ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุญยายคือบุพการีของศิษยานุศิษย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระกิติชัย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระและเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนทุกท่าน (สาธุ) วันนี้เป็นวันดี วันพุธที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ว่าเป็นวันดีเพราะว่าทุกๆ ท่านได้ทำความดี ปกติทุกวันของพวกเรานี่จะได้ฟังพระอาจารย์พูดถึงคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ วันนี้อาตมาอาจจะไม่พูดถึงคุณธรรมของคุณยายโดยตรง แต่จะพูดถึงบุคคลผู้หาได้ยากคนหนึ่ง ซึ่งพวกเราทุกคนอาจจะรู้ แต่บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ เรื่องที่อาตมาจะพูดนี้ จะใช้ชื่อว่าบุพการี บุพการีนี้แยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเรียกว่าชนกชนนี ชนกชนนีนั้นเราเข้าใจกันว่าเป็นบุคคลผู้ให้กำเนิด บุคคลผู้ให้กำเนิดนี้มีคุณมากน้อยเพียงใด พวกเราก็คงจะทราบกันบ้างแล้ว และอีกส่วนหนึ่งให้ชื่อว่าบิดามารดา บิดามารดานั้นส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นผู้ที่ให้กำเนิด แต่จริงๆ แล้ว ผู้ให้กำเนิดจริงๆ ชื่อว่าชนกชนนี บิดามารดานั้นเป็นผู้ที่เลี้ยงดู ทั้ง ๒ ส่วนนี้ชื่อว่าบุพการี วันนี้อาตมาก็จะมีนิทานให้พวกเราได้ฟังกันสัก ๒ เรื่อง เรื่องแรกให้ชื่อว่าลูกทวงเงินแม่ ในหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่ง หน้าตาสะสวยเป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ ในหมู่บ้าน ในครั้งหนึ่งก็มีหนุ่มคนหนึ่งเป็นที่ต้องตาต้องใจของสาวคนนี้ และในที่สุดก็ได้แต่งงานกัน อยู่กินกันอย่างมีความสุข เพราะหญิงสาวคนนี้เป็นผู้ที่มีอุปนิสัยดี แต่ฐานะค่อนข้างยากจน เมื่อแต่งงานกันแล้วทั้งสองก็อยู่กินกันอย่างมีความสุข จนกระทั่งมีบุตรชายอยู่คนหนึ่ง เมื่ออยู่มาไม่นาน ชายหนุ่มที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวนี้เกิดเสียชีวิตกระทันหัน ทิ้งให้หญิงคนนี้เลี้ยงบุตรอยู่ตามลำพัง บุตรชายคนนี้อายุได้ ๒ ขวบ หญิงสาวคนนี้ก็เลี้ยงดูบุตรชายด้วยความทะนุถนอม มีหนุ่มๆ ที่มาหมายปองเพื่อปรารถนาหญิงคนนี้ แต่หญิงคนนี้ก็ไม่สนใจ ทั้งๆ ที่หญิงคนนี้ยังสาวยังสวย อายุก็ยังไม่มาก แต่ก็ไม่ได้สนใจหนุ่มคนอื่นเลย มีเหตุผลคือว่ากลัวว่าพ่อเลี้ยงจะรักลูกไม่ได้เท่าที่ควร กลัวว่าลูกจะไม่มีความสุข กลัวว่าลูกจะถูกพ่อรังแก ก็เลยไม่ยอมแต่งงานใหม่ ก็ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงดูบุตร จนกระทั่งบุตรเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และได้แต่งงานมีครอบครัว บุตรคนนี้โชคดีได้แต่งงานมีครอบครัว เป็นลูกสาวของเศรษฐี แล้วก็ได้ไปอยู่ในบ้านของพ่อตา ซึ่งเป็นเศรษฐีเงินกู้ ปล่อยให้มารดาเลี้ยงดูตัวเองอยู่คนเดียว เวลาผ่านไป หญิงคนนี้ก็เริ่มชราภาพลง แล้วจิตใจสังขารร่างกายก็ร่วงโรย ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็เข้ามาแทรก เนื่องจากว่าหวังว่าแต่งงานจะมีผู้ที่ดูแล มีลูกก็หวังว่าลูกจะดูแล แต่เมื่อเหตุการณ์มันเปลี่ยนไป ไม่เป็นดังที่ใจคิด ก็ทำให้เศร้าหมอง ร่างกายก็ทรุดโทรม ในที่สุดก็ไม่สามารถจะทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ ก็ไม่มีที่พึ่งที่ไหน ในที่สุดก็ต้องยอมไปหาลูกตัวเอง เพื่อขอเงินมาเลี้ยง เดินทางไปหาลูก พบลูก ก็บอกลูกว่าแม่มาขอเงินเพื่อจะไปหล่อเลี้ยงสังขารตัวเอง ลูกก็ควักให้นะ ควักเงินให้ แม่ก็ดีใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ ว่าเลี้ยงลูกแล้วพึ่งไม่ได้ ดีใจรับเงินลูก น้ำตาซึม แต่เมื่อลูกส่งเงินให้เสร็จแล้ว ก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้แม่ พร้อมกับว่าให้แม่ลงชื่อ เซ็นต์สัญญาเงินกู้ ลูกใจดีให้แม่กู้เงินแล้วไม่คิดดอกเบี้ยเหมือนคนอื่น มีความภูมิใจในตัวเองว่าให้เงินแม่กู้แล้วไม่คิดดอกเบี้ย แต่สิ่งที่แม่ได้รับ ครั้งแรกรู้สึกปลื้มปีติยินดี แต่พอลูกพูดคำนี้ออกมา มันก็ตื้นตัน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่รับเงินนั้นไปเพื่อประทังชีวิตตัวเอง อยู่มาไม่นาน เงินนั้นก็หมดเพราะไม่สามารถทำมาหาเลี้ยงตัวเองได้ มาก็หาลูกอีก ลูกก็ให้ แล้วก็ให้เซ็นสัญญาเงินกู้ พอบ่อยเข้าบ่อยเข้า ครั้งหนึ่งลูกก็ถามแม่ว่า แม่ เมื่อไหร่จะคืนเงินที่กู้ผมไปสักที แม่ก็บอกว่าแม่ไม่มีหรอกลูก ลูกก็บอกว่าถ้าแม่ไม่ใช้ผม ผมจะไปฟ้องกำนัน ฟ้องเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แม่สะอื้น ก็บอกลูกว่าถ้าลูกจะฟ้องกำนัน ก็ไปฟ้องเถอะ ลูกก็ไปฟ้องจริงๆ กำนันก็รับฟ้อง ทั้งๆ ที่รู้ว่าครอบครัวนี้เป็นอย่างไร เพราะได้เห็นมาตั้งแต่แรก กำนันก็พูดกับชายหนุ่มคนนี้ว่าถ้าหากว่าแม่เอ็งน่ะไม่สามารถคืนเงินเอ็งได้ เดี๋ยวข้าจะใช้แทน ชายหนุ่มดีใจมากเลยว่าจะมีคนใช้เงินแทน ปีติยินดี บอกดีจังเลย แต่กำนันบอกว่ามีข้อแม้ว่าถ้าหากเงินนั้นน่ะที่เอ็งจะเอาคืน ต้องทำสัญญาว่าทุกวันใช้เวลา ๑ เดือน เอ็งจะต้องมาหาข้า แล้วก็เอาก้อนหินไป ๑ ก้อน ผูกไว้ที่หน้าท้อง ทำอย่างนี้เป็นเวลา ๑ เดือน ชายหนุ่มก็รับปาก เพราะปีติยินดีว่าจะได้เงินคืน วันนั้นก็รับหินไป ๑ ก้อน แล้วก็ผูกไว้ที่หน้าท้อง เดินกลับบ้านอย่างมีความสุข วันรุ่งขึ้นก็มาใหม่ มารับก้อนหินอีก ผูกไว้ที่หน้าท้อง ทำอย่างนี้ไปทุกวันทุกวัน จนกระทั่งถึงวันที่ ๒๐ ชายหนุ่มวันนั้นมา ไม่ได้หัวเราะเบิกบานเหมือนเดิม มาถึงบอกกำนัน ผมไม่เอาเงินคืนแล้ว กำนันบอกทำไม ไม่รับเงินคืน ทำไม ชายหนุ่มบอกว่าผมรำคาญ ผมอยากจะเอามันออก กำนันบอกอะไร เอาอะไรออก ชายหนุ่มบอกไอ้ก้อนหินนี่ ที่มันผูกอยู่ที่ท้องผมนี่ ผมรำคาญมันมากเลย ผมอยากจะเอามันออกจังเลย กำนันบอกว่าแม่ของเอ็งนี่ ตั้งท้องเอ็งมาตั้งหลายเดือน ตั้ง ๙ เดือน ๑๐ เดือน ไม่เห็นคิดจะเอาเอ็งออกเลย แต่นี่แค่ก้อนหิน ๒๐ วันเท่านั้นเอง เอ็งยังทนไม่ได้ ยังจะเอามันออก ชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดนะ ยังไม่รู้เรื่อง ยืนยันบอกว่าไม่เอาแล้ว เงินนั้นน่ะ ผมจะเอาก้อนหินนี้ออก กำนันก็เลยบอกว่าเอ็งรู้ไหมว่านี่ที่ข้าทำอย่างนี้ เพื่อต้องการให้เอ็งสำนึก ให้รู้ว่าแม่ของเอ็งรักเอ็งขนาดไหน อุ้มท้องเอ็งมา เอ็งยังไม่รู้สึกตัวอีก กำนันก็ได้สั่งสอนชายหนุ่มคนนี้อีกมากมายเลย จนกระทั่งชายหนุ่มคนนี้สำนึก ยอมดูแลแม่ตัวเอง เรื่องที่ ๒ เรื่องชื่อว่าแรงไม้เรียว มีแม่ลูกคู่หนึ่งเมื่อขณะที่เด็กชายคนนี้ยังเด็กๆ อยู่ ได้ทำความผิด เมื่อทำความผิด ก็ถูกแม่ลงโทษ ขณะที่ลงโทษนั้นก็เฝ้าอบรมสั่งสอนว่าต่อไปนี้นะ อย่าทำความผิดอย่างนี้อีกนะ ก็สั่งสอนลูก แล้วก็ลงไม้เรียว เด็กชายคนนี้เป็นเด็กฉลาด เมื่อถูกแม่ทำโทษเนื่องจากความผิดที่ตนเองทำ ก็ไม่เคยทำซ้ำอีกเลย ทุกครั้งที่ถูกแม่ลงไม้เรียว แล้วอบรมสั่งสอน ความผิดอะไรที่เคยทำก็จะไม่เคยทำซ้ำ กาลเวลาล่วงไปจนกระทั่งชายหนุ่มคนนี้เติบโตเป็นหนุ่ม ไม่ได้ทำความผิดให้แม่ต้องลงไม้เรียวอีกเลย แต่อยู่มาวันหนึ่งชายหนุ่มคนนี้ก็ไปทำความผิดมาอีก แม่ก็เรียกมา แล้วก็อบรมสั่งสอน เมื่ออบรมสั่งสอนเสร็จก็ลงไม้เรียว ทุกครั้งตั้งแต่เด็กมานี่ เมื่อชายหนุ่มคนนี้ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กจนกระทั่งโตเป็นหนุ่ม ถูกแม่ลงไม้เรียว ไม่เคยร้องเลย อดทนยอมรับในความผิดที่ตัวเองทำ แต่ครั้งนี้ตอนโตเป็นหนุ่ม พอถูกแม่ลงไม้เรียวไปที่ก้นเท่านั้น ร้องไห้โฮออกมาเลย แม่ตกใจ ถามว่าลูกแม่ แม่ตีแรงเกินไปหรือเปล่า ลูกเจ็บมากไหม ชายหนุ่มได้ยินแม่ถามอย่างนี้ ยิ่งสะเทือนใจ ร้องไห้หนักเข้าไปอีก แล้วก็เข้าไปประคองแม่ บอกแม่ ลูกไม่ได้เจ็บหรอก แม่ไม่ได้ตีแรงเกินไปเลย แต่แรงไม้เรียวที่แม่ตีลูกนั้นน่ะมันเบามาก เบาจนกระทั่งเหมือนกับว่าแม่นั้นน่ะไม่มีแรงที่จะตีผม ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าผม คงไม่มีโอกาสให้แม่สั่งสอนอีกนานมาก คงมีเวลาไม่มากนักที่แม่จะได้อบรมสั่งสอนผม เพราะว่าแรงไม้เรียวที่แม่ตีผมนั้นน่ะมันไม่มีแรงเลย ความชราที่มาครอบคลุมแม่ตัวเองนั้นน่ะ ทำให้ชายหนุ่มสะท้อนใจ แล้วก็กล่าวกับแม่ว่า แม่ ต่อไปนี้ผมจะตั้งใจไม่ทำความผิด ให้แม่ต้องลงไม้เรียวอีกต่อไปแล้ว ไม่มีอะไรที่แม่จะชื่นใจเท่ากับลูกบอกว่าจะตั้งใจทำความดี นิทานทั้ง ๒ เรื่องนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่าจิตใจของแม่ ของบุพการีเป็นอย่างไร ไม่เคยคิดร้ายต่อบุตร มีแต่ว่าจะทำอย่างไรให้บุตรตัวเองนั้นน่ะได้ดี มีความเจริญรุ่งเรือง นิทานทั้ง ๒ เรื่องนี้ เมื่อพูดถึงแล้ว เป็นบุพการีหรือบุคคลที่หาได้ยาก ซึ่งบุคคลที่หาได้ยากอย่างนี้นี่ เป็นผู้ที่ควรเคารพบูชากราบไหว้ ถ้าจะกล่าวถึงคุณยายของเรา คุณยายอาจารย์ของพวกเราทุกคนนี่ ถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว ท่านก็เหมือนกับเป็นบุพการีของพวกเราเหมือนกัน ซึ่งเป็นบุพการีที่หาได้ยากยิ่ง เพราะท่านเป็นทั้งชนกชนนี และบิดามารดาของพวกเรา ที่กล่าวอย่างนี้เพราะเหตุใด ท่านเป็นชนกชนนีที่ให้กำเนิดกายธรรมกับพวกเรา ถ้าไม่มีท่านสืบสายวิชชามาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พวกเราทุกคนก็ไม่มีโอกาสหรอกทีจะได้ยินคำว่าวิชชาธรรมกาย เราจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่ากายที่แท้จริงของเราคือธรรมกาย แล้วเท่านี้ยังไม่พอ ที่ว่าท่านเป็นบิดามารดา เป็นผู้ที่เลี้ยงดูรักษาเรา ท่านไม่ได้เลี้ยงดูรักษาเราแค่ให้เราเจริญเติบโตแค่นั้น แต่ท่านเลี้ยงดูรักษาเราข้ามภพข้ามชาติ จนกระทั่งส่งเราถึงพระนิพพาน ท่านเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง ถ้าหากว่าพวกเราไม่ทิ้งท่านไปเสียก่อน ท่านก็เลี้ยงดูรักษาเราจนกระทั่งถึงฝั่งพระนิพพาน วันนี้เป็นวันที่โชคดีของพวกเราทุกๆ คน เป็นวันที่เรามาตั้งใจสั่งสมความดี สั่งสมบารมี มาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ การเทศน์ของอาตมาในวันนี้ก็คงต้องขอจบแต่เพียงแค่นี้ ช่วงเวลาต่อจากนี้ไปก็ขอให้เราทุกคนตั้งใจกลั่นจิตกลั่นใจ ทำใจให้ใส สว่าง เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ของพวกเราสักพักหนึ่ง ให้เราทำใจของเราให้สบายๆ ให้ผ่อนคลายทุกส่วน ทำใจเราให้ผ่องใส ตรึกระลึกนึกถึงบุญ เมื่อระลึกถึงบุญแล้ว ใจเราจะผ่องใส ความปีติจะเกิดขึ้นในใจของเรา ทำให้อารมณ์ของเราสบาย ทำใจเราให้นิ่งๆ ปล่อยใจเราให้หยุดให้นิ่งไปเรื่อยๆ สัพเพ… หน้า PAGE 5 440117FW-AAT