คำพูดศักดิ์สิทธิ์
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกอันสูงสุดของชาวโลกทั้งหลาย กราบนมัสการพระเถรานุเถระด้วยความเคารพอย่างยิ่ง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เหล่ากัลยาณมิตรผู้นำบุญลูกหลานคุณยายฯทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้วันพุธที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็นวันแรม ๑๓ ค่ำเดือน ๓ วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเราทั้งหลายได้มาร่วมกันฟังสวดพระอภิธรรมในงานของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง วันนี้เป็นวันที่ ๑๕๗ แล้ว
การฟังสวดพระอภิธรรม ทำให้เราได้มีโอกาสฟังธรรม ได้เข้าใจในการฟังสวดพระอภิธรรมบ่อยครั้งขึ้น ถ้าเราได้มาฟังประจำแล้วเกิดความปีติ เกิดความเลื่อมใส จนกระทั่งเราสามารถน้อมนำใจของเรานั้นเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน รับรองว่าเมื่อเราละจากโลกไป ย่อมมีสุคติเป็นที่ไปอย่างแน่นอน
เหมือนสมัยพุทธกาลมีงูเหลือมตัวหนึ่งได้อยู่ใต้ถุนศาลาที่ฟังธรรมของพระที่ท่านได้สวดมนต์พระวิภัง งูเหลือมตัวนี้นี่ก็อยู่ในศาลาที่ฟังธรรม ได้ฟังธรรมตลอดเลย แรก ๆ ก็อาจจะไม่เข้าใจ ฟังจนกระทั่งมีจิตเลื่อมใส พอละจากอัตภาพงูเหลือมไปเท่านั้นเองนะ กลายเป็นเทวดาบนสวรรค์อยู่หลายกัปทีเดียว พอจุติจากเทวดาบนสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ชาย จึงได้มีโอกาสบวชในพระพุทธศาสนาในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราได้กราบไหว้กัน สมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณะโคดมนั่นเอง เมื่อได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมหลายครั้งก็ยังไม่บรรลุธรรม พอฟังธรรมบทนั้นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง พระวิภังที่สหธรรมิกได้สวด แค่ฟังเท่านั้น ยังไม่ทันจบ บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เลย นี่ถ้าพวกเราทั้งหลายได้มีโอกาสแบบนั้นก็จะเป็นการดี อยากให้พวกเรานี่พอฟังซ้ำอีกครั้งหนึ่งละก็บรรลุธรรมกันทั้งหมดเลย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ไว้ว่ากัลยาณมิตรไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของพรหมจรรย์เท่านั้น แต่เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ทีเดียว คำ ๆ นี้เป็นอมตะวาจาของนักสร้างบารมีอย่างพวกเราทั้งหลายที่ได้สร้างบารมี ตามอย่างคุณยายอาจารย์ของพวกเรา ที่ท่านได้เป็นกัลยาณมิตรตามแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามแบบอย่างของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วท่านได้สร้างขุนพลกล้าขึ้นมา ๒ ท่าน(หลวงพ่อธัมมชโย และหลวงพ่อทัตตชีโว) ที่พวกเราได้เคารพกราบไหว้กัน แล้วก็ตามด้วยพระอาจารย์อีกตั้งหลายท่านทีเดียว นั่นแหละคือการทำหน้าที่อันสมบูรณ์แบบ
จริง ๆ แล้ว คำว่ากัลยาณมิตรนี้มีความหมายอันลึกซึ้งทีเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระภิกษุไว้ว่าภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดก็ตามที่มีคุณธรรมอันประกอบด้วยกัลยาณธรรม ๗ ประการ ก็คือภิกษุที่เป็นที่รักใคร่ ภิกษุที่เป็นที่พอใจ และมีความเคารพ ภิกษุที่น่ายกย่องสรรเสริญ ภิกษุเป็นผู้ที่ฉลาดในการพูด ภิกษุผู้ที่อดทนต่อถ้อยคำ ภิกษุผู้พูดถ้อยคำอันลึกซึ้ง แล้วก็สุดท้ายก็คือภิกษุที่ไม่ชักนำไปในทางที่ไม่ดี หากเราได้เจอภิกษุผู้มีกัลยาณธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ ภิกษุผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นมิตรแท้ แนะนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ควรเข้าคบหา ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้นถูกขับไล่ ก็ต้องเข้าไปหา เพราะว่าท่านนี่คอยแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์
คุณธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ถ้ามาเปรียบคุณธรรมทั้ง ๗ ประการกับคุณยายของเรา พวกเราก็คงบอกได้ว่าท่านมีคุณธรรมทั้งหมดเลย แต่ถ้าจะน้อมนำเอาคุณธรรม ไม่ว่าจะเป็นมงคล ๓๘ หรือสิ่งใดก็ตาม จะสามารถน้อมนำได้ทั้งหมด เพราะอะไร เพราะถ้าจะบรรยายคุณธรรมของคุณยายมาให้ทั้งหมดแล้ว คงบรรยายได้ยากนะ ถ้าอยากจะรู้ก็ต้องมาฟังสวดพระอภิธรรม มาฟังพระอาจารย์ท่านได้บรรยายกันทุก ๆ วัน เปรียบเหมือนกับอะไร เปรียบเหมือนกับโลกของเรานี่แหละ ถ้าบรรยายว่าโลกของเรานี่น่าอยู่อย่างไร โลกของเรานี่นะดีอย่างไร บรรยายเพียงแค่ ๕ นาที ๑๐ นาที คงพูดได้ลำบาก อยากจะรู้ก็ต้องมาอยู่ในโลกนี้ แต่ละยุคแต่ละสมัย คงต้องใช้เวลาเป็นกัป ๆ ทีเดียว กว่าจะรู้ว่าโลกนี้เป็นยังไง
คุณธรรมของคุณยายก็เช่นเดียวกัน คุณยายนั้นมีคุณธรรมมากมาย ท่านไม่อวดอ้าง ไม่อวดตน ท่านยังคิดว่าท่านยังขาดตลอด ขาดอะไร ขาดในการทำบุญ ทำความดี คิดดูเถอะว่าเวลาท่านรดน้ำพรวนดิน เราจะเห็นได้จากรูป แล้วก็ได้ฟังจากพระอาจารย์หลาย ๆ รูปที่ท่านได้มาบรรยาย หรือแม้แต่เนื้อความที่ได้พูดถึงของคุณยายก็ตาม ท่านรดน้ำพรวนดิน ท่านก็ระลึกชาติไปว่า เอ๊ะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตนี่ ท่านสั่งสมคุณความดีอะไรไว้ ท่านจะต้องทำตามให้ได้ นี่แหละคือสิ่งที่กัลยาณมิตรควรจะทำ คำพูดของท่านนั้นเป็นคำพูดที่ศักดิ์สิทธิ์ พูดแล้วนี่หายสงสัยทีเดียว
จริง ๆ นะ คำพูดของท่านศักดิ์สิทธิ์นะ พูดแล้วหายสงสัย ก็ขอนำนะ คำที่คุณยายท่านได้พูดเอาไว้ แต่เนื่องจากว่าหลวงพี่เองไม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ ก็ได้อ่านจากหนังสือที่ผู้รู้ผู้ใกล้ชิดของท่านได้รวบรวมเอามา อย่างเช่น หนังสือคำสอนยาย หลายคนได้เคยอ่านแล้ว หลายคนอ่านแล้วอาจจะจำไม่ได้ ถ้ายิ่งฟังบ่อย ๆ ยิ่งจำได้นะ ก็ขอน้อมนำมาสั้น ๆ แล้วกัน
“ยายนี่รักความสะอาด ยายเริ่มต้นจากไม่มีอะไร แต่ยายรักษาความสะอาด รักสะอาดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยายรบจนที่นี่ เมื่อก่อนนี่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมนะ ด้วยความสะอาด ทำให้คนนี่เลื่อมใสศรัทธา ทำให้ที่นี่เป็นหลักชัย เป็นที่ปฏิบัติธรรม ฉะนั้นอย่าทิ้งเรื่องความสะอาด ที่ยายพยายามรบกันมา” เห็นไหมล่ะว่า พอได้อ่านในสิ่งเหล่านี้ เราจะรู้ทีเดียวว่ายายพูดเรื่องอะไร แค่ความสะอาดเท่านั้นแหละนะ ทำให้วัดพระธรรมกายนี่เป็นที่ประทับใจของทุก ๆ คน แม้แต่พวกเราเองก็ตาม ตั้งแต่เรื่องสถานที่ ห้องน้ำ แล้วก็เมื่อวันมาฆบูชาขนาดคนต่างประเทศก็มา หรือคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศต่าง ๆ ก็มา ยังแปลกใจเลยว่าวัดใหญ่อย่างนี้สะอาดได้ยังไงนะ
อีกเรื่องก็คือเรื่องระเบียบวินัย เมื่อสมัยยายเริ่มเรื่องธรรมะใหม่ ๆ นี่ ยายต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย มีคนมุ่งร้ายอิจฉาริษยาบ้าง กลั่นแกล้งยายบ้าง แต่ยายก็ไม่เป็นอะไร เขาจึงจับผิดยายไม่ได้ เพราะยายไม่เคยผิดกฎ ผิดระเบียบ ผิดวินัยเลย นี่คือสิ่งที่พัฒนาตัวอย่างดีเยี่ยม แม้แต่ธรรมะภายในเองก็ตาม
คุณยายผู้เลิศล้ำ เป็นคนจริง บุคลิกสงบนิ่ง น่าเกรงขาม
สงบงามสมยอดขุนพลหญิง รักสร้างบุญบารมีไม่ประวิง
รักธรรมะเหนือทุกสิ่งในชีวี รักสะอาด รักระเบียบวินัยพร้อม
ท่านอ่อนน้อม ซื่อตรง มั่นในศีล ทั้งสันโดษ มักน้อย เป็นอาจิณ
จิตสะอาด ปราศจากมลทินเป็นสุชน ท่านสอนพระ สอนคน เพื่อสืบสาน
ปณิธาน งานพุทธศาสน์ น้อมนำผล เป็นที่พึ่งแก่ลูกหลานทั่วสากล
อยู่เบื้องหลัง กาลสกนธ์ วัดพระธรรมกาย
เราจะเห็นจากการที่ท่านได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตร ไม่ใช่เฉพาะในการที่ท่านสอนเรื่องของการประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้น ท่านยังทำหน้าที่ในการระดมทุน หรือชักชวนผู้คนให้มาร่วมกันสร้างบุญอย่างมากมายทีเดียว หลวงพี่เองได้เข้าวัดเมื่อปี ๒๕๓๑ หลายท่านก็คงได้เคยเข้าวัดในช่วงนั้น หลายคนอาจจะมาทีหลัง อาจจะมองภาพไม่ออก แต่ในตอนนั้น ทางวัดพระธรรมกายเดือดร้อนเรื่องปัจจัยอย่างมากทีเดียว เนื่องจากได้ขยายเนื้อที่ ๒,๐๐๐ ไร่ออกมา คุณยายท่านเป็นผู้ที่ปลดหนี้ในสิ่งเหล่านี้ ท่านขยันในการหาบุญ ท่านตั้งใจ บอกบุญทุกวันเลย ไม่ใช่ทุกวัน เกือบทุกเวลาก็ว่าได้ หลวงพี่เองเพิ่งบวชในช่วงนั้น เจอคุณยาย เช้า สาย บ่าย ค่ำ ท่านจะพูดเสมอ ๆ มาเอาบุญกะยายนะ มาร่วมสร้างกฐินกับคุณยาย
พูดจนกระทั่งพระเณรนะ อดรนทนไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเบื่อคุณยายนะ ต้องช่วยคุณยายให้ได้ จากไม่เคยบอกบุญเลย ต้องทำหน้าที่บอกบุญ จากเคยทำบุญแค่ ๕ บาท ๑๐ บาท เหมือนกับกัลยาณมิตรของพวกเรานี่แหละ จนสามารถทำบุญได้เป็นร้อยเป็นพัน หลวงพี่ไม่เคยทำบุญมากเป็นหมื่น มีงานยายนี่แหละเริ่มต้นเป็นหมื่น แล้วก็จนกระทั่งถึงเป็นล้านนะ หลาย ๆ คนก็อยากจะทำ แต่ถ้าเกิดบรรยายในที่นี้ เวลามันจำกัดนะ
คุณยายท่านเดินทางไปหมด เหนือใต้ออกตก ไปหมดเลย ฟังจากคนอื่นไม่เท่าไหร่ ไปเห็นรูปมาแล้วนะ ทางเหนือ ทางใต้ เห็นรูปคุณยายตอนนั้น โอ้ ท่านยังแข็งแรงทีเดียว นี่ถ้าเกิดพวกเราได้เจอคุณยายตอนท่านยังแข็งแรงล่ะก็ ที่ลานธรรมนี้คงได้เจอกันทุก ๆ วันเลยนะ
แล้วก็คำ ๆ หนึ่งที่คุณยายท่านได้สั่งเอาไว้ ท่านบอกว่าลูกพระลูกเณรของยาย อย่าสึกกันนะ คำ ๆ นี้นี่เป็นเหมือนกับคำอมตะวาจาเช่นเดียวกัน ฟังแล้วนี่นะท่านบอกนัยยะอีกหลาย ๆ อย่างว่าถ้าอยากจะได้อะไรดี ๆ ละก็ ให้บวชกันต่อ ๆ ไป เหมือนกับพวกเราเหมือนกันนะ อยากจะได้อะไรดี ๆ ให้เข้าวัดปฏิบัติธรรม ถ้ายังไม่เข้าถึงพระธรรมกายล่ะก็ อย่าเพิ่งออกจากวัดไปนะ ก็ขอพูดถึงคุณธรรมยายเพียงเท่านี้ แต่ว่าไม่ใช่หมายความว่าจะลาแค่นี้นะ
ขอพูดถึงตัวเองบ้าง การทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้นนะ มันต้องเริ่มจากการตัดสินใจก่อน เหมือนยังไง เหมือนที่พระอาจารย์ทั้งหลายจะมาบรรยาย ถ้าเอามิเตอร์วัดนะ รับรองว่าใจเต้นกันหมดเลย พวกเราคงเจอพระอาจารย์ ที่พูดไปใจตื่นเต้นกันไปตลอดเวลาเลย เต้นจนกระทั่งบางครั้งคำพูดไม่กล้าออกมา การทำหน้าที่กัลยาณมิตร จริง ๆ มีเรื่องน่าจดจำหลายเรื่อง
เจอหลวงพี่รูปหนึ่ง ท่านทำหน้าที่กัลยาณมิตร ท่านบอกว่าถ้าขึ้นรถแท็กซี่คันไหนนี่ จะขอทำหน้าที่นี่ชวนเขาบวชให้ได้ เออ พวกเรามีบ้างไหม หลวงพี่ก็ได้ทดลองดูเหมือนกัน คิดไว้นะ แหม! เขาทำได้ ๒ แขน ๒ ขา ก็เหมือนกัน ความรู้ความสามารถอาจจะไม่ถึง แต่ก็ฝึกกันได้นี่ต้องทดลองดูน นึกขึ้นมาปุ๊บใจมันเต็มร้อยนะ แต่พอขึ้นรถแท็กซี่ปุ๊บเหลือ ๕๐ พอจะพูด มันเหลือ ๒๐ พูดไปพูดมา ก็เลยถามเขาว่าเออ เป็นยังไงบ้าง อะไรต่าง ๆ นี่นะ ถามสารทุกข์สุกดิบ ผ่านไปแล้วคันหนึ่ง ยังทำได้ไม่เต็มที่
พอมาอีกคันหนึ่ง ดูลาดเลาก่อน โอ้ มีพระแขวนเต็มรถไปหมดเลย เอาล่ะ ได้โอกาสแล้วนะ แหมถ้าเกิดเป็นรูปสัญลักษณ์อื่น เช่นเป็นรูปไม้กางเขนหรือกากบาทก็พูดถึงเรื่องอื่นเลย ชวนเขาทำความดีไป บุคคลภายนอกนี่ เขาอยากได้อะไรบ้าง อยากจะรวย อยากจะเป็นคนมีชื่อเสียง อยากจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ตายไปแล้วอยากไปสวรรค์ นี่ความปรารถนาที่คนทั่วไปอยากจะได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่ามันได้โดยยากนะ จะทำยังไงให้เขาพอได้บ้าง
ก็เลยนึก คุยกะเขาก่อน คุยเรื่องทั่วไปก่อน จนกระทั่งนึกถึงคำหนึ่งบอกเขาว่า อยากจะรวยไหม โอ้โฮ จากเดิมพูดกับเขาตั้งหลายทีไม่สนใจ ตอนนี้หันหน้ามาเลย กลัวคนขับรถแท็กซี่ขับไปชนรถข้างหน้า เขาบอกว่าอยากครับ เรียกเราผิด ๆ ถูก ๆ เรียกหลวงพ่อบ้าง หลวงปู่บ้าง บอกเขาว่าเรียกหลวงพี่ก็พอแล้ว อายุแค่นี้เอง ก็บอกเขาอยากรวยไหมล่ะ เขาบอกว่าอยากครับ ถ้าอยากรวย มีคาถาให้ ๕ ข้อ หลวงพ่อท่านเคยบอกว่า ห้ามเสกมนต์ เสกคาถาให้คนอื่นเขา ถ้าจะให้คาถานี้ผิดศีลหรือเปล่าไม่รู้นะ บอกว่าคาถานี้เป็นคาถาที่ทำให้รวย คาถาที่พวกเรารู้อยู่แล้วละ ก็พูดคาถากันก่อนจะสวดอภิธรรมนั่นเอง แต่ว่าถ้าพูดไปศีลข้อ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕ รับรองไม่ฟังแน่ อยากได้ละก็ ต้องทำนะ ถ้าทำโอกาสรวยนี่ ๒-๓ ปีนี้เกิดขึ้นแน่นะ มันต้องเริ่มจากข้อ ๑ ก่อน ถ้าได้ทำ ๒๐ % แรกมีโอกาสรวย
เขาก็ฟังเลยนะ คาถาอะไร ข้อแรกนี่นะ ห้ามไปทำร้ายคนอื่นเขา ลูกเมียก็ห้ามทำร้ายนะ ถ้ามีอะไรไม่ดีต้องพูดกันดี ๆ รวมทั้งบี้มดตบยุงด้วยนะ เขาก็ยอมรับนะ เอ้า ข้อแรกผ่านไป
ข้อที่ ๒ ล่ะ ข้อ ๒ ห้ามอะไรนะ จำได้ไหม ห้ามไปลัก ห้ามไปหยิบของคนอื่นเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือห้ามเบี้ยวเงินทอนค่าโดยสารของคนขึ้นรถนั่นเอง หยิบของเขาไม่ได้อนุญาตไม่ได้ หรือเขาให้ตังก์มาแล้วเกินไม่ยอมถอน ก็ไม่ได้เหมือนกันนะ เออ ผ่านไป๒ ข้อ แล้ว
ข้อที่ ๓ ล่ะ ค่อย ๆ บอกเขาไปทีละข้อนะ ข้อที่ ๓ ก็ห้ามไปผิดลูกเมียชาวบ้านนะ ให้มีเพียง ๑ พอ ตั้งใจให้ดี
ข้อที่ ๔ นะ ห้ามพูดเรื่องไม่จริง พูดโกหกก็ไม่เอา
ทีนี้ ข้อที่ ๕ นี่สำคัญทีเดียว เพราะว่ามันเป็นชีวิตจิตใจของเขาเลย จะพูดยังไงให้เขาเลิกได้ ก็เลยบอกเขาว่าข้อนี้สำคัญมากเลย เป็นการทำลายอาชีพของเราเลยนะ ถ้าเราไม่เลิกทั้งเหล้าบุหรี่นั่นแหละ ถ้าเลิกได้ล่ะก็ รับรองมีเงินเก็บ ๒-๓ ปีนี่ ลูกเมียที่บ้านไม่อดแน่ แล้วก็จะรวยได้ง่าย ๆ รู้ไหมว่าคนถึงขึ้นรถแท็กซี่ เพราะเขาหนีอากาศไม่ดีนะซิ เขาเลยอยากจะขึ้น ไม่งั้นเขาขึ้นตุ๊ก ๆ กันไปหมดแล้ว แล้วเขาก็ได้ควันของท้ายรถเมล์กันเต็มที่ เขาเลยหนีมาขึ้นรถแท็กซี่ แต่ถ้าเกิดเราทำอากาศไม่ดีบนแท็กซี่ เป็นการทำลายอาชีพของเราเลยนะ โอ้โฮ นะ เขาก็ยอมรับ
จากนั้นก็เริ่มง่ายแล้ว ก็ถามเขานะว่า ถ้ายังไม่แต่งงาน ก็ชวนมาบวช ถ้าเกิดว่าแต่งงานแล้ว มีภรรยา มีลูกหรือยัง ก็พูดเรื่องธรรมะที่ให้เขานำไปปฏิบัติ ทำยังไงให้สามารถรักษาทรัพย์สินเงินทองของเขาได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ของหายให้หา ของเสียให้ซ่อม รู้จักใช้ของ รู้จักของจำเป็นและต้องการ ของจำเป็นก็คือของที่ขาดแล้วนี่ ถึงกับเสียหรือทำลายชีวิต ส่วนของต้องการคือขาดแล้วไม่เป็นไรนะ รอได้ แล้วก็อย่าเอาอารมณ์พาล หรือคนไม่ดีเป็นผู้นำนะ ก็สอนเขาไป
แล้วก็พูดถึงอานิสงส์ของการบวช บวชพระนี่มันได้บุญเยอะนะ อย่างน้อย ๆ นี่ทดแทนคุณพ่อแม่ ทำให้คุณพ่อคุณแม่นี่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ถึง ๓๒ กัปทีเดียวนะ ตัวเราเองได้เกิดเป็นมนุษย์ถึง ๖๔ กัป ก็บรรยายในเรื่องการเกิดเป็นมนุษย์เป็นกัป ๆ ไป มันยาวนานมาก ๆ เลยนะ หลุมลูกบาศก์กว้าง ๑๖ กิโล ยาว ๑๖ กิโล ลึก ๑๖ กิโล ทุก ๆ ร้อยปีมีเทวดาหรือนางฟ้าเอาเม็ดพันธุ์ผักกาดหย่อนเม็ดหนึ่ง เต็มหลุมเมื่อไหร่นั่นแหละ ระยะเวลา ๑ กัป เราได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้สร้างความดีระยะเวลานั้นทีเดียวนะ
ก็ชักชวนเขา จนกระทั่ง มีหลายคน อยากจะมาบวช หลายคนอยากจะให้ลูกดี เราก็ชวนมาอบรมธรรมทายาททั้งชายทั้งหญิงบ้าง ถ้าเล็กหน่อยก็ยุวะ โตขึ้นมาหน่อยก็มัชฌิม ถ้าเกิดเรียนในมหาวิทยาลัยก็อุดมนะ ชวนเขามาเลย ถ้าเป็นผู้ชายบวชเป็นพระเลย กลับไปนี่บอกเขาเลยนะ ดีแน่ ดีแน่ ๆ เลย เราจะแปลกใจ
เท่านี้ไม่เท่าไหร่ ไปเจอแท็กซี่อีกคันหนึ่ง โอ้ ฟังแล้วจะหนาวเลย หนาวยังไงนะ เขาสารภาพมาเลยนะว่า หลวงพี่ครับ หลวงพี่พูดมาทั้งหมดนี่ดีมากเลย แต่ผมต้องขอกราบหลวงพี่ด้วยนะครับว่ารถแท็กซี่คันนี้มันไม่ใช่ของผม เผอิญผมได้ไปกินข้าวกับเพื่อนที่ขับรถแท็กซี่นี้ เขากินเหล้าเมา ผมเลยเอารถแท็กซี่เขามาขับ ผมมีอาชีพเป็นมือปืนรับจ้างฆ่าคน โอ้โฮ อุบาสก อุบาสิกาที่นั่งมาข้างหลัง เผอิญตอนนั้นกลับจากสำนักงานกัลยาณมิตร (สมก.) ข้างมหาวิทยาลัยเกษตร ช่วงตอนดึก ๆ นะ อุบาสก อุบาสิกากำลังง่วงนั่งหลับกันไป พอฟังเท่านั้นน่ะ ตาลุกเลยนะ ตื่นเลย ปรากฏมันมาถึงตรงบางขัน ในช่วงนั้นถนนวิภาวดีก็ยังไม่ดี ไฟฟ้าก็ยังมืดอยู่ จะถึงวัดหรือเปล่าไม่รู้
พอมาถึงวัดนี่ เขาจะไม่เก็บตังก์ เลยบอกคนขับเขาว่าเอาไปเถอะนะ เดี๋ยวเพื่อนที่ยืมรถมาเขาจะว่าเอานะ แล้วเขาก็รับปากนะว่าผมจะเลิกอาชีพนี้ มีโอกาสจะได้บวช แหม เยี่ยมเลย อยากให้พวกเราได้มีโอกาสเจอรสชาติอย่างนี้จริง ๆ นะ จะเป็นการดีทีเดียว นี้คือการทำหน้าที่กัลยาณมิตรที่ยังจำได้ ส่วนการเจออานุภาพบุญ หลวงพี่เองก็เหมือนกัลยาณมิตรหลาย ๆ ท่านนี่นะ บอกว่าหลาย ๆ คนไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ บวชมาแรก ๆ ก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่เจอบ่อย ๆ เข้า เชื่อเลยนะ เมื่อประมาณ ๖ ปีที่แล้ว ได้ไปช่วยอบรมค่ายคุณธรรมในวันพ่อให้กับชมรมพุทธ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว นึกถึงเรื่องที่พระเดชพระคุณพระพรหมโมลี พระพรหมโมลีที่ท่านได้มรณภาพไป จากการที่ได้ฉันอาหารแล้วลมมันขึ้น นึกถึงภาพนั้น มานึกถึงตัวเองเลย มันคล้าย ๆ กัน กำลังฉันอาหารเช้า ปกติร่างกายก็สมบูรณ์ไม่เคยเป็นโรคภัยอะไรเลย กำลังฉันอาหารเช้ากับหลวงพี่อีกรูปหนึ่ง ฉันเสร็จก็ปกตินะ เสร็จแล้วก็ให้พรญาติโยมที่เขามาถวายภัตตาหาร
ผ่านไปแค่ ๑๕ นาที เข้าห้องน้ำ ไม่รู้มีอะไรนะ มันหมุนในท้อง อ้วกออกมาหมดเลย แล้วก็มีลมดันขึ้น กำลังนึก เอ๊ะ สงสัยเนื่องจากว่าชอบฉันพวกเป็ปซี่ โค้ก สงสัยมันคงทำให้เกิดลมดันมามั๊งนี่ ลมมันตี เอาพวกน้ำขิงหรือยาที่ระบายลมฉันเข้าไป ไม่หาย โอ้โฮ พออ้วกเสร็จก็กลับไปนอนซม นอนธรรมดาก็ไม่ได้ ก็ต้องนอนคด ๆ แล้วก็มันเหมือนไส้บิดเลยนะ ใครที่เคยเจ็บท้องหนัก ๆ มันไส้มันบิด โอ้โฮ นอนคด ๆ อย่างนั้น แล้วก็ ๓ ชั่วโมง แปลบที มันเจ็บมาก ๆ เลย ผ่านไปไม่นาน ก็พักไปอย่างนั้น
พอถึงเวลาฉันเพล ไม่กล้าไปฉันเลย ฉันอาหารได้เท่ากับอาหารแมวกิน เหมือนเราให้แมวกินเยอะ ๆ แต่แมวกินได้นิดเดียว พอ ๆ อย่างนั้นเลยนะ ฉันไปได้นิดเดียว บอกไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวมันจะออกมาหมด นึกถึงสภาพตอนนั้นแล้ว มันน่ากลัวจริง ๆ จากนั้น ๓ ชั่วโมงมันแปลบ ๆ ในท้อง แล้วก็เป็น ๒ ชั่วโมงแปลบที ชั่วโมงหนึ่งแปลบที ๔๕ นาทีแปลบที ครึ่งชั่วโมงแปลบที มันแปลบนี่ก็เจ็บเลยนะ ๕ นาที เอ่อ ๑๐ นาทีแปลบที ๕ นาทีแปลบที นึกได้ เอ๊ะมันไม่ใช่แปลบธรรมดาแล้วนะ ปล่อยทิ้งไว้สงสัย ๒-๓ นาที หรือไม่ก็ติดลบ ถ้าติดลบก็คงไม่ได้อยู่ตรงนี้แหละ ไปหาหมอ หมอก็บอกก็ไม่เป็นไร กินยาอะไรแล้วก็ไม่หาย
นึกอย่างเดียวเลย โอ้โฮ พวกเราอธิษฐานบุญ งั้นเรียกบ้างดีกว่า นึกถึงบุญที่ได้บวชเป็นพระ นึกถึงบุญที่ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตร นึกถึงบุญที่ได้ไปบอกบุญสร้างองค์พระธรรมกายนะ ได้เป็นประธานรอง นึกถึงบุญของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโว คุณยายอาจารย์มาช่วย นึกทุกอย่างเลยนะ บอกนึกปุ๊บหายทันทีไหม มันไม่ใช่ฮิตาชิ เปิดปุ๊บ ติดปั๊บนะ นึกปุ๊ป มันก็บรรเทาไปหน่อย เป็นกำลังใจ แต่ก็อยู่ไปสักพักหนึ่งนะ มันค่อย ๆ ดีขึ้นดีขึ้น ได้มีโอกาสได้พักถึง ๒ ชั่วโมง
แต่มันแปลกอย่างหนึ่ง ผ่านไปสัก ๓-๔ ชั่วโมง อยู่ ๆ เหมือนใครถอดเสื้อเกราะออกมาเลย เคยเจอไหม ความเจ็บปวดมันหายไปเลยนะ เหมือนถอดเสื้อเกราะหนักออกไปเลย ยังนึกถึงความเจ็บนั้นไม่ออกเลย จากเคยนอนบิด ๆ เอ๊ะ มันไม่เป็นไรนี่นะ มันไม่เป็นไรเลย มันแปลกตรงนี้
อีกครั้งหนึ่งก่อนที่นึกถึงบรรยากาศที่ได้เจ็บเกือบจะตายก็เมื่อปีที่แล้วนะ ตอนที่พวกเราได้ร่วมกันระดม ชักชวนคนกันมาหลอมเทียนใจ ตอนนั้นก็เนื่องจากว่าจำวัดค่อนข้างจะดึกนิดหนึ่งนะ ติดต่อกันหลายคืน ปรากฏมันเจ็บทั้งตัว เหมือนมีเข็มมาแทง นึกอะไรไม่ออก ก็ต้องนึกแบบนั้นแหละ เหมือนกันเลย ถอดเสื้อเกราะออกเหมือนกัน เลยนึกถึงเรื่องที่พวกเราได้พูดในอานุภาพบุญนะในรายการสู้ต่อไป อยากให้พวกเรา นึกถึงบุญทั้งหลายที่ได้ทำ พอถึงระยะเวลาจริง ๆ ล่ะก็ สุดท้ายของชีวิตนึกอะไรไม่ออก นี่แหละนะ ธรรมโอสถที่จะเอาบุญนี่มาช่วยทีเดียว
เรื่องสุดท้ายนะ เนื่องจากเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่หลวงพ่อท่านชักชวนพวกเราได้มาร่วมกันปฏิบัติธรรมในทุก ๆ วันอาทิตย์ แล้วก็ได้มีโอกาสมาฟังธรรมงานสวดพระอภิธรรมของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ อยากให้มาเต็มกันทั้งหมดเลย เพราะอะไร หลวงพี่เองได้สนทนากับพระวัดอื่นที่มาร่วมงานที่วัด
ท่านมาเห็นภาพที่พวกเราได้มานั่งสมาธิ เห็นมากันทั้งครอบครัว เด็ก ๆ ที่มาวิ่งเล่น ท่านบอกว่าใจจริง ท่านอยากจะบวชแค่ ๒-๓ ปีเท่านั้นเอง แต่มาเห็นผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใสเยอะขนาดนี้ ท่านบอกว่าเป็นกำลังใจให้กับท่านทีเดียว ท่านอยากให้วัดของท่านเป็นเหมือนวัดของพวกเรา ท่านบอกว่าท่านมาเอากำลังใจทุกอาทิตย์ นี่ถ้าเกิดพวกเราหายไปจากสภา ท่านไม่ค่อยได้เห็นล่ะก็ บอกกำลังใจของท่านคงลดน้อยถอยลงไป เห็นไหมล่ะว่าพวกเรานี่ไม่ได้ไปแนะนำท่าน แค่มานั่งกันเต็มสภา แต่งชุดขาว นั่งกันเป็นระเบียบ ยังสร้างศรัทธาให้กับท่านเลย
ยังนึกถึงในสมัยพระอโศกนะ ที่ได้เห็นสามเณรนิโครธ ได้บิณฑบาต แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ถึงขนาดยอมรับนับถือพระรัตนตรัย แล้วประกาศจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จนกระทั่งขยายออกมาถึงเมืองไทย นี่นะในสมัยพระเจ้าอโศกทีเดียว
พวกเรา แม้นไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ชักชวนครอบครัวบุตรหลานมาร่วมกันฟังธรรม มาร่วมกันสวดมนต์ นั่งสมาธิ ยังสร้างศรัทธาให้กับท่านเลย ได้ฟังอุบาสกท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีหลวงพี่รูปหนึ่งท่านเดินทางมาจากต่างจังหวัด ท่านตั้งใจจะมาร่วมงานที่วัดของเรา เดินทางมาจากต่างจังหวัดตั้งหลายชั่วโมง ไปลงที่รังสิต ปรากฏว่าจะต้องนั่ง ๒ แถวจากรังสิต มาวัดพระธรรมกาย ท่านได้ฟังแล้วคิดว่า สองแถวนี่นะพูดถึงเรื่องไม่ดีของพระ เนื่องจากในช่วงนั้นมีข่าวพระภิกษุแต่งกายเลียนแบบทหาร พูดไม่ดีมาก ๆ เลย แล้วก็ถามท่านว่า ท่านเป็นบ้างไหม ท่านบอกว่าฟังแล้วไม่สบายใจเลย
ท่านทำไงรู้ไหม ท่านบอกว่าถ้านั่งรถคันนั้นพกความไม่สบายใจมาวัด ท่านยอมเดินดีกว่า จากรังสิตมาวัดพระธรรมกาย พวกเราเคยเดินไหม หลวงพี่เองเคยเดินธุดงค์นะ ในสมัยปี ๒๕๓๒ นี่นะ ไกลทีเดียว จากรังสิตมาบางขันธ์ก็เกือบ ๑๐ กิโล บางขันธ์ก็เกือบ ๕ กิโลนะ รวมเกือบ ๑๔ ถึง ๑๕ กิโล ท่านยอมเดินนะ ท่านบอกว่าเดินด้วยความสบายใจ ดีกว่าฟังสิ่งที่ไม่ดี แล้วก็มาเห็นพวกเราเป็นระบบเป็นระเบียบ ท่านบอกว่าเอากำลังใจที่วัด
ดังนั้น พวกเราคือกำลังใจของพระพุทธศาสนา กำลังใจของพระเถระตั้งหลายรูปที่ท่านได้มา ดังนั้นต้องรักษากำลังใจของท่านให้ดี แล้วถ้าจะดีล่ะก็ ต้องไปชวนมากันเป็นกำลังใจไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรมากันเยอะ ๆ ในช่วงนี้บุญใหญ่ ๆ ที่พวกเราจะได้ทำกัน ก็คือไปชวนบุตรหลานคนที่ใกล้ชิดมาอบรมธรรมทายาท ทั้งผู้ชาย ทั้งผู้หญิง ถ้าเกิดเด็ก ๆ หน่อยก็อบรมยุวะ อบรม มัชฌิมธรรมทายาท มาบวชเป็นสามเณร แล้วก็บวชเป็นพระภิกษุกัน
แล้ว ๒๒ เมษา อยากจะให้ท่านได้มีความรู้ดี อยากเป็นกำลังใจแก่ท่าน ก็ชวนมาสอบพระแท้กันเยอะ ๆ จะได้เป็นกำลังใจให้กับพระภิกษุด้วย กำลังใจให้กับพวกเราด้วยนะ แล้วที่สำคัญที่สุด ท้ายที่สุดนี้จริง ๆ ก็คือสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ให้ไว้กับพวกเรา ยังจำบ้านกัลยาณมิตรได้อยู่ไหมนะ หลายคนปรากฏว่าป้ายซีดไปแล้วนะ อย่าเพิ่งดึงออกนะ ไปทำหน้าที่กันให้สมบูรณ์แบบ มีโอกาสสวดมนต์ก็สวดกันได้ทุก ๆ วันนะ แล้วก็ชักชวนให้ครอบครัวได้มีโอกาสได้ทำ
ถ้าอยู่ต่างจังหวัดนะ ไม่สามารถมาฟังสวดได้ หรือมีโอกาสได้ฟังสวด ก็นั่งธรรมะต่อกัน จำคลื่นวิทยุได้ไหม ถ้าในกรุงเทพฯ นะ ใกล้เคียงกันก็ช่วงทุ่มครึ่งถึง ๒ ทุ่ม ก็คลื่น A.M. ๑๑๗๙ ถ้า ๒ ทุ่มถึง ๒ ทุ่มครึ่ง ก็ A.M. ๑๑๐๗ นี่เราจะได้นั่งสมาธิ ได้ฟังธรรม ได้น้อมใจของเราเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในช่วงเวลานี้ เหมือนช่วงเวลาที่พวกเราได้มาฟังธรรมนี่แหละ แล้วรู้ไหมล่ะว่าสิ่งที่พวกเราได้มา เขาถ่ายทอดไปทั่วโลกเลย พวกเราเป็นหนึ่งในภาพเหล่านั้น ภาพแห่งความประทับใจ ภาพแห่งประวัติศาสตร์นะ ใน internet ภาพของพวกเราที่ปรากฏในการที่ไปร่วมกันถ่ายรูปที่เจดีย์ ที่สภาธรรมกาย พวกเราคือประวัติศาสตร์ที่ช่วยกัน สถาปนาพระพุทธศาสนาให้ดี เป็นภาพของชาวพุทธได้ช่วย promote ประเทศไทย นี่คือภาพที่ดี
แล้วการถ่ายทอดเสียงนี่นะ หลาย ๆ ประเทศได้มีโอกาสฟังพร้อมกับเราที่นี่ ฟังสวดพระอภิธรรมพร้อมกับพวกเราที่นี่ด้วย เห็นไหมล่ะว่าพวกเราตอนนี้ถือเป็นดาราระดับโลกแล้วนะ ยังไงล่ะก็ไปชวนกันมาทุก ๆ วันนะ จะได้มาเป็นดาราระดับ Inter กันนะ
สำหรับวันนี้นะ ก็ขอให้พวกเรานี่ ได้ระลึกนึกถึงกัลยาณมิตรที่มีคุณค่าของพวกเรา ก็คือมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ที่ท่านได้เป็นต้นแบบ เป็นต้นบุญ ที่ทำให้เกิดวัดพระธรรมกาย ได้ทำให้เกิดนะพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองรูป ได้สอนธรรมะให้กับพวกเรา ได้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม ได้รู้หนทางว่าจะทำยังไงให้รวย จะทำยังไงให้เป็นผู้ที่น่ายกย่องสรรเสริญ จะทำอย่างไรให้เป็นผู้ที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แล้วจะทำยังไงให้ไปสู่สวรรค์ได้ ก็ขอเชิญพวกเรา ได้ทำตามอย่างยาย ก็คือหลับตาสงบนิ่งนะ ประพฤติปฏิบัติธรรมกันสักครู่หนึ่ง
ให้พวกเราได้ระลึกนึกถึงภาพของคุณยายที่ท่านได้ประพฤติปฏิบัติธรรม เราก็น้อมตัวของเรานั้นไปอยู่ในศูนย์กลางของท่าน ให้ท่านได้กลั่นใจของเราให้ใส ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ดวงธรรมของเรานั้นบริสุทธิ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้าเข้าถึงธรรมภายในได้ ก็ให้เข้าถึงธรรมภายใน ให้เห็นองค์พระธรรมกายภายในให้สว่างไสว เราก็นึกตามไปเลยนะ แล้วเราก็นึกถึงบุญที่พวกเราได้มีโอกาสมาสวดมนต์ ได้มีโอกาสได้มาฟังพระสวดพระอภิธรรม ได้มีโอกาสได้มาฟังธรรม ปฏิบัติธรรม นึกถึงบุญนี้ไปให้กับบุคคลอันเป็นที่รักของเรา ทั้งที่มีชีวิตอยู่และละโลกไปแล้ว นึกไปแล้วก็อธิษฐานไปเลยนะ
*********************************** จบ ***********************************