คุณยายอาจารย์กับหลักการของไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)
(ม้วน 1/A)
หลวงพ่อทัตตชีโว : ขอกราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นบรมครูทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลายด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เจริญพรลูกหลานคุณยายนักสร้างบารมีทุกๆ คน (สาธุ)
วันนี้ก็ขอรับหน้าที่จากหมู่คณะมากล่าวสรรเสริญคุณของคุณยายอาจารย์ของพวกเรา เพราะว่าพวกเราทั้งหลายที่มาในภายหลังก็ดี หรือมาเมื่อคุณยายยังแข็งแรงอยู่ก็ดี ได้เคยพบได้เคยเห็น ได้เคยฟังคำสั่งคำสอนของคุณยายมาก่อนก็ดี แต่ว่าสิ่งที่พวกเราได้พบได้เห็นได้ยินจากท่าน บางครั้งก็เป็นในส่วนที่เรียกว่าในส่วนวิธีการ แต่ว่าในส่วนที่เป็นหลักการนั้นบางทีไม่ทราบ เมื่อไม่ทราบในส่วนที่เป็นหลักการ เวลานำไปประพฤติปฏิบัติตาม บางทีอาจจะคลาดเคลื่อนไป
ด้วยเหตุนี้เพื่อให้พวกเราทั้งหลาย ซึ่งทั้งรักทั้งเคารพ ทั้งบูชาทั้งเทิดทูนคุณยายได้ประโยชน์จากการที่มาเป็นลูกศิษย์คุณยาย ได้ประโยชน์จากการที่มาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยายในครั้งนี้ได้เต็มที่ ก็ขอนำพระคุณของยายมาชี้แจงแสดงให้พวกเราฟัง แต่ว่านอกจากส่วนที่เป็นวิธีการหรือคำสอนซึ่งเป็นรายละเอียดต่างๆ ที่พวกเราได้เคยได้ยินจากคุณยายโดยตรงบ้าง จากหลวงพี่ จากพระอาจารย์หลายๆ รูปที่ได้หมุนเวียนกันมา เล่าเรื่องวิธีการอบรมของคุณยาย ซึ่งท่านได้รับได้โดนขนาบมาให้พวกเราฟังมาเป็นระยะๆ ตลอดมาน่ะ เอาเรื่องเหล่านั้นแหละมาประมวลรวมกันแล้วก็ชี้เป็นประเด็นเป็นหลักการเอาไว้ ต่อไปข้างหน้าเมื่อเราได้ทราบหลักการดีแล้ว จะนำความรู้นั้นไปขยายความ จะไปประยุกต์สอนตัวเอง ประยุกต์สอนลูกหลานต่อไปก็จะได้ง่าย แล้วก็ลุ่มลึกยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว นอกจากพวกเราจะได้ประโยชน์เต็มที่แล้ว คุณยายท่านก็จะได้ชื่นใจให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วยว่าเออ ลูกหลานของท่านนี่ทั้งเก่ง ทั้งดี ทั้งฉลาดเฉลียว ครบเครื่อง สมเป็นลูกศิษย์ของท่านจริงๆ
หลวงพี่ พระอาจารย์แต่ละรูปได้หมุนเวียนมาเล่าเรื่องพระคุณของคุณยายในแง่มุมต่างๆ ซึ่งส่วนที่เราได้ยินกันเป็นประจำก็คือส่วนที่คุณยายรักความสะอาด คุณยายรักความเป็นระเบียบ นี่เป็นเรื่องใหญ่ใจความที่พระอาจารย์ ที่หลวงพี่ทั้งหลายชอบนำมาเล่าขยายความให้กับพวกเราฟัง เพราะท่านแต่ละรูปก็ได้รับความประทับใจในสิ่งเหล่านี้ แต่ว่าต้องถามว่าแล้วทำไมคุณยายจึงมีความรักความสะอาด มีความรักความเป็นระเบียบเป็นชีวิตจิตใจอย่างนั้น นี่ประการหนึ่ง แล้วความสะอาดที่คุณยายรักนั้นน่ะมีวัตถุประสงค์เดียวกับพวกแพทย์ พวกพยาบาลเขาหรือเปล่า เพราะพวกแพทย์พวกพยาบาลเขาก็รักความสะอาด ความรักความสะอาดของแพทย์ของพยาบาล กับของคุณยายน่ะวัตถุประสงค์นั้นน่ะเหมือนกันไหม บางทีพวกเราอาจจะไม่ได้หยุดคิด
ทหารก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัย มิฉะนั้นรบไม่ได้ ก็ต้องถามต่ออีก แล้วระเบียบวินัยที่คุณยายรักเป็นชีวิตจิตใจ กับระเบียบวินัยของทหารน่ะเหมือนกันไหม ถ้าจับประเด็นตรงนี้ไม่ได้ การนำไปประพฤติปฏิบัติมันจะยาก และบางทีมันหลุดประเด็นด้วย
โบราณได้มีเรื่องเล่าในวงการสงฆ์อยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่องของการจับประเด็นผิด แต่ว่าก็ทำ มีวิธีการทำเหมือนๆ กัน แต่จับประเด็นผิดเอาไว้เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระ คือเรื่องเถรส่องบาตร เรื่องนี้มีอยู่ว่าในอดีต มีพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นพระผู้เฒ่า เช้าเวลาท่านจะออกไปบิณฑบาต ท่านจะต้องยกบาตรของท่านนี่ขึ้นมา แล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อส่อง ส่องดู ดูเสร็จเรียบร้อย แล้วท่านก็ออกไปบิณฑบาต ปรากฏว่าตลอดชีวิตของพระภิกษุรูปนี้นอกจากท่านบิณฑบาตไปถึงไหนแล้ว ญาติโยมก็มาแย่งกันตักบาตรให้กับท่าน พูดง่ายๆ ท่านเป็นผู้ที่มีลาภมาก ประชาชนอยากได้บุญกับท่าน ถึงท่านจะไปในถิ่นทุรกันดารอย่างไรอย่างไร ญาติโยมที่ไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน แต่พอเห็นท่านแล้วให้นึกรักที่จะมาตักบาตรให้ท่าน พระภิกษุเป็นร้อยเป็นพันเท่าไหร่ๆ ประชาชนเห็นแล้วก็เฉยๆ แต่พอเห็นพระรูปนี้แล้ว ทั้งๆ ไม่รู้จัก ทั้งๆ ที่ไม่คุ้น เห็นแล้วรีบมา มาตักบาตรกับท่าน นอกจากจะมีญาติโยมมาตักบาตรกับท่านเยอะแล้ว ได้ทราบด้วยว่าต่อมาในภายหลังพระรูปนี้ก็ได้บรรลุธรรมชั้นสูงด้วย
ทีนี้เกิดเรื่องแล้ว คือพระภิกษุทั้งหลายก็ซักก็ถามกันว่าหลวงพ่อรูปนี้ ท่านมีอะไรดี เวลาท่านออกบิณฑบาตจึงมีคนไปตักบาตรกับท่านเยอะ แล้วก็ต่อมาในภายหลังก็ยังบรรลุธรรมเบื้องสูงอีกด้วย คำตอบจากผู้ที่ใกล้ชิดก็คือ อ๋อ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าทุกเช้าก่อนจะออกบิณฑบาต ท่านก็จะต้องส่องบาตรก่อน ส่องบาตรแล้วจึงไปบิณฑบาต จึงทำให้ญาติโยมมาตักบาตรกับท่านเยอะ
ตั้งแต่นั้นมาพระภิกษุทั้งหลาย ก่อนจะออกบิณฑบาตก็หันหน้าที่ไปทางทิศตะวันออก ยกบาตรขึ้นส่องแล้วค่อยไปบิณฑบาต ทำอาการส่องบาตรเช่นเดียวกับพระภิกษุรูปนั้น แต่ปรากฏว่าก็ไม่มีใครอยากมาตักบาตรกับพระเหล่านั้นอยู่ดีน่ะแหละ ก็เลยต้องถามกันว่าทำไมเราก็ส่องบาตรเหมือนหลวงพ่อองค์นั้น เหมือนพระรูปนั้นแล้ว แต่ว่าก็ยังไม่มีใครอยากจะมาตักบาตรกับเรา แล้วธรรมะเบื้องสูงเราก็ไม่ได้บรรลุเหมือนอย่างกะท่านด้วย ทั้งๆ ที่เราก็ส่องบาตรเหมือนท่านแหละ
เรื่องนี้เกิดการซักถามกันอย่างมากทีเดียว จนกระทั่งไปเจอพระภิกษุอีกรูปหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกับพระภิกษุรูปนี้ แล้วก็มีภูมิรู้ภูมิธรรมเช่นเดียวกับหลวงพ่อรูปนี้ ท่านจึงเฉลยให้ฟังว่าที่ท่านรูปนั้นส่องบาตรน่ะ ไม่ได้มุ่งส่องเอาขลัง ไม่ใช่มุ่งส่องให้มันศักดิ์สิทธิ์ แล้วจะได้มีคนมาตักบาตรกับท่านเยอะๆ ไม่ใช่ตรงนั้นหรอก
แต่มีวินัยอยู่ว่า มีวินัยของพระว่าบาตรที่พระใช้บิณฑบาตตอนเช้าๆ อยู่นี่ เนื่องจากทำด้วยโลหะหรือส่วนมากก็เหล็กนั่นแหละ ใช้ไปใช้ไปมันก็ผุไปบ้าง มันก็กร่อนไปบ้าง บางทีก็มีรอยแตกรอยร้าว โดยพระวินัยถ้ามีรอยแตกรอยร้าวนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังใช้บิณฑบาตได้ แต่ว่าถ้าแตกมาก เป็นรอยร้าวตั้งเป็นนิ้วๆ ขึ้นมาล่ะก็ งั้นไม่ได้นะ ต้องหยุด อย่าเพิ่ง เอ่อ ต้องหยุดล่ะ ถ้าไม่ปะบาตรเสียให้ดีก็ต้องเปลี่ยนบาตร มิฉะนั้นผิดพระวินัย
การที่ท่านนำบาตรไปส่องทุกเช้าน่ะเออ ส่องดูว่าบาตรของเราน่ะเอาล่ะ ถึงมันจะชำรุดไปบ้าง แต่ว่ายังไม่ถึงกับผิดพระวินัยนะ มันจะมีรอยทะลุบ้าง มีรอยแตกบ้าง แต่ว่ายังไม่ถึงกับที่พระวินัยห้ามเอาไว้ ก็ทนใช้ๆ ไปก่อนเถอะ มันเป็นการประหยัด เราจะได้ไม่รบกวนญาติโยมเขา แต่ก็ต้องระวัง บางทีลูกศิษย์มันช่วยล้างบาตรให้ ขัดบาตรให้มันอาจจะจับพลัดจับผลู ตกลงมาเพล้ง เป็นรอยร้าวรอยแตกนี่มันเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นมากจนกระทั่งถูกห้ามโดยพระวินัยว่าใช้ต่อไม่ได้แล้ว จะได้เปลี่ยนบาตร ขอบาตรจากโยมใหม่
พูดง่ายๆ ที่ท่านส่องบาตรน่ะท่านมีความเคร่งครัดในพระวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งวินัยเรื่องนี้น่ะ ความจริงก็ไม่ใช่วินัยหนักหนาสาหัสนัก เป็นวินัยข้อเล็ก ข้อปลีกย่อย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ความเคร่งครัดในวินัยของท่าน ท่านจึงต้องระมัดระวังตัวในวินัยแม้เป็นวินัยปลีกย่อย ซึ่งทางพระใช้อยู่คำหนึ่งคือท่านเป็นผู้ที่เห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย ช่วยจำคำนี้ไว้ด้วย วิสัยของผู้ที่จะเข้าถึงธรรมะได้น่ะคือผู้ที่เห็นภัย เห็นความเสียหายอันอาจจะเกิดขึ้นแม้ในความผิดพลาดวินัยเล็กๆ น้อยๆ มีความระมัดระวังตัวอย่างนี้ มีความไม่ประมาทอย่างนี้ คือเข้าทำนองที่ว่า เออ เห็นแค่ก้นบุหรี่ก้นเดียวที่เขาทิ้งอยู่ข้างทาง ก็เห็นภัยว่าเจ้าก้นบุหรี่ก้นนี้แหละมันยังติดไฟอยู่แม้เล็กน้อย แต่ถ้าไม่ระวังน่ะ เดี๋ยวมันไหม้บ้านไหม้เมืองได้นะ
เห็นภัยแม้ในโทษที่เล็กน้อย ซึ่งตรงกับหลักความไม่ประมาทว่า ผู้ไม่ประมาทคือผู้ที่ระแวงภัยที่น่าระแวง แล้วระวังป้องกันภัยนั้นก่อนที่มันจะมาถึง อย่างนี้เรียกว่าผู้ไม่ประมาท ท่านระแวงว่าเออ รอยร้าวแม้นิดหนึ่งที่มันเกินจากที่กำหนดไว้แล้ว มันจะเกิดความเสียหายทั้งตัวท่านแล้วยังไม่พอ กลายเป็นว่าตัวท่านนี่เป็นผู้ทำลายวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้นแบบที่ไม่ดีกับคนรุ่นหลัง ระแวงภัยที่น่าระแวง ระแวงภัยที่จะเกิดขึ้นกับตัวท่าน เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา แล้วระวังป้องกันภัยนั้นก่อนที่มันจะลุกลามมาถึง นี่คือลักษณะของผู้ที่จะบรรลุธรรม
แต่คนอื่นส่องบาตรเหมือนกัน แทนที่จะดูรอยร้าวของบาตร เปล่า จะส่องเอาขลัง จะได้มีคนมาตักบาตรเยอะๆ ปรากฏว่าก็อดอยู่ดี เพราะผิดหลักการ การทำอะไรโดยจำตามๆ กันมา เห็นท่านทำ ก็ทำตามท่านแต่ไม่รู้หลักการ บางทีนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจจะเกิดความเสียหายตามมาอีกมากมายมหาศาลอีกด้วย
วันนี้พวกเราอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเยอะแยะ ก็ถือโอกาสแหละ โอกาสอะไร โอกาสสรุปล่ะนะ ที่พระอาจารย์ ที่หลวงพี่ท่านได้พรรณนาคุณธรรมของคุณยายให้พวกเราฟังกันมาทุกวันทุกวันเป็นเดือนๆ แล้วน่ะ พรรณนาโดยรายละเอียด โดยวิธีการ วันนี้ขอพูดโดยหลักการหน่อย
หลักการในพระพุทธศาสนาน่ะว่าผู้ที่จะบรรลุธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์น่ะ บูรพาจารย์ได้สรุปไว้เรียบร้อยแล้วว่าเออ ใครจะบรรลุธรรมได้จะต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเราก็ได้เรียนกันไว้เยอะแล้วตั้งแต่สมัยอยู่ประถม มัธยมนั่นแน่ะ แล้วท่านก็ย่อเอาไว้อีกด้วย ว่าการปฏิบัติมรรคมีองค์เพื่อให้บรรลุธรรมน่ะ เอาจริงๆ เข้า เมื่อย่อแล้วก็เหลือ ๓ คือ ปฏิบัติศีล สมาธิ แล้วก็ปัญญา ท่องกันได้ดีเชียว ศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติแล้วก็จะได้บรรลุธรรมไปตามลำดับๆ ท่องได้คล่องปาก
แต่ถามว่าแล้วใครบรรลุธรรมกันบ้างล่ะนั่งกันอยู่ในนี้ หายากเต็มที ทำไม มันไม่รู้หลักจริงๆ ว่ากันปาวๆ กันไปอย่างนั้นแหละ ว่าโดยวิธีการกันไป แต่หลักการที่อยู่ลึกๆ น่ะไม่รู้ ขั้นต้นก่อนที่บอกว่าเออ จะบรรลุธรรมให้ได้น่ะ นั่นแหละขันธ์ ๓ คือศีล สมาธิ ปัญญา ตรงนี้ถูกต้องเปะล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าช่วยเจาะลึกลงไปอีกหน่อยน่า
ศีลน่ะ จะศีล ๕ ก็ตามที่พวกเรามีกันอยู่แล้วแหละ อาจบางครั้งกระพร่องบ้างกระแพร่งบ้างก็ตามทีแหละ แต่โดยทั่วๆ ไปก็ค่อนข้างจะดีกันอยู่แล้ว ๕ ข้อรักษากัน วันไหนมาวัดแถมศีล ๘ เข้าไปอีกด้วย วันดีคืนดีมีโอกาสบวช ลูกเณรก็มาถือศีล ๑๐ ลูกพระก็มาถือศีล ๒๒๗ ก็ตั้งใจรักษาศีลที่ตัวตั้งใจถือน่ะเอาไว้อย่างดี แต่ว่าเอ๊ะ การบรรลุธรรมของเรามันก็ยังไม่ได้อยู่นั่นแหละ ทำไม ก็เพราะว่าทั้งๆ ที่ขณะที่รักษาศีลไม่ว่าศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ข้อก็ตามที ตามกฎเกณฑ์ที่เขาให้นั่นแหละ ไม่มีขาดตกบกพร่องเลย แต่ว่าไม่ทราบว่าหลักการเบื้องลึกของศีลน่ะมันอะไร หลักการของศีลก็คือความสะอาด รักษาศีลไปทำไม รักษาศีลให้เกิดความสะอาด เริ่มต้นตั้งแต่สะอาดกาย สะอาดวาจา แล้วต่อไปมันจึงจะสะอาดทะลุเข้าไปถึงใจ
ช่วยจำด้วยนะ วัตถุประสงค์จริงๆ ของศีลน่ะอยู่ที่ความสะอาด เพราะอยู่ที่ความสะอาดนี่แหละ แต่ว่ามันไม่ใช่สะอาดแบบตื้นๆ มันเป็นความสะอาดในระดับลึก ศีลเป็นความสะอาดระดับลึก มันเป็นยังไง สะอาดระดับลึก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้เอาไว้ว่าบุคคลนี่ถึงจะอาบน้ำฟอกสบู่ขัดสีฉวีวรรณเข้าไปเถอะ จะเอามือขัด จะเอาผ้าช่วยมาขัด เอาสก๊อตไบร์ทเข้ามาขัดด้วยเอ้า ขัดเข้าไป อาบน้ำวันละร้อยหน ขัดสีฉวีวรรณเป็นพันหนด้วยเอ้าต่อวัน แต่ถ้ายังฆ่าสัตว์ ยังลักทรัพย์ ยังประพฤติผิดในกามอยู่ บุคคลคนนั้นชื่อว่ายังไม่สะอาดกาย อาบน้ำวันเป็นร้อยหนพันหนนะ จะสบู่ยี่ห้ออะไรก็ตามทีเถอะ ฟอกเข้าไปเถอะ วันละเป็นร้อยหนร้อยก้อนก็เอ้า แต่ยังฆ่าสัตว์ ยังลักทรัพย์ ยังเจ้าชู้ กายยังไม่สะอาด ชัดเจนลงไปอย่างนี้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ไม่ฆ่าสัตว์ แม้ไม่ลักทรัพย์ แม้ไม่เจ้าชู้ แต่ว่าใจน่ะมันก็ดิ้นรนเร่าๆ อยู่ พร้อมจะฆ่า พร้อมจะลัก พร้อมจะเจ้าชู้ เพียงแต่ว่ามันยังไม่มีโอกาส แม้กระนั้นมันก็ยังเป็นความไม่สะอาดกายอยู่นั่นแหละ ประเด็นน่ะมันอยู่ตรงนี้
ในทำนองเดียวกัน ถึงแม้จะแปรงฟันวันละพันหน จะใช้แปรงยี่ห้ออะไรก็เถิด วิเศษยังไงก็เถิด ยาสีฟันยี่ห้ออะไรก็เถิด จะมีน้ำยาบ้วนปากอีกวันละกี่โอ่งก็เถิด ถ้ายังโกหกอยู่ ยังพูดคำหยาบอยู่ ยังพูดเพ้อเจ้อนินทาชาวบ้านเขาอยู่ ยังพูดส่อเสียดยุให้เขารำ ตำให้เขารั่ว ให้มันทะเลาะกันให้ได้ ให้มันเสียหายให้ได้ ถ้าอย่างนั้นปากก็ยังไม่สะอาดอยู่ดี แต่จะชื่อว่าปากสะอาดได้ ต่อเมื่อเอาเถอะ แปรงฟันบ้าง ไม่แปรงฟันบ้าง เพราะว่ายากจน แปรงมันก็ไม่ค่อยจะมี ได้แต่น้ำบ้วนปากแล้วก็อมเกลือ อมเกลือขลุกขลักๆๆ แล้วก็บ้วนทิ้ง ถึงกระนั้น ท่านผู้นี้ไม่ได้โกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อนินทาใคร ไม่พูดส่อเสียด เออ ปากสะอาด ทั้งๆ ที่ไม่ได้แปรงฟันนั่นแหละ เอาแค่น้ำบ้วนปาก เอาเกลืออม ปากสะอาดได้
ความสะอาดของกาย ความสะอาดของวาจา ความสะอาดของใจ มันเป็นความสะอาดระดับลึก เป็นความสะอาดที่ผู้มีปัญญาเท่านั้นแหละจึงจะมองออก เพราะฉะนั้นความสะอาดของผู้ปฏิบัติธรรมน่ะ ผู้ที่หวังจะบรรลุธรรมน่ะเป้าวัตถุประสงค์จึงไม่เหมือนกับแพทย์ ไม่เหมือนกับของพยาบาลเขา แพทย์พยาบาลเขาก็สะอาด เสื้อผ้าที่เขาเอามาใช้ ต้มแล้วก็ต้มอีก เข็มฉีดหยูกฉีดยาของเขานึ่งแล้วก็นึ่งอีก แต่ว่าถึงกระนั้นก็ยังจัดว่ามันสะอาดเพียงผิวเผิน คือสะอาดในระดับเปลือกๆ แค่ฆ่าเชื้อโรคได้ แต่ว่าฆ่ากิเลสไม่ได้ มันเป็นความสะอาดที่ตื้นเผิน มันสะอาดไม่ถึงศีล จับประเด็นตรงนี้ให้ดี
คราวนี้ ระเบียบวินัยของทหารก็เช่นกัน ระเบียบวินัยของทหารมีเอาไว้ทำไม เห็นซ้ายหัน ขวาหัน กลับหลังหัน หน้าเดิน หลังเดินอะไรก็ไม่รู้ แปรขบวนวิ่งกันให้พลุบพลับๆ ดีไหม ก็ดี ไม่มีทหารแล้วประเทศชาติมันจะอยู่ได้ยังไง ทหารเป็นรั้วของชาติ รู้กันอยู่ เพราะเป็นรั้วของชาติ เขาจึงต้องมีระเบียบมีวินัยอย่างเคร่งครัด พร้อมที่จะฟาดฟันศัตรูหมู่อมิตร (หมดหน้า 1/A)
(เริ่มม้วน 1/B)
แต่ว่า วินัยของทหารมีไว้เพื่อปราบศัตรูภายนอก ส่วนวินัยของผู้ประพฤติธรรม ผู้ที่เข้าวัด มีเอาไว้ทำไม มีเอาไว้ปราบกิเลส ปราบศัตรูภายใน ปราบมันทำไม ปราบเพื่อให้ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจของเราสะอาดน่ะสิ อ้อ ระเบียบวินัยต้องไปกับความสะอาด เมื่อระเบียบวินัยต้องไปกับความสะอาด ศีลต้องไปเพื่อความสะอาด เอาล่ะ หลักการอยู่ตรงนี้
ยายเคี่ยวเข็ญตัวเองตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้เมตตาอบรมสั่งสอนให้ แต่ด้วยความที่ไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของท่านน่ะแหละ ท่านเลยยิ่งต้องมีความระมัดระวังตัว คือได้ยินได้ฟังอะไรแล้ว เนื่องจากจดก็ไม่ได้ จดก็ไม่ได้ อ่านก็ไม่ออก ครั้นจะจำ จำไม่ไหว เรื่องของศีลมีเยอะแยะ ว่ากันเป็นตู้ๆ พระไตรปิฎก ยิ่งศีลของพระ ๒๒๗ ข้อ หรือพระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ ข้อ ท่านจำไม่ไหวหรอก เมื่อจำไม่ไหว แล้วทำไง มีทางเดียว จับหลักการให้ได้ จากการเคร่งครัดฝึกหัดขัดเกลาตัวเองตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเคี่ยวเข็ญให้ ในที่สุดก็สรุปได้ว่าศีลทั้งหลายมีไว้เพื่อความสะอาด
เพราะฉะนั้นท่านจึงเคี่ยวเข็ญความสะอาดภายในใจของท่านให้ได้ แต่ แล้วก็เคี่ยวเข็ญความสะอาดในระดับลึกทางกายกะทางวาจาให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็เข้าถึงธรรมะไม่ได้ เพื่อให้ได้อย่างนี้ ยายก็พบด้วยตัวของยายเองพบจากการปฏิบัติ พบยังไง พบว่าไอ้ความสกปรกเลอะเทอะต่างๆ ภายนอกน่ะจะเป็นกุฏิรก จะเป็นถนนหนทางในวัดรก จะเป็นต้นไม้ต้นไร่ ใบไม้ใบหญ้าขึ้นรก สิ่งเหล่านี้ทำให้ใจพะวง สิ่งเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความกกระทบกระทั่ง เพราะฉะนั้นกำจัดสิ่งเหล่านี้ให้หมดไปให้ได้ แล้วนอกจากผู้ที่ตั้งใจกำจัดความรก ความไม่เป็นระเบียบเหล่านี้ จะได้รับอานิสงส์ว่าตัวเองจะได้ความสบายใจ เนื่องจากมองไปทางไหนมันก็สะอาดแล้ว ยังเป็นต้นทุน ยังเป็นอุปกรณ์ให้รักษาศีลได้ง่ายอีกด้วย
ยกตัวอย่าง ที่นั่งเป็นแถวกันอยู่นี่ คุณยายเคี่ยวเข็ญหลวงพ่อตั้งแต่หลวงพ่อเริ่มแรกไปถึงวัด ไปถึงกุฏิของท่าน ไปถึงบ้านของท่านบ้านเล็กๆ ท่านก็เคี่ยวเข็ญหลวงพ่อ หลวงพ่อธัมมะโดนมาด้วยกันนั่นแหละ นั่งให้เป็นแถว นั่งให้เป็นระเบียบ แล้วมันจะได้ไม่กระทบกระทั่งกัน ไอตัวของเรา ไออุ่นไอร้อนในตัวของเราออก เดี๋ยวมันจะกระทบกระทั่งกันหงุดหงิด นั่งสมาธิก็ไม่ได้ ใจก็หงุดหงิด เพราะฉะนั้นคุณ เอาเลย นั่งล่ะก็ ขัดสมาธิลงไปแล้ว ห่างกันนะสักคืบหนึ่ง บอกเลยห่างกันครึ่งหนึ่ง ไออุ่นจากเราจะได้ไม่ไปกระทบใคร กลิ่นเหงื่อกลิ่นไคลในตัว กลิ่นไม่สะอาดจากเรา จะได้ไม่กระทบจมูกใคร แล้วนั่นคือที่มาของศีลของแต่ละคนอย่างมั่นคง แล้วจะนำเข้าไปสู่ความสะอาด
ตรงนี้ต้องพูดเอาไว้ เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะมุ่งความสะอาดกัน จนกระทั่งเดี๋ยวจะต้องเอาพรมที่นั่งอยู่นี่เอาไปต้ม เอาไปนึ่ง เดี๋ยวได้ยุ่งตายเลย แล้วเพื่อให้ความสะอาด กวาดแล้วกวาดอีก ไอ้คนแรกเพิ่งกวาดไปหยกๆ เดี๋ยวอีกคนมากวาดอีก ไอ้คนแรกมันก็เลยบอกว่าไอ้คนหลังนี่ดูถูกว่ามันกวาดไม่เกลี้ยงหรือไง ทะเลาะกันอยู่ตรงนั้นแหละ คนรักความสะอาดทะเลาะกันเองอยู่แถวๆ นั้นแหละ ที่พูดนี่น่ะไม่ใช่ไม่เกิด มันได้เกิดแล้ว ถึงยกตัวอย่างได้
เพราะฉะนั้นขอให้ทราบไว้ ความสะอาด ความเป็นระเบียบที่คุณยายเคี่ยวเข็ญนั้น วัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้เกิดความสะอาดทางกาย เกิดความสะอาดทางวาจาในระดับลึก คือความสะอาดภายนอกและความมีระเบียบจากภายนอก จะช่วยให้รักษาศีลได้มั่นคง ลึกซึ้งขึ้น ประเด็นอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้มองศีลล่ะก็ ขอให้มองถึงว่านี่มันคือความสะอาดในระดับลึก และก็มองความเลอะเทอะข้างนอก ว่านั่นแหละเศษกระดาษสักนิดหนึ่งที่ตกบนพื้น เศษพลาสติกสักนิดหนึ่งที่ตกบนถนน เศษอะไรก็ตามที มันแค่นิดเดียวแหละ แต่มันจะนำความสกปรกเข้าไปได้ถึงระดับลึกคือระดับกาย วาจา และใจของเราได้ ประเด็นจะอยู่ตรงนี้
คราวนี้ แล้วสมาธิล่ะอะไร สมาธิ พูดขึ้นเมื่อไหร่ ร้อยละ ๙๙ ก็จะบอกว่าสมาธิเป็นเรื่องของความสงบใจ ร้อยละ ๙๙ จะต้องพูดอย่างนี้ ถูกไหม มันก็ถูก แต่ถูกไม่หมด ถูกเปลือกๆ ของมัน บางคนนั่งหลับก็บอกแหม สงบดีจัง สงบแสงบอะไรมันนั่งหลับ แหมได้บุญเยอะ ได้บุญเยอะอะไร นั่งหลับ ก็พอกับนอนหลับนั่นแหละ
ถ้าอย่างนั้นหลักการของสมาธิมันคืออะไร สมาธิเป็นเรื่องของความสว่างที่เกิดขึ้นข้างใน ฟังให้ดีนะ สมาธิเป็นเรื่องของความสว่างข้างใน ก็ถ้าไม่สว่างข้างใน จะเห็นยังไงล่ะนี่ ปฐมมรรค นี่กายมนุษย์ละเอียด นี่กายทิพย์ นี่กายพรหม กายอรูปพรหม นี่ธรรมกาย ไปเห็นได้ยังไง ก็มันสว่างมันถึงเห็น ถ้ามืดๆ มันจะไปเห็นอะไร เพราะฉะนั้นที่นั่งมืดๆ อยู่แล้วก็บอกแหม วันนี้ดีเหลือเกิน สงสัยว่านั่งหลับ ก็ หรือไม่อย่างนั้น ไม่หลับหรอก แต่มันยังไม่รวม หรือมันยังไม่ถูกส่วน หรือว่ามันแค่ทำท่าจะเป็นสมาธินะ
คือแต่เดิมนั่งหลับตาก็มืดอย่างกะเข้าถ้ำ ดำเหมือนอย่างกะถ่าน ตอนนี้สมาธิดีขึ้นมาแล้ว เป็นไง โอ้โฮ สว่างกว่าตะวันเที่ยงเลยหรือ เปล่าหรอก มันก็มืดๆ นั่นแหละ แต่มันมืดเทาๆ อ้อ ก็มันก็สว่างก็สว่างขึ้นไง จากมืดเหมือนถ่าน มืดเหมือนนิล วันนี้มันมืดเทาๆ ก็แสดงมันสว่างขึ้นมาแล้ว นั่นก็เป็นความก้าวหน้าของสมาธิของเรา แต่ว่ามันยังไม่ถึงจุดมาตรฐานว่าแหม เป็นดวงใสอย่างกะดาวประกายพรึก หรือว่ามันยังไม่เป็นดวงใส อย่างกะดวงแก้ว อย่างกะเพชร เอาล่ะมันก็เริ่มสว่างๆ จากมืดสนิทเป็นมืดเทาๆ ก็เอา ก็ดีแล้วแหละ
จากมืดเทาๆ ก็เออ ก็ชักเหลืองๆ บ้าง แดงๆ บ้าง อือหลับๆ ตารู้สึกมันเหลืองๆ มันแดงๆ ก็แสดงว่ามันมีความสว่างเกิดขึ้นบ้างแล้วในระดับหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาไปจนกระทั่งเออเห็นเป็นดวงผุดขึ้นมาที่ศูนย์กลางกาย เห็นอย่างนี้เมื่อไหร่ เออ นั่นแหละ สมาธิตัวจริงอยู่ตรงนั้น ไอ้นอกนั้นที่นั่งมาตั้งหลายปีนั่นน่ะ มัน มันเฉียดๆ สมาธิน่ะนะ ตรงนี้ทำความเข้าใจไว้ด้วย
เพราะฉะนั้นวัดสมาธิของเรา วัดที่ตรงไหน วัดที่ความสว่าง ชัดเจนลงไปตรงนี้ ยิ่งสว่างยิ่งดี แต่ก็ขอเตือนไว้ อ๋อ ยิ่งสว่างยิ่งดี เพราะฉะนั้นพอลงมือนั่งปุ๊ป ก็จะเข่นให้มันสว่าง เดี๋ยวคงได้ปวดหัวดิ้นพราดๆ อยู่แถวนี้แหละนะ ก็ไม่ต้องเค้นมันหรอก ก็ค่อยๆ ให้มันค่อยๆ พัฒนาของนั่งขึ้นมา ขยันมันไป แต่เดิมมืดสนิทเหมือนอย่างกะนิล เหมือนอย่างกะถ่าน หนักเข้ามันก็มืดเหมือนกัน มืดแบบเทาเข้มๆ หนักเข้าก็มืดแบบเทาอ่อนๆ เทาจางๆ แล้วมันก็พัฒนาขึ้นมาตามลำดับๆ จนกระทั่งเป็นดวงสว่าง สว่างแค่ดวงดาวบนท้องฟ้า สว่างแค่เทียนที่จุดบูชาพระ สว่างแค่ดวงจันทร์คืนข้างแรม คืนข้างขึ้น สว่างเหมือนดวงจันทร์มาฆะฤกษ์ พัฒนามันเรื่อยไป จนกระทั่งสว่างเหมือนตะวันเที่ยง
เอ๊ะ พอถึงตะวันเที่ยงนี่ ถ้าหลับตาลืมตาสว่างเท่ากันนี่มันก็ไม่เบาแล้วนะ แต่คุณยายสั่งเอาไว้ ท่าน สว่างแค่ตะวันเที่ยงน่ะมันยังไม่พอจะระลึกชาติหรอกนะ มันต้องได้ระดับตะวันเที่ยงเรียงเป็นดวงๆ เต็มท้องฟ้าล่ะก็ เออ นั่นแหละ นั่นแหละ มันจะถึงเอาไปใช้ระลึกชาติไม่ผิดไม่พลาดได้ ถ้าสว่างวับๆ แวมๆ แค่ดวงเทียน แค่ดวงดาว แค่ดวงจันทร์ เอาไประลึกชาติน่ะ มันไม่ได้หรอก มันก็คุ่มๆ ค่ำๆ เงาๆ ไป สะเปะสะปะ เดี๋ยวเถอะผิดมากกว่าถูก ใช้ไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นนะ พวกท่านเมื่อข้างในสว่างแล้ว ก็ให้มันสว่างยิ่งกว่าเอาตะวันเที่ยงมาเรียงเป็นดวงๆ เต็มท้องฟ้า เป็นร้อยเท่า พันเท่า เป็นล้านเท่า อสงไขยเท่า เออ นั่นแหละ นั่นแหละ คือสิ่งที่ต้องการ
ยายเองก็ถูกหลวงพ่อวัดปากน้ำเคี่ยวเข็ญมาอย่างนี้แหละ ทีแรกของยายก็สว่างไม่มาก ก็ค่อยๆ พัฒนาไป เข้าไปวัดทีแรกยังสว่างไม่มากนัก แค่สว่างกว่าตะวันเที่ยงนิดหน่อย แล้วยายก็เลยถูกหลวงพ่อท่านให้บทฝึกหัด ไปทำอะไร ไปหัดนั่งนับเม็ดฝน เออดี ว่าฝนเมื่อกี้นี้มันตกน่ะกี่เม็ด ท่านเอาเม็ดฝนมาล่อเรา ให้เราอยากจะนั่งเยอะๆ เพื่อจะได้ไปนับได้ พอใจจรดใจจ่อที่จะนับเม็ดฝนให้ได้ว่าเมื่อมันตกเมื่อกี้นี้ตั้งชั่วโมงหนึ่งนั่นน่ะมันกี่เม็ด นับไม่ยากนะ ถ้าองค์พระในตัว พระธรรมกายโต ขยายองค์พระให้หน้าตักคลุมพื้นที่ที่ฝนตก มองเข้าไปในศูนย์กลางกายก็เห็นทุกเม็ดน่ะแหละ เขานับกันอย่างนั้น แต่ว่าขยายได้ขนาดนั้นมันต้องสว่างพอแรงเชียวนา
พอนับเม็ดฝนได้ว่าเมื่อกี้ที่ฝนมันตกน่ะกี่เม็ด ก็ดีใจ๊ดีใจ นึกว่าจะได้พัก เปล่า หลวงพ่อให้ไปตรวจอีก ไปนับอีก พรรษานี้ทั้งพรรษานี่ ๓ เดือนนี่ฝนมันตกกี่เม็ด พ่อเจ้าประคูณเอ๊ย ยายนั่งเสียตัวตั้งเลยกว่าจะนับได้ แล้วรู้ยังไงว่าไม่ผิดไม่พลาด รู้ได้ มันเช็กกันได้ แต่ละคนที่อยู่โรงทำวิชชา ก็ต้องนั่งเช็กกันอย่างนี้ แล้วหลวงพ่อท่านก็เช็กด้วย แล้วนับผิดไปกี่เม็ด ท่านยังบอกอีกด้วย เอ็งนับผิดไปกี่เม็ด หนักเข้าหนักเข้า ปีนี้ทั้งปีฝนตกในโลกกี่เม็ด ท่านนับกันอย่างนี้ นับได้ยังไง เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ไม่มี ก็ถามยายอย่างนี้แหละ เรามันยังทำไม่ได้ ป
ยายก็บอก ก็มันจะไปยากอะไร โลกมันโตแค่ไหน ใจกะโลกนี่ ไหนจะโตกว่ากัน เออ ใจมันโตกว่าโลกนะ ใจมันโตกว่าบ้าน ใจมันโตกว่าเมือง ใจมันโตกว่าประเทศ กษัตริย์เขาปกครองประเทศ ใจเขาก็ต้องคลุมประเทศ มันโตกว่าประเทศ ใครคิดอยากจะเป็นจ้าวโลก ใจของเขามันก็ต้องคลุมโลก เพราะฉะนั้นถ้าจะนับเม็ดฝนว่ามันตกกี่เม็ดในโลกนี้ ปีนี้โลกนี้ ฝนมันตกกี่เม็ดมันก็ไม่ยาก ก็ขยายองค์พระให้หน้าตักคลุมโลก แล้วก็มองเข้าไปในศูนย์กลางกาย มันก็เห็นจนหมดนั่นแหละ แล้วเราก็นับไป
เออ ยายพูดมันก็ไม่ยาก แต่ทำแล้วทำอีก ก็ลองไปทำกันดูเถอะ แล้วก็รู้หรอก ยากหรือไม่ยาก แต่ว่านี่ หลักการของสมาธิอยู่ที่ความสว่าง จับประเด็นให้ดี เพราะฉะนั้นอยากจะรู้ว่าสมาธิของเราก้าวหน้าแค่ไหน แต่ละวันละวันนี่ ไม่ต้องไปถามใครหรอก ถามตัวเองนั่งเมื่อกี้นี้มันสว่างแค่ไหน ตอบได้เลย หลักการของศีลคือความสะอาด แต่เป็นความสะอาดระดับลึก ลึกเข้าไปในเนื้อ ลึกเข้าไปในกระดูก ลึกเข้าไปในใจ แต่ก่อนจะลึกเข้าไปได้อย่างนั้น เออ ข้างนอกนี่ให้มันสะอาดจนคุ้นเสียก่อน ข้างนอกมันสะอาดจนคุ้น แล้วข้างในมันจึงสะอาดระดับลึกได้
เพราะฉะนั้นพูดก็พูด ผู้ที่เข้าถึงธรรมแล้ว มองหน้าก็รู้ว่าใครจะเข้าถึงธรรมเมื่อไหร่ ทำไม หน้าสะอาดๆ มันก็เร็วนี่ ถ้าหน้ายังไม่สะอาด มันยังอีกลึกนัก ขออภัยไม่แกล้งว่าใคร นี่ยังป้ายเปรอะๆ กันอยู่กี่ชั้นกี่ชั้นนั่นน่ะ รองพื้นไว้ตั้งหลายชั้นนั่นน่ะ โฮ้ย อีกนาน ขออภัยนะ เพราะอะไร เพราะพอนั่งสมาธิมากเข้ามากเข้า ไอ้ที่ทาเอาไว้เยอะๆ เราจะมีความรู้เออสึกมันเปื้อนหะ ขออภัยไม่ได้แกล้งว่าใคร มันอาจจะสวนทางโลกหน่อย แต่มันมีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เออ ยังทากันอีกหนาๆ อย่างนี้ คงอีกนานนะกว่าจะเข้าถึงข้างใน ฮ่ะขออภัยที่แวะข้างทาง
หลักการของศีลอยู่ที่ความสะอาด หลักการของสมาธิอยู่ที่ความสว่าง ถามว่าจะสว่างเอาไปทำอะไร สว่างอย่างกะตะวันเที่ยงแล้วยังไม่พอ ต้องสว่างเหมือนเอาตะวันเที่ยงมาเรียงเต็มท้องฟ้า แล้วตาไม่ปะทุตายหรือ ไม่ ยิ่งสว่างยิ่งชุ่มชื่นหัวอกหัวใจ เหมือนอย่างกะดวงจันทร์ ยิ่งสว่าง ใครเห็นก็ยิ่งชื่นใจ เออมันกลับตาลปัตรกัน
จะเอาสว่างไปทำอะไร มันมีความจำเป็น จำไว้ ปัญญาของมนุษย์น่ะมันจะเพิ่มพูนมากขึ้นตามการเห็น เห็นได้มากเท่าไหร่ ปัญญามันก็มากไปถึงนั่น เขาสร้างกล้องดูดาว มองไปได้ไกลเท่าไหร่ ปัญญาความรู้เกี่ยวกับจักรวาล มันก็กว้างไกลไปถึงนั่น ในแง่ของเล็ก มันของไกล มีกล้องส่องทางไกลทำให้เห็นอะไรไกลๆ ปัญญามันก็ไปไกลขนาดนั้น ไอ้ของเล็กๆ เช่นเชื้อโรคก็ต้องใช้กล้องจุลทรรศ ยิ่งถ้าเป็นไวรัสมันเล็กกว่าไอ้ตัวแบคทีเรียอีก มันก็ต้องใช้กล้องที่มีกำลังการขยายสูงเข้าไปอีก ไอ้เจ้ากล้องที่มันขยายได้มากเท่าไหร่ ทำให้เห็นของเล็กๆ นิดๆ น่ะได้โตขึ้นชัดขึ้นมาเท่าไหร่ ก็ต้องทำให้เรามีปัญญารู้เท่าทันในสิ่งเล็กๆ นั้นมากขึ้นเท่านั้น
โดยย่อ ปัญญาของมนุษย์ มันเพิ่มพูนไปกับการเห็น และการเห็นนั้นจะมากน้อยขึ้นอยู่กับความสว่าง เพราะฉะนั้นการทำสมาธิเพื่อเพิ่มพูนความสว่าง มันจึงจำเป็น จำเป็นยังไง จะไปดูกิเลสในตัว กิเลสในใจว่ามันซุกอยู่ตรงไหนของใจ
ขั้นแรกมันต้องสว่างขนาดดวงอาทิตย์ยามเที่ยงเป็นอย่างน้อย มันจึงจะเริ่มเห็นใจของตัวเอง ถ้ามันสว่างเหมือนอย่างกะดวงอาทิตย์เรียงกันเต็มท้องฟ้า ถ้าอย่างนั้นเห็นใจตัวเองชัดแล้ว แต่ยัง ยังไม่เห็นกิเลสที่มันซุกซ่อนอยู่ในใจ มันต้องสว่างขึ้นไปกว่านั้นอีก สว่างในสว่าง สว่างในสว่าง จนกระทั่งเห็นจนได้น่ะ ไอ้เจ้ากิเลสตัวนี้นี่มันซุกอยู่ในใจ ทำให้เรามักโกรธอยู่นี่ๆๆ ไอ้ตัวนี้นี่เอง เดี๋ยวจะลากคอมันออกมา ไอ้นี่แหละทำให้เราขี้ยัวะ ไอ้นี่แหละทำให้เราโลภละ มองเห็นเชียว ไอ้นี่แหละทำให้เราขี้อิจฉา อ๋อ มันอยู่นี่เอง เดี๋ยวจะถอนรากถอนโคนมันออกให้หมดอย่างกะถอนหญ้าอย่างนั้นแหละ เออๆๆ
ความสว่างน่ะมีความจำเป็นอย่างนี้ มีความสัมพันธ์กับการปราบกิเลสอย่างนี้ และจะสว่างได้มากน้อยแค่ไหน เออมันต้องสะอาดมากๆ จากศีลน่ะ แล้วมันจึงจะมาสว่างมากๆ ตรงสมาธิ และเพราะสว่างมากๆ ตรงสมาธิ ทำให้เราไปเห็นความจริงที่มันซ่อนอยู่ข้างหลัง ที่มันซ่อนอยู่ข้างใน ที่มันซ่อนอยู่ลึกๆ พอไปเห็นมันอย่างนี้ แล้วอะไรเกิดขึ้น เออ มันก็ฆ่ากิเลสได้ มันฆ่ายังไง เอาอีโต้ไปห้ำใช่ไหม ไม่ใช่เอาครกโขลกไปด้วย มันก็ไม่ใช่ ก็ได้แต่อุปมา มันฆ่ายังไง ก็ในโลกนี้เวลาความมืดมันครอบคลุมอยู่ แล้วเวลาฆ่าความมืด มันฆ่ายังไงของโลก ก็พอดวงอาทิตย์เกิดขึ้น ความสว่างของดวงอาทิตย์มันก็ฆ่าความมืดไปได้อย่างนั้นแหละ มันฆ่ากันไปตามลำดับ อ๋อ ความสว่างมีความจำเป็น ไม่ทราบนั่งอยู่นี่มีใครชื่อพ่อสว่างแม่สว่างไหม ช่วยยกมือหน่อย มีไหมเอ่ย เอ้าถ้าไม่มีก็แล้วไป เอาล่ะ ถึงไม่มีก็อยากจะฝากไว้ นั่งอยู่นี่ไปเป็นพ่อสว่างแม่สว่างให้ได้ทุกคนนะ (สาธุ)
สว่างให้ได้ สว่างข้างในมากเท่าไหร่ มันก็ฆ่ากิเลสไปได้มากเท่านั้นแหละ นี่เงื่อนมันอยู่ตรงนี้ เมื่อมันฆ่ากิเลสไปได้มากเท่าไหร่ ไอ้ฝ้าๆ ฟางๆ ที่มันบังใจด้วย บังตาด้วย คราวนี้มันหมดแล้ว มันเริ่มหมดไปตามลำดับ มันก็เกิดความรู้เท่าทันไปตามลำดับๆ สว่างมาก มันก็รู้เท่าทัน เท่าทันอะไร เท่าทันกิเลส เท่าทันอารมณ์ของเรา มันรู้เท่ารู้ทัน หนักเข้าหนักเข้ามันไม่เท่านั้นนะ มันเห็นตัวเองชัดๆ ว่ากิเลสของตัวเองมันเป็นยังไง ใจตัวเองมันเป็นยังไง เดี๋ยวมองคนอื่นมันก็ทะลุ เพราะคนอื่นมันก็มีกิเลสเหมือนกะเราน่ะแหละ ตัวเดียวกันเปะเลย หน้าตาไม่ต่างกันหรอก ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลงเหมือนกันเปะเลย ตัวเดียวกันเชียว มันถอดพิมพ์เดียวกันมา ของเรามียังไง คนอื่นมันก็ไอ้อย่างนั้นนั่นแหละ อ้อ มิน่า ปู่ย่าตาทวดจึงบอกว่าเออ รู้จักเอาใจเขาไปใส่ใจเราบ้างเน้อทำไมล่ะ ก็ทั้งใจเขาใจเรา กิเลสตัวเดียวกันน่ะแหละ อีพันธุ์เดียวกันนั่นแหละ รู้จักถนอมๆ ใจกันไว้ด้วย ไม่งั้นเดี๋ยวมันระเบิดนะเอ้า เมื่อสว่างไปมากเท่าไหร่ ก็รู้เท่า รู้ทันกิเลสในตัว กิเลสคนอื่น (หมดม้วน 1/B)
(เริ่มม้วน 2/A)
ธรรมชาติของโลก ฟ้าดินมันเป็นยังไง มันก็ชักรู้เท่ารู้ทันกันไปนั่นแหละ ก็อีกตรงนี้แหละ ยายจึงได้บอกได้ท่านนะ เดี๋ยวฝนมันจะ เอ่อ ปีนี้ฝนจะแล้ง ปีนี้ฝนจะชุก ผู้มีธรรมน่ะมองทะลุล่วงหน้าไปเป็นปีๆ เพราะมันมีเหตุ เหตุคืออะไร กิเลสในตัวคนน่ะแหละ มันเป็นตัวบังคับว่าให้โลกนี้น่ะมันจะแล้ง หรือมันจะฝน มันจะน้ำพอดี หรือมันจะน้ำท่วม มันจะร้อนอบอุ่นพอดี หรือมันจะร้อนตับระเบิด มาจากอะไร มาจากกิเลสในตัวคน แต่ว่าของแต่ละคนละคนรวมกันเข้า แล้วก็เป็นตัวควบคุมบรรยากาศในโลกนี้ เออ พอมีธรรมเข้า เข้าถึงธรรมกายไปดูไปเห็นเข้า อ๋อ มันมาอย่างนี้
ประเทศจะ เศรษฐกิจรุ่งเรือง หรือว่าเศรษฐกิจจะซบเซา มันขึ้นอยู่กับอะไร มันขึ้นอยู่กับความโลภของคนในประเทศ ถ้าความโลภของแต่ละคนละคนในประเทศรวมกันแล้วมันมากมันน้อยแค่ไหน ถ้าความโลภมันมาก แต่ละคนเห็นแก่ แล้วมันก็ส่งผลให้แต่ละคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวของมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา ถ้าอย่างนั้นเศรษฐกิจล่มจมแน่นอน แต่เออ ความโลภมันน้อย ทำไมมันน้อย เพราะมันตั้งใจทำทาน ทุ่มทำบุญทำทานกันเข้าไป ความโลภมันน้อย เอ่อ บุญมันเกิดจากการทำทานเยอะ เวลาทำทานที ใจมันก็สว่างขึ้นมาวูบทีหนึ่ง ทำอีกทีหนึ่งมันก็วูบขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ถ้าทำน้อยๆ มันก็วูบน้อยๆ แบบหิ่งห้อย มันทำมาก มันก็วูบโตๆ เหมือนอย่างกะไฟฉาย อย่างกะสปอร์ตไลท์ อย่างกะตะวันเที่ยง มันวูบต่างกัน วูบแล้วมันก็สะสมความสว่างนั่นแหละเอาไว้ สว่างมากเท่าไหร่ มันก็ฆ่าความโลภไปได้เท่านั้น มองไปทั้งแผ่นดินน่ะ เออ ความโลภน้อย บุญจากการทำทานมาก เออๆ เศรษฐกิจยังไงก็ต้องดี ผู้ที่ธรรมมองอย่างนี้
แต่ว่าทางโลกเขาก็เอาสถิตินะ ไอ้สินค้าขาเข้าขาออก ไอ้รายได้ต่อคนต่อเอ่อ ต่อวันต่อเดือนต่อปี อะไรก็ไม่รู้เขา ก็มานั่งคำนวณกัน ตรงนั้นมันปลายเหตุ แต่ต้นเหตุมันอยู่ในศูนย์กลางท้องของแต่ละคนน่ะไปดูเอาเองเถอะ หลวงพ่อเมื่อไหร่จะรวย เอ๊ะข้าก็ไม่ใช่หมอดูนะ แต่จะดูเองได้ไหม ก็ดูไปที่ศูนย์กลางกายตัวเองน่ะแหละ เดี๋ยวก็รู้ ก็มันยังไม่เห็นน่ะหลวงพ่อ หลับตาทีใด มันก็มืดทุกที ถึงมืดก็เอาเถอะ วางใจนิ่งๆ เดี๋ยวมันมีส่วนผุดรู้ขึ้นมาได้ คือพอวางใจนิ่งๆ เข้าแล้วมันค่อยสว่างขึ้นมาเท่าไหร่ เอาล่ะจากดำสนิทเป็นดำเทาๆ ขึ้นมา หรือเป็นเหลือง เป็นส้ม เป็นความใสล่ะก็ เออนั่นแหละ นั่นแหละ ก็อำนาจทานที่เราทำ มันก็ดันขึ้นมาผุดขึ้นมาให้รู้ได้อย่างนั้นแหละ ตามส่วนแห่งการนั่งสมาธิของเราที่มันจะส่งผลพอให้เรารับรู้ได้ มันก็ได้อย่างนี้
ทีนี้ เมื่อความสว่างพัฒนาไปถึงไหน ความรู้มันก็พัฒนาตามไปถึงนั่น พูดง่ายๆ ปัญญามันก็เกิดตามล่ะซิ คราวนี้คงไม่สงสัยนะ ทำไมเขาถึงว่า อ๋อ นั่งสมาธิไปเถอะ อีกหน่อยปัญญามันเกิด มันเกิดเพราะความสว่างมันไปฆ่าความมืดที่อยู่ในใจ แล้วก็เลยทำให้เห็นเหตุต่างๆ ตรงตามความเป็นจริง ทีนี้ ถามว่า concept หลักการของปัญญาจริงๆ แล้วมันอะไร ที่ต้องมาพูดถึงหลักการของปัญญาก็เพราะว่าปัญญาน่ะมันมีอยู่ ๓ ระดับนะ มันมี ๓ ประเภท ไม่ใช่มีประเภทเดียวหรอก ปัญญามีอยู่ ๓ ประเถท
ปัญญาประเภทที่ ๑. เป็นปัญญาที่เกิดจากความจำ นี่ เราจำเรื่องราวอันนั้นได้ อันนี้ได้จากอ่านหนังสือ มันก็เป็นปัญญาอย่างหนึ่ง เป็นปัญญาแบบเด็กๆ เป็นปัญญาแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่เอาแหละ มันก็ มันก็มีคุณค่า เหมือนอะไร ก็เหมือนคอมพิวเตอร์น่ะแหละ มันช่วยเราจำ มันยังมีคุณค่า ต้องไปซื้อเครื่องเป็นหมื่นๆ เป็นแสนก็มี อื่อ เพราะฉะนั้นใครจำได้ดี มันก็เป็นคุณค่าอย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ถ้าจำได้ดีขนาดนั้น มันเป็นคุณค่า มันเก็บไว้เป็นข้อมูลได้ นี่เป็นปัญญาแบบเด็กๆ
ปัญญาประเภทที่ ๒ หรือขั้นที่ ๒ เป็นปัญญาที่เกิดจากความคิดหรือเกิดจากประสบการณ์ ผ่านแดดผ่านลม ผ่านร้อนผ่านหนาว โดนโขลกกันมามากเข้ามากเข้า โดนโลก โดนชีวิตมันโขลกเข้า โดนคนพาลมันโขลกเข้า มันจะรื้อวัด มันจะเผาวัดเรา เออ ต้องหาทางต่อสู้ดิ้นรน ได้ปัญญาอีกประเภทหนึ่งเหมือนกัน เป็นปัญญาที่เกิดจากความคิดหรือเกิดจากประสบการณ์ นี้เป็นปัญญาประเภทที่ ๒
ปัญญาทั้ง ๒ ประเภทนี้ถึงไม่ต้องนั่งสมาธิก็มีได้ ไม่ต้องนั่งหรอก ที่เขาจบปริญญาตรี โท เอก กันมาน่ะไม่ต้องนั่งหรอก ก็มีได้ เป็นโปรเฟสเซอร์ โปรเฟสโง่อะไรนั่นน่ะ เขาก็ ไม่ต้องนั่งหรอก เขาก็ได้ปัญญา ๒ ประเภทนี้แหละไป ปัญญา ๒ ประเภทนี้เป็นปัญญาที่ยังไม่สรุป เป็นปัญญาที่ยังมีการเปลี่ยนแปลง ยังต้องมีการค้นคว้า เพราะเหตุนี้เขาจึงยังต้องมีการวิจัย การ reserve อะไรต่ออะไรกันเยอะแยะ มีการจดสถิติกัน สังเกตการณ์กันไป เพื่อเพิ่มพูนปัญญา ๒ ประเภทนี้
คุณยายท่านไม่ได้เรียนหนังสือ ท่านอ่านไม่ออก ท่านเขียนไม่ได้ ถ้าว่าไป มันก็เป็นความอาภัพอย่างหนึ่งของคุณยาย ในขณะที่พวกเรานี่โชคดีมีปัญญา ๒ ระดับนี้อย่างเพียบพร้อมบริบูรณ์ ร่ำเรียนเขียนอ่านกันมาแล้วคนละเยอะๆ แต่ว่ามันเลยกลับกัน พวกเรามีปัญญา ๒ ประเภทนี้เยอะ เลยนอนใจ ไม่พยายามที่จะไปหาปัญญาประเภทที่ ๓ คือปัญญาที่เกิดจากการเห็น เกิดความสว่างภายใน เราไม่เอา แล้วเราไม่ค่อยสนใจกัน คนทั้งโลก พวกหนึ่งส่วนมากด้วย ไม่รู้ด้วยว่ายังมีปัญญาประเภทที่ ๓ นี้ พวกหนึ่งรู้ แต่ว่าขี้เกียจ เฮ้ย ๒ ประเภทแรกก็พอแล้ว ไปเอิงไปเอามันทำไมประเภทที่ ๓ แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว แค่นี้ก็รวยแล้ว แค่นี้ก็ดังแล้ว แค่นี้ก็หล่อแล้ว แค่นี้ก็เป็นเจ้าพ่อได้แล้วเอ้า ได้ก็ได้วะ เรื่องของเอ็งล่ะเว้ย แต่เตือนไว้นา ปัญญา ๒ ประเภทนี้น่ะ ถึงจะซื้ออะไรได้ได้ทั้งโลกก็ตามที แต่ซื้อสวรรค์ไม่ได้ ปิดนรกไม่ได้ เปิดสวรรค์ไม่ได้ ปัญญา ๒ ประเภทนี้ เตือนเอาไว้ด้วย
คุณยายถ้าว่าอาภัพก็อาภัพ อาภัพที่ไม่มีปัญญา ๒ ประเภทแรก ท่านก็เลยเปลี่ยน เปลี่ยนความอาภัพของท่านให้เป็นโอกาส คือไหนๆ มันก็อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แล้วก็เป็นลูกชาวไร่ชาวนา ไม่รู้จะไปศึกษาหาความรู้หาประสบการณ์ทางโลกได้ที่ไหนกัน เงินทองจะซื้อตั๋วเรือบินไปศึกษาต่างประเทศเหมือนอย่างกะหลายๆ คนก็ไม่มี อย่ากระนั้นเลย เปลี่ยนความอาภัพให้เป็นโอกาส ให้เป็นโชคดีกว่า ไหนๆ มันก็อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หลับตามันทั้งวันทั้งคืนให้มันรู้แล้วรู้รอดไป อึม คนอื่นมีความรู้ลืมตา เราเอาความรู้หลับตาไปสู้กะเขาดีกว่า ว่าแล้วท่านก็หลับตาทำสมาธิวันละ ๖ ชั่วโมง กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืนแถมอีกสัก ๖ ชั่วโมง ติดต่อกันอย่างนี้เป็นสิบๆ ปี
ในที่สุดยายก็มีโชค และเป็นโชคที่มนุษย์ทั้งโลกยากจะได้ ท่านสามารถทำสมาธิของท่านให้ใจหยุด ใจนิ่ง ใจสว่างได้ แล้วท่านก็ได้ปัญญาประเภทที่ ๓ ปัญญาประเภทนี้แปลก แปลกยังไง ยิ่งรู้ยิ่งสงบ ฝากไว้นะ ปัญญาประเภท ๓ นี่แปลก ยิ่งรู้ยิ่งสงบ ทำไมสงบ เพราะว่ารู้เท่าทัน เห็นอะไรมันรู้ทันไปหมด เลยสงบ เพราะฉะนั้นตลอดชีวิตของคุณยายท่านไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรเลย ไม่ว่ามีอะไร ไม่เห็นยายท่านจะตื่นเต้น ทำไม ท่านไปเจอไปเห็นไอ้ที่ข้างในน่ะ มันยิ่งกว่าไอ้ที่เราเห็นข้างนอก ท่านเลยตื่นเต้นไม่เป็น ดูหน้าท่านซิ ตลอดชีวิตของการอยู่ร่วมกับคุณยาย ก็เห็นยายหน้ายิ้มๆ อย่างนี้ ไม่เห็นท่านตื่นเต้นอะไรเลย
เราอุตส่าห์ไปต่างประเทศ ไปตั้งกี่ประเทศกี่ประเทศ เจออะไรก็บันทึกมา ถ่ายภาพมา ถ่ายวีดีโอมา เอามาให้ยายดู มาเล่าให้ยายฟัง ไม่เห็นยายตื่นเต้นอะไรสักกะนิดหนึ่ง ทำไม เพราะสิ่งที่ยายเห็นข้างใน มันตื่นเต้นมากกว่าที่เราเห็น เพราะฉะนั้นท่านก็เลยไม่ตื่นเต้นกะเราด้วย เห็นอะไรท่านก็สงบไปหมด ทำไมสงบ สงบเพราะรู้เท่าทัน รู้ว่าไอ้สิ่งนี้มันเกิดจากอะไร แล้วเมื่อมันเกิดอย่างนี้แล้ว ต่อไปข้างหน้าแล้วมันจะต้องเป็นยังไงต่อนี้ รู้เสียอีกด้วย ท่านเลยสงบ
แต่ปัญญาทางโลกน่ะ ปัญญา ๒ ระดับ ๒ ประเภทแรกน่ะ ปัญญาที่เกิดจากความจำ ปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์ เกิดจากความคิด ความค้นทั้งหลายแหล่น่ะ ได้อะไรสักหน่อย ฮู้ย มันตื่นเต้น ออกมาประโคมข่าวทางหนังสือพิมพ์บ้าง วิทยุบ้าง ทีวีบ้าง ถ่ายทอดกันไป ตื่นเต้น เพราะอะไร เพราะประเภทคางคกอยู่ในกะลา มีอะไรมันก็จะตื่นเต้นไปหมด
ยายบอกว่าความรู้ของผู้ที่เข้าไปถึงความสว่างภายใน เข้าถึงพระธรรมกาย องค์ที่โตๆ หน้าตักเต็มโลกเต็มจักรวาลนั่นน่ะๆ ความรู้ที่เกิดจากข้างในอย่างนั้นน่ะ ถ้าอุปมาก็เหมือนอย่างกับมันกว้างใหญ่ไพศาล เหมือนอย่างกับท้องทะเล เหมือนอย่างกับท้องฟ้า แต่ความรู้ที่เกิดจากการอ่าน การเขียน การเรียน จากประสบการณ์มันแคบ เหมือนอย่างกะพายเรือในอ่าง ยายว่าอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นผู้มีธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมมาเยอะ เข้าถึงธรรมภายใน ท่านเลยไม่ตื่นเต้น แต่ที่ท่านไม่ตื่นเต้น ไม่ใช่ท่านไม่มีปัญญา ท่านมีปัญญา แต่เป็นปัญญาที่รู้เท่า รู้ทัน รู้ถึง รู้รอบ รู้ลึก รู้มันสารพัดรู้ เลยไม่มีความตื่นเต้น เพราะฉะนั้นหลักการของปัญญาคืออะไร ฟังให้ดีนะ หลักการของศีลน่ะอยู่ที่ความสะอาด และเป็นความสะอาดระดับลึกถึงกาย วาจา ใจ หลักการของสมาธิน่ะอยู่ที่ความสะอาด เอ้อขออภัย อยู่ที่ความสว่าง ยิ่งสว่างยิ่งดี แต่หลักการของปัญญา แปลก อยู่ที่ความสงบ ยิ่งมีปัญญามากยิ่งสงบมาก ฝากไว้ด้วย
เมื่อมาพูดถึงตรงนี้แล้ว คราวนี้คงไม่แปลกใจกันล่ะนะว่าทำไม๊ทำไม ตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้วไปตามวัดต่างๆ ในโบสถ์เขาปั้นพระพุทธรูปไว้น่ะ พระพุทธรูปกี่องค์กี่องค์ตาท่านสงบเหลือเกินมองทอดต่ำ ไอ้ทอดต่ำน่ะไม่ใช่ไม่สู้หน้ามนุษย์ ไม่สู้หน้าคนนะ มองเข้าไปข้างใน มองเข้าไปในใจของท่านเอง มองเข้าไปในใจของสัตว์โลกโดยให้ผ่านทะลุใจท่านน่ะ ทะลุเข้าไปดูสัตว์โลก ว่าใจสัตว์โลกเป็นยังไง บอกแล้วว่าโลกทั้งโลกนี่มันเล็กกว่าใจคน เพราะฉะนั้นถ้าจะมองโลกทั้งโลกให้เต็มตานี่ ขอที อย่าเบิ่งตามองโลก ถ้าเบิ่งตามองโลก จะเห็นแค่โลกแคบๆ เพราะสายตาคน มุมมองได้เท่านี้เอง มองในระดับร้อยแปดสิบองศาข้างๆ นี่ก็ไม่ได้ ได้แต่มุมเท่านี้ เพราะฉะนั้นลืมตาแล้ว เห็นโลกเพียงเสี้ยวนิดๆ เล็กๆ แต่ถ้าหลับตามองเข้าไปข้างใน ขยายใจให้คลุมโลก ขยายองค์พระให้หน้าตักโตกว่าโลก แล้วก็เอาโลกเข้าไปใส่ไว้กลางองค์พระ แล้วมองเข้าไปข้างใน มองง๊ายง่าย ไม่ต้องใช้ยาหยอดตา ไม่ต้องใช้แว่น ไม่ต้องใช้กล้อง มองเข้าไปข้างใน
ปู่ย่าตาทวดของเรารุ่นก่อนฝึกปฏิบัติธรรมมาเยอะ เพราะฉะนั้นตาพระพุทธรูปที่ท่านปั้นเอาไว้ หล่อเอาไว้ให้เราน่ะท่านจึงมีตาประเภทมองย้อนกลับเข้าไปข้างใน จากฐานที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ จึงตาทอดต่ำอย่างนั้น เรามองว่าทอดต่ำ แต่จริงๆ ไม่ใช่ ท่านทอดเพื่อย้อนกลับเข้าข้างในฐานที่ ๗ ตาของผู้บรรลุธรรม ตาของผู้หมดกิเลส ตาอย่างนั้น อย่าไปโทษว่าปู่ย่าตาทวดปั้นพระผิดนะ ตกนรกนะเอ้า ท่านทำของท่านถูก ฟ้องถึงภูมิธรรมของปู่ย่าตาทวด เราเสียอีกซิปฏิบัติธรรมน้อย เราจึงไม่เข้าใจท่าน พูดง่ายๆ มนุษย์รุ่นหลังๆ นี่เพราะไม่ได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนมากจึงไม่รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้ ไอ้พวกเราที่มานั่งอยู่นี่ฉลาดเยอะแล้ว รู้แล้ว รู้อะไร รู้ว่ายังไม่รู้น่ะซิ ฉลาดตั้งเยอะแล้วนะ ทั้งโลกน่ะเขาไม่รู้ว่ายังไม่รู้ แต่เราน่ะรู้แล้ว รู้อะไร รู้ว่ายังไม่รู้ โอ๊ยฉลาดตั้งเยอะแล้ว ไม่หลงตัวเองแล้ว เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปรับปรุงตัวเองที่เยี่ยมแล้ว รู้แล้วก็ตั้งใจฝึกกันนะ มันจึงกลายเป็นว่าเออ ปัญญาในระดับลึก ระดับที่ ๓ นี่ปัญญาที่เกิดจากภาวนา เกิดจากการทำสมาธิภาวนานี่ ทำวิปัสสนาภาวนานี่ ปัญญาระดับนี้เป็นปัญญาเพื่อความสงบ สงบเพราะรู้เท่าทัน ไม่ใช่สงบเพราะโง่ คนสงบมี ๒ ประเภท
ประเภท ๑ เห็นอะไรก็ไม่รู้สักอย่าง มันเลยสงบ เงียบ เงียบจ้อยเลย ทำไมล่ะ กูไม่รู้อะไรเลย เลยต้องเงียบสงบเอาไว้ เพื่อว่าเขาจะได้ไม่รู้ว่ากูนี่โง่จริงๆ นี่ประเภท ๑ สงบประเภทแรก สงบเพราะไม่รู้อะไร นั่นไม่ใช่ความสงบในพระพุทธศาสนา แต่ความสงบในพระพุทธศาสนา สงบเพราะรู้เท่าทัน เมื่อรู้เท่าทันมันก็ไม่มีอะไรจะต้องให้ตื่นเต้น จึงอยู่ด้วยความสงบ ทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งนั่ง ทั้งนอน
ภาพรวมๆ ของมรรคมีองค์ ๘ หรือภาพรวมๆ ของศีล สมาธิ ปัญญา หรือภาพรวมๆ ของการประพฤติปฏิบัติธรรมจึงมาอยู่ตรงความสะอาดทั้งภายนอก ภายใน ความสว่างแน่นอน ความสว่างภายในเป็นหลัก แต่เพราะความสว่างข้างใน ในที่สุดข้างนอกมันก็เลยสว่างตาม อย่างที่คุณยายท่านได้ความสว่างจากข้างใน ท่านมองข้างนอกมันก็เลยง่าย ก็เลยได้มาเป็นครูบาอาจารย์สอนพวกเรา สอนพวกเราสอนด้วยวิธีง่ายๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปเรียนวิธีสอนมาจากไหน แต่สอนง่ายๆ สอนแล้วก็เจาะเข้าไปในใจ ฟังท่านแล้วไม่ลืม แล้วง่ายในการนำไปปฏิบัติด้วย
หลักของการปฏิบัติธรรม ความสะอาดตั้งแต่กาย วาจา ใจ ความสว่างทั้งข้างนอกและข้างใน แล้วผลจากความสะอาด และความสว่างนี้ กลายเป็นความสงบอย่างยิ่ง ขึ้นในตัวบุคคล เพราะสงบอย่างนี้แหละ รู้เท่าทันมันไปเสียหมดอย่างนี้แหละ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราจึงตรัสว่าเออ นี่แหละคือทางแห่งความเป็นผู้ชนะ และชนะ forever ชนะแบบอมตะ ชนะแล้วไม่กลับมาแพ้อีกแน่นอน ลูกหลานยายทั้งหลาย อยากจะเป็นผู้ชนะอย่างที่ยายชนะล่ะก็ ศีลก็จงตั้งใจรักษา แต่รักษาไม่ใช่เพื่ออื่น เพื่อความสะอาด สมาธิตั้งใจให้นั่ง ตั้งใจนั่งเข้าไป นั่งเพื่อให้สว่าง แล้วจะศึกษาธรรมะ จะเปรัยญ จะนักธรรม จะพระอภิธรรม จะศึกษาทางโลกก็ขอให้ศึกษาเพื่อความรู้เท่าทัน แล้วก็ศึกษาไปเอาความรู้เท่าทันทั้งภายในด้วย ทั้งภายนอกด้วย ให้มันสงบ ให้มันเย็นไปทั้งโลก ถ้าเป็นอย่างนี้ล่ะลูกนะ ชนะ ชนะ ชนะตลอดกาล
ขอให้ลูกหลานยายจงเป็นผู้ชนะตลอดกาลจงทุกคนเทอญ (สาธุ)….
PAGE
PAGE 18/ NUMPAGES 18
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับถอดเทปเทศน์งานคุณยาย\2544\กุมภาพันธ์\44-02-04 EW-TTT.doc