ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ธรรมจริยาของคุณยาย

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระศักดิ์ชาย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระภาวนาวิริยคุณ ที่เคารพอย่างสูง พระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และผู้มีบุญทั้งหลาย (สาธุ) ยายผู้เป็นต้นแบบ และต้นบุญ ยายผู้มาเกื้อกูล ศาสนา ยายผู้ทรงธรรม จริยา ขอบูชาเทิดทูน พระคุณยาย นึกถึงยาย นึกถึงบุญ นึกถึงคุณ นึกถึงยาย ให้ดวงบุญ ผุดเป็นสาย นึกถึงยาย ให้องค์พระ ผุดพรั่งพราย แผ่ขยาย ทับทวี ที่ศูนย์กลาง คุณธรรมของคุณยาย หลวงพี่ว่าไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างชาติ ทั้งที่ได้ศึกษาศาสนาพุทธ หรือไม่ได้เคารพศาสนาพุทธก็ตาม บางท่านอาจจะมีข้อสงสัยคือยังไม่เชื่อว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระชนม์จริงอยู่ หรือไม่เชื่อเรื่องคุณวิเศษของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกี่ยวกับจริยวัตรต่างๆ ของพระพุทธองค์ในสมัยพุทธกาล ที่ได้เคยอ่านในพระไตรปิฎก หรือเกี่ยวกับเรื่องอภิญญา เรื่องปาฏิหาริย์ทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้เมื่อเขาเหล่านั้น ถ้าได้เข้ามาใกล้ชิดคุณยาย หลวงพี่เชื่อมั่นว่าความศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในปาฏิหาริย์ต่างๆ ของเขาเหล่านั้นนี่จะต้องเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ เพราะคุณยายท่านมีคุณธรรม มีปาฏิหาริย์ทั้งหลาย มีอภิญญาและคุณธรรมต่างๆ มากมายกที่จะก่อให้เกิดความศรัทธาขึ้นแก่เขาเหล่านั้น ในวันนี้หลวงพี่จะขอน้อมนำคุณธรรมของคุณยายในหัวข้อธรรมจริยา ในมงคลสูตรมาให้ทุกท่านได้ฟังกัน ธรรมจริยาของคุณยาย ขนาดพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะของเรา ท่านยังบอกไว้เลยว่าตัวหลวงพ่อเองไม่ใช่คนวิเศษ แต่หลวงพ่อได้ครูบาอาจารย์ที่วิเศษ ธรรมจริยาถ้าโดยคร่าวๆ ที่เรารู้จักกันก็คืออกุศลและกุศลกรรมบท ๑๐ ในหัวข้อแรกก็คือการไม่ฆ่าสัตว์ของคุณยาย ซึ่งปกติแล้วคุณยายท่านก็ไม่ฆ่าสัตว์ แต่ที่แปลกและเหนือไปจากทุกๆ คนก็คือ อย่างเวลาท่านฉันข้าว อย่างพวกเราลูกศิษย์จะเรียกคุณยายว่าฉันข้าวนะฮะ เวลาคุณยายฉันข้าว ฉันพวกเนื้อปลาเนื้อสัตว์ต่างๆ คุณยายท่านก็ระลึกชาติดูว่าสัตว์ต่างๆ ทั้งหลายเหล่านั้น แท้ที่จริงก็เป็นคน คุณยายท่านถึงบอกว่าคนน่ะมันกินคน แต่คนไม่รู้ แต่ตัวคุณยายรู้ เมื่อคุณยายท่านรู้อย่างนี้ ท่านถึงฉันแค่อิ่ม ไม่ได้ฉันเพื่อความเอร็ดอร่อย สำหรับกุศลกรรมบทในข้อนี้ นอกจากคุณยายจะไม่ฆ่าสัตว์แล้ว ในทางตรงกันข้าม คือในทางที่เป็นกุศล คุณยายเองท่านรักในการให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน ซึ่งท่านก็มักจะบอกว่ายายนี่ชอบปล่อยปลา ชอบให้เขาไปซื้อปลาที่เขาจะฆ่าที่ตลาดเอามาปล่อย แล้วคุณยายท่านก็นั่งคุมบุญปล่อยปลา ซึ่งบางครั้งหลวงพี่ไปซื้อปลาบ้าง หรือให้คนอื่นซื้อปลามา หลวงพี่ก็ขับรถ แล้วก็ได้มีโอกาสพาคุณยายท่าน บางทีก็ปล่อยปลาภายในวัด ท่านก็นั่งคุมบุญอยู่ในรถ ส่วนข้อที่ ๒ ก็คือการไม่ลักทรัพย์ ปกติคุณยายไม่ชอบอยู่แล้วเรื่องการขโมย เพราะว่าถ้าขโมยกัน คนถูกขโมยเขาก็โกรธ บางคนผูกโกรธผูกพยาบาท ก็เป็นเวรเป็นกรรมกัน เรื่องนี้คุณยายไม่ชอบเลย นอกจากไม่ชอบการลักทรัพย์แล้ว คุณยายยังรักในการให้ทาน ซึ่งหลวงพี่ก็เคยได้เล่าไว้แล้วว่าให้กับทุกๆ คนตั้งแต่การถวายภัตตาหาร พระภิกษุ สามเณร ให้กับลูกศิษย์ลูกหา หรือหมอที่คุณยายไปรักษาก็ดี ตลอดจนกระทั่งยามที่อยู่ในวัด คุณยายท่านรักการให้ทานเช่นนั้น ข้อที่ ๓. คือการไม่ประพฤติผิดในกาม คุณยายท่านเป็นพรหมจรรย์ อย่างที่คุณยายท่านบอกเอาไว้ ยายเป็นพรหมจรรย์ แล้วยายเองก็อธิษฐานไว้ให้เป็นพรหมจรรย์ไปทุกชาติทุกชาติกระทั่งเข้านิพพาน ท่านเองท่านก็บอกไว้ต่อไปชาติหน้านี่ ยายเกิดเป็นผู้ชายแน่ เพราะว่ายายเป็นพรหมจรรย์ ข้อที่ ๔. เรื่องการไม่พูดปด อันนี้คุณยายไม่ชอบเลยเรื่องการโกหกกัน อย่างที่หลวงพี่อิทธิจินตโกท่านได้เคยเทศน์เอาไว้ ว่าเวลาคุณยายท่านสอนเด็กวัดในสมัยก่อนออกไปข้างนอกนี่ ถ้าจะไปค้างอะไรก็ให้บอกคุณยาย แล้วมีอะไรก็มาบอกคุณยาย อย่าปิดอย่าบัง อย่าปิดอย่าปิดคุณยายหรือแม้แต่หลวงพ่อ ซึ่งยายท่านก็บอกอย่าปดยายนะ อย่าปดหลวงพ่อนะ เรื่องการโกหกนี่ยายท่านไม่ชอบเลย ในข้อที่ ๕. เรื่องการพูดส่อเสียด ข้อนี้ก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่คุณยายท่านไม่ชอบเลย พวกเราหลายๆ ท่านคงเคยได้ยินได้ฟังมาเรื่องการพูด บางคนอาจจะไม่ตั้งใจพูดส่อเสียดให้ทะเลาะกัน แต่ผลก็กลับกลายให้คนอื่นเขาทะเลาะกันก็มี แต่ในเรื่องนี้นี่คุณยายท่านจะเก็บเงียบไม่พูดอะไรเลย อย่างที่เคยได้ยินได้ฟังมาว่ามีพระที่ท่านประพฤติไม่ค่อยดีแล้วได้ออกจากวัดไปนี่ ท่านเองมารบกวนคุณยาย ทำให้คุณยายท่านนอนไม่หลับ คุณยายท่านก็บอกว่าหลวงพี่เองว่านี่ยายอดทนนะ ยายก็ไม่อยากให้พระทะเลาะกัน ยายอดทนเป็นปีๆ ทีเดียว สิ่งนี้นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่คุณยายท่านทำได้ แล้วคุณยายก็บอกว่านี่ก็ให้โยมพี่อารีพันธ์มานอนเป็นเพื่อน นี่คือในเรื่องการไม่พูดส่อเสียดของคุณยายท่าน ส่วนข้อที่ ๖. คือเรื่องไม่พูดคำหยาบ ถ้าใครได้เคยไปกราบคุณยาย จะเห็นการทักทายคุณยายด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเบิกบานผ่องใส ยกมือไหว้เราก่อน การต้อนรับของคุณยาย ทำให้หลวงพี่นึกถึงว่าที่ได้อ่านพบเจอในพระไตรปิฎกที่ว่านักบวชศาสนาอื่น บางท่านบางคนอยากจะมากราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังนึกเลยว่าปกตินี่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระพักตร์ไม่สยิ้ว ไม่รู้ใครรู้จักบ้าง คือไม่สยิ้วหน้า มีพระพักตร์เป็นปกติ มีพระพักตร์ที่ต้อนรับ คุณยายท่านก็เหมือนกัน ในลักษณะนี้คุณยายท่านต้อนรับ พูดจาด้วยคำไพเราะอ่อนหวาน นี่ก็คือลักษณะของคุณยายที่ไม่พูดคำหยาบ แล้วก็พูดแต่คำที่ไพเราะ พูดแล้วทำให้ผู้ฟังไม่อิ่มไม่เบื่อ อยากจะฟังท่านพูดอยู่ตลอด ส่วนในข้อถัดไปคือข้อที่ ๗. เรื่องการพูดเพ้อเจ้อ เรื่องนี้ต้องยอมรับจริงๆ คุณยายท่านไม่มีเลย สิ่งต่างๆ เหล่านี้คุณยายไม่มีอย่างเด็ดขาดทีเดียว คุณยายท่านไม่ค่อยชอบพูดเล่น พูดเป็นอรรถเป็นธรรม พูดจริง บางครั้งถ้าพูดเล่นๆ กันนี่ คุณยายยังบอกเลย เอาแต่คุยเล่นกันน่ะแหละ เราต้องคิดซิว่าทำยังไงถึงจะปราบไอ้ดำ ขนาดนั้นเลยนะฮะ คุณยายท่านจรดจ่ออยู่ในบุญ อยู่ในธรรมะมาก คำพูดเพ้อเจ้อนี่จะไม่ออกมาจากปากของคุณยายท่านเลย ส่วนข้อที่ ๘. ไม่เพ่งอยากได้ของของคนอื่น สิ่งนี้ยายก็ไม่ชอบเหมือนกัน คุณยายเองทำก็อธิษฐานดังๆ เหมือนกันนะ บอกว่ายายนี่อธิษฐานว่าขออย่าให้ไปอยากได้ของของใคร แล้วใครก็อย่ามาอยากได้ของของเรา ทุกท่านก็สามารถนำไปอธิษฐานได้ ซึ่งคุณยายท่านก็อธิษฐานบ่อยๆ ในข้อที่ ๙. คือการไม่พยาบาท ปองร้ายคนอื่น จิตที่พยาบาทปองร้ายของคุณยายไม่มีเลย ท่านมีจิตแต่เมตตา มีแต่ความปรารถนาดีกับทุกๆ คน ใครมาทำร้ายหรือว่าว่าคุณยายในทางที่ไม่ดี ซึ่งเราก็คงเคยได้ยินมาแล้วนี่ คุณยายท่านก็จะบอกว่าใครเขาจะว่ายังไงก็ช่างเขาเถอะ เราเฉยๆ แล้วท่านเองท่านก็จะมักสอนลูกศิษย์ใกล้เคียงเหมือนกัน ก็บางทีก็อาจจะมีเสียงคนโน้นคนนี้ว่าบ้าง ท่านก็จะเตือนจะสั่งสอนอย่างนี้นี่แหละ แล้วก็บอกว่าอย่าไปทะเลาะกับเขา มันไม่มีประโยชน์ นอกจากข้อนี้แล้ว ก็คือข้อที่ ๑๐. ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็เป็นสัมมาทิฏฐิ การที่ไม่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม คุณยายก็เป็นต้นแบบอย่างชัดเจนทีเดียว คำพูดง่ายๆ สั้นๆ ของคุณยายท่านก็คือยายอยู่ในบุญ ตรงนี้แหละสำคัญที่สุดเลย ท่านเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม แล้วตัวท่านเองสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งไปกว่าสัมมาทิฏฐิที่พวกเราเข้าใจโดยทั่วไปก็คือการเห็นชอบในแง่ที่ละเอียดขึ้นไป คือเห็นดวงธรรม เห็นกายในกายของคุณยายท่าน แล้วสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือการเห็นกิเลสภายในใจของท่านเอง อย่างที่ท่านได้ทำวิชชา ทำละเอียด ขจัดกิเลสออกจากใจของตัวท่านเอง แล้วก็ทำวิชชากลั่นแก้พวกเราเป็นต้นอย่างนี้ คุณยายท่านนอกจากประพฤติธรรมแล้ว ยังมีสิ่งที่เยี่ยมยอดไปกว่านั้นก็คือท่านชักชวนคนทั้งหลายให้มาประพฤติธรรม มีหลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อทัตตะเป็นต้น จนกระทั่งถึงพวกเราทุกๆ คน การชักชวนลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ใกล้ชิด คุณยายท่านมักจะเตือนอบรมสั่งสอนอยู่อย่างสม่ำเสมอ อันนี้พวกเราก็คงทราบ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็คงทราบ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือคนที่ยังไม่เคยมาวัดเลยน่ะ ท่านไปตามมา ตามมาเพื่อที่จะสอนให้ประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านตามยังไง คุณยายท่านบอกกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะเอาไว้ ว่ายายนี่ก็เข้าที่ไป กลั่นให้ละเอียด กายในกายของคุณยาย ธรรมกายโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด โสดา สกิทาคา อนาคา จนกระทั่งถึงธรรมกายอรหัต ทั้งสุดหยาบสุดละเอียด แล้วก็ปาฏิหาริย์กายละเอียดของยาย กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหมนี่แหละ ไปตามผู้มีบุญที่เขามีบุญอยู่ ใครที่มีบุญมากๆ มีกิเลสน้อย เขาก็จะได้เห็นภาพของยายชัดเจน ได้ยินเสียงของคุณยายชัดเจน ส่วนใครที่มีกิเลสสักหน่อย กิเลสมากหน่อย เขาก็จะไม่เห็นภาพ ได้ยินแต่เสียงท่าน ส่วนใครที่กิเลสมากขึ้นไปอีก ก็จะได้ยินแว่วๆ แต่คุณยายท่านก็บอก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เขาเหล่านั้นเขาก็จะรีบมาหาคุณยายเอง แล้วตอนนี้แหละคุณยายก็จะได้สอนเขา ดังเรื่องต่างๆ ที่หลายๆ คนได้พบปะเจอะเจอ มากราบคุณยายแล้วก็เล่าว่าคุณยายไปตามมาทั้งๆ ที่ไม่เคยได้เห็นกันมาก่อน นี่คือการสอนของคุณยาย สอนธรรม แล้วการสอนของคุณยายนี่ก็ทำให้เชื่อมั่นในปาฏิหาริย์ ๓ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงสอนสาวกในสมัยพุทธกาล อย่างอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ก็คือการสอนยกเหตุยกผลให้เกิดความเข้าใจ เราทุกท่านก็ได้ยินได้ฟัง บางท่าน ท่านที่มาช่วงแรกๆ ที่ได้พบคุณยาย การได้ฟังคำสอนของท่านเรื่องบุญเรื่องกุศล ยกเหตุยกผลต่างๆ ทำให้เรานี่เข้าใจถึงเรื่องบุญ แล้วก็กลัวบาป เป็นสิ่งที่คุณยายท่านสอนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนอาเทศนาปาฏิหาริย์ การสอนให้เกิดความศรัทธาโดยการดักใจ ตรงนี้ต้องขอบอกว่าเป็นสิ่งที่คุณยายทำบ่อยที่สุดและมากที่สุด พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง ท่านสามารถยืนยันได้ พระในวัดรุ่นแรกๆ แล้วก็หลายๆ คน ก็ได้พบปะเจอะเจอในการสอนของคุณยายในข้อนี้ เพราะว่ายายทักใครนี่ตรงหมด แม้แต่ตัวหลวงพี่เองเหมือนกัน บางทีคิดในเรื่องต่างๆ ซึ่งตอนนั้นสมัยยังไม่ได้บวช ก็คิดโน่นคิดนี่บ้าง คุณยายท่านก็พูดดักใจ ทำให้เราสะดุดใจ บางคนอยากจะออกจากวัดเพราะว่าบางทีเหนื่อยมากเกิดท้อใจ คุณยายท่านก็พูดดักใจ ในที่สุดก็ได้มาบวช และในขณะนี้ที่มีมาบวชเยอะแยะมากมายทีเดียว หลายท่านที่คุณยายท่านพูดดักใจ ตอนนี้มาบวช บางท่านก็อยู่ต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ยังไม่กลับก็มี การสอนโดยอาเทศนาปาฏิหาริย์ คุณยายท่านมีเยอะมากเลยทีเดียว ส่วนข้อสุดท้ายก็คืออิทธิปาฏิหาริย์ อย่างที่พวกเราได้ยินได้ฟังเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่พระอาจารย์ท่านมาเล่าว่ามีการถ่ายทำภาพยนตร์เกี่ยวกับคุณยาย ซึ่งตอนนั้นคุณยายท่านยังอยู่ ก็จะถ่ายทำเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ของคุณยาย ซึ่งปกติท่านปลูกอยู่เป็นปกติแทบทุกวันอยู่แล้ว ขนาดผู้ชายร่างใหญ่ๆ ที่แข็งแรง ยังทุบดินไม่ค่อยจะแตก แต่พอคุณยายมานี่ คุณยายใช้มือเปล่าๆ บิดินให้แตกได้ เขาก็งงแล้วก็อัศจรรย์ใจ แล้วยิ่งไปกว่านั้นตอนที่คุณยายก้มลงปลูกต้นไม้ เอาดินกลบ แสงสว่างในตอนนั้นก็ไม่สว่างมากนัก แต่พอช่วงที่คุณยายก้มลงปลูก ก็จะมีลำแสงสว่างส่องมาที่คุณยาย แล้วตัวคุณยายท่านเองนี่ก็มีแสงสว่าง ทำให้เห็นใบหน้าของคุณยายชัดเจน สว่างขนาดไหน สว่างเหมือนคล้ายๆ เป็นรัศมี ทำให้ช่างกล้องผู้ที่มาถ่ายทำซึ่งตอนนั้นเขาก็มีศีลไม่ค่อยครบ เกิดความศรัทธา ก้มลงกราบคุณยาย นี่ก็คือปาฏิหาริย์ที่คุณยายได้แสดงเอาไว้ ส่วนหลวงพี่เองที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้เจอะเจอก็คือโยมพี่อยู่การบินไทย เข้าวัดมาเป็นสิบปี บางช่วงก็จะมาถ่ายทำภาพยนตร์ และนำเอาภาพยนตร์นี่ไปเผยแพร่ให้กับชาวต่างประเทศ หรือบางครั้งก็ฉายในสายการบินไทย หลวงพี่เองก็เคยได้ดูเหมือนกัน โยมพี่ท่านนี้ก็มักจะโทรศัพท์มาบอกพี่อารีพันธ์ว่าขอบารมีคุณยายด้วยในการที่มาถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งบางครั้งปกติฝนไม่ตก ที่กรุงเทพฯ ฝนตก ก็รีบโทรศัพท์มา บอกโยมพี่อารีพันธ์ บอกว่าขอบารมีคุณยาย เมื่อมาถ่ายทำภาพยนตร์ที่วัดนี่ ขออย่าให้ฝนตกเลย ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ ฝนก็ตกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ แต่ที่วัดของเราฝนไม่ตก ส่วนเรื่องแดด ก็คือถ้าวันไหนบางทีแดดร่มลมตก ซึ่งถ้าแดดน้อยๆ นี่ภาพที่ได้น่ะ ความงดงาม ความชัดเจนนี่จะมีไม่มาก ก็โทรศัพท์มาอีก บอกโยมพี่อารีพันธ์บอกขอบารมีคุณยายด้วย ให้มาถ่ายทำที่วัดนี่ ให้แดดดี เพื่อที่จะได้เก็บภาพที่สวยๆ งามๆ แล้วก็ก่อให้เกิดความศรัทธาแก่ผู้ที่ได้ชมภาพยนตร์ ก็เป็นที่อัศจรรย์ คือมาแล้วแดดก็ดี สิ่งในเรื่องนี้ ถ้าเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง ก็อาจจะพูดได้ว่าฟรุ๊คมั๊ง หรือเหตุบังเอิญ แต่สิ่งนี้มันไม่ใช่เกิดขึ้นแค่นี้ซิ เกิดขึ้นหลายครั้งมาก จนทำให้นอกจากผู้ที่ได้มาถ่ายทำภาพยนตร์ คนที่เขารู้เขาทราบในที่ทำงานของโยมพี่ท่านนั้นเกิดความศรัทธาเพิ่มขึ้น ในภายหลังก็ได้มาเข้าวัดเป็นหมู่เป็นคณะ เป็นกลุ่มใหญ่ๆ เพิ่มขึ้น นี่ก็คือบารมีธรรมของคุณยายที่สามารถก่อให้เกิดความศรัทธากับผู้ที่ได้มาวัด สิ่งนี้นี่เป็นสิ่งที่เราทุกท่านได้ยินกันบ่อย คุณยายท่านเป็นผู้ที่ทรงคุณธรรมสูง คุณยายเป็นบุคคลจริงๆ ในยุคปัจจุบันที่ตั้งใจทำความดี สร้างบารมีอย่างจริงๆ จังๆ จนท่านได้รู้จริง เห็นจริง พูด ทำ สอน จนมีผู้ศรัทธาเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน และเขาเหล่านั้นก็มาประพฤติปฏิบัติตามจนเห็นผลจริงๆ ตามคุณยายท่าน หลวงพี่เองได้อ่านพบในพระไตรปิฎกว่าครั้งหนึ่งมีมานพหนุ่มคนหนึ่งชื่ออุตตระมานพ ได้มากราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาจารย์ใช้ให้มาดูลักษณะมหาบุรุษของพระพุทธองค์ อุตตระมานพนี่อยู่ถึง ๗ เดือน คือนอกจากดูลักษณะมหาบุรุษทั้ง ๓๒ ครบแล้วนี่ ยังดูอากัปกิริยา การเสวย การพูด ทุกๆ อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัส ท่านทรงกระทำ แล้วก็กลับไปเล่าให้อาจารย์ฟังบอกว่าที่ผมอยู่ตลอด ๗ เดือนนี่นะ มองไม่เห็นข้อที่จะต้องตำหนิพระพุทธเจ้าได้เลยแม้นิดเดียว อย่าว่าแต่ ๗ เดือนเลย แม้พญามารเองก็เช่นกัน ออกติดตามพระโพธิสัตว์ตั้งแต่สมัยออกบวชตลอด ๖ ปี แม้กระทั่งพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังติดตามอยู่อีก ๑ ปี รวมทั้งหมด ๗ ปี พญามารยังบอกว่ายังไม่ได้ช่องที่จะหาข้อตำหนิหรือติเตียนได้เลยตลอด ๗ ปี คุณยายของเราก็เช่นกัน ถ้าทุกท่านได้ฟังโยมพี่อารีพันธ์เล่าถึงคุณธรรมของคุณยายท่าน ว่าโดยปกติแล้วนี่คนที่อยู่ด้วยกัน มักจะมองเห็นข้อดีกันในตอนแรกๆ ถ้าอยู่ด้วยกันนานๆ ก็มักจะมองเห็นข้อเสียอยู่เรื่อยๆ แต่คุณยายท่านเป็นบุคคลที่อัศจรรย์ คือเวลาอยู่ใกล้ชิดท่าน แล้วก็นานๆ ไป จะเห็นข้อดีและคุณธรรมของคุณยายนั้นเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้เองที่หลวงพี่มั่นใจเลยว่าใครก็ตามที่ยังไม่เชื่อเรื่องพระพุทธเจ้า ยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ถ้าได้มาใกล้ชิดคุณยายท่านก็จะต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในพระพุทธศาสนาทีเดียว หลวงพี่เองก็ขอยืนยันและเป็นพยานในเรื่องนี้ เพราะว่าได้มีโอกาสใกล้ชิดคุณยายท่าน สิ่งต่างๆ เหล่านี้นี่คุณยายท่าน ทั้งๆ ที่เป็นผู้หญิง ไม่ได้ลักษณะมหาบุรุษ แล้วก็ไม่ได้เรียนหนังสือ ยังทำได้ถึงขนาดนี้ แล้วทำไมล่ะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ทรงยิ่งใหญ่ เป็นบุรุษผู้เลิศล่ะ เพราะว่าธรรมจริยาของคุณยายนี่เอง จึงเป็นการประกาศพระพุทธศาสนา และคุณค่าของพระพุทธศาสนาได้อย่างดีเยี่ยม สำหรับในวันนี้ก็ขอได้มีโอกาสมาเล่าเกี่ยวกับคุณธรรมของคุณยายในช่วงนี้ ต่อจากนี้ไปขอเรียนเชิญทุกท่านได้ร่วมเอาบุญกับคุณยาย แล้วก็ตั้งใจกลั่นจิตกลั่นใจ น้อมนำบุญกุศลของเราถวายบูชาแด่คุณยายท่านนะ คุณยายท่านเป็นผู้ที่ทรงความอัศจรรย์มากทีเดียว การที่เราทุกท่านได้มาร่วมบุญอยู่ ณ ที่นี้ เป็นบุญกุศลมหาศาลทีเดียว คุณยายท่านเป็นทักขิไนยบุคคล การที่ท่านมีชีวิตอยู่ ก็ก่อให้เกิดประโยชน์ ความสุขแก่มหาชนนับไม่ถ้วนทีเดียว สิ่งนี้นับว่าน่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงขนาดคุณยายท่านละสังขารแล้ว ก็ยังก่อให้เกิดเหตุอัศจรรย์ตามมาอีกมากมายทีเดียว งานสวดพระอภิธรรมของคุณยายที่พวกเรามาร่วมกัน ณ ที่นี้ เป็นบรรยากาศที่เป็นบุญล้วนๆ เป็นกุศลล้วนๆ ทั้งทาน ศีล ภาวนา บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ บารมี ๑๐ ทัศ หลายๆ คนก็ได้ เพราะมางานของคุณยาย นี่ก็เป็นความอัศจรรย์ประการหนึ่งในตลอดร้อยกว่าวันที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ที่มางานแบบนี้ จะมาทำบุญอุทิศให้กับผู้วายชนม์ แต่พวกเรานอกจากมาทำบุญอุทิศถวายท่านแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังมาให้ท่านได้กลั่นแก้ธาตุธรรม ซึ่งเป็นความอัศจรรย์ที่ไม่มีที่ไหนในโลก ผู้ที่มางานสวดพระอภิธรรมของท่าน ต่างก็มีความสุขใจที่ได้มา ไม่มีการบังคับกัน ใครที่ไม่ได้มาก็เสียดาย บางท่านมาแล้วก็ได้เห็นธรรมะ เข้าถึงธรรมะแล้ว ธรรมะก็ก้าวหน้า นี่ก็เป็นความอัศจรรย์อีกประการหนึ่ง ผู้ที่มาร่วมงานนี้ในวันธรรมดาน่ะมีหลายร้อย วันธรรมดาบางวันมีเป็นพัน วันอาทิตย์ก็หลายๆ พัน อาทิตย์ต้นเดือน งานบุญใหญ่ก็เป็นหมื่นทีเดียว รถยนต์ส่วนตัวที่มาร่วมงาน มาเป็นร้อยเป็นพันคัน นี่ก็เป็นความอัศจรรย์อีกประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งก็คือตลอดร้อยกว่าวันที่ผ่านมา มีผู้ที่มางานของคุณยายทุกวันไม่ได้ขาดเลย ยิ่งไปกว่านั้นพระที่มาสวดพระอภิธรรมก็ยังต้องจองกันสวดเลย มีมากถึงขนาดว่ามาคอยกัน ท่านใดที่มาไม่ทัน ก็มีพระที่อยากจะรับบุญนี้มาสวดพระอภิธรรมกับคุณยาย อุบาสิกาที่ตั้งใจมาเอาบุญกับคุณยายท่าน ก็ตั้งใจมาเอาบุญนี้ มาถือพาน ผ้าจีวร มาถือพานเครื่องไทยธรรม บางท่านบอกว่าบวชไม่ได้ มาสวดไม่ได้ ก็ขอเอาบุญนี้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น พวกเราทุกท่านตรึกนึกถึงคุณยาย นึกถึงความอัศจรรย์ นึกถึงบุญทั้งหลาย บางท่านได้สร้างมหาสุวรรณรัตนภูษา บูชาธรรมคุณยาย อย่างที่หลวงพี่ได้เคยยกพุทธพจน์มาไว้ว่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงไว้แม้การถวายอาหารเพียงอิ่มเดียวกับทักขิไนยบุคคล ยังมีอานิสงส์เป็นอสงไขยอัปมานัง พวกเราหลายท่านได้ถวายมหาสุวรรณรัตนภูษา ซึ่งสิ่งนี้บูชาคุณยายผู้เป็นทักขิไนยบุคคล ไม่ได้เสื่อมสลายภายในวันเดียว แต่ยังคงอยู่ตลอดกัปทีเดียว เรานึกถึงบุญใหญ่ แล้วก็น้อมนำบุญนี้บูชาธรรมแด่ท่าน ขอพร ขอบารมีท่านเพื่อให้เราได้มีความสุข ความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรือง นึกอธิษฐานอยู่ในใจของพวกเราทุกท่านนะ สัพเพ… หน้า PAGE 9 440205FW-AAT