ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

มหาเมตตานำมาซึ่งความเจริญ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสัมมาปุญโญ : .ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่ง เป็นดวงตาแก่โลกทุกๆ พระองค์ กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ญาติโยมผู้นำบุญกัลยาณมิตรผู้เป็นลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ) วันนี้ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่อาตมาได้มาแสดงธรรมสนองคุณคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย และทำให้อาตมาได้มีโอกาสมาแสดงธรรมต่อทุกท่าน ณ โอกาสนี้ วันนี้จะได้น้อมนำธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเชื่อมโยงมาถึงคุณยายอาจารย์ของเรา ในบทที่ทุกท่านได้ยินได้ฟังค่อนข้างบ่อย คือบทเมื่อนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพุทธมนต์ที่บ้าน ปรารภเหตุวันเกิด ขึ้นบ้านใหม่ หรืองานกุศลใดๆ ก็ตาม ถ้าสวดมนต์ ๗ ตำนานแล้วต้องมีบทนี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือบทที่เนื่องด้วยกรณียเมตตสูตร และก็ยิ่งเวลาพระภิกษุสงฆ์ที่ท่านจะทำพุทธมนต์ ไม่ได้สวดบทเต็มนั้น ปกติกรณียเมตตาสูตรนั้นถ้าสวดเต็มจะขึ้นต้นด้วย กรณียะ แต่ถ้าท่านสวดแบบสั้นลงมา ก็เริ่มด้วยบท เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ และอาตมาก็ถือโอกาสในวาระนี้จะนำธรรมะบทนี้มา ดังต่อไปนี้บทบาลีว่า เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ มาสมฺภวเย อปริมาณํ อุทฺธํ อโธ จ ติริยญฺจ อสมฺพาธํ อเวรํ อสปตฺตํ ติฏฺฐญฺจรํ นิสินฺโน วา สยาโน วา ยาวตสฺส วิคตมิทฺโธ เตํ สตึ อธิฏฺเฐยฺย พฺรหฺมเมตํ วิหารํ อิธมาหุ ทิฏฺฐิญฺจ อนุปคมฺม สีลวา ทสฺสเนน สมฺปนฺโน กาเมสุ วิเนยฺย เคธํ น หิ ชาตุ คพฺภเสยฺยํ ปุนเรตีติ ถ้าแปลโดยความเป็นไทย มีดังต่อไปนี้ ที่มีบทเบื้องต้นว่า เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ ก็คือบุคคลเจริญเมตตาที่มีในใจไว้ไม่มีประมาณในเบื้องต้น หรือในเบื้องต่ำ หรือในเบื้องขวาง เป็นคำอันไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัครู ผู้มีเมตตาสูงอยู่ก็ดี เดินไปก็ดี นั่งแล้วก็ดี นอนแล้วก็ดี เป็นผู้ปราศจากความง่วงนอนฉันใด ผู้มีเมตตาพึงตั้งจิตตั้งสติไว้ฉันนั้น เพราะสติที่ไม่ง่วงนอน นั่นมันแจ่มใสดี พึงตั้งสติอันนั้นไว้ พึงรักษาสติอันนั้นไว้ไม่ให้คลาดเคลื่อน ผู้สงบระงับ ผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ คือพระโสดาปัตติมรรค พึงนำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออก เป็นผู้ไม่ถึงความนอนในภพต่อไปโดยแท้ทีเดียว โดยปกติกรณีเมตตาสูตร ความเป็นมา คือสมัยหนึ่งมีพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ตั้งใจจะบำเพ็ญสมณะธรรม ให้บรรลุธรรม ก็กราบทูลลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปบำเพ็ญสมณะกิจที่ป่าแห่งหนึ่ง และความตั้งใจอันดีของท่านนั้นไม่ประสบความสำเร็จในพรรษานั้น เพราะว่าท่านไปบำเพ็ญภาวนาแล้ว ปกติพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ที่มีศีลสูง ๒๒๗ ข้อเป็นอย่างน้อย เทวดาโดยเฉพาะอย่างยิ่งรุกขเทวาทั้งหลายที่อยู่ในป่านั้นเดือดร้อนเป็นอันมาก ตอนแรก แรกๆ นั้นเกิดศรัทธาเลื่อมใสในปฏิปทาของภิกษุสงฆ์ คาดว่าท่านมาอยู่ไม่นาน เพื่อให้แสดงความเคารพก็จากรุกขวิมานมาอาศัยอยู่บนพื้นดินที่ราบ ที่ไม่สูงกว่าภิกษุสงฆ์ แต่พออยู่นานไป กลับไม่ยอมกลับ ก็เลยแสดงให้พระเกิดความสะดุ้งหวาดกลัว ด้วยเสียงบ้าง ด้วยรูปอันไม่งดงามบ้าง แล้วก็อยู่ไม่เป็นสุข ปฏิบัติธรรมก็ไม่ก้าวหน้า ในที่สุดต้องกลับ ต้องลาหนีจากป่านั้นไป ไปกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ก็ไถ่ถามเหตุแล้วได้เล่าเรื่องนั้น ก็เลยทูลขอสิ่งที่จะทำให้บำเพ็ญสมณะกิจได้โดยสะดวก พระพุทธเจ้าเลยประทานพระสูตรนี้คือกรณียเมตตาสูตร คือให้บำเพ็ญพรหมวิหารธรรมโดยเมตตาเป็นหลัก ให้แผ่เมตตาไป ไปสู่ที่ป่านั้นแหละ ที่เดิม แล้วค่อยเจริญสมณะธรรม แล้วจะอยู่เป็นสุข พระภิกษุเหล่านั้นท่านก็กราบทูลลา แล้วไปบำเพ็ญสมณะธรรมต่อ และท่านก็ได้เจริญพุทธมนต์บทนี้ แล้วก็ตั้งจิตด้วย มีจิตใจที่เมตตาไม่มีประมาณแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย แล้วก็ทำให้เทวดาเหล่านั้นเกิดความรักใคร่เอ็นดูเกื้อกูล ก็เลยไม่รู้สึกเดือดร้อนแต่ประการใด กลับช่วยเหลือเกื้อกูลให้พระไม่ลำบากด้วยความเป็นอยู่ทั้งหลาย ไปดลจิตดลใจให้ชาวบ้านชาวเมืองมาใส่บาตรพระด้วยซ้ำ จึงทำให้การบำเพ็ญสมณะธรรมของพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นก้าวหน้าขึ้นลำดับ จนในที่สุดก็เป็นพระอรหันต์ทุกรูปเลย ซึ่งเราก็นำมาใช้เวลาไปขึ้นทำบุญที่บ้าน หรือให้บทนี้แผ่ไปในบ้านหลังนั้น ให้เกิดความสงบร่มเย็น เกิดเมตตาธรรม หรือแม้กระทั่งพวกเราเองเวลาทำภาวนา หลวงพ่อท่านก็สอนเราบ่อย บอกว่าก่อนจะเลิกภาวนาทุกครั้ง เมื่อจิตเราผ่องใส บริสุทธิ์ สะอาดดี เรามีบุญกุศลมากมาย เราก็แบ่งบุญแผ่เมตตาอธิษฐานจิตไปถึงครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณแก่เรา ทั้งที่ละโลก อยู่ในโลกนี้ แล้วก็แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย แล้วจะทำให้การภาวนาครั้งนั้นของเราได้ผลครบถ้วนยิ่งขึ้น หรือบางทีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยก็แนะนำให้เราแผ่เมตตาก่อน ก่อนที่จะทำภาวนาให้จิตสงบระงับ ร่มเย็น เป็นสุขผ่องใส การปฏิบัติธรรมของเราก็จะจิตนิ่ง ใจหยุดได้เร็วขึ้นกว่าเดิม แต่หลวงพ่อท่านไม่แนะนำให้ทำภาวนาไป แผ่เมตตาไปเรื่อยๆ นึกว่างตอนไหนพยายามแผ่ตอนนั้น อย่างนั้นไม่ใช่ เพียงให้วางแบบอย่างว่า ถ้าอยากจะแผ่เมตตาก่อนก็ทำเลย หรือทำก่อนเลิกนั่ง ซึ่งว่าไปแล้ว เป็นที่รู้กันว่าเมตตาพรหมวิหารธรรมนั้นที่เป็นบทนำของพรหมวิหาร ๔ ยังมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ๔ ประการ เป็นคุณธรรมที่ระดับชั้นพรหมทีเดียว ผู้ที่จะบรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานได้ จะต้องบำเพ็ญพรหมวิหารธรรม ๔ นี้เป็นปกติ แล้วอานิสงส์คือหัวข้อเมตตานั้น มีในตำรับตำราไว้ ว่าไว้ว่ามีอานิสงส์ถึง ๑๑ ๑๒ ประการทีเดียว ซึ่งผู้ที่ทำเป็นปกติ ได้รับอานิสงส์อันนี้ แล้วก็ผลบุญอันนี้แน่นอน คือเป็นต้นว่าหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย หน้าตาผ่องใส เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เวลาปฏิบัติภาวนา จิตจะตั้งมั่นได้โดยง่าย หรือถ้าต้อละจากโลกไป จะไปสู่สุคติเป็นต้น เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเมตตาธรรมนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง หัวข้อนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านได้เทศนาสั่งสอนไว้ว่าเมื่อคนมีเมตตาอยู่ในจิตนั้น ยากนักที่จะไปพูดจาดูถูก ดูหมิ่นดูแคลน แต่เมื่อมีจิตเมตตาแล้ว จะพูดยกย่องสรรเสริญให้กำลังใจ ถ้าไม่ได้มีเมตตาจิตอยู่ในใจกับดูถูก ดูหมิ่น ดูแคลนนั้นทางวาจาอย่างเดียว ท่านว่าในประวัติศาสตร์ชัดเจนว่าที่บางประเทศมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองต่างๆ นานา หรือบ้านแตกสาแหรกขาดนั้น เกิดด้วยอำนาจความดูหมิ่น ดูแคลนด้วยกัน คนชั้นสูงดูถูกคนชั้นต่ำ คนชั้นต่ำก็ดูหมิ่นคนชั้นสูง ดูหมิ่นดูแคลนกันมา ก็จะต้องล้มล้างกันไป แต่เมื่อไหร่มีเมตตาจิต สิ่งเหล่านี้กลับมีผลยิ่งใหญ่ ตรงกันข้าม ท่านว่าให้มีเมตตาจิต เต็มเปี่ยมบริบูรณ์เต็มที่แล้วนี่ จะทำสิ่งใดก็ทำได้สำเร็จได้อย่างง่ายดายทุกสิ่งทุกประการ จะสร้างวัด สร้างประเทศก็สร้างได้ สำเร็จได้ ด้วยอำนาจเมตตาจิตนี้ ซึ่งเมื่อนึกย้อนแล้ว ก็ตรงกับคุณยายอาจารย์ของเรา คุณยายเป็นที่รักเคารพบูชาของเรา เราเรียกคุณยายก็จริง แต่เราก็เคารพนับถือท่านประดุจครูบาอาจารย์ ประดุจบิดามารดาของเราทีเดียว เมื่อคุณยายเป็นอย่างนั้น คุณยายก็อยู่ในฐานะที่ไม่แปลกอะไรกับพระพรหม พระอรหันต์ของพวกเรา ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าบิดามารดาเปรียบประดุจพรหมหรือพระอรหันต์ของลูกๆ พวกเราลูกหลานยายได้รับความเมตตาจากคุณยายในหลายสถานะ หลายๆ เหตุการณ์ อย่างที่ได้ฟังจากพระอาจารย์บ้าง ญาติโยมทั้งหลายมาสรรเสริญคุณครูอาจารย์อย่างคุณยายบ้าง เราก็จะเห็นว่าความเมตตาของคุณยายนั้นไม่มีที่สิ้นสุดทีเดียว จริงๆ คุณยายท่าน ถ้าพูดตามภาวะธรรมแล้ว เรียกว่าสบายมากเลย ตั้งแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่แล้ว แต่ท่านปรารภเหตุเห็นว่ายังมีพวกเราที่จะต้องมาสร้างบารมีต่อเนื่องต่อไปอีก เลยติดตามและคอยสนับสนุนหลวงพ่อทั้งสอง และหมู่คณะที่ต่อๆ มา ทั้งๆที่คุณยายไม่ใช่เป็นคนที่พูดเก่ง ไม่ได้ชอบพูดมาก จริงๆ ระยะแรกๆ นั้นอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกไว้ แรกๆ นั้นคุณยายแทบจะไม่ค่อยอยากพูดกับใคร เพราะเห็นว่ามนุษย์นั้นจิตใจหยาบมาก คุยไป คุยธรรมะไป ใจก็รับไม่ได้ แต่ว่าท่านปรารภเหตุในจิตใจเมตตาสูง เลยทำให้ได้ครูบาอาจารย์ที่ดีต่อพวกเราต่อมา และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อท่านปรารภเหตุอย่างนี้ และท่านยังเห็นว่าบุญกุศลที่ท่านทำมานั้น ยังทำเพิ่มได้เรื่อยๆ แต่ปกติเราดูว่าคุณยายอาจารย์ของเราบุญมากนะ ไปมีเรื่องที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้เล่าให้พวกเราฟังหลายครั้งหลายหน เป็นต้นว่า ท่านบอกว่าปกติท่านไม่ค่อยฝัน แต่ถ้าฝันแล้วก็มักจะตรง แล้วก็มักจะปรึกษาให้คุณยายท่านช่วยทำนายฝันให้ หรือพยากรณ์ อย่างคราวหนึ่ง หลวงพ่อฝันว่าท่านไปยืนอยู่บนตึกสูงมากเลย แล้วก็มองไปข้างล่าง ริบๆ เห็นคนเล็กๆ เท่ากับมด เหมือนเดินไต่ทีเดียวนะ ขนข้าวขนของ เดินไปเดินมา ค่อยๆ ขึ้นมาบนตึก กำลังก่อร่างสร้างตัวอยู่ข้างล่าง แล้วท่านก็นึกว่าตึกของท่านนี่ที่ยืนอยู่สูงมาก มองไปรอบๆ ก็เห็นมีตึกหลังหนึ่งสูงกว่าอีก แล้วท่านก็มองขึ้นไป มองขึ้นไป จนคอตั้งบ่าทีเดียว ถึงจะเห็นยอดตึกอีกข้างๆ ตื่นมาแล้วท่านก็มาคุยด้วยความเบิกบาน คุยให้คุณยายว่าเออ วันนี้พระฝันว่าอย่างนี้ คุณยายช่วยพยากรณ์ดูซิ คุณยายบอกว่าที่ท่านฝันน่ะ นั่นแหละสิ่งที่หลวงพ่อได้สร้างมาแล้ว ถึงเหมือนได้สร้างบารมี เปรียบเทียบก็เหมือนตึกที่สูงขึ้นมา ส่วนที่มองเห็นดำๆ ข้างล่าง เล็กๆ เหมือนกับมด ที่กำลังสร้างกระต๊อบสร้างอะไรอยู่นั่น นั่นน่ะลูกศิษย์กำลังสร้างบารมีกันอยู่นะ แล้วกำลังเริ่มสร้างบารมีกัน แต่ข้างๆ ที่ท่านเห็นว่าตึกลิบนั่น สูงกว่าไปอีก นั่นแหละที่ยายทำมาแล้ว เห็นไหมว่าขนาดเปรียบเทียบว่าคุณยายจะสร้างบารมีมามากขนาดนั้น ท่านยังสั่งสมบุญกุศลอย่างสม่ำเสมอ และท่านไม่ได้ทำคนเดียว ท่านอยากให้พวกเราได้รับบุญกุศลกับท่านไปด้วย โดยอาศัยเมตตาจิตเป็นที่ตั้ง เพราะงั้นท่านถึงเจอใคร ที่ไหน ชวนทำบุญหมด ถ้าท่านเป็นประธานกฐิน อย่างที่เขาเล่าบ่อยๆ เจอพระชวนพระ เจอเณรชวนเณร เจอโยมชวนโยม เจอวันหนึ่ง ๑ ครั้ง ชวน ๑ ครั้ง เจอ ๓ ครั้ง ชวน ๓ ครั้งนะ บางทีบางคนเจอคุณยาย ๑๐ ครั้ง เจอคุณยายชวน ๑๐ ครั้งในวันนั้น ท่านไม่เบื่อไม่เลิก เพราะหวังว่าจะให้ลูกหลานท่านได้บุญกับท่านไป เพราะท่านมองเห็นบุญกุศลว่าสิ่งที่ทำน่ะได้แก่ตัวท่านแล้วก็ลูกหลานของท่านที่ทำร่วมกับท่าน อาศัยเมตตาจิตกลัวเขาจะไม่ได้บุญ กลัวเขาจะตกนรกไปเสีย กลัวเขาจะเสียชาติเกิด ด้วยความเมตตาของท่านเป็นที่ตั้ง หรือประเด็นอื่นที่กรณีหยาบๆ ที่เราเคยเจอกัน แทนที่พระอาจารย์รุ่นไล่ๆ กับอาตมา ที่มาเป็นลูกศิษย์ไล่ๆ กันนี่ บอกบ่อย คุณยายท่านสอนแทบจะทุกเรื่องเลยนะ เข้าห้องน้ำก็สอนนะ ตอนเป็นฆราวาสนี่ บอกว่านี่ เวลาราดน้ำในส้วมนะ ราดเสียงค่อยๆ หน่อยนะ แล้วอย่าให้มันหกออกมา อย่าให้มันเปียก หรือเวลาอาบน้ำอย่าให้มันเสียงดัง ยายสังเกตหลวงพ่อธัมมะสรงน้ำ แทบไม่ได้ยินเสียงเลยนะ แทบไม่ได้ยินเสียงเลย พวกเราก็เหมือนกัน อาบน้ำโครมๆๆ นะ กลัวคนอื่นไม่รู้กำลังอาบน้ำอยู่ อย่างนี้น้ำแทนที่รดน้ำ มันรดพื้นมากกว่ารดตัว อย่างนี้นะ คุณยายสอนหมด หรือตอนที่อาตมายังเป็นนี่ ลูกศิษย์ลูกหา สมัยนั้นเรายังไม่มีพ่อครัวประจำ แม่ครัวประจำอย่างเดี๋ยวนี้ ลูกศิษย์ก็ผลัดกัน คุณยายก็บอกว่าลูกศิษย์วัดทุกคนต้องหุงข้าวเป็นนะ สมัยนั้นก็หุงข้าวไม่ใช่หม้อไฟฟ้า ใช้น้ำ ต้องดงกัน โอ้ สบายเลย รู้สึกครั้งที่แล้วได้บอกเรื่องนี้ไปหรือยัง เออ อย่างที่บอกหลวงพ่อท่านบอกว่าวันนี้บุญดี หลวงพ่อบุญดี ได้ทานข้าวต้ม ๒ มื้อนะ เช้าได้ฉันข้าวต้มมื้อหนึ่งนะ มื้อเพลก็อีกมื้อหนึ่ง หลวงพ่ออารมณ์ดี เพราะว่าเราหุงข้าวเสียเปียกเชียวนะ ดงข้าวไม่เป็น หรือบางทีท่านบอกว่าเออ วันนี้ดีนะ หลวงพ่อได้กินข้าวครบถ้วน ๓ อย่างในมื้อเดียวกัน กับข้าวไม่นับนะ คือได้ทั้งข้าวไหม้ ข้าวสุก และข้าวไม่สุกนะ พูดง่ายๆ สามกษัตริย์ แล้วเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เป็นครั้งเดียวนะ เป็นหลายครั้งหลายรอบ แต่ท่านก็ให้อภัยนะช่วงนั้นเพราะว่าพวกเรากำลังหัดทำอยู่ พวกเราก็ไม่สบายใจเหมือนกันนะ เพราะคนที่ทานข้าวที่เราหุงนี่ ไม่ใช่หลวงพ่อ หลวงพี่ท่านก็ต้องฉัน คุณยายก็ต้องทานแบบนี้นะ แบบนี้เลย กว่าจะฝึกได้เข้าท่านี่ ท่านบอกว่าถ้าหุงข้าวไม่เป็น ไม่ให้บวช ท่านว่างั้น พวกเราฝึกกันใหญ่ ในที่สุดตอนหลังก็เข้าท่าหน่อยนะ ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งที่เขาบอกว่าให้ไปล้างห้องน้ำ จะเป็นพระ ต่อไปต้องมาอยู่กุฏิ ล้างห้องน้ำไม่เป็น ไม่ให้บวช เอ้า ก็สอนล้าง นั่นแหละ เห็นแรกๆ นี่ เห็นครั้งแรกที่คุณยายเอามือล้างคอห่านให้ดูนี่ ที่อาคารดาวดึงส์นะ ตอนนั้นยังเป็น เออ ยังเป็นห้องโถแบบราดอยู่ ท่านบอกเอ้า ล้างห้องน้ำดีแล้ว พอท่านดู อ้าวทำไมล้างแบบนี้ มา มา มา ต้องล้างอย่างนี้ ท่านไม่ได้ล้างให้ดู ท่านจับมือเราล้วงลงไปเลย ต้องล้างอย่างนี้ เท่านั้นแหละนะ โธ่ ตั้งแต่นั้นมาวัดพระธรรมกายเลยโด่งดัง มีพระภิกษุบางรูปมาเล่าให้ฟังว่านี่ เพื่อนพรรษาเดียวกัน ท่านบอกว่าวันไหนท่านรู้สึกจิตใจไม่สงบ นั่งธรรมะไม่ดี ท่านบอกต้องไปล้วงคอห่านเสียก่อน แล้วมานั่งใสแจ๋วเลยนะ นี่ได้จากคุณยาย เพราะงั้นสิ่งที่ทำสอนนี่ไม่ไปไหนนะ ก็ติดตัวเรามา เพราะท่านต้องการให้เป็นสมบัติที่ดีติดตัวเราไป เพราะว่าพวกเรามันหยาบนะ มันต้องอาศัยอย่างนี้แหละเป็นเครื่องขัดเกลา ทำให้เรารู้สึกละเอียดขึ้น งานที่เป็นงานหยาบนี่ทำให้ละเอียดได้ นี่ท่านสงสารเมตตา อย่างบางทีเราทำผิดทำพลาดนี่ คุณยายจะเรียกมาเตือนทีเดียว และยายจะบอกว่ายายไม่ได้ว่าคุณนะ ยายสอนคุณนะ ว่าอย่าทำอย่างนี้อย่างนั้น ทีหลังอย่างนี้อย่าทำอีก ทำแล้วมันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ คุณว่าอย่างนี้ใช่ไหม เออ เราก็เออ ใช่ๆๆ นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากคุณยายค่อนข้าง แล้วท่านก็บอกว่าแล้วต่อไปนะ ถ้ายายไม่มีแรงแล้วนี่ พอคุณอย่าลืมไปบอกพวกน้องๆ เขาต่อไปอีกนะ พวกเรานี่ตอนที่มาวัดใหม่ๆ นี่ ต้องบอกว่าหยาบทีเดียวนะ เดินขึ้นบ้านเรือนปูแผ่นไม้เรือนไทยบ้าง อาคารสำนักงานรวมสมัยนั้น เดี๋ยวนี้คืออาคารดาวดึงส์ โอ๋ เดินกัน เรียกว่าใครถ้าขึ้นบ้าน จะได้ยินหมดทั้งบ้าน ใครนอนหลับต้องตื่นนะ ปิดประตูดังโครม อึม ต้องนั่นแหละ หลวงพ่อหลวงพี่ต้องมาเตือน บอกอ้าว ไม่ได้ ต้องอย่างนี้ เดิน ต้องเดินอย่าให้มีเสียงนะ อย่าให้มีเสียงดัง แต่ไม่ถึงกับย่องนะ ปิดประตูก็บิดลูกบิด ไม่ใช่ไปบ้านแล้วก็ ประตูมันปิดได้เอง ปิดตามหลังมาอย่างนี้ เพราะบางทีนี่ ใหม่ๆ เรามา เราไม่รู้เรื่อง เขากำลังนั่งธรรมะอยู่ก็มี โครม เขาก็สะดุ้งนะ เราก็ได้บาปติดไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเมตตาสั่งสอนในรายละเอียดต้องการให้เราได้รับสิ่งที่ดีๆ ติดตัวไปหรืออย่างในตำรับตำราเขาบอกชัดเจน บอกว่าผู้ที่มีเมตตาสม่ำเสมอนี่ ชัดเจนเลย อานิสงส์ชัดเจนไม่ง่วงนอน เข้าท่าดีเหมือนกันนะ ไม่ง่วงนอน สว่างไสวเป็นนิตย์ นึกว่ายิ่งท่านบอก ยิ่งพระโสดาบัน ยิ่งด้วยกันแล้วนี่ ยิ่ง ท่านยิ่งไม่ง่วงเลย สว่างไสวเบิกบานตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป เพราะงั้นใครที่มีเมตตาจิตเป็นประจำนี่นะ เพราะเจริญเมตตานี่ จิตมันสว่าง จิตมันขยาย จิตมันโปร่ง มันโล่ง มันเบา จิตมันอิ่มเอิบเบิกบานนี่ ไม่มีหลับนะ สังเกตดูก็ได้ เวลานั่งไป ตัวตรงไป ใจสงบ แล้วเริ่มเคลิ้ม พอเมื่อไหร่พระอาจารย์บอกแผ่เมตตา โอ้โฮ สว่าง หายง่วง เห็นไหมฮะ นั่นเบื้องต้นนะ ขนาดนั่งยังไม่ได้เท่าไหร่ ยังรู้สึกว่าหายง่วง ยิ่งแผ่ไปยิ่งหายง่วง บางคนแผ่เมตตาไป ใจสงบไป บรรลุธรรมตอนแผ่เมตตาเลย นี่สำคัญทีเดียว เพราะงั้นสิ่งที่คุณยายท่านได้อบรมสั่งสอน ท่านก็มีวัตถุประสงค์ต้องการให้พวกเราได้สมบัติหยาบ คือสมบัติที่จะได้ทางกาย วาจา ความเป็นอยู่ สถานที่ให้ดี เพราะท่านบอกชัดเจนว่าถ้าหยาบไม่ได้เรื่อง หยาบเป็นขี้ช้างอย่างนี้นะ ปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้ความนะ หยาบและละเอียดมันต้องตรงกัน ข้างนอกมีระเบียบวินัย เก็บข้าวของเป็นที่เป็นทาง สะอาดสะอ้าน ที่ท่านย้ำแล้วย้ำอีก ที่เราฟังบ่อยๆ ถ้าข้างนอกเป็นระเบียบ ข้างในก็เป็นระเบียบ ข้างใน ข้างนอกสะอาด ข้างในสะอาด ข้างนอกซื่อตรง ข้างในซื่อตรง เพราะงั้นสิ่งที่ท่านย้ำบ่อยๆ ด้วย ไม่ใช่ครั้งเดียว และเรื่องเหล่านี้ท่านไม่ได้สอนเฉพาะเรื่องเหล่านี้ แม้กระทั่งเรื่องการงาน ท่านบอกว่าเมื่อสั่งงานใครไปแล้ว ดูยายเป็นตัวอย่างนะ ยายสั่งงานบอกใครไปแล้วนี่ ยายจะไปตามนะ จะไปตามเขาทำหรือยัง ทำถึงไหน ติดขัดอะไร ก็ตามบ่อย ไม่ใช่ตามครั้งเดียว เราก็เอาแบบอย่างนี้มา มาใช้กับน้องๆ บางคนก็ทนได้ บางคนก็รับไม่ได้ว่าตามทำไมบ่อยๆ นะ เพราะว่าถ้าสั่งแล้วสั่งเลย พูดง่ายๆ เหมือนสั่งกอไผ่ เหมือนสั่งขี้มูกนะ สั่งทิ้งไปเลยนี่ ทำสำเร็จไม่สำเร็จ ไม่ทราบ ได้ผลไม่ได้ผล ไม่รู้ เกิดปัญหาอะไรก็ไม่ได้แก้ เผลอๆ ทำไปแล้ว ไม่ได้ตรงตามที่สั่ง หรือยังไม่ได้ทำตามที่สั่ง คุณยายท่านสอนพวกเราตลอดเวลา ซึ่งเหมือนที่หลวงพ่อทัตตะท่านเอามาใช้ บอกว่าถ้าตราบใดเงาของหัวหน้าไม่ไปทาบอยู่ที่งานของลูกน้องละก็ ใช้ไม่ได้นะ ถ้านั่งโต๊ะสั่งงานอย่างเดียว ไม่มีหัวหน้าเข้าไปใกล้ คือเงาไม่ไปทาบทับ โดนลูกน้องล่ะก็ แสดงว่าสั่งไม่ละเอียด ไม่ติดตาม ไม่ตามติด งานยากนักที่จะสำเร็จ และสิ่งหนึ่งที่คุณยายยังย้ำบ่อยๆ ท่านต้องการให้พวกเราได้บุญครบถ้วน ท่านบอกว่าวางแผนคิดทำงานดีแล้ว วันงานก็ทำจิตใจผ่องใส แต่อย่าลืมเก็บงานด้วยนะ เก็บตามหลังนี่ รู้หรือเปล่า ตลอดที่สร้างวัดตลอดมา ยายต้องเก็บตามหลังพวกคุณอยู่ตลอดเวลา พวกคุณๆ ต้องมาดูนะ ต้องเก็บตามหลัง งานมันไป เดินไปข้างหน้าอย่างเดียวไม่ได้หรอก มันต้องกลบ ทำให้ครบ นี่คุณยายสอนหมดในเรื่องการบริหารงานการทำงาน ให้งานของเรา ถึงต้องวางแผนว่า เตรียมงาน วันงาน เก็บงาน ครบถ้วนเลย ได้แบบแผนจากคุณยายมา แล้วก็…ขึ้นเรื่อยๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองก็ยึด พระอาจารย์ทั้งหลาย หัวหน้างานทั้งหลายคอยทำ ทำให้เป็นที่ชื่นชมอนุโมทนา เป็นแบบอย่าง และสิ่งเหล่านี้แหละท่านก็ต้องมุ่งหวังว่าต้องการให้ลูกหลานของท่านได้บุญมากๆ ติดตัวไป ได้บุญที่ละเอียดติดตัวไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องภาวนา คุณยายท่านก็สอนบ่อยนะ ท่านไม่พูดยาวหรอก มีอยู่คราวหนึ่ง มีโยมไปที่ครัวยามา ไปกราบคุณยายว่านั่งธรรมะยังไม่ค่อยดี ไม่ได้อย่างที่หวัง ถามคุณยายว่าทำยังไงจึงจะได้ถึงธรรมะเร็วๆ ดีๆ คุณยายก็ตอบหลายรูปแบบนะ แต่คราวนั้นท่านตอบว่าคุณก็ตุ๊ยๆ ไปซินะ เออ ท่านใช้คำว่าคุณก็ตุ๊ยๆ ไปซิ นึกว่าเห็นๆๆ ตุ๊ยๆ ไปก่อน เดี๋ยวก็ได้นะ ทำอย่างนี้นะ ตุ๊ยๆ ไป นึกไป ว่ามีธรรมะในตัวใสสว่าง เดี๋ยวก็ได้นะ เออฟังท่านแล้วรู้สึกเหมือนได้เลยนะ เหมือนได้เลย แต่ถ้าใครทำไม่เข้าท่าเข้าทางนี่นะ คุณยายท่านก็มีศัพท์คำหนึ่งนะ เดี๋ยวยายต้องไปบู๊กับเขาเสียหน่อยนะ ต้องไปจัดการเสียหน่อย คนไหนไม่เข้าท่า ต้องไปบู๊เสียหน่อย เออ นี่ ทันสมัยนะ คำศัพท์ทันสมัยทีเดียว แล้วท่านก็ไปจัดการทีเดียว ใครไม่เข้าที่เข้าทาง ไม่เป็นระเบียบ ไม่รักษาวินัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องประพฤติพรหมจรรย์นี่ คุณยายเด็ดขาดนักทีเดียวนะ ซึ่งโด่งดังมาตั้งแต่ท่านแหม บ้านธรรมประสิทธิ์ทีเดียว และท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหาปฏิญาณตน ประพฤติพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ท่านยิ่งเข้มงวดใหญ่ อาตมาไม่ได้เห็นภาพตรงนี้มาก เพราะว่าส่วนใหญ่มาใช้ชีวิตกับยายตอนมาอยู่วัดพระธรรมกาย แต่ก็เห็นอยู่บ้างเหมือนกันที่คุณยายถ้าเห็นนั่งคุยกันสองต่อสอง ถ้าเวลาโพล้เพล้ ใกล้พลบค่ำแล้ว คุณยายจะบอกว่า เอ้า คุณๆ แยกย้ายกันไปได้แล้วนะ คุยกันอะไรนานๆ ถ้ามีอะไรพรุ่งนี้ก็ไปคุยกันใหม่ นั่นคุณยายท่านปรารภเหตุ คนทั่วไปดูแล้วไม่รู้เรื่องนะ แต่คุณยายท่านรู้ว่านั่นเป็นต้นทาง เป็นจุดเริ่มต้น ถ้าไม่ป้องกันไว้ก่อน มีสิทธิอนาคตขยายได้นะ หรือบางทีท่านนั่งเข้าที่ ท่านเห็นแล้วนะ เอ้าไม่เข้าท่าแล้ว ต้องไปนี่มาที่ตรงกุฏิจาก พระไม่มา จัดการแล้ว เห็นแล้ว มาแล้วก็เจอจริงๆ กำลังคุยกันไม่เลิก นี่ๆ คุณยายของเรานะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านมุ่งหวัง ท่านจะสอนโดยคำพูดนุ่มนวลหรือเฉียบขาดตามนิสัยของท่านก็ตาม แต่มีความมุ่งหวังต้องการลูกหลานของท่านได้ไปดี ได้สร้างบารมีได้เต็มเปี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความมุ่งหวังให้ทุกคนได้สร้างบารมีได้ตลอดรอดฝั่ง เมื่อ ๒ วันที่แล้ว เมื่อ ๒ วันที่แล้ว เมื่อวานนี้ เมื่อเช้าวานนี้ พระภิกษุ ทีมงานที่ไปปฏิบัติงานสาขาต่างประเทศทั่วโลกไปกราบ เข้าไปขอโอวาทพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านก็มีเรื่องหนึ่ง ก็ให้โอวาทบอกว่ายาย ท่านก็สอนหลวงพ่อมา หลวงพ่อก็ถ่ายทอดมาถึงพวกเรา คุณยายก็ได้รับจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสร้างบารมีจะต้องให้ตลอดรอดฝั่ง อย่าครึ่งๆ กลางๆ จะต้องทำแล้ว ทำให้เต็มที่ สิ่งนี้จะเป็นสมบัติติดตัวเราไป จะได้เป็นผังแห่งชัยชนะ ผังแห่งผู้ที่ไม่พ่ายแพ้ ถ้าชนะชาตินี้ก็จะชนะตลอดไป ดังนั้นพวกเราต้องจำให้ดีนะ ทุกๆ รูป ทุกคนนะ จะต้องสร้างบารมีให้ตลอดรอดฝั่ง เอาชนะให้ได้ ทำธรรมะให้ผ่องใสยิ่งๆ ขึ้น นี่เป็นสิ่งที่คุณยายยังย้ำกับพวกเราสมัยมีชีวิตอยู่เสมอเหมือนกัน เพราะงั้นสิ่งนี้พวกเราจะเข้าใจและซาบซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เข้าไปใกล้ชิด ได้รับโอวาท จะเห็นถึงความเมตตาที่คุณยายมีนะ บางทีคุณยายอาจจะไม่ อย่างที่บอกแล้วไม่ได้พูดมาก ไม่ได้พูดยาว ส่วนพระลูกหลานของท่านค่อนข้างพูดยาวและพูดเยอะนะ แต่ว่าความเมตตาของท่านนั้นทุกคนสัมผัสได้ และคุณยายช่วยเรานั้น มีความเมตตากรุณาต่อพวกเราอย่างเต็มที่นั้น ไม่ใช่เฉพาะที่เราพบเห็นอย่างเดียว อย่างที่ปกติท่านทำเป็นปกติทุกวันทุกคืน หรือนั่งเข้าที่ นอกจากตามสมบัติแล้ว ยังนั่งกลั่นแก้ให้พวกเราได้อยู่ในธรรมะตลอดเวลา ได้บุญมากมาย หรือเมื่อพวกเราสร้างสมบุญกุศล คุณยายก็ช่วยคุมบุญให้ ให้บุญที่เราทำนั้นไม่หายหกตกหล่น ได้บุญทับทวีเพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เราทำนั้น มันจะมีสิทธิที่จะเกิดเหตุอันเป็นไปได้ อาศัยจิตอนุเคราะห์เมตตาคุณยายอันสูงส่งนี่ เพราะงั้นถึงตั้งใจเต็มที่ พวกเราทั้งหลายลูกหลานยาย อย่าลืมนะ เราจะต้องเอาคุณธรรมความเมตตาของคุณยายนี้มาไว้ในใจของเราให้ได้ ให้เกิดความปรารถนาดีต่อพวกเราเอง ต่อผู้ที่มาใหม่ เพื่อที่เขาจะได้สร้างสมบุญบารมีติดตัวไป เพราะการมาสร้างบารมีในโลกนี้มันไม่แน่นอนหรอก เพราะภพชาติหนึ่งชาติหนึ่งนั้น บางทีเราก็มาเร็ว บางทีเราก็มาช้า ภพชาตินี้บางท่านมาก่อน อายุมากกว่า ภพต่อไปไม่แน่ อาจจะเกิดมาก่อน อายุ อาจเกิดมาทีหลัง อายุร้อยกว่า บางคนเกิดมาก่อน อายุมากกว่าก็ได้ แต่ว่าแล้วเราก็จะต้องช่วยเหลือประคับประคองกันไป ผู้มาก่อนก็แนะนำผู้มาทีหลัง และสืบทอดความดีงาม สิ่งที่คุณยายก็จะทำแบบอย่างเอาไว้ โดยอาศัยเมตตาจิตเป็นที่ตั้ง และอย่างนี้ล่ะก็ พวกเราจะอยู่อย่างเป็นสุข อยู่ด้วยความสมัครสมานสามัคคี และนั่นจะทำให้คุณยายอาจารย์ท่านเบิกบานแจ่มใส แม้ว่าท่านจากกายเนื้อไป แต่ใจท่านนั้นไม่ได้ห่างพวกเรา ซึ่งเป็นปกติว่าใครที่ปฏิบัติธรรมแล้ว คือไม่แปลกว่าเจอคุณยายอยู่ในกลางบ้าง เจอหลวงพ่อวัดปากน้ำ เจอพระพุทธเจ้า เจอหลวงพ่อธัมมชโยในกลางบ้าง เพราะผู้ที่ใจหยุดสนิทดีแล้ว จิตใจตั้งมั่นดีแล้ว มีธรรมะเป็นปกติ ท่านยังอยู่ในกลางเสมอ เมื่อใจเราหยุดในกลางทุกส่วน เราก็จะไปรู้ไปเห็นไปเข้าใจพระพุทธเจ้า หลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโว คุณยายอาจารย์มากขึ้น และสิ่ง ยิ่งปฏิบัติธรรมยิ่งดีขึ้น ความเมตตากรุณาก็จะเกิดขึ้นในจิตใจของเรามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเกิดอย่างนี้ สิ่งที่ว่าเป็นความโลภ มันก็จะหมดไปเรื่อยๆ แล้วเกิดเมตตาจิตความเป็นผู้ให้จะเกิดขึ้น เคยที่จะไปของเขามา ก็กลับกลายเป็นเอาของไปให้เขาแทนนะ แทนที่จะไปว่าร้าย ใส่ร้ายเขา กลับไปช่วยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนให้กำลังใจ อย่างนี้นั่นแหละ เราถึงจะสมกับเป็นลูกหลานคุณยายจริงๆ และเมื่อคุณธรรมอันนี้มีแก่ตัวเรา ก็เป็นไปตามพุทธพจน์ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน ก็มีความสุข ไปที่ไหนก็มีความสุข ความเจริญ เป็นผู้ที่ตื่นอยู่เป็นนิจ สว่างไสว และการปฏิบัติธรรมของเราก็จะก้าวหน้า รุ่งโรจน์ ยิ่งๆ ขึ้นไป ท้ายที่สุดนี้ให้พวกเราได้ตั้งใจนั่งภาวนาทำใจให้ใส ตั้งเมตตาจิตไปในตัวเรา ตั้งเมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้จิตของเราสว่างไสวเปี่ยมล้นไปด้วยความปรารถนาดี โดยรับความปรารถนาดี คุณธรรม เมตตาธรรมจากพระพุทธเจ้า บรมพุทธเจ้า จากหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมชโย คุณยายอาจารย์ของเรา ให้คุณธรรมเหล่านั้นมาปรากฏอยู่ในกลางใจเรา ให้เรามีความปรารถนาดีทั้งต่อตัวเราเอง ต่อผู้มีพระคุณ ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้เขาอยู่เย็นเป็นสุข ให้เจริญรุ่งเรือง ให้ประสบโชคดี ให้มีสิริมงคลมาสู่ตัวของเขาและครอบครัวยิ่งๆ ขึ้นไป ให้ทั้งตัวเราเอง ให้กับคนทั้งหลาย ให้เขาได้มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง มีอายุยืนยาวนาน สุขภาพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ ปฏิบัติธรรมแล้วให้บรรลุวิชชาศักดิ์สิทธิ์ สำเร็จวิชชา ๓ วิชชา ๘ ประการ วิชชาธรรมกาย ที่จะช่วยแก้ไขขจัดปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ที่เรียกว่ามารทั้งหลาย ให้สิ้นสุด ให้มลายหายสูญ ให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ยิ่งๆ ขึ้นไป ตราบถึงที่สุดแห่งธรรม จิตของเราผ่องใส เบิกบาน บริสุทธิ์ แล้วก็ตั้งใจ เอาใจของเรามาไว้ที่กลางหยุดกลางนิ่ง ใส บริสุทธิ์ สว่าง ตลอดเวลาเลยนะ สัพเพ… หน้า PAGE 12 440211EW-SMT