ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คารวะ ๖ ของคุณยายอาจารย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสัมมาปุญโญ : ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดด้วยเศียรเกล้า ขอกราบแทบเท้าพระมหาเถระ พระเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร ท่านสมาชิกวุฒิสภา อุบาสก อุบาสิกา ญาติโยมสาธุชนผู้เป็นหลานที่รักของคุณยายทุกท่าน (สาธุ) วันนี้ขอน้อมนำพระพุทธพจน์ว่าด้วยเรื่องความเคารพในพระธรรม มีดังต่อไปนี้ เย จ อตีตา สมฺพุทฺธา เย จ พุทฺธา อนาคตา โย เจตรหิ สมฺพุทฺโธ พหุนฺนํ โสกนาสโน สพฺเพ สทฺธมฺมครุโน วิหรึสุ วิหาติ จ อถาปิ วิหริสฺสนฺติ เอสา พุทฺธาน ธมฺมตา(อํ.,สุต.ล.๒๑) แปลเป็นใจความว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใด ในอดีตกาลที่ล่วงไปแล้วทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเหล่าใดที่ปรากฏในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดที่จะมาในอนาคตกาลภายภาคข้างหน้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ซึ่งยังความโศกของประชาชนเป็นอันมากให้วินาศไป ซึ่งปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ด้วย ล้วนเคารพพระสัทธรรมทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดที่มีอยู่แล้วด้วย มีอยู่ในบัดนี้ด้วย และทั้งที่จะมีต่อไปในอนาคตภายภาคเบื้องหน้าด้วย เคารพพระสัทธรรมเป็นธรรมดา ***อะสะมาหิ อะตะกาเมนะ มะหันตะมะ ภิกังขะตา สัทธัมโม คะรุกาตะโพ สะรังพุทธะธานะ สาสะนัง บุคคล เพราะฉะนั้นบุคคลผู้อยากเป็นใหญ่ บุคคลผู้หวังประโยชน์แก่ตน จำนงความเป็นใหญ่ ควรเคารพพระสัทธรรมดังนี้ ในวันนี้อาตมาภาพจะได้บรรยายธรรมเป็นเครื่องบูชาคุณครูบาอาจารย์ คือคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดกับวัดพระธรรมกาย ท่าน อย่างที่พวกเราผู้ใกล้ชิดทราบโดยทั่วกันว่าท่านมาจากครอบครัวชาวนาบ้านนอกธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่ง แต่ที่ท่านมาได้ดิบได้ดีจนกระทั่งเป็นใหญ่ แต่ในที่นี้หมายความว่าท่านเป็นใหญ่ด้วยตัวท่านเอง มิได้มีกิเลสอะไรมาชักนำในตัวท่านได้ บุคคลใดที่จะเป็นใหญ่ในตัวเองได้ สามารถสั่งสอนตัวเองได้ จะต้องผ่านการอบรมฝึกฝนตัวเองมาอย่างหนัก ซึ่งมิใช่เฉพาะในปัจจุบันนี้ แต่ได้สั่งสมอบรมมาในภพชาติในอดีตที่ล่วงมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน คุณยายของเรา ท่านถึงแม้จะกรรมบันดาลให้ท่านไปเกิดในตระกูลอย่างนั้น แต่บุญกุศลที่ท่านได้ทำไว้ดีแล้วนี่ ชักนำให้ท่านได้มาถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมจนกระทั่งได้ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง และเมื่อตั้งใจฝึกฝนตามคำครูบาอาจารย์เรื่อยมา ท่านก็ได้รับเกียรติยศยกย่องอย่างที่พวกเราได้รับทราบว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำปกติจะไม่ชมใครง่ายๆ เป็นที่ทราบของลูกศิษย์ลูกหาใกล้ชิดนั้น แค่หลวงพ่อวัดปากน้ำพูดคำว่า อึม ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่นี่ถึงกับออกปากแก่คุณยายว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองนี่ หาได้ยากทีเดียว จึงสมแห่งความพากเพียรพยายามของคุณยายของเราที่ได้รักธรรมะจริงๆ ท่านรักธรรมะอย่างยอดเยี่ยม เคารพพระธรรมอย่างยอดเยี่ยม แล้วเคารพครูบาอาจารย์อย่างยอดเยี่ยมด้วย สิ่งที่อะไรจะทำให้ผิดศีลผิดธรรมก็ดี ผิดคำครูบาอาจารย์ก็ดี ท่านจะคอยระแวดระวัง มิให้ขาดตกบกพร่อง เห็นใครผู้ใดถูกครูบาอาจารย์ตำหนิด้วยเหตุอันใดก็ตาม ท่านจะนำสิ่งนั้นมาเตือนท่าน มาเตือนตัวท่านเองว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้น เพราะอย่างนี้ไม่ถูก อย่างนี้ครูบาอาจารย์ไม่ชอบ อย่างนี้ผิดศีลผิดธรรม และสิ่งที่อาตมาได้ใกล้ชิดคุณยาย เคี่ยวแล้วเป็นระยะเวลาเกือบ ๓๐ ปี ที่มาได้สร้างบารมีที่วัดพระธรรมกายนี้ จะเรียกว่าคุณยายของเราเป็นต้นบุญต้นกุศล ต้นแบบก็ได้ เพราะว่าถ้าไม่มีคุณยายแล้วนี่ ยากนักที่เราจะได้มีบุญมีกุศล ได้สร้างบุญบารมีสืบไป ณ บัดนี้ ยากนักที่ท่านจะได้สร้างต้นบุญต้นกุศลต่อๆ กันมา ปรากฏเกิด หลวงพ่อธัมมชโยก็ดี หลวงพ่อทัตตชีโวก็ดี เกิดจากที่คุณยายได้อบรมสั่งสอนมาอย่างหนักนะ มาอย่างหนักทีเดียว มิใช่อบรมสั่งสอนแบบธรรมดาๆ เคี่ยวเข็ญอบรม หวังว่าจะได้ให้เป็นที่พึ่ง เป็นต้นบุญต้นกุศลแก่ที่มาในภายหลังยิ่งๆ ขึ้นไป แม้กระทั่งลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดที่ลดหลั่นกันไป และสมัยนั้นตอนที่อาตมามาใหม่ๆ มาอบรมธรรมทายาทรุ่นแรก ปี ๒๕๑๕ ก็ได้ยินเกียรติศัพท์ทีเดียวว่าคุณยายอาจารย์ของเรานี่ดุนะ ดุทีเดียว เราก็บอกว่าดุยังไงนะ ถ้าทำดีท่านไม่น่าจะดุนะ ก็เป็นเช่นนั้นแหละ คนที่โดนคุณยายดุนี่ เป็นคนที่คุณยายมักจะพูดว่าเป็นพวกที่เลอะเทอะ เลื่อนเปื้อนนะ เพราะว่าท่านรักธรรมะ เคารพธรรม ท่านไม่ประพฤติในสิ่งที่ทำให้ครูบาอาจารย์หนักใจเป็นเด็ดขาด ครูบาอาจารย์ว่าอย่างไร ท่านเคารพเชื่อฟังอย่างนั้น แล้วสิ่งนั้นก็ถ่ายทอดมาถึงหลวงพ่อของเราก็ดี หลวงพ่อทัตตชีโวก็ดี คุณยายสั่งสอนอย่างไร หลวงพ่อธัมมะก็เชื่อฟังตลอด ตอนที่ท่านเป็นฆราวาส ถึงแม้หลวงพ่อธัมมะบวชแล้ว คุณยายก็ยังถ่ายทอดวิชชาที่รับมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ต่อๆ กันอย่างไม่หยุด ตัวหลวงพ่อทัตตชีโวเองก็เคารพในครูบาอาจารย์ ในหลวงพ่อธัมมชโย ไม่เถียงเลย อย่างที่หลวงพ่อธัมมะท่านพูดเกียรภูมิให้ปรากฏในเมื่อวันคล้ายวันเกิด ๕ รอบของหลวงพ่อทัตตชีโวที่ผ่านมา และสิ่งนี้ก็มาถึงกับลูกหลาน พระภิกษุที่มารุ่นหลังๆ ด้วยกันทั้งสิ้น สืบต่อๆ กันมา เมื่อเจอคุณยายจริงๆ ตอนที่ยังไม่ได้ใกล้ชิดนี่ ก็ได้ยินเกียรติศัพท์มามาก ก็ค่อนข้างจะกลัวๆ ท่านหน่อยๆ นะ ๑. กลัวว่าเรานี่ยังฝึกตัวได้ไม่ดีนะ จะทำให้กระทบครูบาอาจารย์ ท่านไม่ใช่อาจารย์ระดับเราธรรมดา เป็นอาจารย์ของอาจารย์ของอาจารย์นะ อาตมามาปฏิบัติธรรมนี่เจอหลวงพ่อทัตตชีโวอบรม ตอนธรรมทายาทรุ่นแรก ถึงแม้หลวงพ่อธัมมะมาเปิดพิธีในอบรมครั้งแรกก็ตาม แต่ส่วนใหญ่แล้วหลวงพ่อทัตตะเป็นคนอบรม เพราะฉะนั้นจะระมัดระวังทีเดียว แล้วก็กลัว…ของท่านด้วย เข้าใกล้ท่านนี่ก็อย่างที่พระภิกษุหรือลูกศิษย์ลูกหาใกล้ชิดจะรู้ทีเดียวว่าเข้าใกล้ท่านแล้วนี่ เราจะไม่กล้าคิดเรื่องไม่ดีไม่ดี อย่างหนึ่งเพราะบารมีของท่าน อย่างที่ ๒. เราก็กลัวว่าท่านจะรู้ว่าเราคิดอะไรนะ เราก็ไม่กล้าคิดอะไรให้มันเลื้อนเปื้อนไป กลัว เพราะเกียรติศัพท์ของคุณยายอาจารย์นี่ เรา เป็นที่เลื่องลือทีเดียวในลูกศิษย์ลูกหาใกล้ชิดนี่ เป็นธรรมดาเลย เรื่องเจโตปริยญาณนี่ รู้ใจเป็นธรรมดา คุณยายอาจารย์ของเรา อย่างที่พระภิกษุ พระอาจารย์ที่ได้เทศน์ไปเมื่อวานนี้คือท่านโสตถิชัญโญ นะ ท่านได้เทศน์เมื่อวานนี้ว่าเออ จริงนะ คุณยายอาจารย์นี่ หัวข้อธรรมใดของพระพุทธเจ้ามาเทียบล่ะก็ เทียบได้หมด ไม่มีขัดขืนเลย ตรงกับธรรมะจริงๆ และดูแล้วนี่คุณยายอาจารย์ของเราเป็นเหมือนธรรมะที่มีชีวิตนะ จากธรรมะที่แปรเปลี่ยนเป็นตัวหนังสือในพระไตรปิฎก ในคัมภีร์ต่างๆ มาสู่คนจริงๆ เดิมมีแต่ในตำราบอกว่าพระอรหันต์รูปนั้นรูปนี้ พระอรหันต์เถรี อุบาสก อุบาสิกาในสมัยพุทธกาล มีคุณธรรมอย่างนั้นอย่างนี้นี่ ฟังดูแล้ว อึม น่าศรัทธาเลื่อมใส แต่เราก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเป็นอย่างไรนะ เสร็จแล้ว พอมาเจอคุณยายจริงๆ เข้า โอ้ ท่านเป็นเนื้อหนังธรรมะจริงๆ สิ่งที่เป็นวัตรปฏิบัติของท่าน ทำแล้วเหมือนธรรมดา เหมือนปกติ ท่านแบ่งเวลาเป็น ตื่นมาแต่เช้า บำเพ็ญภาวนา ขนาดเป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้ก่อสร้างวัดพระธรรมกาย ท่านตื่นแต่เช้ามาช่วยงานครัว ท่านหุงข้าว ไม่ต้องหุง มีหน้าที่หุง ท่านก็ไปปัดกวาดเสนาสนะ นั่นสมัย ๒๕๒๐ ตอนที่อาตมาเรียนจบแล้ว ได้มาอยู่ที่วัด พวกเราเห็นก็ต้องไปช่วยคุณยายปัดกวาด คุณยายก็สอนกวาดอย่างนี้ ถูอย่างนี้ อธิบายทีเดียว โกยอย่างนี้ อธิบายเรียบร้อย เราเข้าใจทำได้ ท่านก็ไปทำงานอื่นต่อ เราเห็นคุณยายแก่แล้ว ไม่อยากให้ท่านทำ ท่านก็ไปทำอย่างอื่น หางานอื่นทำจนได้นะ นี่ให้เห็นว่าสิ่งที่ท่านปฏิบัติจริงอย่างที่ท่านทำได้ ในสิ่งที่ท่านสอน มันตรงกัน ท่านทำได้อย่างไร ท่านพูดอย่างนั้น ท่านพูดอย่างไร ท่านทำได้อย่างนั้น เป็นต้นแบบจริงๆ ต้นแบบทุกเรื่อง เรื่องรับประทานก็สอนหมด นั่งตัวตรงๆ ทานข้าวให้เป็นระเบียบ เคี้ยวให้ละเอียด เวลาคุย เวลาทานข้าวอย่าคุยกัน ปกติเราอยู่ที่บ้าน พ่อแม่สั่งสอนบ้างไม่สั่งสอนบ้าง หรือท่านสั่งสอนแต่เราไม่ฟังบ้างนี่ แต่คุณยายของเราก็เงียบนะ เอาล่ะ นั่งตัวตรงทีเดียว ท่านบอกว่าเวลาทานข้าว ทาน ทานๆ เสร็จ จะคุยไปคุยหลังจากทานข้าวแล้ว เพราะฉะนั้นพระวัดเรานี่นั่งเงียบ เวลาฉันนี่เงียบนะ เงียบเลย อุบาสก อุบาสิกาก็เงียบ ยุคหลังๆ นี่ไม่ค่อยมียายไปตรวจนะ เลยคุยชักมีเสียงบ้างนะ ชักมีเสียงบ้างแล้ว แต่อย่าลืมนะ คุณยายท่านยังสั่งไว้เหมือนกัน ว่าเมื่อยายไม่อยู่แล้ว ยายละโลกไปแล้วนี่ ยายจะคอยดูนะ ว่าอย่างนั้น จะคอยดูคนไหนที่มันเลอะเทอะ เดี๋ยวยายจะไปจัดการนะ ยายจะไปจัดการ เราก็อึม ฟังแล้วก็หัวเราะๆ นะ ซึ่งก็ดีเหมือนกัน แสดงให้เห็นว่าท่านยังเป็นห่วงลูกหลานของท่าน อยากให้ไปดี อยากให้สร้างบารมีไปกับท่านไปนานๆ นะ แล้วก็อยากให้เป็นต้นแบบกับคนรุ่นต่อๆ ไป เพราะอะไรก็ตามที่เราทำไม่ถูกนี่ คุณยายจะมาช่วยชี้แนะตลอดเลย เพราะต้องการให้เราหยาบดี คือการประพฤติปฏิบัติทางกาย วาจา ใจ ของเราดีนี่ ย่อมส่งผลต่อการปฏิบัติธรรม ธรรมะละเอียดของเราก็จะดีด้วย ข้าวของเครื่องใช้ คุณยายทำเป็นแบบ เก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย ในครัวเป็นตัวอย่างทีดีทีเดียว เก็บเรียบร้อย จะหาก็ง่าย ดูก็งาม พวกเราต้องทำตาม ท่านทำเป็นแบบไว้ให้ และท่านไม่ทำแบบเปล่านะ ท่านเข้าไปตามดูด้วยนะ ดูทุกเรื่อง ท่านสั่งอะไรไว้นี่ ท่านไม่สั่งทิ้งนะ ท่านจะไปคอยตามว่าเราทำตามที่ท่านบอกหรือเปล่า ตามติดทีเดียวนะ และเป็นที่รู้พวกลูกศิษย์ทั้งหลายนี่ พอคุณยายบอกอะไรปุ๊ป เรียบร้อยนะ ไม่มีประเภท เอ้า เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก่อน มะรืนนี้ก่อน ไม่มี ต้องรีบทำทีเดียวนะ ซึ่งสิ่งนี้นี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองก็ถ่ายทอดมาเต็มที่เลย แล้วอาตมาตอนที่เป็นอุบาสก ดูแลขับรถกับหลวงพ่อธัมมะอยู่ช่วงหนึ่ง ไม่ได้เลยนะ รถติดจะต้องพร้อมเสมอ น้ำมันพร้อม ไม่ใช่หลวงพ่อครับ เดี๋ยวๆ ไปเติมน้ำมันก่อน ซึ่งสมัยนี้มีเยอะนะ บางคืนใช้เหลือถึงขีดอีแล้วนะ อย่างนี้ไม่มีนะ เป็นประเภทรถไม่พร้อมออก เดี๋ยวๆ ตรงนี้…เสีย ไม่มี ต้องพร้อมเสมอ เสียก็ต้องรีบซ่อม มีรอยตรงไหนหน่อยต้องรีบซ่อมรักษาให้หาย เป็นไปตามคำธรรมะพระพุทธเจ้าทุกอย่างเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตัวคุณยายได้ทำไว้เป็นแบบอย่างที่ดีนี่ ซึ่งก็ตรงตามที่อาตมายกพุทธพจน์ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน อนาคต เมื่อตรัสรู้ธรรมแล้วนี่ จะทรงระลึกทีเดียวว่าใครผู้ใดผู้หนึ่งควรที่พระองค์จะต้องเคารพบ้าง ตรวจตราไปหมดเลย ทั้งในมนุษย์ ทั้งในเทวดา ทั้งในพรหม ในอรูปพรหมหมดเลย ตรวจแล้วไม่เห็นใครเลย ไม่มีใครที่มีคุณธรรมยิ่งกว่าพระองค์เลย แล้วก็ตรวจตราไปอีกว่าพระพุทธเจ้าในอดีต ในปัจจุบันที่อยู่ในโลกอื่นๆ หรือที่จะตรัสรู้ในอนาคตนี่ ดูไปในอนาคตเลยว่าพระองค์เคารพอะไร ก็เห็นตรงกันเลยว่าทุกพระองค์เลย เคารพพระสัทธรรมทั้งสิ้น ทีนี้ในความเคารพพระสัทธรรมนี่ เราอาจจะเข้าใจไม่แจ่มแจ้ง ตัวหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ขยายความข้อนี้ชัดเจนทีเดียว ว่าเคารพพระสัทธรรมนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายเคารพพระสัทธรรมโดยเอาใจของท่านไปจรดอยู่ที่กลางดวงธรรม ที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า จรดแน่วนิ่งไม่แปรเปลี่ยนไปตลอดต่อเนื่องทีเดียว การเอาใจจรดไว้อย่างนั้น นิ่งแน่นอย่างนั้นได้ชื่อว่าเคารพพระสัทธรรม เหมือนหนึ่งคุณยายอาจารย์ของเรานี่ ท่านเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน เพราะอยู่ในพระศาสนา ท่านก็เคารพสัทธรรมเต็มที่ทีเดียว ใจของท่านไม่ไปที่อื่นเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะงั้นจึงไม่แปลกอะไร สิ่งอะไรที่พระพุทธเจ้าบอกว่าพระสาวกของพระองค์ท่านดีวิเศษอย่างไรนี่ สิ่งเหล่านั้นมาปรากฏอยู่ในคุณยายของเราเกือบทั้งหมดเลย ไม่ว่าการประพฤติการปฏิบัติ คุณธรรม ศีล หรือแม้กระทั่งความเป็นผู้ทรงอภิญญา ซึ่งในยุคนี้มองแล้วเป็นเรื่องเหลือวิเศษ แต่สิ่งนี้มาปรากฏเป็นปกติของคุณยายอาจารย์ของเราเลย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ประพฤติดีปฏิบัติชอบแล้ว สิ่งเหล่านี้มีอยู่ ทำได้ด้วยในยุคปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณยายเคารพพระสัทธรรมอย่างนี้ จากหญิงคนนอกไม่รู้หนังสือ แต่เป็นที่เคารพบูชาของลูกศิษย์ลูกหา ไม่ใช่เฉพาะปัจจุบันนี้ที่เรารู้จัก ในอดีตตอนที่ท่านอยู่วัดปากน้ำ ก็มีคนใหญ่คนโตมากราบบูชาเยอะแยะเลย แล้วทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะทีเดียว มาขอพึ่งบารมีคุณยายแต่ยุคโน้นทีเดียว มาให้ตรวจเรื่องโน้นเรื่องนี้ รักษาไข้ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก ช่วยสารพัดทีเดียว เห็นไหมว่าธรรมะสามารถทำให้คนเป็นใหญ่ด้วย แล้วใหญ่อย่างนี้ใหญ่ถาวรนะ ใหญ่ถาวร เพื่อใหญ่ด้วยความดี เราไม่ใช่ใหญ่เพราะเบ่ง ใหญ่เพราะข่มขู่ ใหญ่เพราะยศฐาบรรดาศักดิ์ แต่ใหญ่เพราะคุณธรรม ซึ่งสิ่งนี้แหละเป็นสิ่งที่เป็นเป้าหมายใจดำของพุทธศาสนาทีเดียว แล้วก็ตรงตามแบบของพระพุทธเจ้าด้วย ว่าเคารพพระสัทธรรมแล้วทำให้เป็นใหญ่ได้ แต่อย่างนี้มีคุณ เพราะยากนักผู้ที่เข้าถึงธรรมอย่างนี้ จะไปทำความชั่ว ทำความไม่ดี เพราะท่านทั้งหลายเหล่านั้นเป็นใหญ่ด้วยตัวเขาเอง ไม่มีใครมาบังคับบัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิเลสไม่สามารถมาบังคับบัญชาท่านได้ อาตมาได้ยินได้ฟังบอกว่าในบรรดานักรบทำวิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ตัวคุณยายของเรานี่เป็นนักรบที่มารปนเป็นไม่ได้ ซึ่งฟังแล้ว โอ้ คุณยายของเรานี่ไม่ธรรมดาทีเดียว คิดดูแล้วกันว่าคนที่กลั่นกาย กลั่นวาจา กลั่นใจให้บริสุทธิ์ จนกระทั่งไม่มีสิ่งใดเข้ามาแทรกซึมได้นี่ ไม่ธรรมดานะ เราเสียอีกนะ ไม่ต้องแทรกซึม ผสมยอมให้เข้ามาเลยนะ เปิดทางโล่ง เขาไม่มา เราเปิดมา ไปเชิญชวนมาด้วยซ้ำไป แต่นี่ไม่เลย เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่คำสรรเสริญเกินจริงนะ โดยทั่วไปนี่เขามักจะสรรเสริญผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีโอ๊ย คนตายนี่แย่มาก แต่เขาพูดสรรเสริญส่วนดีนะ แต่คุณยายนี่ ค้ำประกันได้เลยว่าพูดจากของแท้ของจริง ไม่ต้องยก ที่จริงจะยกท่านนี่ไม่ถึงสิ่งที่ท่านเป็นด้วยซ้ำไปนะ เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลายที่ได้มาเป็นลูกหลานคุณยายนี่ให้ภาคภูมิใจเถอะ ว่าเราต้องทำบุญอย่างใหญ่หลวงทีเดียว ถึงได้มาพบมาเจอะมาเจอคุณยาย ได้มาร่วมบุญกับคุณยายนะ แล้วก็ยังได้บุญต่อเนื่อง มาเป็นลูกศิษย์ลูกหาคุณยาย นี่ต้องเป็นบุญ พิเศษนะ ถ้าไม่พิเศษล่ะก็ ไม่เจอะไม่เจอ ไม่รู้ไม่เห็น ห่างไกลไปทีเดียว ห่างไกลไปอย่างไรล่ะ ท่านยังอธิษฐานเลยว่าหากภพชาตินี้ยังเจอคนไม่ดีไม่งาม เจอหลายประเภท เจอดีก็เยอะ แต่ท่านบอกว่าภพชาติต่อๆ ไปนี่นะ เออ อาตมาได้ยินครั้งหนึ่งนะ เป็นลูกศิษย์ ยังไม่บวช ตอนนั้นมีหน้าที่ไปประเคนภัตตาหารหลวงพ่อธัมมะ แล้วคุณยายว่างๆ ก็เดินมาคุยกับหลวงพ่อบ่อยๆ คุยแล้ว คุยเรื่องอรรถเรื่องธรรมนี่แหละ มีคราวหนึ่งคุณยายก็เดินเข้ามา เออ หลวงพ่อ ยายว่าชาติต่อๆ ไปนี่นะ เราต้องคัดเอาพวกที่ดีๆ มีความบริสุทธิ์ ตั้งใจจริงไปนะ ไอ้พวกที่ไม่จริง ไม่บริสุทธิ์นี่ให้มันห่างๆ ไปเลย นะหลวงพ่อนะ อึม หลวงพ่อก็บอกว่าเออ ใช่ ยาย พระก็ว่างั้นแหละ เพราะฉะนั้นลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายนะ ถ้าเราอยากใกล้ชิดท่าน แล้วอยากได้บุญกับท่านต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นี่ จะต้องทำให้ได้อย่างที่ยายบอกทีเดียวนะ แล้วสิ่งเหล่านี้ล่ะก็จะทำให้เราไม่หนีห่างจากยาย ไม่หนีห่างาจากพระธรรมกาย เราได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เคารพพระสัทธรรมเหมือนกัน เมื่อเคารพพระสัทธรรม เราก็มีสิทธิที่เป็นใหญ่ในตัวเราเองได้ เราก็สามารถกำหนดชีวิตของเราได้ กำหนดเหมือนอะไร เหมือนที่คุณยายพูดเหมือนปกติเลย ท่านพูดอะไรแล้วท่านก็ เออ ชาตินี้ยายไม่สวยไม่หล่อกับเขาหรอกนะ พูดก็ไม่ค่อยเพราะเท่าไหร่ พูดตรงๆ เสียงดัง ฟังชัด แต่ท่านบอกว่าชาติต่อไป ยายหล่อทีเดียว เป็นผู้ชายด้วย พูดเพราะ มีการศึกษานะ ไม่เหมือนชาตินี้ อ่านอะไรไม่ออกนะ โอ้ นี่ท่านทำนายอนาคตท่านเลยนะ เรานี่ เอ ไม่รู้จะลูกผีลูกคนนี่นะ แต่ท่านบอกแล้ว แต่ท่านบอกไว้ให้เราหายห่วงนะ ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวจะไปตามมานะ ยายจะไปตามมา ยายไม่ทิ้งพวกคุณหรอกนะ แต่ว่าทำตัวให้ดีนะ ถ้าภพชาติต่อไปมาเจอกันแล้ว ยายอธิษฐานไว้เหมือนกัน ให้เจอปุ๊ป อธิษฐานระลึกชาติคนนั้นได้เลย ว่าชาตินั้นชาตินั้นชาตินั้น ชาติที่สร้างวัดพระธรรมกาย ชื่อนั้นชื่อนี้ โอ้ ตั้งใจดี ตั้งใจผสมขี้เกียจ อะไรอย่างนี้ บอกหมดเลย ยายบอกยายจะประกาศเลยนะ ถ้าใครอยากให้ยายประกาศสรรเสริญหรือประจานก็เลือกเอานะ นี่นะ แล้วท่านพูดเป็นปกตินะ ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องอวดเรื่องอะไร เพราะว่าเป็นเรื่องครูบาอาจารย์กับลูกศิษย์ เราฟังแล้วมีกำลังใจนะ โอ๋ ครูบาอาจารย์นี่ หายาก อย่างนี้หายาก ถ้าเราไม่ทำตัวให้สมกับครูบาอาจารย์ของเรานี่ เสียเหมือนกัน เพราะว่า เพราะบางคนมาไม่ถึงครูเรา ก็ต้องมองผ่านลูกศิษย์นะ ลูกศิษย์อย่างไร ครูน่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่อยากจะให้เสียชื่อครูบาอาจารย์ เสียชื่อมาถึงคุณยาย มาถึงหลวงพ่อ เราต้องทำให้ดีทีเดียวนะ และคุณยายนี่ไม่ใช่แค่เคารพพระสัทธรรมอย่างเดียว เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี่ปกติ เคารพในการศึกษา เอาล่ะ เรื่องหนังสือหนังหาไม่รู้ แต่อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา สิกขานี่ คุณยายไม่น้อยหน้าใครนะ หนังสือหนังหาเท่านั้นแหละไม่รู้เรื่อง แต่สิกขา ๓ ประการนี่ไม่น้อยหน้าใคร เพราะฉะนั้นใครถามอะไรเกี่ยวกับธรรมะ เรื่องอื่นเรื่องอะไรแล้วแต่ ตอบได้หมด นี่เป็นผลแห่งการที่ท่านเคารพในสิกขาทีเดียว การศึกษา ถึงแม้หนังสือหนังหาท่านไม่รู้ ท่านสนับสนุน อาตมาตอนที่เรียนบาลีนะ เรียนไปอย่างนั้นแหละนะ ทำไมพูดว่าอย่างนี้ เพราะว่าเรียนตอนมันอายุมากแล้ว เริ่มเรียนตอนอายุ ๓๔ แล้วก็ไม่อยากท่องจำแล้ว แต่ว่าเอาล่ะ วัดพระธรรมกายของเรา มหาก็แทบจะยังไม่มีตอนนั้นนะ เจอคุณยาย คุณยายก็ถามว่า ไปเรียนอะไร เอ้าเรียนบาลี โอ้ดีๆ เอาเรียนให้ได้ประโยค ๗ เลยนะ เราก็ว่าสาธุ แต่นึกในใจคุณยายท่านนึกว่าประโยค ๗ สูงสุดแล้วนะ ท่านพูดให้ประโยค ๗ เจออีกแล้ว ถามอีกแล้ว ได้ สอบได้ถึงไหนถึงไหนแล้ว เอ้าๆ ให้ได้ประโยค (หมด 1/A) (ม้วน 1/B) ก็กว่าจะได้บวชก็นาน เอาอย่างนี้แล้วกัน แค่ประโยค ๔ ก็พอ เออ อาตมาก็จำไว้ ไอ้ที่ข้างน้อยนี่นะ เพราะว่าเป็นนักสอบไม่ใช่นักเรียน กว่าจะสอบได้ ตอนนี้พอเข้าเป้าประโยค ๔ คุณยายปั๊บ ก็กะเลิกแล้ว เอาอีกแล้ว อุบาสิกาเหมือนกัน แต่ไม่ใช่คุณยายหรอก อาศรมอุบาสิกาเอาตำราประโยค ๕ มาให้เรียน ถวายอนุโมทนาที่สอบได้ เห็นแล้วก็เก็บนะ รับแล้วก็อนุโมทนา แล้วก็เก็บ ตั้งใจว่าประโยคนี้ไม่ค่อยสนใจแล้ว ไม่เอาแล้ว คุณยายบอกแค่ประโยค ๔ พอแล้ว แต่ว่าสอบไปอย่างนั้นแหละ ไม่ให้ขาด เพราะว่าเราก็ฟังคำครูเหมือนกัน อุปัชฌาย์ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ท่านก็บอกว่าสอบไปเรื่อยๆ นะ นี่ท่านก็สอบเรื่อยเหมือนกันแหละ สอบบ้างได้บ้าง เดี๋ยวก็ได้ประโยค ๙ เราก็จำไว้เหมือนกัน สอบๆ ไว้ก่อน ไม่พร้อมก็สอบๆ ไว้ก่อน แต่ว่าวันหนึ่งมาเจอหลวงพ่อธัมมะ กราบท่าน ท่านบอกได้ประโยคอะไรแล้ว ประโยค ๔ แล้วครับ เออดี สอบให้ได้ประโยค ๙ นะ เรากำลังคิดจะเลิกเรียนอยู่แล้ว เราก็มียังไง มีอย่างเดียวคือครับ ไหนๆ ครับไปแล้วนะ ยังไม่ค่อยอ่านเลยตอนนี้ ปีนี้จะสอบอีกเหมือนกัน แต่ว่าส่วนใหญ่ที่ทำมาได้นี่นะ จะได้สอบเสียมากนะ นี่คุณยายยังสนับสนุนนะ และที่สอบประโยค ๔ สอบมาหลายปีนะ สอบได้ครั้งแรกประโยค ๔ นี่ เพราะว่าปีนั้นไม่รู้ยังไง คุณยายมอบปากกาให้นักเรียนนี่บาลีทุกคนเลยนะ เราก็โอ้ คุณยายไม่เคยมอบปากกามาให้เรา เอามาเลย เอามาเขียน สาธุปากกาคุณยายขอให้สอบได้ เอ้าสอบได้จริงๆ ปีนั้น ปีหลังๆ คุณยายให้มาอีก เราก็ไม่ค่อยอยากได้แล้ว คุณยายว่าแค่ปธ. ๔ นี่ ก็เลยสอบไปอย่างนั้นแหละนะ แต่ว่าก็ยังตั้งใจว่าเอาล่ะจะสอบไปเรื่อยๆ จนบอกหลวงพ่อธัมมะจะบอกว่าไม่ต้องเรียนแล้วนะ ต้องอย่างนั้นแหละนะ นี่เห็นไหมว่าคุณยายยังเคารพในเรื่องการศึกษา ยิ่งเคารพในปฏิสันถาร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยนะ คุณยายนี่เป็นที่ ๑ เลย เป็นครูบาอาจารย์คน สร้างวัดพระธรรมกายมา สร้างหลวงพ่อ สร้างพวกเราทั้งหลายมา เจอหน้าไหว้เราก่อนนะ จนกระทั่งเราทำตัวไม่ถูกเลยนะ ตกตะลึงทีเดียว ตกตะลึงทีเดียว เจอใครก็ สวัสดี สวัสดี ต้อนรับ ยิ้มแย้มแจ่มใส นี่ ขนาดอย่างนั้น แล้วคุณยายนี่ต้องบอกว่าฟิตจริงๆ นะ ไม่ว่าอายุท่านขนาดไหน ไม่เคยย่อท้อ ไม่มีเหนื่อย ไม่มีหยุดนะ ไม่มีหยุดพัก ไม่มีประเภทขอไป relax อะไรอย่างนี้ อยู่เรื่อยๆ ไม่มี ไม่มีเลย ซึ่งสิ่งนี้นี่เป็นปกติคุณยายที่ท่านเคารพธรรมะ แล้วท่านไม่ไปไหน ไม่ไปไหน ถ้าไป ก็ไปเรื่องบุญกุศล เรื่องสุขภาพอย่างเดียวเท่านั้น นอกนั้นไม่มีนะ เพราะท่านบอกกับลูกศิษย์ลูกหาไว้ อาตมาจำได้ แล้วก็พูดกับพวกเราหลายๆ ท่านว่าเออ ท่านอยู่ในวัดนี่ดีนะ พวกเรามาสร้างบุญกุศล มาอยู่สร้างบารมีกับยายนี่ดีแล้ว ไม่ต้องไปไหน ประพฤติปฏิบัติธรรมให้ดี ให้บรรลุธรรม ข้างนอกไม่ต้องไปบ่อย ปีศาจข้างนอกมันแรง ท่านใช้คำว่าอย่างนี้ ปีศาจเราคงรู้นะ เพราะไปแล้วเตลิดเปิดเปิงได้ เป้าหมายชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ พวกเราส่วนใหญ่ญาติโยมอยู่ข้างนอกเยอะ คงรู้นะ ปีศาจข้างนอกมันคงแรงน่าดูเหมือนกันนะ เราก็ต้องต่อสู้ เพราะอยู่บนสนามแนวหน้า ต้องรักษาตัวให้รอดทีเดียว รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีทีเดียว เพราะงั้นคุณยายของเรานี่เคารพทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเคารพในสมาธินี่ นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เป็นปกติของคุณยาย ทำเป็นอัตโนมัติทีเดียวนะ ตอนที่ท่านยังถ่ายทอดวิชชาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ให้หลวงพ่อธัมมะไม่หมดนี่ เห็นเลยนี่ ตอนที่ย้ายที่วัดพระธรรมกายนี่ หรืออยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ ท่านนั่งถ่ายทอดให้หลวงพ่อทุกวัน เช้านี่ ๘ โมงเช้าถึงเพลทุกวัน แล้วคุณยายก็จะมาคอยเล่านะ ลูกศิษย์ ตอนนี้ถ่ายทอดให้หลวงพ่อธัมมะได้ ๒ สลึงแล้ว คุณยายท่านพูดอย่างนี้ เปอร์เซ็นต์นะ เปอร์เซ็นต์ของคุณยายว่า ๒ สลึงนะ แต่ท่านไม่พูดเปอร์เซ็นต์หรอก ท่านบอกตอนนี้ได้ ๓ สลึงแล้วนะ ทำปีไปได้ คุณยายบอกว่า โอ้ครบ ๑ บาทแล้วนะ รู้สึกหลังจากนั้นไม่ช้าไม่นานมั๊ง เราก็เรียก เปลี่ยนชื่อใหม่จากหลวงพี่นะเป็นหลวงพ่อนะ นั่นน่ะปีนั้นน่ะ อึม ให้เห็นว่าตัวคุณยายนั้นเคารพทุกอย่าง เคารพในคำครูบาอาจารย์ที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ที่จะสร้างต้นแบบต้นบุญกุศล โดยอาศัยตัวท่านเป็นต้นแบบ และท่านก็พยายามจ้ำจี้จ้ำไช จี้ลูกศิษย์ทุกเรื่อง อันไหนที่ดี ท่านก็มายกย่องชมเชย แล้วบอกว่าอย่าลืมไปสอนต่อๆ เขาไปนะ อาตมายังจำได้ ตอนเรียนบาลีนี่ เหมือนกัน คุณยายเรียกอะไรต่อมิอะไรแล้วแต่ ก็บอกเออ ดีนะ เรียนแล้วไปสอนเขานี่ ดีนะ ดีนะ ใครสอนคนอื่นเขาต่อนี่จะฉลาดนะ ใครเรียนแล้วไม่สอนต่อนี่โง่นะ ยายว่านะ รู้แล้วเก็บไว้ไม่ถ่ายทอดต่อ เออ มันก็ตรงเข้าคำพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ว่าผู้สอนมีอานิสงส์หลักๆ ๕ ประการ แต่ที่อาตมาจำแม่นคือ ยิ่งสอนยิ่งรู้นะ ผู้สอนนี่ ยิ่งสอนยิ่งได้ ยิ่งสอนยิ่งรู้ ยิ่งแตกฉาน เพราะถ้าไม่สอนก็รู้เท่านั้นแหละ แต่ถ้าว่าเราสอน เราต้องศึกษา ต้องเตรียมให้รู้มากกว่าตำราที่มี เพราะงั้นก็ทำ นำมาซึ่งความแตกฉานของเรา นี่สิ่งที่คุณยายท่านได้อบรมสั่งสอนในวันนี้ได้แค่มา เวลาจำกัดนะ ๓๐ ปี เหลือแค่นี้แหละนะ แต่ว่าเขายังบอกว่าให้มีอีกนะ ไม่ต้องห่วง ส่วนเมื่อไหร่นั้นบุญบันดาลนะ ท้ายที่สุดนี้นะ ให้พวกเราได้รวมใจกันปฏิบัติบูชาแด่คุณยาย ตั้งใจนั่งเข้าที่กันให้ดีนะ ท่านอยู่ในกลางเรา เราอยู่ในกลางท่าน ให้กายธรรมของท่านอยู่ เราก็อยู่ในกลางกายธรรมของท่าน กลมกลืนเสมือนหนึ่งกายท่านกับกายเราเป็นกายเดียวกัน ธรรมกายท่านกับตัวเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เหมือนหนึ่งเราได้ซึมซับถ่ายทอดคุณธรรม ความดีงามของคุณยายอาจารย์ของเราเท่าที่ส่วนหยาบ ส่วนประพฤติปฏิบัติกิริยามารยาทต่างๆ การพูดการจา การรักในธรรมะต่างๆ หรือผลแห่งการประพฤติปฏิบัติ ธรรมะที่คุณยายเข้าถึง คือให้เราได้รับถ่ายทอดมาหมด ทั้งส่วนหยาบส่วนละเอียดที่ดีงามของท่าน ให้มาถึงแก่ตัวเราทุกๆ คน ให้บริสุทธิ์ สะอาด ผ่องใส ไม่มีสิ่งใดมาเจือปน ผ่องใสบริสุทธิ์ ทุกๆ กาย ทุกๆ ธาตุธรรม บริสุทธิ์ ผ่องใสตลอด สว่าง ใส บริสุทธิ์ ทับทวีไปตลอด เมื่อบริสุทธิ์ผ่องใสดี เราก็ต้องอธิษฐานจิตให้ผลบุญ ความตั้งใจดี ตั้งใจมาร่วมบุญกุศล ร่วมบุญฟังพระสวดอภิธรรม ร่วมบริจาค ตั้งใจฟังพระสัทธรรม บุญบารมีที่ทำมาแล้วในอดีต หรือที่จะทำต่อไปในอนาคต ให้บุญนี้ให้ไปถึงแก่คุณยายอาจารย์ ที่เป็นที่รัก ที่เคารพยิ่งของเรา ให้เราทุกท่านได้เป็นผู้ที่เคารพพระสัทธรรม เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยเจ้า คุณยายอาจารย์ของเรายิ่งๆ ขึ้นไป ให้ท่านมีความสุขในดุสิตวิมานยิ่งๆ ขึ้น ให้บุญอันนี้ให้มาเชื่อมให้มาต่อให้เราได้สร้างบารมีร่วมกับคุณยายอาจารย์ของเรายิ่งๆ ขึ้นไป ไปทุกภพทุกชาติทีเดียว ให้เป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด ฟังคำท่าน ปฏิบัติตามท่าน ปฏิบัติให้ได้อย่างท่านยิ่งๆ ขึ้นไป ทำใจเราให้ใส ให้บริสุทธิ์ให้ดีทุกท่านเลยนะ สัพเพ … เย จ อตีตา สมฺพุทฺธา เย จ พุทฺธา อนาคตา โย เจตรหิ สมฺพุทฺโธ พหุนฺนํ โสกนาสโน สพฺเพ สทฺธมฺมครุโน วิหรึสุ วิหาติ จ อถาปิ วิหริสฺสนฺติ เอสา พุทฺธาน ธมฺมตา ตสฺมา หิ อตฺตกาเมน มหตฺตมภิกงฺขตา สทฺธมฺโม ครุกาตพฺโพ สรํ พุทฺธาน สาสนนฺติ ฯ(อํ.,สุต.ล.๒๑) หน้า PAGE 13 440121EW-SMT