พลังอันยิ่งใหญ่ของมหารัตนอุบาสิกา
(ม้วน 1/A)
พระฌาณาภิญโญ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคตทั้งหลาย ขอถวายความเคารพแด่พระธรรมวีระ มหาวีรานุวัตร เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี และพระเถรานุเถระเจ้าคณะพระสังฆาธิการทั้งหลาย สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทุกๆ ท่าน (สาธุ)
วันนี้จะได้มาบรรยายคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอีกแง่มุมหนึ่ง วันนี้จะขอพูดเรื่องพลังของคุณยาย เรื่องที่อัศจรรย์นะ สำหรับยุคนี้ที่เราได้ทันรู้ทันเห็น ได้พบผู้หญิงอุบาสิการ่างเล็กๆ ที่มีพลังอันมหาศาลไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ท่านไม่รู้หนังสือ ทั้งการอ่านการเขียน แต่ว่าท่านได้ฝากผลงานอันยิ่งใหญ่ไว้ให้กับโลก ฝากสมบัติอันมีค่ามหาศาลไว้กับพระพุทธศาสนา พลังที่ว่านี้นี่ทั้งเป็นพลังกาย พลังวาจา คำพูด และพลังใจ
อยากจะเล่าให้พวกเราฟังในบางเรื่องที่ได้รู้ได้เห็น และเป็นน่าสังเกต บางอย่างก็ต้องบอกว่าขอบังอาจที่จะไปพูดถึงพลังของท่านแม้เพียงเศษเสี้ยวน้อยนิดเท่าที่ได้รู้ได้เห็น พลังแห่งการกระทำของท่านนี่ จริงๆ แล้วนี่ท่านไม่ได้มีเรี่ยวมีแรงผิดมนุษย์มนาทั้งหลายหรอก จะน้อยกว่านักยกน้ำหนัก หรือว่าชายฉกรรจ์ล่ำสันอะไรทั้งหลายมากมายนัก แต่ภาพที่เราเห็นท่านคือท่านจะมีการทำ ทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ที่ทรงคุณค่าอยู่ตลอดไม่ค่อยได้หยุดนิ่งเลย หรือว่าพลังแห่งคำพูดของท่านว่าคำพูดของท่านมีพลังมากมายมหาศาล
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้ให้นิยามคำจำกัดความพลังแห่งคำพูดของคุณยายไว้อย่างยอดยิ่งเลย คือว่าคำพูดของคุณยายน่ะ เรียบ ง่าย สั้น กระชับ แต่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด คำพูดของท่านมีความสมบูรณ์และเป็นที่สุด แก้ความสงสัยได้อย่างหมดสิ้น เหมือนกับดึงเอาคนที่อยู่ในที่มืด ออกมาสู่แสงสว่างฉะนั้น คำพูดของท่านไม่ได้หวาน แต่คำพูดของท่านน่าฟัง เป็นคำจริง เป็นคำที่ประกอบด้วยเมตตามีประโยชน์ ท่านพูดอย่างไร ท่านทำอย่างนั้น ท่านทำได้อย่างไร ท่านพูดอย่างนั้น
ตลอดที่ผ่านมาที่ได้พบคุณยายไม่เคยเห็นท่านพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล ไร้สาระเลย คำพูดของท่านมีอรรถมีธรรม พูดแทงใจคน พูดทั้งถึงในอดีต ทั้งทั้งในปัจจุบัน เรื่องในปัจจุบัน หรือเรื่องที่จะมาในอนาคต เป็นคำพูดที่ผู้ฟังนอกจากจะแจ่มแจ้งแล้วนี่ ยังต้องนำไปคิด นำไปปฏิบัติด้วย
ส่วนพลังใจของท่านไม่อาจบังอาจเลยที่จะไปคาดคะเนว่ามหาศาลขนาดไหน แต่เท่าที่สัมผัสหยาบๆ ตื้นๆ บอกได้ว่าช่างน่าอัศจรรย์นัก เรื่องของอจินไตย อำนาจพลังของฌานสมาบัติของท่าน เป็นที่ประจักษ์ตาแก่ผู้ใกล้ชิดตลอดมา ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าพลังใจของท่านขนาดไหน เรื่องของนิพพาน ถ้าหากว่ายกพวกเราเอาไว้แล้วนี่ คนข้างนอกนี่พูดถึงนิพพานแล้วจะกลายเป็นเรื่องไกลตัว หรือเรื่องที่ไม่เคยคาดคิดหรืออยากจะคาดคิดมาก่อนเลย แต่กับพวกเราน่ะคงจะได้ยินจนเป็นประจำ เป็นปกติเรื่องนิพพาน
แต่จะมีใครในโลกนี้สักกี่คนที่บอกว่าจะขอเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย ใครจะไปนิพพานก่อนก็ไปเถอะ คุณยายจะอยู่ปราบอกุศลธรรมให้หมดสิ้น ให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษก่อน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้ยินได้ฟังจากที่อื่นเลย เรื่องที่เป็นตัวอย่างของพลังของคุณยายนี่ โดยสรุปมันมีแบบนี้ แต่ว่าจะขอยกตัวอย่างหรือขยายบางอย่างเป็นเรื่องๆ ไป ให้พวกเราได้เป็นแนวคิด เป็นแนวทางปฏิบัติว่าพลังต่างๆ เหล่านี้นี่คุณยายได้มาจากไหน ท่านมีมากมายมหาศาลแบบนี้ แล้วคุณยายใช้พลังเหล่านี้ไปทำอะไร แล้วพวกเราที่เป็นลูกหลานยายนี่ที่นั่งอยู่ในที่นี้ทุกๆ คน มีสิทธิที่จะได้เอาพลังจากแหล่งนั้นมาใช้บ้างไหม เรื่องที่จะพูดไปนี่จะได้เป็นแนวทางให้พวกเรา
คุณยายน่ะสมัยหนึ่งปราบหญ้าคอมมิวนิสต์ หญ้าน่ะ หญ้าคอมมิวนิสต์ ยายเรียกว่างั้น คือทางการเขาเรียกหญ้าขจรจด นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง ว่าหญ้าขจรจดนี่พวกเราที่อยู่ในกรุงเทพฯ อาจจะไม่รู้จักหรืออาจจะไม่เคยเห็น แต่ถ้าอยู่ต่างจังหวัดจะรู้นะ มันเป็นหญ้าชนิดหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเขาเอามาจากข้างนอก จากเมือนอก มาขยายพันธุ์เพื่อเป็นอาหารพวกสัตว์พวกวัวต่างๆ แต่หญ้าประเภทนี้มันขยายมันโตไวมาก แล้วขยายพันธุ์ไวมากเลย พอมันมาขึ้นที่ในวัดของเรานี่ มันขยายพันธุ์ก็ไว เราก็มองดูเออ มันก็คือวัชพืช ผ่านไป แล้วเราก็ทำงานอย่างอื่นของเราไป
แต่คุณยายมองแล้วไม่ผ่าน คุณยายบอกว่าหญ้าคอมมิวนิสต์นี่ ถ้าไม่รีบจัดการซะ มันจะขยายพันธุ์แล้วเราจะปราบมันยากในอนาคต ต้องรีบจัดการเสีย แล้วคุณยายก็ถอน เจอหญ้าคอมมิวนิสต์ที่ไหน คุณยายก็จะถอน ถอนเองบ้าง ลูกศิษย์ลูกหาช่วยกันถอนบ้าง อุปัฏฐากที่ติดตามช่วยกันถอนบ้าง ดึงหญ้าคอมมิวนิสต์มาได้นี่ มันก็ รากมันลอยๆ นะ ดึงไม่ค่อยยากเท่าไหร่ ดึงออกมาก็จะมีดินติดมาด้วย ก็เอามาเคาะๆๆ เอาขี้ดินออก แล้วเอามานอน มาล้มนอนเอาไว้บนถนนคอนกรีตเพื่อให้โดนแดด หญ้ามันจะได้ตาย แล้วต้องรีบจัดการก่อนที่ดอกมันจะออกด้วย ไม่งั้นมันแพร่ไว
ตอนนั้นอาตมานั่งนึกอยู่ โอ้ จะไหวหรือ หญ้าคอมมิวนิสต์มันระบาดไวมากเลย แต่ว่าได้แต่นึกแบบนั้นนะ แต่ก็ช่วย เวลาไปเจอที่ไหน ถอนได้ก็ถอน เดินตามยายแหละ ตามรอยเท้ายายเลย ในที่สุดก็ไม่เห็นหญ้าคอมมิวนิสต์ในวัดพระธรรมกายอีกเลย สะอาดเกลี้ยงเลย แล้วเราก็ชนะจริงๆ
มามีเรื่องหญ้าต้อยติ่ง คุณยายเรียกว่าต้นป๊อกแป๊ก ขึ้นจะเป็นฝักเล็กๆ สีน้ำตาล ใบมันกลมๆ ต้นไม่สูงเหมือนพืชล้มลุก แต่รากมันเหมือนกระชายเป็นหัว หยั่งตกลงไปในดิน มันอย่างกะนิ้วมือ ยึดดินแน่นเลย แล้วเวลาเราถอน ต้นมันมักจะขาด แล้วหัวมันยังอยู่ใต้ดิน มันไม่ตาย แล้วระบาดไวมาก คุณยายมาเริ่มปราบตอนหลังนี่ เราก็นั่งนึกอยู่นะ โอ้จะไหวเหรอ นึกอีกแล้ว จะไหวเหรอ แล้วก็มีโอกาสก็ช่วยทำ ช่วงที่เริ่มปราบตัวนี้นี่ จำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่นะ แต่ว่าภารกิจที่รับผิดชอบมาทางด้านงานก่อสร้างมีอยู่มาก ก็เลยทำเท่าที่จะทำได้ในบริเวณกุฏิของตัวเองบ้าง ที่ทำงานของตัวเองบ้าง
แล้วคุณยายไปไหน ยายก็ปราบเรื่อย คุณยายมีข้อคิดอยู่อย่างหนึ่งที่น่าทึ่ง และบ่งบอกถึงนิสัยสู้หรือว่าคำว่าวิริยะ หรือความเพียรน่ะเป็นอย่างไร คือคุณยายจะทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าจะชนะ ไม่ถอย ไม่แพ้ ไม่ท้อ ไม่ขี้เกียจด้วย ตรงจุดนี้นี่ คุณยายบอกว่าถอนไป อุปัฏฐากที่ตามหลังไปนี่ ก็ให้ถอน ต่างคนต่างคิดแบบนี้ จะสู้มันไหวหรือ ปราบมันไหวหรือ ยายบอก คุณยายบอกว่าถอนไป มันหนีเราไม่ได้หรอก เราถอนไป เดี๋ยวเราก็ชนะมันเอง มันไม่หนีเราหรอก ต้นไม้มันอยู่กับที่ เรามีขาเดิน มันอยู่ที่ไหน เราก็เดินไปถอนมัน เดี๋ยวเราก็ชนะเอง เออคุณยายพูดแบบนี้ ค่อยมีกำลังใจหน่อย
มานั่งถึงตัวเองนะ ตอนสมัยปี ๒๕๒๔ ๒๓ ๒๔ ราวๆ นั้น ถนนทางด้านหน้าวัด เมื่อก่อนไม่ได้กว้าง ๑๒ เมตรแบบนี้นะ ๔ เลนแบบนี้ มันกว้างแค่ ๖ เมตร เริ่มสร้างแรกๆ เลย ๖ เมตร ๒ เลน พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ไปยืนอยู่ที่หน้าวัด แล้วมองมา ตอนนั้นโบสถ์สร้างเป็นรูปเป็นร่างเสร็จแล้ว บอกถนนมันเล็กไป แคบไป ท่านสั่งขยาย ขยายออกไปข้างละ ๑ เลน เลนหนึ่งก็ ๓ เมตร ก็เป็น ๔ เลน ก็เป็น ๑๒ เมตร
การทำถนนนี่จะให้กว้าง ๑๒ เมตร ๑๕ เมตร ๒๐ เมตร ๓๐ เมตร ไม่ยากหรอก ถ้าเราทำทีเดียวพร้อมกันเลย แล้วมีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกันเลย ไม่ยาก แต่ในสมัยนั้นมันทำถนน ๖ เมตรเสร็จไปแล้วอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งด้านที่จะขยายข้างละ ๓ เมตร เลยไปอีกหน่อยหนึ่งประมาณ ๕ เมตร จากริมถนนคอนกรีตเดิม มันเป็นแนวปลูกต้นไม้อยู่แล้ว แล้วก็การที่จะฐานรากใหม่นี่ต้องทำตั้งแต่ชั้นดินบดอัดให้ดี แล้วค่อยมาชั้นลูกรัง แล้วค่อยมาชั้นทราย แล้วค่อยเทคอนกรีต ขั้นตอนเป็นแบบนี้ เพราะงั้นการที่เราจะบดอัดในช่วง ๓ เมตรเศษๆ เพื่อจะตั้งไม้แบบด้วย ประมาณว่า ๓ เมตรครึ่ง ๔ เมตรราวๆ นี้ อีกด้านหนึ่งเป็นคอนกรีตที่เทเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกด้านหนึ่งเป็นต้นไม้นี่ แล้วรถเครื่องไม้เครื่องมือหนักของเราสมัยนั้น เราก็ไม่มีปัญญาซื้อ ต้องเช่า ต้องจ้าง ต้องขอยืม ส่วนใหญ่จะขอยืม เอามาทำถนนกัน
ตอนนั้นก็ขุดดินไปแล้ว หลวงพ่อสั่งขยาย เราก็ขยาย แล้วการทำงานของวัดพระธรรมกายไม่มีฤดูกาล ทำทั้งปี ทำทุกวัน แล้วทำทั้งวันด้วย กลางวันทำไม่ทัน กลางคืนทำต่อ ทำจนเสร็จ ต้องเสร็จให้ได้นะ ก็บดอดถนนชั้นดินขึ้นมา อย่างที่เรารู้อยู่แล้วว่าดินของเราเป็นดินท้องนา เสร็จแล้วดินส่วนใหญ่เกาะของเราส่วนใหญ่ขึ้นมา มันมาจากการเอาเลน ดูดเป็นเลนเป็นกักแล้วขึ้นมาถมดิน เพราะงั้นพื้นฐานดินมันอ่อนมาก มันเป็นเลนอยู่ข้างล่าง บดอดเข้าไปมันลำบากมากเลย แล้วถ้าจะเอารถบดลงไปเต็มที่นี่ ข้างหนึ่งมันจะเป็นคอนกรีตที่เทไปแล้ว มันก็จะบิ่น มันก็จะเสียหาย ไม่สวย
ตอนนั้นทำงานยากเหมือนกัน ก็ใช้วิธีหนึ่งคือพอปรับชั้นดินได้นะ แล้วก็อัดเข้าไป ตรงไหนเป็นเลนขุดออกมาแล้วก็เทไป เอาดินอัดลงไปใหม่ เอาหินอัดลงไป หินก้อนใหญ่ๆ เขาเรียกหินโยน อัดลงไป รถบดไม่มี ทำอย่างไร อันนี้ใครเป็นเจ้าของรถ ๑๐ ล้อ ต้องขออภัยนะ ตอนนั้นใช้วิธีนี้ว่าพอจะมาลงลูกรังใช่ไหม บอกเดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อนลงนี่นะ รถคันนี้ ๒๑ ตัน ตอนนั้นไม่บอก ๒๘ ตันนะ ๒๘ ตันจะมาเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ว่าตอนนั้น ๒๑ ตัน อย่าเพิ่งทิ้ง ให้มาวิ่งก่อน วิ่งอยู่ในถนนชั้นดินนั่นแหละ ทดสอบเอารถดิน ๒๑ ตันวิ่ง ๑๐ ล้อ วิ่งไปก็วิ่งกลับ ให้ได้สัก ๒ รอบ คันละ ๒ รอบก่อน แล้วค่อยเทลูกรัง แล้วเราก็เกลี่ย ทำแบบนี้ รถบดไม่มีปัญญาไปจ้างเขา มันแพง ก็เลยใช้รถ ๑๐ ล้อแทนของจริง
ทำอยู่แบบนี้ จนกระทั่งได้ชั้นลูกรังมาเรียบร้อยแล้ว แน่นมากเลย แน่นมาก แล้วไม่ทรุด สมัยนั้นทำแบบนี้ ๑๐ ล้อวิ่งจริงๆ ไม่ทรุด คราวนี้ฝนมัน ตอนนั้นทำประมาณเกือบเดือนหนึ่ง พฤษภา ต้นเดือนพฤษภาคมเห็นจะได้ ฝนกำลังเทลงมาเลย ก็น้ำมัน มันคล้ายเป็นร่อง อีกอันหนึ่งก็ พวกเรานึกภาพออกไหม ด้านหนึ่งเป็นถนนคอนกรีต อีกด้านหนึ่งเป็นดินที่ปลูกต้นไม้แล้ว ไอ้ที่เรากำลังทำลูกรังอยู่ มันก็เป็นพื้นลูกรัง สูงขึ้นมาอีกประมาณ ๒๕ เซ็นต์ ที่เราเตรียมละอองชั้นทราย แล้วก็จะเทคอนกรีต น้ำนี่ขังอยู่ในนั้น จะทำให้ฐานรากมันอ่อน มันเสียแล้วจะเอาทรายที่รองใต้ถนนคอนกรีตออกมา หลุดออกมาด้วย
แล้วตอนนั้นมันไฟฟ้าอะไรต่ออะไรก็ไม่สมบูรณ์ ไม่มี ปรากฏว่าฝนมันตกมันมา เรามองเห็น เอ๊ะมันจะเสียหาย ก็เลยทำยังไง ไดโว่ก็ไม่มี ไอ้เครื่องสูบน้ำก็ไม่มี ปลั๊กน้ำไม่มี ใช้กระป๋องน้ำวิด วิดกันกับเออ คนที่มาช่วยงานอุบาสก แล้วก็คนงานอีกคนหนึ่ง ๓ คน พระ ๑ อุบาสกอีก ๒ แล้วมันเทมาแน่นฟ้ามืด แน่น ใช้กระป๋องวิดเอา เทกระป๋องวิดออกไปเรื่อยๆ ตอนที่บอกให้อุบาสกที่มาช่วยกันวิด วิดน้ำกัน เขามองไง เขามองไปที่ท้องฟ้า มืดไปหมดแล้วนะ แล้วฝนกำลังจะตกด้วย เออแล้วกำลังตกอยู่ด้วย แล้วก็มองหน้าเรา แล้วก็พอจะเดาออกว่า เฮ้อ จะไปแข่งกะฝนหรือ วิดไปเถอะ
แต่ว่าอยากจะให้กำลังใจเขาสักนิดหนึ่ง ก็บอกว่าฝนตกนี่มันมีวันหยุดไหม บอกหยุดครับ ถ้าเราวิดไม่หยุด เราชนะมันไหม ชนะครับ วิดไป วิดน้ำนี่นะตั้งแต่ตอนประมาณ ๖ โมงเย็น ๕ โมงครึ่ง ๖ โมงเย็นราวๆ นี้ ไปเสร็จเอาตอน ๕ ทุ่มกว่า ปากนี่เขียวเลย แต่ละคนนี่ปากเขียวทั้งนั้น มือนี่ซีดเลย นี่คือที่เราสร้างวัดกันมา แล้วได้แนวทางจากคุณยายมา มาทำกันแบบนั้น
เพราะงั้น ๓,๒๐๐ บาทที่คุณยายให้มา แล้วมาสร้างเป็นวัดพระธรรมกายปัจจุบันนี้นี่มันมีที่มา มันมีที่ไป มันไม่ใช่เสร็จมาง่ายๆ หรอก ใครที่ไม่ได้มาวัดพระธรรมกายชั่วระยะแค่เดือนเดียวเท่านั้นเอง มันก็เปลี่ยน มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาตลอดเวลา นี่คุณยายเป็นต้นแบบให้พวกเราเป็นอย่างนี้ เพราะงั้นที่เจอคุณยายถอนต้นต้อยติ่ง หรือต้นขจรจก ก็มีที่มาที่ไปแบบนี้ คุณยายไม่ได้สอนเรานะ แต่เราดูคุณยาย แล้วเราก็ทำตาม เรื่องเป็นอย่างนี้
แม้แต่เรื่องที่คุณยายมองการณ์ไกล บางคนไม่เข้าใจ ตามคุณยายไม่ทัน ตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อไม่ทัน ก็จะพูดมาก หาบาปทางวาจา ดีว่าพวกเรารุ่นแรกๆ บุกเบิกมานี่ ตามไม่ทันไม่เป็นไร แต่ด้วยความเคารพ ด้วยความเข้าใจในครูบาอาจารย์ ท่านสั่งมายังไง เรารับครับลูกเดียว แล้วก็ทำตาม กว่าจะ บางครั้งกว่าจะรู้ว่าท่านจุดประสงค์ที่ตรงไหน เหตุผลที่ท่านสั่งงานให้ทำอย่างนี้เพราะอะไร บางครั้งท่านไม่มีเวลามาอธิบายให้เราฟัง เราก็ก้มหน้าก้มตาทำไป มารู้อีกทีหนึ่งเมื่อปีหนึ่งผ่านไปแล้ว หรือว่างานเสร็จไปแล้วเราถึงมาร้องอ๋อ บางทีผ่านไปตั้งหลายปีถึงมาร้องอ๋อ
อย่างเช่นเรื่องของสุนัขที่คนทั้งหลายไม่เข้าใจ พวกเราสังเกตกันไหมว่าเวลาเราเข้าไปในวัดพระธรรมกายแล้วนี่ เราเดินอย่างสบายอกสบายใจเลย ไม่ต้องไปกลัวเหยียบทุ่นระเบิด รู้จักทุ่นระเบิดไหม เออ พวกสุนัขมันชอบวางเอาไว้เป็นกองๆ เวลาเดิน อ้อนั่นสวยจริง แพลบเข้าไป อ้าว ล้างกันไม่ทันเลย คุณยายมองเห็น มองเห็นว่าถ้าหากปล่อยให้วัดเป็นที่ปล่อยสุนัขต่อไปจะเป็นปัญหาใหญ่ อันนี้พวกเราที่ ในที่นี้หลายท่านเลยเป็นคนรักสุนัข ก็ขอให้หยุดฟังนิดหนึ่งก่อนนะ อย่าเพิ่ง อย่าเพิ่งทักขึ้นมา ไม่ใช่ว่าพวกเรานี่ คุณยายน่ะไม่ได้เมตตาสุนัขหรือไม่ได้เมตตาสัตว์ ไม่ใช่นะ แต่คุณยายมองเห็นว่า
อย่างที่ ๑. เลยนี่ วัดของเรามีเยาวชน มีพวกนักเรียนนักศึกษามาวัด มาอบรมกันเยอะ เยอะมาก คราวนี้ถ้าหากว่าเกิดมีสุนัขไปกัดเด็กพวกนี้เข้ามา มันจะเสียมากกว่าได้ นี่เรื่องหนึ่ง แล้วสุนัขที่เข้ามาเราก็ไม่รู้ว่ามันมีพิษ มีพิษเชื้อบ้าอยู่หรือเปล่า เราไม่รู้ เราป้องกันก่อนดีกว่า คืออย่าให้มีการกัดเด็กเกิดขึ้นเลย บางทีญาติโยมที่มาวัดอย่างพวกเราแบบนี้นี่ มาวัดจะได้ยินเสียงเด็กๆ เล่นกัน วิ่งเล่นกัน เด็กพวกนี้ที่เราจะต้องป้องกันเอาไว้ก่อน อย่าให้โดนสุนัขกัด แล้วเราต้องไปตามดูอีกที สุนัขตัวไหนกัด มันเป็นบ้าหรือเปล่า ก็ตัดปัญหานี้ไป นี่เรื่องที่ ๑. เหตุผลที่ ๑
เหตุผลอันที่ ๒. คือสุนัขนี่มันถ่ายมูลสกปรก และมันถ่ายเละละ มันไม่เป็นที่เป็นทางนะ อันนี้นี่เป็นเรื่องที่สากลเลย ทั่วๆ ไปเขาจะเป็นแบบนี้ว่าคนเลี้ยงสุนัขนี่ ถ้าหากว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคม เขาจูงสุนัขออกไปนอกบ้าน ไปเดินเล่นอะไรก็ตาม เขาจะต้องเตรียมที่สำหรับเก็บมูลด้วย ถ้าสุนัขไปถ่าย ถ่ายปั๊ปเขาจะต้องเก็บขึ้น แล้วไปทิ้งทันที นี่คือหลักสากลทั่วๆ ไปเขาทำกัน แล้วเขาจะไม่ปล่อยสุนัขให้ออกไปวิ่งนอกบ้านโดยไม่มีเจ้าของ นี่คืออารยธรรม ความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม ไม่เหมือนของเรา พวกเรานี่ คนไทยเราไม่มีกฎหมาย ไม่มีอะไรมาบังคับ งั้นปล่อยสุนัขออกจากบ้านให้มันไปวิ่งเล่นก่อน แล้วมันจะไปถ่ายมูล ถ่ายบ้านคนอื่น ถ่ายบ้านใครก็แล้วแต่ล่ะ แล้วเสร็จมันวิ่งกลับมา สุนัขของเราที่เลี้ยงไว้มันไปถ่าย ไปทำความสกปรกเลอะเทอะ ทำความน่ารังเกียจให้กับบ้านคนอื่น แล้วเราไม่ได้ไปตามรับผิดชอบ นี่คือสังคม คือบ้านเมืองของเรา
เพราะงั้นอันนี้คุณยายเองก็ไม่อยากที่จะให้วัดสกปรก ก็เลยป้องกัน เพราะงั้นถ้าหากว่าอีกอย่างหนึ่งสุนัขที่มาปล่อยนี่ บางครั้งมันเป็นโรคเรื้อน โรคเรื้อนมันก็จะแพร่ มันมีเชื้ออะไรต่ออะไร มันแพร่ แล้วมันแพร่ตามไปหมดเลย มันก็จะเป็นโรคผิวหนัง แล้วส่วนใหญ่ของเราเอง เวลานั่งปฏิบัติธรรม เราไม่ได้นั่งเก้าอี้นะ ส่วนใหญ่เราจะนั่งกับพื้น พอสุนัขมาอยู่กับพื้นอะไรแบบนี้ มันก็เชื้อสกปรก มันก็จะติดทั้งเห็ด ทั้งหมัด ทั้งอะไรต่ออะไร ทั้งคนทั้งสุนัขมันแพร่กันไปหมด คุณยายมองเห็นตรงจุดนี้ ก็เลยสั่งห้าม
ไอ้ครั้นที่จะปิด เขียนป้ายประกาศว่าสุนัขห้ามเข้าวัด มันก็อ่านไม่ออก ถ้ามันเข้ามาแล้ว เราจับมันปล่อยแบบนี้ เออได้ คุณยายก็ไม่ได้ให้ไปทำอะไร ก็เอาไปปล่อยในตลาด เอาไปปล่อยในตลาดให้มันมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ให้เขาอยู่ตรงนั้นเถอะ มาอยู่ที่วัด อาหารของเรา เราก็เก็บเรียบร้อย มื้อเย็นเราก็ไม่ได้กิน ส่วนใหญ่เราก็ศีล ๘ ก็เลยรักษาความสะอาดของวัดมาได้อย่างทุกวันนี้แหละ
นี่เป็นเรื่องประวัติ ประวัติศาสตร์ที่คุณยายมองเห็นการณ์ไกลนะ แล้วพวกเราเจอสุนัข เราก็จะเอาไปปล่อยสัตว์ เอาบุญ ไปปล่อยในตลาดให้มันมีกินอุดมสมบูรณ์นั่นแหละ อย่าอยู่วัดเลย อยู่วัดแล้วเดี๋ยวมันอดอยาก อดๆ อยากๆ
แล้วอีกอย่างสมัยก่อนเราเทศน์กันน่ะ หลวงพ่อทัตตะท่านเทศน์ใต้ต้นตะขบ อยู่ตรงหลังอาคารดาวดึงส์ปัจจุบันนี้ อาคารดาวดึงส์สมัยนั้นเป็นเรือนสีดาอยู่นะ หลังคาสีเขียว ท่านจะเทศน์อยู่ตรงนั้น แล้วก็มีพวกธรรมทายาท พวกข้าราชการเป็นหมู่คณะมานั่งอบรม ท่านก็นั่งเทศน์ไป ไอ้สุนัขนี่มันมาทำให้ตบะของอุบาสก ของธรรมทายาทเราแตกได้เหมือนกัน เพราะว่าเวลาฤดูที่มันเป็นสัตว์น่ะ มันไม่เลือกที่ มันไม่เลือกเวลานะ หลวงพ่อให้นั่งสมาธิหลับตา ฟังเทศน์กันไปนี่ ไอ้นี่มาทำพิเรนๆ อยู่ทางนี้ เคยมี ก็เลยต้องเชิญมันออกไปนะ นี่คือที่มาที่ไปที่วัดเราจะไม่ค่อยได้เห็นสุนัขเข้ามาเพ่นพ่าน มันมีที่มา นี่ต้องบอกว่าเกิดจากการมองเห็นการณ์ไกลของคุณยาย แล้วพวกเราก็ร่วมใจกันทำวัดของเราให้สะอาด
คราวนี้มาถึงแหล่งที่คุณยาย เออ คุณยายได้พลัง พลังของคุณยายมาจากไหน ต้องบอกว่าพลังของคุณยายได้มาจากการทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นบุญ ซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก ซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก ไม่ย่อท้อ ไม่เลิกรา ไม่เบื่อหน่าย ไม่ขี้เกียจ อันนี้ต้องถามพวกเรา เราลองดูตัวเราเองเทียบนะ ต้นปีมา พระเดชพระคุณหลวงพ่อขอให้เรานั่งสมาธิกัน พวกเราได้ยินกันไหม มากันหรือเปล่า ไหนยกมือขึ้นซิ ได้ยิน ได้ยินไหม ได้ยิน หลวงพ่อบอกให้เรานั่งสมาธิกันนะ อย่าขี้เกียจกันนะ จะให้ไปวิ่งเดินจงกรมร้อยแปดรอบ รอบลานธรรมกายเจดีย์ ต่อไปนี้ลูกจะไม่ขี้เกียจนั่งสมาธิ ต่อไปนี้ลูกจะไม่นั่ง ไม่ขี้เกียจนั่งธรรมะอีกแล้วใช่ไหม
เออ แล้วตอนนี้ล่ะ เป็นยังไง ความขี้เกียจเริ่มเข้ามาเยือนแล้วหรือยัง อันนี้เราต้องถามตัวเราเองนะ เหมือนอะไร เหมือนเออ พวกนักเรียน นักศึกษานี่ตอนต้นเทอมนี่ ตั้งใจเลยว่าจะตั้งใจเรียนหนังสือตั้งแต่เปิดเทอมวันแรกเลยนะ หนังสือก็ใหม่ อาจารย์ก็ใหม่ อะไรก็ใหม่ แหม ห่อปกเสียอย่างดีเลย พอเปิดเรียนมา ก็ยังไม่มีอะไร ทักทายกันไป วันหนึ่งก็แล้ว ๒ วันก็แล้ว ๓ วันก็แล้ว เอ๊ะก็ไม่เห็นมีอะไร ก็เลยพับหนังสือเก็บเอาไว้ก่อน ไปสังสรรค์ไปพักผ่อนหย่อนใจเสวนากับเพื่อนๆ ก่อน เผลอแผลบเดียว อ้าวจะสอบ final อีกแล้ว สอบไล่อีกแล้ว โอ๋ ตั้งหน้าตั้งตาดูหนังสือกันทั้งวันทั้งคืน พวกนี้ประเภทหาค่ำกินเช้า คือตอนกลางคืนนั่งดูหนังสือ เอาไว้สำหรับสอบพรุ่งนี้เช้า แล้วความรู้ส่วนใหญ่มักจะได้ตอนก่อนสอบนี่แหละ ไม่ได้ตอนระหว่างเรียนหรอก ความรู้ส่วนใหญ่จะได้ตอนระหว่างก่อนสอบ แล้วก็นั่งนึก แหมถ้ามีเวลาดู พรุ่งนี้จะสอบแล้วหรือ แหมทำไมไวจังเลย ถ้ามีเวลาอีกสักอาทิตย์หนึ่งนะ จะเอาให้เนี๊ยบเลย เอาให้ยอดไปเลย
แล้วก็ดูหนังสือไป ดูอย่างเดียวมันง่วง เป็นยังไงบ้าง ต้องพึ่งกาแฟบ้าง โต เด็กโตขึ้นมาหน่อย พึ่งกาแฟ เดี๋ยวนี้เขาพึ่งอะไรนะ ยา ยาบ้าใช่ไหม ไม่มียาบ้าดูหนังสือไม่ได้ เขาพึ่งกันแบบนั้น ปรากฏว่าตอนเช้าสะโหลสะเหลเดินเข้าห้องสอบ แต่ว่าความรู้ รู้สึกว่าอัดเต็มหัวสมองเลย ดูได้จากนัยต์ตา มันปรือๆ เดินเข้ามา พอเดินเข้าห้องสอบสะดุดธรณีประตูปุ๊ปเท่านั้นเอง ความรู้หายเกลี้ยงเลย พอออกจากห้องสอบมา ผลประกาศสอบมา เกือบตก มันจะเป็นแบบนี้กัน แล้วก็ตั้งอาฆาตไว้ในใจ เอาเถอะ เทอมหน้าก็แล้วกันนะ จะขอแก้มือหน่อย จะขยันตั้งแต่ต้นเทอมเลย จะให้มีเวลาดูหนังสือมีเวลาทบทวนบทเรียนให้เยอะๆ ตั้งใจแบบนี้นะ พอสอบได้ เอ้าเทอมที่แล้วให้ไปก่อน พอสอบเสร็จก็ต้องไปฉลอง สอบเสร็จต้องผ่อนคลายความเครียด ต้องเสวนาต้องอะไรไปเรื่อย
พอเปิดเทอมมา ตั้งหน้าตั้งตาจะดูหนังสือ เอาให้เข้มแข็ง เอาให้จริงจัง เอาอีกแล้ว วันแรก ๒ วันแรก พอวันที่ ๓ วันที่ ๔ ลืมหมด ไปอาทิตย์แรก ความตั้งใจที่ดีไว้เดิม มันค่อยๆ หย่อนลง หย่อนลงไปเรื่อยๆ พอไปตื่นตัวอีกตอนใกล้จะสอบ สอบไล่อีกแล้ว มันก็เป็นแบบนี้แหละ (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
เขาเรียกว่าความตั้งใจย่อหย่อน มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่ชั้นประถม ประถมต้น ประถมปลาย มาถึงชั้นมัธยมต้น และมัธยมปลาย จนกระทั่งกระเสือกกระสนจับพลัดจับพลูเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ตั้งแต่ปีหนึ่งไปจนถึงปีสี่มันก็เป็นอีแบบนี้แหละ ตลอดเลย ไหน ใครเป็นบ้างไม่มีเลยนะ เออ น่าชื่นใจ มีทุกคนเลย ไอ้การนั่งสมาธิที่หลวงพ่อถามนั้นบอกให้พวกเราตั้งใจนะ บอกกับตัวเราเองว่าอย่าขี้เกียจนั่งสมาธินะถามดูเถอะ ตอนวันที่หลวงพ่อบอกพวกเราน่ะรู้สึกเราคึกคักอยากจะนั่งสมาธิไหม เออ อยากจะนั่งกัน วันที่หนึ่งก็อยากจะนั่ง ไม่เป็นไรไม่เห็นไม่เป็นไร เมื่อเห็นเราก็ทนได้
พอวันที่สองไม่เห็นไม่เป็นไร แต่มันชักเมื่อยมากขึ้นแล้วนะพอวันที่สาม เออ ทำไมไม่เห็นสักทีนะ แล้วมันก็เมื่อยๆ คราวนี้ความตั้งใจที่มีแต่เดิมที่รับปากพระเดชพระคุณหลวงพ่อมามันชักค่อยๆ หย่อนลง ชักจำไม่ค่อยจะได้อะไรแบบนี้นะ ลืมๆ เลือนๆ ลางๆ หลวงพ่อเลยไม่อยากถามพวกเราไง พอถามแล้วมันจี๊ดเข้าไปในใจ จี๊ดไหม จี๊ดเข้าไปในใจ แต่ว่าเรื่องนี้น่ะดูคุณยายเป็นตัวอย่าง คุณยายเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีเลย คุณยายไม่เคยท้อถอย วันเริ่มต้นที่นั่งธรรมที่ตั้งใจที่สร้างความดีกับวันสุดท้ายนี่ที่จะสร้างบุญน่ะยายไม่เคยย่อหย่อนเลย ยายจะทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำอย่างสนุกสนาน ทำอย่างร่างเริงเบิกบานใจทำอย่างไม่เบื่อไม่หน่ายแล้วคุณยายก็จะได้พลังนี้มา เพราะฉะนั้นพลังของคุณยายนี่มาจากไหนก็มาจากการทำสิ่งที่ถูกต้อง ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทำสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล แล้วไม่ได้ทำแค่ครั้งเดียวคุณยายทำซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก ซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งเกิดเป็นพลังอย่างมหาศาล
เหมือนกับพายุไซโคลนนั่นน่ะ พายุหมุนไซโคลนมันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาก่อนแล้วมันก็ความต่างของความกดดันอากาศสูงอากาศต่ำมันต่างกันมากมันก็เกิดแรงหมุนขึ้นมา ยิ่งต่างกันมากแรงหมุนยิ่งมาก พลังที่เกิดขึ้นมหาศาลเลย แต่ว่าศูนย์กลางไซโคลนน่ะนิ่งนะ ความเร็วเท่ากับศูนย์ รอบๆ ออกมาน่ะความเร็ว ๒๐๐ กิโลเมตร ๒๒๐ ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงพัดพาอะไรต่ออะไรพลังมหาศาลเลย แต่ศูนย์กลางไซโคลนน่ะความเร็วเท่ากับศูนย์นิ่งที่สุด เงียบที่สุด นั่นล่ะคือต้นกำเนิดของพลัง จุดศูนย์รวมของพลังเลย ยิ่งนิ่งก็ยิ่งมีพลัง นี่ใจเป็นแบบนะ ใจเป็นแบบนี้
พวกเราถ้าหากว่าอยากจะได้พลังก็ต้องทำแบบนี้พลังของคุณยายที่ได้น่ะเป็นพลังของความบริสุทธิ์เป็นมวลของความบริสุทธิ์ที่ทำสั่งสมมาครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งเกิดเป็นพลัง นักมวยสมัยก่อนของเขาจะได้เป็นนักมวยที่เก่งกาจเขาไม่ได้ทำอย่างอื่นมากมายนะ แค่ย่างสามขุมนี่ย่างสามขุมเดิน เดินไปข้างหน้า ออกมาทางซ้าย ทางขวาแบบนี้เขาย่างสามขุม เฉพาะแค่ย่างสามขุมอย่างเดียวนี่เขาฝึกกันเป็นปีๆ ฝึกกันหลายปี แค่เดินสามขุมนี่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ชอบฉบับฟ้าดฟู้ด อาหารจานด่วน อายุนิดเดียวส่งขึ้นต่อยแล้วกรอบหมด แล้วก็ไม่เป็นด้วย แต่สมัยโบราณเขาทำอย่างเดียวทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณยายสอนให้พวกเรานั่งสมาธิบอกมันไม่มีวิธีลัดอย่างอื่นหรอกไม่มีการอัดธรรมกาย ไม่มีการดลบันดาล แต่มันต้องเกิดจากความเพียรของพวกเราสัมมาอะระหังไปอย่างไม่ย่อหย่อน ครั้งแล้วก็ครั้งเล่า ครั้งแล้วก็ครั้งเล่า สัมมา อะระหังไปเป็นสิบครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้งหมื่นครั้งแสนครั้ง ไม่ต้องนับแล้วจนกว่าธรรมกายจะเกิดขึ้น จนกว่าใจจะหยุด ใจจะนิ่งแล้วเข้าถึงธรรมกาย คุณยายสอนอย่างนี้ คุณตื้อไปเถอะเหมือนกำปั้นทุบดินมันต้องถูกเข้าสักวันหนึ่ง ก็คุณยายก็ฝึกมาแบบนี้ แล้วไม่มีอย่างอื่นที่จะทำได้ คุณยายอัดธรรมกายให้เราไม่ได้แต่คุณยายชี้ทางให้เราได้ คุณยายสอนให้เราเดินตามได้ เพราะฉะนั้นให้เราเดินตามอย่างคุณยาย เดินตามรอยเท้าคุณยายซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก ซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก แล้วมันจะมีพลัง
เราสังเกตดูเถอะ ถ้าหากว่าอะไรก็ตามที่เราทำแล้วต้องหลบๆ ซ่อนๆ มันไม่มีพลังหรอกสิ่งใดก็ตามที่มันเป็นสิ่งที่ผิด มันไม่มีพลังหรอก สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่เพ้อเจ้อไร้สาระมันไม่มีพลังหรอก แต่สิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่มีประโยชน์สิ่งที่เป็นอรรถเป็นธรรม สิ่งที่เป็นบุญยิ่งทำมันยิ่งมีพลัง แล้วมันจะมีความองอาจ มีความสง่าผ่าเผย มีพลัง อยู่ในนั้นล่ะ งั้นขอให้พวกเราได้เดินตามรอยของคุณยาย แล้วเราจะมีพลัง พลังแห่งความคิดพลังใจพลังปัญญา พลังแห่งสติ พลังแห่งคำพูด แล้วพลังแห่งการกระทำ
คุณยายไม่เคยฝึกพูดมาจาก สถาบันการพูดที่ไหนเลย ไม่ว่าภาษาหรือภาษีหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่เคยไปฝึกที่นั่นเลย ไม่เคยไปฝึกสำนักเดลคานากี หรือไม่ฝึกอะไรที่ไหน แต่ยายพูดจากข้างใน พูดอย่างมีพลัง พูดเป็นอรรถเป็นธรรม พูดก่อประโยชน์พูดไปด้วยเมตตา พูดความจริง แล้วก็พูดแบบคนรู้จริงด้วย งั้นคำพูดยายถึงมีพลัง งั้นพวกเรานี่ถ้าอยากจะให้มีพลังแบบคุณยายต้องทำแบบคุณยายแล้วถามว่าพวกเราที่นั่งอยู่ในที่นี้นี่ มีโอกาสไหมที่จะทำแบบคุณยายไปเอาพลังจากคุณยายมา ได้ มีทุกคนแหละในที่นี้ หลวงพ่อบอกพวกเรามีความสามารถที่จะไปเอาพลังแหล่งพลังนั้นได้ เหมือนอย่างที่คุณยายไปถึงน่ะ คุณยายไปเอาพลังมาจากที่ไหน มาจากศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นั่นแหละ ตรงจุดนั้นแหละ เป็นศูนย์รวมพลังอันมหาศาลเลย แล้วไม่มีขอบเขตเป็นอนันตะ เป็น infinity แล้วเข้าไปเอามาเถอะ ยิ่งเข้าลึกยิ่งมีมาก ยิ่งเข้าลึกยิ่งมีมาก มากจนไม่รู้จะประมาณอย่างไร ที่นั่นคือแหล่งพลังของทั้งมวล เป็นพลังแห่งความบริสุทธิ์ เป็นพลังแห่งบุญ
แล้วเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปถึงจุดนั้นทุกคน เพียงแต่ว่าขอให้พวกเราน่ะอย่าท้อ อย่าขี้เกียจ อย่าเบื่อหน่ายทำซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก จรดไปนิ่งไปที่ศูนย์กลางกายอยู่เรื่อย นึกขึ้นมาได้เมื่อไหร่ก็จรดไปที่ศูนย์กลาง นึกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็จรดไปที่ศูนย์กลางกาย จะยืน จะเดิน จะนอน จะนั่ง จรดที่ศูนย์กลางตลอดซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก ซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก สักวันหนึ่งต้องไปถึงแหล่ง สักวันหนึ่งต้องไปถึงแหล่ง แหล่งแห่งพลัง แหล่งแห่งพลัง แหล่งแห่งมวลพลังบริสุทธิ์
พูดมาถึงตรงนี้แล้วนี่ก็อยากจะชวนให้พวกเรานี่ได้วางใจของเราไปที่จุดรวมแห่งพลังทุกๆ คนนะ พวกเรานั่งหลับตากัน วางใจนิ่งๆ ไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ดังที่คุณยายได้พร่ำสอน ดังที่หลวงพ่อทั้งสองได้พร่ำสอนพวกเรานี่ วางไว้นิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ วางใจเบาๆ วางใจของเราเบาๆ ใจที่เบานี่จะละเอียดใจที่ละเอียดมันเล็ก จะสอดเข้าที่ศูนย์กลางกายได้เราทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างไม่เบื่อหน่าย ทำเป็นอาจิณ ทำเป็นนิสัย ทำคู่กันไป กับลมหายใจออกเข้าของเรานี่ เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจของเรา เหมือนกับหนึ่งว่าเป็นอาหารของเราเป็นทุกอณูในร่างกายของเรา คือการฝังใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนอนจะนั่ง จะยืน จะเดิน ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น พยายามสอดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จนกระทั่งมันคุ้น
เมื่อใจมันคุ้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗แล้วมันก็เคย คุ้นเคยเสร็จมันก็จะชิน จากชินมันก็จะเป็นนิสัย เป็นนิสัยเป็นวาสนาติดตัวข้ามภพข้ามชาติได้ไปเกิดในภพชาติต่อๆ ไปใจมันก็จะคุ้นกับอยู่กับศูนย์กลางกายนั่นแหละคุ้นมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา คุ้นมาตั้งแต่เกิด คุ้นกันมาตั้งแต่ตอนเป็นทารก คุ้นตั้งแต่เป็นเด็กจนกระทั่งโต แล้วชีวิตของเราน่ะ ก็จะได้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง พลังแห่งความดี พลังแห่งความบริสุทธิ์ พลังแห่งปัญญา พลังแห่งคำพูด พลังแห่งกาย มันมีที่มาจากการที่เราจะต้องทำซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก ซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก ตรึกนึกเข้าไปที่ศูนย์กลางกายให้คุณยายนี่เป็นต้นแบบ เป็นต้นบุญเป็นผู้ชี้แนะ
ขอบารมีของคุณยายน่ะให้ช่วยเตือนสติเตือนจิตเตือนใจของเราไม่ให้ขี้เกียจให้มีใจจรดจ่ออยู่กับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตลอดเวลา ให้คุ้นอยู่กับการสร้างความดี สร้างบุญสร้างกุศลอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำบุญเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเบื่อไม่รู้จักหน่ายไม่ขี้เกียจในกาทำบุญ ทำแล้วซ้ำแล้วซ้ำอีกทำหลายๆ ครั้งทำบ่อยๆ ทำต่อเนื่อง ทำทุกครั้งที่มีโอกาส นึกเอาคุณยายมาซ้อนไว้ที่ศูนย์กลางกาย อาราธนาท่านมาซ้อนไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเราให้เป็นอนุสสติเป็นเครื่องเตือนใจของเราให้เรามีความเพียรเช่นเดียวกับคุณยายมีความดี เดินตามรอยของคุณยายกันไป พวกเราต่างคนต่างทำกันนะ เพื่อที่จะได้เป็นปฏิบัติบูชาคุณของคุณยาย (นั่งสมาธิ)
*************************จบ*************************
PAGE
PAGE 13
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\พระเถระผู้ใหญ่\Edit\44-01-14 EW-CNT.doc