมื่อนาวาแห่งธรรมลำนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมเกิดขึ้นมาจากบุคคลผู้ที่มีจิตใจยิ่งใหญ่ และคุณธรรมอันนี้ก็ได้ถูกถ่ายทอดถึงกับลูกศิษย์ของท่าน มีหลวงพ่อธัมมชโยนี่เป็นต้น
มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณยายท่านได้ถามพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านว่า หลวงพ่อท่าน อยากจะสร้างวัดที่มีลักษณะอย่างไร หลวงพ่อท่านก็บอกว่าอยากจะได้วัดใหญ่ ๆ ที่ พอที่จะรองรับสาธุชนมาปฏิบัติธรรมได้มาก ๆ คุณยายท่านก็ถามว่าแล้วต้องการพระเณรอยู่จำพรรษาสักเท่าไหร่ล่ะ หลวงพ่อท่านก็บอกว่าพระภิกษุก็สักพันหนึ่ง สามเณรก็ไม่ต้องมาก เอาสักพันเหมือนกัน อุบาสก อุบาสิกา ก็อย่างละพัน
ก่อนอื่นเราต้องทราบว่าในสมัยนั้นเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว คุณยายและหมู่คณะมีเงินทุนในการสร้างวัดเพียง ๓,๒๐๐ บาทเท่านั้น ดังนั้นคำตอบของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยนี้ เป็นสิ่งที่บุคคลธรรมดาสามารถรับได้โดยยากเลย เพราะว่าเงินเพียง ๓,๒๐๐ บาทนี้ ไม่เพียงพอที่จะสร้างวัดที่ใหญ่ขนาดนั้น แต่ด้วยที่คุณยายเป็นผู้ที่มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ ท่านได้ฟังดังนั้น แทนที่ท่านจะเกิดความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือว่าจะต้องยากแน่ ๆ เลย คุณยายกลับรู้สึกปีติยินดีมาก ถึงขนาดบอกว่าเอาเลยท่าน ยายอนุโมทนาบุญด้วยนะ
หลวงพ่อท่านก็เลยบอกว่ายายจะต้องตามสมบัติมาให้ด้วยนะ ยายท่านก็บอกว่ายายนั่งธรรมะทุกคืนเลย ไปขอบารมีของพระนิพพาน ช่วยตามสมบัติมาให้ ไม่ว่าหลวงพ่อท่านจะต้องการคนมาปฏิบัติธรรมเป็นร้อย ก็ขอให้ยายสามารถที่จะเลี้ยงได้เป็นร้อย หลวงพ่อต้องการคนมาปฏิบัติธรรมเป็นล้าน ก็ขอให้ยายเลี้ยงได้เป็นล้าน ตราบใดที่ยายยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อไม่ต้องห่วงเลย ยายจะตามสมบัติมาให้เพียบเลย ไม่ต้องให้ท่านต้องเป็นกังวลเลย นี่คือน้ำใจของคุณยาย ที่ยิ่งใหญ่เกินประมาณ
นอกจากนี้ มยุระนาวากาศก็ยังมีรูปทรงที่งดงามมาก เมื่อใครได้พบได้เห็น จะเกิดความรู้สึกว่ามยุระนาวากาศนี้ประกอบขึ้นด้วยรูปทรงที่เบาสบายและนุ่มนวล ตลอดตั้งแต่หัวเรือจรดท้ายเรือ เส้นที่เกิดขึ้นเกิดจากรูปทรงนี่เลื่อนไหล เหมาะสมกันตลอดจนถึงปลายหาง ซึ่งคุณลักษณะเช่นนี้มีอยู่เฉพาะในงานศิลปกรรม ในทางพุทธศาสนาหรือที่เรียกว่างานพุทธศิลป์เท่านั้น ยกตัวอย่างการปั้นพระพุทธรูป ศิลปินในสมัยโบราณเขาตั้งใจที่จะถ่ายทอดให้เห็นถึงความแตกต่างของบุคคลผู้ที่มีจิตใจที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะแล้ว จึงได้ตั้งใจทำรูปร่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ดูแล้วอ่อนโยน ให้ดูแล้วนุ่มนวล เมื่อใครได้เห็นพระพุทธรูป จะเกิดความรู้สึกว่าตัวท่านนี่จะเหาะจะลอยได้ ซึ่งจะเห็นความแตกต่างกับปุถุชนคนธรรมดา ผู้มีกิเลสหนา ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็มีอยู่ในลักษณะของมยุระนาวากาศเช่นเดียวกัน
ใครได้มีโอกาสเห็นลักษณะของมยุระนาวากาศแล้ว จะรู้สึกได้เลยว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นเรือลำใหญ่ แต่ก็ให้ความรู้สึกที่ล่องลอย เบาสบาย ดูเหมือนว่ากำลังอยู่บนนภากาศ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็มีอยู่ในคุณธรรมของคุณยายเลย เพราะว่าใครก็ตามที่ได้เห็นคุณยาย ไม่ว่าก่อนหน้านั้นจะมีความวิตกกังวลหรือมีความทุกข์มาจากไหน เมื่อได้พบได้เจอะเจอ โดยเฉพาะถ้าได้พูดคุยสนทนากับคุณยายแล้วล่ะก็ ความทุกข์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในใจนี่ก็จะมลายหายสูญไปหมด เพราะว่าคุณยายท่านกล่าวแต่ธรรมะ ซึ่งน้อม เอามาจากความบริสุทธิ์ภายใน ซึ่งเมื่อใครได้ยินได้ฟังแล้ว ก็จะมีจิตที่สงบนิ่ง คุณยายพอพูดจบคำของท่านก็จะชวนปฏิบัติธรรม ชวนไปพระนิพพานกันหมดเลย ดังนั้นมยุระนาวากาศจึงสมควรอย่างยิ่งที่เป็นยานของคุณยาย ผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์เช่นนี้
นอกจากนี้รายละเอียดของมยุระนาวากาศ ยังมีความวิจิตรพิสดาร ถ้าเราได้มีโอกาสได้เห็นของจริงมาแล้ว เราจะพบว่าตลอดลำตัวของมยุระนาวากาศ เต็มไปด้วยเส้นขนอันวิจิตพิสดาร ที่ไล่ระดับกัน เรียงลำดับกันตั้งแต่เล็กมาใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณส่วนหางของมยุระนาวากาศ ไม่ใช่เป็นหางนกยูงธรรมดา แต่เป็นหางนกยูงที่มีรูปกลีบบัว เป็นกลีบบัวขนาดใหญ่ ซึ่งในกลีบบัวใหญ่นี้ ก็ประกอบไปด้วยกลีบบัวขนาดย่อม ๆ นี่ซ้อนกันอยู่ถึง ๓ ชั้น ในกลีบบัวแต่ละชั้นก็แซมอยู่ด้วยแผงขนที่สวยงามเรียงลำดับไป ในแผงขนแต่ละชั้น ตรงปลายแผงขนก็จะเป็นรูปกลีบบัว แล้วตรงกลีบบัวของแผงขนนั้นก็ถูกประดับไว้ด้วยแววมยุรา ก็คือแววของนกยูง เป็นรูปกลีบบัวเช่นกัน สวยงามมาก
ซึ่งยากนักที่ศิลปินในปัจจุบันจะสามารถถ่ายทอดความงดงามอย่างนี้ออกมาได้ แต่หมู่คณะของเราสามารถทำขึ้นมาได้ ก็เพราะว่าได้แรงบันดาลใจมาจากความละเอียดของคุณยายนี้เอง ความละเอียดของคุณยายนี้ครอบคลุมไปทั่วทั้งหยาบและละเอียดเลย แม้ในเรื่องหยาบ ๆ ที่พวกเราเห็นว่าเป็นเรื่องหยาบ ๆ คุณยายก็สามารถที่จะทำให้ละเอียดอ่อน จนเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เลยทีเดียว
มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ไปเจอคุณยายท่านกำลังยืนอยู่ที่ตรงบันได แล้วท่านก็มองขึ้นไปบนพื้นชั้นสอง หลวงพ่อท่านก็ถามว่ายาย ยายกำลังมองดูอะไร คุณยายท่านก็ตอบว่ายายกำลังเล็งดูฝุ่นอยู่ ดูว่ายังมีฝุ่นอยู่หรือเปล่า นี่ยายเช็ดถูทำความสะอาดแล้ว แต่ก็มาเล็งดูว่าถ้ายังมีฝุ่นเหลือค้างอยู่ ยายก็จะได้ถูใหม่ นี่ในเรื่องความสะอาดเป็นที่เล่าขานของบรรดาลูกศิษย์ว่าคุณยายนี้เป็นบุคคลที่สามารถที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้สะอาดสะอ้านจนเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เลย เพราะคุณยายถือคติอยู่อย่างหนึ่งว่าถ้าหากของหยาบ ๆ ยังไม่ละเอียด ของละเอียดจะทำไปได้ยังไง ซึ่งความละเอียดอ่อนเหล่านี้ก็ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นมยุระนาวากาศอย่างที่พวกเราได้เห็น
นอกจากนี้เรามาดูเรื่องของสีสันของมยุระนาวากาศกัน เราจะเห็นว่าสีของมยุระนาวากาศนี้เป็นโทนสีทอง โทนสีทอง ซึ่งเป็นสีของนกยูงชั้นสูงสุดที่ได้ถูกบันทึกไว้ในโมละปริตรในพระไตรปิฎก และสีทองของมยุระนาวากาศ ก็ไม่ใช่สีทองธรรมดาด้วยนะ เป็นสีทองที่มีความใสเหมือนแก้ว ใสเหมือนเพชรเลย ซึ่งหากเราจะเปรียบเทียบสีทอง เราก็คงจะเปรียบเทียบได้กับสิ่งที่มีคุณค่าสูงส่ง ถ้าเปรียบเทียบความใสก็คงเปรียบได้กับความบริสุทธิ์ แต่หากเราจะเปรียบสีทองที่มีความใสแล้ว ก็คงจะกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่คุณค่าสูงส่งที่อยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์
ซึ่งคุณลักษณะทั้ง ๒ ประการนี้ ก็มีอยู่ในคุณธรรมของคุณยายอย่างครบถ้วนเลย เพราะชีวิตของคุณยาย ตลอดชีวิตท่านนี่เต็มไปด้วยคุณค่าอย่างแท้จริง หากเราได้ศึกษาประวัติของท่าน จะเห็นว่าตั้งแต่ท่านได้เข้ามาในเส้นทางของการสร้างบารมี ได้เข้าถึงพระธรรมกาย และนำเอาธรรมะไปช่วยโยมพ่อในสัมปรายภพ และได้มาอยู่ที่วัดปากน้ำ ได้ทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงปู่ จนกระทั่งหลวงปู่ท่านหมดอายุขัยไป คุณยายก็สืบทอดมโนปณิธานที่จะถ่ายทอดวิชชาธรรมกายไปสู่ลูกศิษย์ จนกระทั่งได้พบพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองและหมู่คณะ ได้สร้างวัดพระธรรมกายขึ้นจนกระทั่งขยับขยายมาจนถึง ๒,๐๐๐ ไร่ในปัจจุบันนี้
เราจะเห็นว่าตลอดชีวิตของท่านเต็มไปด้วยคุณธรรมความดี ไม่มีแม้สักวันเดียวเลยที่คุณยายจะอยู่ไปอย่างเปล่า ๆ ฟรี ๆ โดยไม่ได้สั่งสมบุญกุศล ทุกอนุวินาทีของท่านเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ภายใน ดังนั้นเราจึงสามารถกล่าวได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าชีวิตของคุณยายเต็มไปด้วยคุณค่าอย่างแท้จริง และเป็นคุณค่าอย่างสูงที่อยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ภายในด้วย
นอกจากนี้มยุระนาวากาศ ยังมีลักษณะพิเศษที่เราไม่สามารถจะมองข้ามไปได้เลย ก็คือปีกของมยุระนาวากาศมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนการกางปีกของนกทั่ว ๆ ไป เพราะนกทั่ว ๆ ไปเวลากางปีกบินก็จะกางออกไปข้าง ๆ เพื่อที่จะบิน แต่การกางปีกของมยุระนาวากาศเป็นลักษณะของการกางออกไปขนานลู่ไปกับลำเรือ ซึ่งการกางปีกลักษณะเช่นนี้ จะมีผลต่อการขับเคลื่อนของมยุระนาวากาศมาก เพราะสามารถที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษเลย
ซึ่งหากจะอธิบายในเชิงช่างแบบภาษาง่าย ๆ ก็สามารถกล่าวได้ว่ามยุระนาวากาศนี้ มีการออกแบบตามหลักการของ airo dianomic ก็คือออกแบบตามหลักการของธนูที่พุ่งไปในอวกาศ และลูกธนูดอกนี้ก็ไม่ใช่ลูกธนูธรรมดาเสียด้วย เป็นลูกธนูที่ถูกยิงออกมาจากนายขมังธนูผู้ชาญฉลาดและทรงพลังอย่างยิ่งเลย ซึ่งเมื่อยังไม่ไปปักลงบนปักหมายที่วางเอาไว้ ก็จะไม่หยุดลงกลางทาง หรือไม่ร่วงหล่นลงในระหว่างทาง
ซึ่งคุณลักษณะเช่นนี้ก็พ้องกับคุณธรรมของคุณยายผู้ที่เมื่อมีเป้าหมายมโนปณิธานอะไรแล้ว ก็จะมุ่งไปสู่เป้าหมายอย่างรวดเร็วเลย โดยที่ไม่สนใจเลยว่าข้างหน้านี่จะมีอุปสรรคขวากหนามอะไร หากเราศึกษาประวัติของท่าน จะเห็นว่าเมื่อครั้งที่คุณยายมีความตั้งใจ มีเป้าหมายว่าจะต้องไปตามคุณพ่อในสัมปรายภพเพื่อขอขมา คุณยายท่านก็ได้เที่ยวเสาะหาครูบาอาจารย์ ว่ามีครูบาอาจารย์ท่านใดบ้างที่สามารถที่จะทำความสำเร็จของคุณยายให้สำเร็จได้
จนกระทั่งได้ทราบข่าวว่าที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญนี่ มีหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่สามารถสอนให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในได้ และเมื่อผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายภายในแล้ว ก็จะสามารถไปนรกสวรรค์ ไปพระนิพพานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชชาธรรมกายนี่จะสามารถไปจับมือถือแขนกับสัตว์นรกได้ ถ้าญาติพี่น้องของเราตกนรก ก็สามารถที่จะไปช่วยให้พ้นจากทุกข์ได้ แต่ถ้าญาติพี่น้องของเราขึ้นสวรรค์ ก็สามารถเอาบุญไปฝากได้
เมื่อคุณยายได้ทราบอย่างนั้นก็ดีอกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าความหวังของท่าน เป้าหมายของท่านมีโอกาสจะประสบความสำเร็จ ท่านจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งในตอนนั้นคุณยายสืบทราบว่าที่บ้านของคุณนายเลี๊ยบที่เป็นคหบดีใหญ่ ที่อุปัฏฐากวัดปากน้ำอยู่นั้นมีคุณยายทองสุข สำแดงปั้น ได้มาสอนธรรมะเป็นประจำ คุณยายท่านก็เลยต้องการไปก็เลยต้องไปสมัครเป็นคนรับใช้ เพื่อหาโอกาสใกล้ชิดคุณยายทองสุข
ซึ่งการที่จะสมัครเป็นคนรับใช้ หากเรามองให้ดี เราจะมองเห็นว่าการที่บุคคล ผู้มีความสมบูรณ์พรั่งพร้อม ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ มีที่นาเป็นของตนเอง เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยขยันขันแข็งอยู่แล้ว และมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ยากเลยที่จะสามารถตั้งฐานะของตัวเองได้ แต่การที่จะสละความสมบูรณ์ในระดับนั้นมาเป็นคนรับใช้ เป็นสิ่งที่ทำได้โดยยาก ยากนักที่บุคคลธรรมดานี่จะสามารถทำได้ ถ้าไม่มีมโนปณิธานที่ยิ่งใหญ่ ที่จะมาศึกษาธรรมะอย่างแท้จริงแล้วนี่ ก็คงยากที่จะตัดสินใจเช่นนี้ได้
และการที่จะมาอยู่บ้านของคุณนายเลี๊ยบนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ แล้ว เขาจะให้ร่วมปฏิบัติธรรมเลยนะ ก่อนอื่นเราก็ต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สมบูรณ์เสียก่อน เพื่อที่เขาจะได้เกิดความรัก ความเกรงใจ จนในที่สุดคุณยายนี่ท่านก็ได้ประสบความสำเร็จ คือได้รับการอนุญาตให้ร่วมปฏิบัติธรรม
แต่การร่วมปฏิบัติธรรมของท่านก็ยิ่งทำให้คุณยายนี่มีภารกิจที่หนักมากขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าไหนจะต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวันนี่ให้สำเร็จเป็นอย่างดี แล้วรวดเร็วกว่าเดิมแล้ว ไหนจะต้องอุปัฏฐากรับใช้คุณยายทองสุข ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ แล้วไหนจะต้องแบ่งเวลา เจียดเวลามาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายภายใน
แต่ความลำบากเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของคุณยายเลย คุณยายท่านสู้อดทนจนกระทั่งปฏิบัติธรรมเข้าถึงพระธรรมกายภายในในที่สุดเลย แล้วก็ได้มีโอกาสเอาธรรมะ เอาวิชชาธรรมกายมาช่วยโยมพ่อของท่านที่ตกนรก ได้ขอขมา แล้วก็ได้ทำความปรารถนา ทำเป้าหมายของท่านให้สำเร็จสมบูรณ์ นี่แหละคือคุณยายของพวกเรา ผู้ซึ่งมีเป้าหมายมโนปณิธานอะไรแล้ว ท่านก็สามารถที่จะไปสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว สมกับที่เป็นเจ้าของมยุระนาวากาศ ที่เป็นยานที่สามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว
การที่มยุระนาวากาศนี้จะสามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้นั้น เพราะว่ามีพลังการขับเคลื่อนที่รวดเร็ว คือมีพลังแฝงอยู่ในตัวมาก แล้วต้องเป็นพลังที่สะสมมาเป็นเวลานานแล้วด้วย ในเรื่องของพลังนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้กล่าวสรรเสริญเอาไว้เป็นหัวข้อธรรมข้อหนึ่ง ชื่อว่าพละธรรม ท่านบอกว่าการที่บุคคลใดนี่จะมีพลังเปี่ยมล้นจะต้องประกอบด้วยคุณธรรม ๕ ประการ คือ
๑. มีพลังศรัทธา หรือพลังแห่งความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในเรื่องของพุทธศาสนา ก็มีความเชื่อมั่นอยู่ ๔ ประการคือ
๑. เชื่อในการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. คือเชื่อในเรื่องของกรรม
๓. เชื่อในผลของกรรม
๔. คือ เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายนี้เป็นไปตามกรรม
ส่วนพลังอย่างที่ ๒. คือพลังวิริยะ หรือพลังแห่งความเพียร
พลังอันที่ ๓. คือพลังสติ คือความระลึกรู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไร
พลังอันที่ ๔. คือพลังสมาธิ
ส่วนพลังอันสุดท้ายอันที่ ๕ ก็คือพลังแห่งปัญญา หรือพลังแห่งความรอบรู้
ซึ่งพลังทั้ง ๕ ประการนี้ คุณยายของเราก็มีอยู่เหลือล้นเลย เริ่มต้นจากพลังศรัทธาของคุณยาย ศรัทธาของคุณยายนี่ไม่ใช่เป็นศรัทธาธรรมดาเลยนะ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความเชื่อมั่นเท่านั้น แต่ว่าเป็นความเชื่อที่ตั้งมั่นดีแล้ว ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มีความมั่นดีแล้วในกลางพระธรรมกายภายใน
ฉะนั้นคุณยายจึงไปรู้ไปเห็นเองเลยว่าธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง กรรมมีจริง การส่งผลของกรรมมีจริง และสัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมจริง ๆ เพราะว่าท่านไปรู้ไปเห็นเองเลย ดังนั้นศรัทธาของท่านนี่จึงตั้งมั่นอย่างมั่นคง จนกระทั่งไม่มีเรื่องราวใดจะสามารถพลิก สั่นคลอนจิตใจของท่านได้
ส่วนพลังวิริยะของท่านก็มีมากมายเกินประมาณ เพราะว่าในสมัยที่ทำวิชชากับหลวงปู่วัดปากน้ำ คุณยายได้นั่งธรรมะกับหลวงปู่วัดปากน้ำ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ไม่เคยขาดเลย นั่นแสดงให้เห็นความวิริยะอุตสาหะของท่าน
ส่วนพลังสติ สติของคุณยายยิ่งเป็นมหาสติอย่างมาก เพราะว่าคุณยายระลึกรู้ตัวอยู่ภายในตลอดเวลา แม้กระทั่งกิจวัตรประจำตัวของท่าน ท่านก็ระลึกรู้ตัวอยู่ในศูนย์กลางกาย รู้ตัวอยู่ในกลางพระธรรมกายตลอด เช่น มีอยู่ครั้งหนึ่งที่กำลังถางหญ้าอยู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านไปเจอ ท่านก็ถามว่าคุณยายถางหญ้านี่คุณยายไม่เหนื่อยหรือ ไหวหรือ อายุมากแล้ว คุณยายท่านก็บอกว่าท่านไม่เหนื่อยหรอก เพราะท่านทำไปท่านก็ตรึกไป หลวงพ่อท่านก็เลยว่าคุณยายตรึกถึงอะไรล่ะ คุณยายท่านก็บอกว่าตรึก เข้าไปในกลางของพระธรรมกาย ไประลึกชาติดูว่าพระพุทธเจ้าองค์เก่า ๆ แก่ ๆ นี่เขาสร้างบารมีกันยังไง จะได้เอามาเทียบเคียงกับการสร้างบารมีของคุณยาย แล้วจะได้ปรับปรุงให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราจะเห็นว่าคุณยายมีสติ ระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเลย แม้กระทั่งตอนถางหญ้า
ส่วนพลังสมาธิของคุณยายก็เป็นสมาธิที่ลึกล้ำ ตั้งมั่นอย่างดีแล้ว คุณยายเป็นถึงหัวหน้าเวรทำวิชชาฝ่ายขาดรู้เลยทีเดียว ซึ่งการทำวิชชาขาดรู้คือการที่หยุดใจลงไปในกลางพระธรรมกาย สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกาย จนจิตหลุดจากกายหยาบไปเลย ซึ่งการทำวิชชาแบบนี้จะทำให้ญาณทัสสนะแม่นยำมาก สมาธิของคุณยายลึกซึ้งขนาดนี้
ส่วนพลังปัญญาของคุณยายก็ยิ่งเป็นพลังที่สูงสุดเลย เพราะว่าเป็นปัญญาในระดับ ปัญญาที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดขึ้นจากความรู้แจ้งภายใน ซึ่งปัญญาของมนุษย์มีอยู่ด้วยกัน ๓ ระดับ ก็คือ
สุตตะมยปัญญา คือปัญญาพื้น ๆ คือปัญญาที่เกิดจากการได้ยินได้ฟัง แล้วก็เอามาจดจำเอาไว้
ส่วนปัญญาที่ดีขึ้นมาหน่อย ก็คือจินตมยปัญญา คือปัญญาที่เกิดขึ้นจากความคิดพิจารณาหาเหตุผล
ส่วนปัญญาในระดับสูงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงยกย่องก็คือภาวนามยปัญญานี่เอง ซึ่งปัญญาในระดับนี้เป็นปัญญาระดับเดียวกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ท่านใช้เพื่อที่จะนำมาหลุดพ้น ไปสู่พระนิพพานได้
ซึ่งปัญญาภาวนามยปัญญานี่เอง ที่คุณยายท่านมีอยู่อย่างมากมาย จะสังเกตได้จากคุณยายของเราแม้ไม่ได้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน อ่านหนังสือไม่ออก เขียนก็ไม่ได้ แต่คุณยายสามารถอธิบายธรรมะที่ละเอียดลึกซึ้งได้อย่างแคล่วคล่อง ถูกต้องตามพระไตรปิฎกเลยทีเดียว นั่นแสดงว่าความรู้ของคุณยายมาจากความรู้ภายในโดยตรงเลย
ดังนั้นเมื่อคุณยายมีพลังทั้ง ๕ ประการนี้อย่างครบถ้วน ดังนั้นมยุระนาวากาศจึงสามารถที่จะขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ให้พวกเราได้ มีโอกาสได้มาอยู่บนนาวาแห่งธรรม และก็ได้สร้างบารมี ซึ่งถึงแม้ว่าวันนี้คุณยายของเรา จะไม่ได้อยู่สร้างบารมีร่วมกับเราแล้ว แต่คุณงามความดีหรือว่ามโนปณิธาน ธรรมะที่ท่านได้ถ่ายทอดเอาไว้ยังอยู่ในจิตใจของพวกเราตลอดไป พวกเราซึ่งเป็นลูกหลานของคุณยายก็ควรที่จะสานฝัน สานมโนปณิธานของท่านให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้ไปสู่ที่สุดแห่งธรรมโดยเร็ว
แต่หากว่าวันใด วันหนึ่งที่เราเกิดความรู้สึกว่าเริ่มเหนื่อยล้าในการที่จะนำนาวาแห่งธรรมลำนี้ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม หรือขาดกำลังใจหลวงพี่อยากจะให้พวกเราได้ฟังข้อคิดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านให้ไว้ในเชิงอุปมาอุปไมย ท่านกล่าวไว้น่าคิดทีเดียวนะ
ท่านกล่าวไว้ว่าสมมติว่าเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ แล้วก็ท่วมพวกเรา ต้องลอยคออยู่ในน้ำ แล้วอยู่ ๆ ก็มีเรือลำหนึ่งนี่มารับพวกเรานี่ขึ้นไปอยู่บนเรือ เมื่อพวกเราขึ้นไปอยู่บนเรือแล้ว พวกเราก็พ้นจากความทุกข์ จากการจมน้ำ เราก็คงจะต้องช่วยเจ้าของเรือ เขาแจว เขาถ่อ เขาพายไปใช่ไหม ซึ่งใหม่ ๆ เราก็เบิกบานเพราะว่าเพิ่งจะหลุดพ้นจากความทุกข์มา ก็มีกำลังใจพาย กำลังใจแจวไป เรือลำนี้ก็รับผู้โดยสารไปอีกเรื่อย ๆ ซึ่งผู้โดยสารก็เป็นแบบเดียวกะเรานี่แหละ คือกำลังลอยคอ ทนทุกข์ทรมานอยู่ในน้ำ
แต่พอพายไปพายไป เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราก็เริ่มเหนื่อยเริ่มล้า และเริ่มหมดกำลังใจ เราจะมีสิทธิเบื่อ มีสิทธิที่จะบ่นไหมว่า เอ๊ะ เมื่อไหร่เรือลำนี้มันจะหยุดแจวสักทีนะ หรือเมื่อไหร่เรือลำนี้จะไปถึงที่หมายสักทีนะ หลวงพ่อท่านถามว่าเราจะมีสิทธิที่จะบ่นไหม ในเมื่อผู้ที่เขาอยู่มาก่อนหรือเจ้าของเรือ เขาก็ยังแจวต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงจุดหมาย เราซึ่งเพิ่งขึ้นมาไม่นาน ช่วยเขาแจวไปแป๊บเดียวเท่านั้นเอง เกิดความรู้สึกว่าอยากจะเลิกแจวแล้ว หลวงพ่อท่านถามว่าเรามีสิทธิที่จะบ่นอย่างนี้ไหม ถ้าถามใจหลวงพี่นะ หลวงพี่ก็คงตอบได้ว่าคงไม่มีสิทธิบ่นหรอกนะ เพราะว่าเราขึ้นมาบนเรือของท่านแล้ว เราก็ต้องช่วยท่านแจว ช่วยท่านถ่อไป
หลวงพี่คิดว่าชีวิตและเลือดเนื้อของหลวงพี่ที่มีอยู่ทุกวันนี้ได้ ก็เป็นเพราะว่ามีคุณ หลวงพ่อและคุณยายฉุดลากขึ้นมาจากน้ำ หลวงพ่อและคุณยายได้เก็บตกของหลวงพี่ขึ้นมาจากน้ำให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน ให้หลวงพี่ได้พบเส้นทางอันประเสริฐ ได้ขึ้นมาอยู่ในนาวาแห่งธรรมซึ่งมีมโนปณิธานที่ยิ่งใหญ่ ฉะนั้นพระคุณของหลวงพ่อ และคุณยายมากล้นเกินประมาณ สิ่งที่จะเราตอบแทนได้ก็คือต้องช่วยท่านแจว ช่วยท่านถ่อไปจนถึงเป้าหมายที่ท่านต้องการ ซึ่งนับแต่นี้เป็นต้นไป หลวงพี่อยากให้พวกเราได้มีความคิดเช่นเดียวกับหลวงพ่อ คือไม่ว่าหลวงพ่อท่านจะมีภารกิจอะไรก็ตามที่ได้มอบหมายให้พวกเราทำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างลานธรรม มหาธรรมกายเจดีย์ การสร้างสภาธรรมกายสากล หรือว่าการสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี พวกเราต้องช่วยสืบสานความตั้งใจของท่านให้สำเร็จ
และสิ่งเหล่านี้นี่เองก็จะเปลี่ยนเป็นบุญกุศล คือพลังที่จะผลักดันนาวาแห่งธรรมลำนี้ให้ไปได้เร็วยิ่งขึ้น และเมื่อถึงวันนั้นพวกเราก็จะสมความปรารถนาไปสู่ที่สุดแห่งธรรมพร้อม ๆ กัน สำหรับวันนี้หลวงพี่ก็คงฝากเรื่องราวของคุณยายไว้เพียงเท่านี้
ต่อจากนี้ไปก็ขอเรียนเชิญทุกคนนั่งหลับตา เพื่อรวมจิตรวมใจ รวมพลังศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาของเราให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อที่จะผลักดันนาวาแห่งธรรมลำนี้ให้ไปถึงจุดหมายได้โดยง่าย เราก็รวมใจของเรานิ่ง ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ใจหยุดสนิท นุ่ม นิ่มสบาย ๆ ให้ใจได้กลับไปอยู่กลับบ้านเดิมของเรา ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกว่าพื้นฐานบ้านเดิมคือ ใจของเรานี้ประภัสสร คือมีความสว่างอยู่ในตนเอง แต่ที่ตอนนี้อาจดูมืดมิด ก็เพราะเมฆหมอกแห่งอรัชชา มาบดบังเอาไว้ ดังนั้นเราจะต้องรวมใจนิ่ง ๆ ให้เมฆหมอกเหล่านั้น ได้มลายหายสิ้นไป ให้เหลือแต่ใจบริสุทธิ์ ล้วน ๆ แล้วทำใจของเรานิ่ง ๆ นิ่งเหมือนน้ำที่อยู่ในแก้ว เมื่อนิ่งสนิทดีแล้ว ฝุ่นละออง หรือคราบโคลนก็จะค่อย ๆ ตกตะกอนไปทีละนิด ทีละนิด แล้วใจของเราก็จะใส สะอาด บริสุทธิ์ ซึ่งก็เป็นพื้นฐานที่พวกเราได้ปฏิบัติกันเป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้นในวันนี้ให้พวกเราทำใจหยุดใจนิ่งของเราไปเรื่อย ๆ นะ ต่างคนต่างทำกันนิ่ง ๆ นะ
*********************************** จบ ***********************************