วุฒิธรรม ๔ ของคุณยายอาจารย์
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย กราบนมัสการพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาลูกหลานทุก ๆ ท่าน
วันนี้เป็นวันที่ ๑๑๘ ของการบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายแด่คุณยายอาจารย์ของพวกเรา หลวงพี่เองมีความรู้สึกอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งหลวงพี่คิดว่าลูกหลานยายทุก ๆ ท่านในที่นี้คงมีความรู้สึกเช่นเดียวกับหลวงพี่ หลวงพี่รู้สึกว่าตัวเรานี่มีบุญจังเลยที่มีครูดี นี่มีบุญมากเลยที่ได้มาเกิดเป็นลูกหลวงพ่อ เป็นหลานของคุณยาย ซึ่งท่านเป็นทั้งพ่อแม่ เป็นทั้งครูบาอาจารย์ที่ประเสริฐ ยากที่เราจะไปหาที่ใดได้
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังได้ตรัสเอาไว้ถึงการมีครูบาอาจารย์ที่ดีในพหุปการสูตร มีเนื้อความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้เป็นธรรมในอุปการะมากแก่มนุษย์ ธรรม ๔ ประการนี้คือ
คบสัตบุรุษ
ฟังพระสัทธรรม
ทำในใจโดยแยบคาย
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่มนุษย์ ซึ่งพระเถราจารย์ในภายหลังได้นำมาเรียบเรียงหัวข้อธรรมนี้ และได้ให้ชื่อว่าวุฒิ ๔ ซึ่งแปลว่าธรรมเป็นเครื่องเจริญ ๔ ประการ ในหัวข้อธรรมวุฒิ ๔ นี้ก็เป็นภาษาบาลี ก็จะมีว่า
ข้อที่ ๑. สปฺปุริสสํเสว ซึ่งแปลว่าคบสัตบุรุษ
ข้อที่ ๒ สทฺธมฺมสวน ซึ่งแปลว่าฟังพระสัทธรรม
ข้อที่ ๓. โยนิโสมนสิการ แปลว่าทำในใจโดยแยบคาย
และข้อสุดท้าย ข้อที่ ๔. ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ แปลว่าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านได้เคยเทศน์หัวข้อวุฒิธรรมนี้ และท่านได้ให้คำจำกัดความของหัวข้อธรรมทั้ง ๔ ประการ เพื่อให้ง่ายแก่การจำและการนำไปปฏิบัติ ก็คือหาครูดี ฟังคำครู ตรองคำครู และทำตามครู
ในหัวข้อแรกที่ว่าหาครูดีนั้น ตัวหลวงพี่เองมีความซาบซึ้งในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จนหลวงพี่อยากจะกล่าวว่าถ้าไม่มีคุณยายอาจารย์ หลวงพี่คงจะไม่ได้บวชอยู่เป็นพระภิกษุจนถึงทุกวันนี้ ตัวหลวงพี่เองได้เข้ามาอยู่ในวัดพระธรรมกาย ร่วมสร้างบารมีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ คุณยาย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ ครั้งนั้นหลวงพี่ได้เข้ามาอบรมธรรมทายาทและอุปสมบทหมู่ในช่วงเข้าพรรษา
ได้พบเห็นคุณยายครั้งแรกที่ครัวหลัง ตอนนั้นหลวงพี่ยังเป็นธรรมทายาท ถือศีล ๘ ยังนุ่งขาวห่มขาว วันนั้นได้ไปรับบุญที่โรงครัว จำได้ว่าวันนั้นไปล้างผัก ระหว่างที่รับบุญอยู่นั้นก็มองเห็นคุณยายท่านเดินมาตรวจ ๆ ครัว แต่หลวงพี่ไม่ทราบว่าเป็นคุณยาย เพราะตอนนั้นหลวงพี่เข้าใจว่าคำว่าอุบาสิกานี่เหมือนกับพวกเรานี่แหละ คือนุ่งขาวห่มขาว ถือศีล ๘ แต่ไม่ได้โกนผม แต่เพื่อนธรรมทายาทที่ไปด้วยกันหันไปเห็นก็ยกมือไหว้ หลวงพี่ก็รีบยกมือไหว้ตาม แต่ครั้งนั้นไม่มีโอกาสจะได้กราบคุณยาย เพราะท่านตรวจครัวอยู่อีกด้านหนึ่งซึ่งห่างออกไป
หลังจากนั้นหลวงพี่ก็ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ แล้วก็อยู่ฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมธรรมทายาท ที่กุฏิจากในเวลานี้นะฮะ ตอนนั้นก็ได้ยินได้ฟังพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง ตลอดจนได้อ่านหนังสือดูวีดีโอ ก็ได้ทราบถึงพระคุณของคุณยายอาจารย์ ของหลวงพ่อ ก็มีความปีติอยู่ในใจว่าในโลกนี้มีบุคคลผู้ฝึกฝนอบรมตนเองให้มีความบริสุทธิ์ มีอยู่จริง และเราสามารถพบได้จริงเบื้องหน้าของพวกเรานี้
หลวงพี่จะมีโอกาสพบหลวงพ่อและคุณยายเดือนละครั้ง คือวันอาทิตย์ต้นเดือน ซึ่งวันนั้นจะเป็นวันบูชาข้าวพระ พระภิกษุสามเณรทุกรูปก็จะไปร่วมพิธีที่สภาธรรมกายสากลหลังคาจาก ตอนนั้น Stage ยังอยู่ตรงกลางสภา ต้องเดินเข้าทางด้านห้องสมุด ซึ่งอยู่ติดกับอาศรมบัณฑิต ยังจำภาพคุณยายได้ว่า เวลาคุณยายท่านมาร่วมพิธี ท่านเดินลงจากรถในบุคลิกที่พวกเราเจนตาก็คือ คุณยายจะพนมมือไหว้พระภิกษุ สามเณร แล้วก็รับไหว้ลูกหลานของท่านทุก ๆ คนตั้งแต่ลงรถจนกระทั่งเดินไปถึงอาสนะที่ท่านนั่ง
อาทิตย์ต้นเดือนไหนหลวงพี่ได้นั่งใกล้ ๆ ทางเดินนี่จะดีใจเป็นพิเศษ เพราะได้เห็นคุณยายอย่างใกล้ชิด ได้เห็นหลวงพ่ออย่างใกล้ชิด ในครั้งนั้นคุณยายท่านยังมีร่างกายที่แข็งแรง จำได้ว่าคุณยายนั่งอาสนะเหมือนกับพวกเรานี่แหละ ไม่มีที่พิง ด้วยบุคลิกที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเรียกว่าตัวตั้ง หลังพิงอากาศ ตลอดเวลา ๑ ชั่วโมงครึ่ง คุณยายนั่งอยู่ในบุคลิกนั้นตลอด
หลวงพี่มีโอกาสเดินผ่านกุฏิคุณยายเหมือนกันสมัยนั้น เดือนละ ๒ ครั้ง คือไปลงโบสถ์ ไปฟังพระปาฏิโมกข์ ตอนนั้นพระภิกษุสามเณรที่อบรมกันจำนวนกว่า ๑๒๐ รูป ก็เดินทางจากกุฏิจาก เดินผ่านเข้าทางประตู ๓ จะต้องเดินผ่านกุฏิยายเพื่อจะไปลงโบสถ์ พระอาจารย์ พระพี่เลี้ยงก็จะกำชับเลยว่าถ้าถึงกุฏิยายนะ จะต้องเดินให้เงียบ ไม่ให้มีเสียงรองเท้า ไม่ให้มีเสียงพูดคุย และเดินกันเงียบจริง ๆ กว่าร้อยยี่สิบรูป หลวงพี่ว่าได้ยินเฉพาะเสียงเออ ขาที่เสียดสีกับสงบเท่านั้นเอง ในระหว่างทางยังพอมีเสียงคุยเสียงรองเท้าดังที่แบบไม่ตั้งใจบ้างยังมี แต่พอผ่านหน้ากุฏิ ทุก ๆ รูปนี่จะช่วยกันระวัง ถ้าใครเผลอสติ เพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ จะรีบเตือนทันที ด้วยความเคารพครูบาอาจารย์ ซึ่งได้ถ่ายทอดมาทางพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง ได้อบรมพวกหลวงพี่มา
ระหว่างพรรษาก็ได้ฟัง ได้เห็นคุณธรรมของคุณยาย และหลวงพี่มีความรู้สึกเสียดายอยู่อย่างหนึ่ง คือเสียดายเพราะทราบข่าวงานกฐินยายครั้งแรก เสียดายว่าหลวงพี่ไม่ได้มาวัด ตอนนั้นทราบข่าวแต่ไม่ได้มา แล้วก็มาทราบข่าวอีกว่าปีหน้าคือปี ๒๕๓๓ นี่ วันมาฆบูชาจะเป็นครบรอบ ๒๐ ปีของวัดพระธรรมกาย คุณยายจะเป็นประธานใหญ่ในการทอดผ้าป่า ซึ่งเราเรียกชื่องานนั้นว่า ”มาฆะยาย”
พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่าคุณยายท่านสร้างวัดมานี่ ท่านจะเอาไปถวายพระพุทธเจ้าในวันฉลองวัด คุณยายท่านจะคุมวัดพระธรรมกายและลูกหลานทุกคนนี่ขึ้นไปพระนิพพานด้วยกัน เหมือนกับที่คุณยายคุมเราเวลาบูชาข้าวพระ ทำให้หลวงพี่เกิดความปีติ จากเดิมที่คิดว่าจะลาสิกขาหลังจากออกพรรษา รับกฐินเสร็จแล้ว ทำให้หลวงพี่เปลี่ยนใจว่าจะอยู่เอาบุญกับคุณยาย งานมาฆะยายในเพศพระภิกษุนี่แหละ นี่เป็นแรงบันดาลใจครั้งแรก ที่แม้แต่หลวงพี่ยังไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไปใกล้ชิด ได้เข้าไปพูดคุยกับคุณยาย เพียงแต่ได้มาอาศัยวัดพระธรรมกายของคุณยายในการสร้างบุญสร้างบารมี
หลวงพี่เองก็เกิดแรงบันดาลใจว่าอยากจะเอาบุญกับคุณยาย ทำให้ชีวิตการเป็นพระภิกษุของหลวงพี่นี่ยืดออกมาอีก เมื่อเสร็จงานมาฆบูชาในปี ๓๓ ทำให้หลวงพี่ปีติใจมาก ก็เลยตัดสินใจว่าจะอยู่เป็นพระภิกษุต่อไปเรื่อย ๆ ยังไม่กำหนดว่าจะลาสิกขาเมื่อไหร่
ในปี ๒๕๓๔ คุณยายอาจารย์ได้เป็นประธานทอดกฐินอีกครั้งหนึ่ง ปีนั้นมีคณะประธานรองเกิดขึ้นหลายคณะ และ ๑ ในคณะประธานรองนั้นก็คือพระภิกษุสามเณรทุกรูป โดยใช้ชื่อว่าประธานศาสนทายาท คุณยายท่านได้เมตตามารับถวายปัจจัยจากพระภิกษุสามเณร หลวงพี่ไม่ได้จดบันทึกไว้ จำได้แต่ว่าคุณยายท่านมาคุมบุญ นั่งสมาธิ แล้วก็จำได้อยู่ ๒-๓ ประโยคที่คุณยายพูด ตอนนั้นหลวงพี่ดีใจมาก แล้วก็จำประโยค ๒-๓ ประโยคที่คุณยายพูดนี่มาได้จนถึงทุกวันนี้
คุณยายท่านบอกว่าพระเณรทุกรูปนะ เป็นลูกของยายทั้งหมดเลย ยายไม่ได้แต่งงาน แต่ลูกหลานเต็มวัดเต็มวา ยายไม่ได้แต่งงาน พวกท่านก็เลยไปอาศัยท้องคนอื่นเขาเกิด ตอนนั้นดีใจมาก เพราะว่าพระภิกษุสามเณรทุกรูปนี่รักเคารพคุณยายมาก อยากจะเกิดมาเป็นลูกหลานคุณยาย เมื่อมาได้ยินจากปากของคุณยายเองว่าพวกเราทุกรูปทุกองค์เป็นลูกของคุณยาย ทำให้ปลื้มปีติดีใจมาก หลวงพี่อยากจะให้ทุก ๆ ท่านนี่มีความปลื้มปีติใจ ให้นึกถึงบ่อย ๆ นึกถึงว่าเรานี่เป็นลูกหลานของคุณยาย เรามีบุญเก่าที่ทำมาดีแล้ว เราจึงได้มาร่วมสร้างบุญสร้างบารมีกับท่าน ได้มาอาศัยวัดพระธรรมกายที่ท่านสร้างขึ้นมา ในการสร้างบุญสร้างบารมี ได้มาฟังคำสอน ได้มาศึกษาคำสอนของท่าน ได้มาเห็นจริยวัตรอันงดงามของท่าน เป็นแบบอย่างในการสร้างบุญสร้างบารมีของพวกเรา ให้นึกถึงบ่อย ๆ นึกครั้งใดให้มีความปีติภาคภูมิ ให้ความปีติภาคภูมิใจนี่เป็นกระแสบุญที่หล่อเลี้ยงใจของเรา ให้ใจของเราอยู่ในบุญตลอดเวลา
ต่อมาในปี ๒๕๓๕ ซึ่งหลวงพี่ก็บวชต่อมาเรื่อย ๆ ปีนั้นคุณยายอายุครบรอบ ๘๔ ปี ยายเป็นประธานกฐินอีกครั้ง ปีนั้นเราใช้ชื่อว่ากฐินยาย พวกหลวงพี่ซึ่งบวชมาด้วยกันในปี ๒๕๓๒ ตอนนั้นเกิดกำลังใจเข้มแข็ง เกิดใจใหญ่อยากจะเป็นประธานรวมบ้าง ตอนนั้นมีอยู่ ๒ กุฏิ หลวงพี่รวมกันประมาณ ๒๐ รูป ๑ กุฏิ ใช้ชื่อประธานรองว่าพระธรรมทายาทรุ่นที่ ๕ แล้วก็ตั้งเป้าว่าแต่ละรูปไปตามชักชวนญาติมิตรให้ได้องค์ละ ๕๐,๐๐๐ บาท เราจะมาเป็นประธานรองร่วมกับคุณยาย
ก็ทำหน้าที่กันอย่างสนุกสนานเบิกบานมากเลย ช่วยกันทุก ๆ รูป และในวันก่อนจะทอดกฐินในวันที่ ๑ พฤศจิกายน วันนั้นเป็นวันที่ ๒๙ ตุลา พวกหลวงพี่ทั้งหมด ๒๐ รูป มีโอกาสได้ไปถวายปัจจัยกับคุณยายที่อาคารยามา วันนั้นคุณยายท่านได้คุมบุญและนั่งสมาธิ และท่านก็ยังให้พรแก่คณะของพวกหลวงพี่ทั้งหลาย มีใจความสรุปวันนั้นว่า
ชีวิตของคนเรา ตายไปแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ นอกจากบุญกับบาปเท่านั้น ขอให้ ทุก ๆ ท่านสร้างบุญให้ได้มาก ๆ
ประการที่ ๒. คืออย่าคิดอะไรที่ไร้ประโยชน์ให้มากมาย คิดง่าย ๆ เพียงอย่างเดียว คือเรื่องบุญกุศลที่เราทำ
ประการที่ ๓. คุณยายบอกว่าอย่าสึกไปนะ ท่านย้ำถึง ๓ ครั้ง
แล้วท่านก็ให้พรว่าขอให้พวกท่านบวชอยู่ได้นาน ๆ ตลอดชีวิต ซึ่งหลังจากวันนั้นมีหลวงพี่รูปหนึ่งท่านได้มาสารภาพกับหลวงพี่ว่าท่านกำลังมีเรื่องกังวลเกี่ยวกับทางบ้านอยู่เป็นเวลาพอสมควร และหลังจากที่ได้กลับ หลังจากวันนั้นได้ถวายปัจจัยคุณยาย และคุณยายได้ให้พร ทำให้ท่านคิดตก และท่านก็ตัดสินใจที่จะบวชสร้างบารมีกับคุณยาย กับหลวงพ่อ จนถึงทุกวันนี้ท่านเป็นกำลังสำคัญรูปหนึ่งในการช่วยงานพระศาสนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
หลวงพี่บวชมาเรื่อย ๆ จน ๖ พรรษาในปี ๒๕๓๘ ปีนั้นหลวงพี่เกิดความรู้สึกเองว่า อยากจะลาสิกขาออกไปประกอบอาชีพทางบ้าน เพราะหลวงพี่เป็นลูกคนโต และก็เป็นคนจีนด้วย ระหว่างที่หลวงพี่คิดไปคิดมา คิดมาคิดไปเป็นแรมเดือน คิดไปบางครั้งก็บ่นไปให้เพื่อนข้าง ๆ ได้ยิน คิดไปบ่นไปจนเพื่อนที่บวชมาด้วยกัน ลาสิกขาไปติด ๆ ถึง ๒ คน หลวงพี่ก็เลยเกิดความรู้สึกความคิดนี้ทับทวีรุนแรงยิ่งขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่หลวงพี่ขี่รถจักรยาน สมัยนั้นพระเรายังขี่รถจักรยานอยู่ จะไปลงฟังพระปาฏิโมกข์ที่โบสถ์ พอขี่รถมาถึงประตู ๓ รถประจำตัวของคุณยายก็ขับแซงไป แล้วก็จอด โยมพี่อารีพันธ์เปิดประตูรถมาแล้วก็บอกหลวงพี่ว่าคุณยายนิมนต์ หลวงพี่ตื่นเต้นเล็กน้อยฮะตอนนั้น แต่รีบจอดรถจักรยาน แล้วก็รีบเดินเข้าไปหาคุณยาย คุณยายท่านก็เปิดประตูรถออกมา แต่คุณยายนั่งอยู่บนรถไม่ได้ลงมา แล้วท่านก็ประนมมือพูดกับหลวงพี่ บอกว่าท่าน อย่าสึกนะ ใครจะสึกไปก็ช่างเขา แต่ท่านอย่าสึกนะ
หลวงพี่ก็พูดอะไรไม่ออกฮะ พูดออกคำเดียวว่าครับ ครับยาย แล้วคุณยายก็ถามต่อ ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว ปีนั้นปี ๓๘ หลวงพี่ก็ตอบท่านว่าอายุ ๒๙ แล้วครับยาย ท่านบอกอายุ ๒๙ เข้ามาครึ่งชีวิตแล้วนะท่าน ท่านไม่ต้องสึกออกไปแล้ว บวชอยู่กับยายนี่แหละ แล้วคุณยายท่านให้พรว่าขอให้ท่านบวชได้ตลอดชีวิตนะ ท่านให้พรอยู่ ๓ ครั้ง หลวงพี่พูดออกอยู่ ๒ คำ ครับยาย แล้วก็รับพรว่าสาธุครับ คำอื่นพูดไม่ออก
ซึ่งจากความเมตตาของคุณยายที่ท่านมี ทำให้หลวงพี่ ความคิดที่จะลาสิกขาตอนนั้นระงับไปเลย ระงับไปฮะ หลวงพี่มีโอกาสได้พบคุณยาย ได้รับพรท่านอย่างใกล้ชิดครั้งสุดท้ายในวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๐ ช่วงนั้นคุณยายในวัยย่าง ๘๙ สังขารคุณยายเริ่มจะร่วงโรยลง ไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน วันนั้นหลวงพี่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนพระปริยัติ แล้วก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่อารีพันธ์ว่านิมนต์ให้มาที่หน้ากุฏิเวลานี้ คุณยายท่านจะถวายโคมไฟสำหรับดูหนังสือบาลี หลวงพี่ก็รีบครองผ้า หาผ้ารับประเคนแล้วก็รีบลงไป เรียกว่ารองเท้าไม่ทันใส่เลย
ไปถึงที่หน้ากุฏิยาย กุฏิยายที่อยู่ติดโรงเรียนพระปริยัติ ตอนนั้นคุณยายขึ้นมานั่งอยู่บนรถเรียบร้อยแล้ว อุปัฏฐากคือน้องเปิ้ลก็เอากล่องของขวัญค่อนข้างใหญ่ ห่อกระดาษอย่างสวยงามมากเลย วางบนเก้าอี้แล้วก็ไปวางไว้ที่ข้างประตูรถ เพื่อจะให้คุณยายนี่ถวายของขวัญกับหลวงพี่ แต่คุณยายท่านไม่ยอมนั่งถวาย ท่านจะลุกขึ้นมายืนถวายด้วยความเคารพในการทำทานของท่าน แต่สังขารคุณยายเวลานั้น คุณยายไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาเองได้ ทำให้พี่อารีพันธ์กับเปิ้ลจะต้องช่วยกันพยุงคุณยายลุกขึ้นมา
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่หลวงพี่จำได้จนถึงทุกวันนี้ในตัวของคุณยาย ก็คือดวงตาของคุณยาย ดวงตาของคุณยายหลวงพี่จำได้ว่า หลวงพี่มองในวันนั้นเป็นดวงตาที่สุกสกาว เหมือนดวงดาวที่ประกายแสงอยู่บนท้องฟ้า แววตาของคุณยายนี่มีทั้งความเมตตากรุณา มีทั้งความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวและอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นดวงตาคู่เดียวที่พวกเราลูกหลานทุก ๆ คนได้เห็นอยู่ ณ เบื้องหน้าเวลานี้ ถึงสังขารยายจะเปลี่ยนไป แต่ใจของคุณยายที่แสดงออกให้ลูกหลานเห็นทางดวงตานั้นไม่เคยเปลี่ยน
วันนั้นคุณยายได้ให้พรหลวงพี่ว่าขอให้ท่านบวชได้ตลอดชีวิต และขอให้ท่านสอบได้ ป.ธ. ๙ หลวงพี่ก็รับพรมาว่าสาธุครับ แล้วพี่อารีพันธ์นั่งอยู่ข้าง ๆ บอกว่าหลวงพี่ต้องรับปากกับคุณยายนะคะว่าจะต้องนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ ๓ ชั่วโมง วันนั้นคือหลวงพี่รับหมดฮะ ไม่ว่าคุณยายจะให้พรอะไรว่ายังไง หลวงพี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี หลวงพี่รับหมดเลย นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่หลวงพี่ได้พบคุณยายอย่างใกล้ชิด ด้วยความเมตตาของคุณยายที่มีต่อพระภิกษุสามเณรซึ่งตัวหลวงพี่เองนี่ถือว่าเป็นพระภิกษุลูกวัด เป็นพระเด็ก ๆ รูปหนึ่ง แต่คุณยายท่านก็ยังให้ความเมตตาต่อพระภิกษุสามเณรทุกรูปในวัด
บางครั้งคุณยายนำช็อกโกแลตไปถวายให้สามเณร นำปากกาไปถวายให้พระเณรที่ท่านจะเตรียมตัวสอบ หลวงพี่ก็ได้รับปากกาของคุณยาย แล้วก็ใช้สอบบาลีมา จนผ่าน ป.ธ. ๕ มาแล้วหลวงพี่กำลังสอบ ป.ธ. ๖ อยู่ และถึงแม้ว่าคุณยายจะละสังขารไปแล้ว แต่หลวงพี่ยืนยันว่าคุณยายท่านยังอยู่กับพวกเราไม่ได้ไปไหน ท่านก็ยังคอยช่วยเหลือหลวงพี่อยู่จนถึงทุกวันนี้
หลวงพี่จะเท้าความเรื่องนี้นิดหนึ่ง คือในช่วงพรรษาที่ผ่านมาหลวงพี่ได้ไปจำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในศูนย์ปฏิบัติธรรมซีเอสเทิล ในช่วงที่คุณยายได้ละสรีระท่านไปนั้น หลวงพี่ไม่ได้กลับมาร่วมงานตั้งแต่แรก พอออกพรรษาได้ ๑ เดือน มีการทำพิธีรับกฐินทางสหรัฐอเมริกาเรียบร้อย หลวงพี่ก็เดินทางกลับมา กลับมาถึงวัดพระธรรมกายวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน
พอกลับมาวันแรกก็ไปกราบรายงานตัวหลวงพี่วิเชสโก ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าหน่วยงานของหลวงพี่โดยตรง ท่านก็เมตตาแล้วก็ถามว่าเอาบุญกับยายหน่อยซิ ขึ้นเทศน์สักครั้งหนึ่งนะ หลวงพี่ก็กราบขอบพระคุณท่านไปเลยว่าผมอยากจะได้บุญกับยายมากเลยครับ แต่เรื่องเทศน์ผมขอสละสิทธิ์แล้วกัน อยากได้บุญกับยายจริง ๆ ฮะ แต่หลวงพี่ก็กลัวมาก กลัวไมค์
หลังจากนั้นมาอีกประมาณสักครึ่งเดือน วันนั้นหลวงพี่ก็ติดตามหลวงพี่ท่านออกไปปฏิบัติศาสนกิจตามวัดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ท่านก็ได้ถามมาอีกครั้งว่าไม่เอาบุญกับยายหน่อยหรือ นี่ขึ้นเทศน์สักครั้งแทนหลวงพี่ก็ได้นะ หลวงพี่ยังเหลืออีกตั้งหลายครั้ง หลวงพี่วันนั้นก็ตอบแบ่งรับแบ่งสู้บอกว่าผมก็คิด ๆ อยู่เหมือนกันครับ อยากได้บุญกับยายมากเลย เดี๋ยวผมขอไปปฏิบัติธรรมอยู่ปริวาสกรรมที่ต่างจังหวัดสัก ๑๐ วันก่อน แล้วผมจะกลับมา กราบเรียนหลวงพี่อีกครั้งหนึ่ง
หลวงพี่ก็ลาท่านไปอยู่ปริวาสกรรมที่ต่างจังหวัดเป็นเวลา ๑๒ วัน กลับมาถึงวัดวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ก่อนวันแซยิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ๑ วัน กลับมาถึงก็ไปกราบรายงานท่านตามธรรมเนียมที่ดี ท่านก็เลยถามว่าตกลงจะขึ้นเทศน์วันไหน หลวงพี่ก็อึ้งไปพักหนึ่งฮะ ก็เลยกราบเรียนท่านไปตามตรงว่า หลวงพี่ครับ ถ้าผมขึ้นเทศน์งานยายครั้งนี้ หมายถึงว่าชาตินี้ผมสึกไม่ได้แล้วนะครับ คราวนี้ท่านอึ้งบ้างฮะ หันมามองหน้าหลวงพี่ หลวงพี่ก็เลยมีความรู้สึกว่าเราจะเป็นลูกศิษย์ที่ดื้อด้านไปหรือเปล่านี่ ก็เลยตัดสินในวินาทีนั้นว่า เอ้า ชาตินี้เป็นยังไงก็เป็นกัน คงจะหมดสิทธิ์แล้วจริง ๆ ก็เลยตัดสินใจว่าจะเอาบุญกับยาย จะขึ้นเทศน์ กราบเรียนท่านว่าขอขึ้นเทศน์วันที่ ๑๒ มกรานี่แหละครับ ใกล้ ๆ วันสอบ
ที่หลวงพี่ต้องกราบหลวงพี่ท่านไปอย่างนั้นเพราะว่า มันมีอยู่สิ่งหนึ่งที่นอนเนื่องในใจหลวงพี่มานาน มันเป็นอกุศลจิตที่มันไม่หายไป คือความคิดที่ว่าเราจะอยู่เป็นลูก เป็นพระลูกชายของหลวงพ่อ หรือเป็นแค่ลูกชายของหลวงพ่อแล้วกลับไปอยู่ที่บ้านดี ยิ่งช่วงที่หลวงพี่ไปปริวาสต่างจังหวัดสิบกว่าวัน ความคิดนี้ก็ยังมีอยู่ตลอด
แต่คราวนี้ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่าพอหลวงพี่ตัดสินใจว่าหลวงพี่จะเอาบุญกับยายโดยการขึ้นมาบรรยายธรรมเรื่องคุณธรรมของคุณยายนี่ พอตัดสินใจรับปากหลวงพี่ท่านไปปั๊บ ความคิดที่เป็นอกุศลของหลวงพี่นี่มันหายไปเลยฮะ มันหายไปจริง ๆ ขนาดหลวงพี่จะลองไปคิดถึงนี่ ยังไม่กล้าไปคิดเลย แต่ก่อนหน้านั้นนะ ห้ามไม่ให้คิด ห้ามเท่าไหร่ก็ห้ามไม่ได้ แต่พอจะตัดสินใจเอาบุญกับยายปั๊บ อกุศลจิตหายไป กุศลจิตเกิดขึ้นมาแทน
คราวนี้ก็เกิดความคิดอีกตัวหนึ่งว่า เอ๊ะ แล้วเราจะทำยังไงนี่ บวชมา ๑๒ พรรษายังไม่เคยเทศน์เลย หลวงพี่ท่านก็บอกเอาบุญกับยายให้ดีที่สุดเลยนะ ให้เต็มที่เลยนะ รับปากท่าน นึกไปนึกมา นึกมาได้ว่าเมื่อปีใหม่ของปี ๒๕๔๐ รับปากคุณยายไว้ว่าจะนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ ๓ ชั่วโมง ก็ยังทำไม่ได้เลย เลยนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลวงพี่ตั้งใจนั่งสมาธิทุกวันอย่างน้อยวันละ ๓ ชั่วโมง จนถึงทุกวันนี้
ซึ่งสิ่งที่หลวงพี่ทำนี่จริง ๆ ก็คือคำสอนของคุณยายที่ท่านได้ให้ไว้กับพวกเรา ที่ท่านบอกว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกนะ ให้นั่งสมาธิ ยายก็เหมือนกัน เวลายายคิดอะไรไม่ทัน ยายก็นั่งสมาธิ นี่คืออานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของคุณยาย เพียงแค่เราคิดจะเอาบุญกับท่าน ใจของเราเกิดเป็นบุญเป็นกุศลขึ้นมาทันที
ซึ่งการคบสัตบุรุษนี่ แม้แต่บัณฑิตในโบราณ เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้น ท่านก็ยังได้กล่าวไว้เป็นคำที่น่าฟังว่า พึงอยู่ร่วมกับสัตบุรุษ พึงกระทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้เท่าถึงสัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อม
หัวข้อธรรม วุฒิธรรมประการที่ ๒. ฟังคำครู พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านได้กล่าวถึงคุณยายเอาไว้ตอนหนึ่งว่า ยายพูดอย่างไรก็ทำได้อย่างนั้น ทำได้อย่างไร ท่านก็พูดอย่างนั้น ถ้อยคำที่ท่านกล่าวมีแต่เรื่องธรรมะ เรื่องการสร้างบารมี ถ้อยคำของท่านที่พูดออกมานั้น สั้น กระชับ และกะทัดรัด เป็นที่สุดแห่งถ้อยคำ หมายถึงว่าท่านพูดคำสุดท้ายแล้ว เราไม่มีคำถามต่อ เราหายสงสัย ดูเหมือนเราจะเดินออกจากที่มืดไปสู่แสงสว่าง ทำให้เราได้เห็นแจ้งต่าง ๆ ด้วยถ้อยคำสั้น ๆ กระชับ กะทัดรัด เป็นถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา ไม่หวาน แต่ว่าตรง ซื่อ เป็นความจริงแท้ และพูดข้ามชาติ
นับเป็นบุญลาภของพวกเราทุก ๆ คนที่ได้เกิดมาเป็นลูกหลานยาย เพราะคำสอนของท่าน ท่านพูดออกมาจากสิ่งที่ท่านประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่ท่านได้ฝึกฝนอบรมขัดเกลาตนเอง และท่านพูดออกมาจากธรรมะภายในของท่าน ทำให้เราย่นย่อระยะทางในการที่จะฝึกฝนอบรม ในการสร้างบารมีติดตามคุณยายไป
ประการที่ ๓. คือหัวข้อวุฒิธรรม คือตรองตามครู หลวงพี่ชอบใจเรื่องราวของยอดกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ยอดกัลยาณมิตรท่านนี้ท่านเป็นแพทย์หญิง ท่านได้เคยมากราบขอพรคุณยายว่าลูกชายกับลูกสาวของท่านจะสอบเอ็นทรานส์เข้ามหาวิทยาลัย ขอพรคุณยายให้สอบเอ็นทรานส์เข้ามหาวิทยาลัยได้ทั้งคู่ คุณยายท่านก็ให้พรไปว่าสอบได้ สอบได้ แล้วยายจะช่วย
ท่านยอดกัลยาณมิตรท่านนี้ก็รีบกลับบ้านไปบอกกับลูก ๆ ว่าคุณแม่ได้ไปขอพรคุณยายให้ลูก ๆ สอบเอ็นทรานส์เข้ามหาวิทยาลัยได้นะ และพรของคุณยายนี่ศักดิ์สิทธิ์นะ ดังนั้นลูก ๆ จะต้องร่วมมือช่วยคุณยายด้วย ว่าแล้วยอดกัลยาณมิตรท่านนี้ก็ดูแลลูก ๆ ทั้ง ๒ คน ทั้งดูหนังสือและติวเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ในที่สุดก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตามคณะที่ต้องการทั้ง ๒ คน
หลวงพี่ยอมรับว่าที่ผ่าน ๆ มา หลวงพี่ไม่ค่อยได้ช่วยท่าน คือเหมือนกับท่านให้พรมาแล้ว หลวงพี่แทนที่จะตรองคำท่าน แล้วก็ศึกษาคำสอน หลวงพี่มั่นใจว่าลูกหลานยายทุก ๆ คนในที่นี้ ต่างเคยได้รับพรของท่านมา บางคนอาจจะได้รับพรจากท่านอย่างใกล้ชิด หลาย ๆ คนอาจจะได้รับพรรวมกันเป็นหมู่คณะ แต่ทุก ๆ คนได้รับพรยายโดยพร้อมเพรียงกันในวันที่ ๔ มกราที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของคุณยาย หลวงพี่อยากจะพูดแทนลูกหลานยายทุก ๆ คนในที่นี้ว่า พวกเราลูกหลานยายทุกคนจะพร้อมใจกัน ร่วมแรงร่วมใจทำให้พรของคุณยายสำเร็จเป็นอัศจรรย์ ทันให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อใช้ลูก ๆ ของท่านในชาตินี้
หัวข้อวุฒิธรรมประการสุดท้าย อันที่ ๔. ทำตามครู จากปฏิปทาของคุณยาย จริยวัตรอันงดงามของคุณยาย คำสอนของคุณยายซึ่งพวกเราลูกหลานยายทุกคน ต่างก็ได้ประจักษ์แก่ใจกันดีอยู่แล้ว หลวงพี่อยากจะให้พวกเราได้ตั้งใจกันประพฤติปฏิบัติตามปฏิปทาคำสอนของคุณยายให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป หลาย ๆ อย่าง เราได้เห็นมาด้วยตัวเองจากคุณยายโดยตรง หลาย ๆ อย่างเราได้เห็นจากสิ่งที่ท่านได้ถ่ายทอดมาทางพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง มายังพระเถระรุ่นบุกเบิกตลอดจนผู้ใกล้ชิดของคุณยาย เพื่อที่ลูกหลานทุก ๆ คนจะได้ทำได้ให้สมกับคำที่คุณยายได้ให้ไว้ว่า สิ่งที่ยายสอนจะเป็นสมบัติติดตัวเราไป จำคำยายไว้ แล้วเก็บรักษาสมบัติที่ยายให้นี้ให้ดีที่สุด ต่อไปภายภาคหน้าจะได้เอาตัวรอด
หากเราทุก ๆ คนได้กระทำตามเยี่ยงอย่างของคุณยายได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป นั่นก็หมายถึงบุญกุศลที่จะเกิดขึ้นกับตัวของเราเอง และที่สำคัญนั่นก็คือเป็นการประกาศพระคุณของคุณยาย ของหลวงพ่อ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ เป็นพ่อเป็นแม่ของพวกเรา ซึ่งพวกเรามีความเคารพรักท่าน เราจะได้มีความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเช่นเดียวกับคุณยาย จะได้สามารถสร้างบุญสร้างบารมีติดตามท่านไปได้อย่างไม่ตกไม่หล่น และพวกเราก็จะได้พร้อมใจกันนำบุญกุศลทั้งหมดที่เราได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามคุณยาย บุญกุศลที่ได้จากการปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมะภายใน น้อมถวายแด่คุณยายอาจารย์ของพวกเรา
ในท้ายที่สุดนี้หลวงพี่ขอเชิญทุก ๆ ท่านปฏิบัติบูชากันสักครู่หนึ่งนะ เราก็นั่งสบาย ๆ หลับตาของเราเบา ๆ พอสบาย ๆ แล้วระลึกนึกถึงคุณยายอาจารย์ของพวกเรา คุณยายท่านรักบุญ รักธรรมะ รักความสะอาด เราระลึกนึกถึงคุณยายครั้งใด ใจของเราก็จะเป็นบุญเป็นกุศล ใจของเราจะมีธรรมะเกิดขึ้นในใจ จะเป็นใจที่สะอาด บริสุทธิ์ ให้คุณยายปรากฏชัดในกลางใจของเรา ให้ใจของเราเป็นใจของยาย ใจของยายก็เป็นใจของเรา ให้เราเป็นยาย ยายเป็นเรา
ตรึกระลึกนึกถึงบุญกุศลที่เราได้ร่วมใจกัน ตั้งใจมาเอาบุญกับคุณยายในทุกค่ำคืน บุญกุศลต่าง ๆ ที่เราได้ร่วมสร้างกับคุณยายมาด้วยดีแล้ว และบุญกุศลที่เราได้สร้างมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ให้บุญนี้มาหล่อเลี้ยงใจของเราให้บริสุทธิ์ ให้ใจของเราเป็นบุญเป็นกุศล เราก็น้อมถวายบุญนี้เป็นเครื่องสักการบูชาธรรมแด่คุณยายอาจารย์
พร้อมกันนี้เราก็กราบขอบารมีของคุณยายได้คุ้มครองปกปักษ์รักษา กลั่นแก้ลูกหลานทุก ๆ คนให้เป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง สามารถฝึกฝนอบรมขัดเกลาตัวเองให้มีคุณธรรมเช่นดังกับคุณยาย ให้ลูกหลานทุก ๆ คนเข้าถึงพระธรรมกาย ได้ติดตามสร้างบุญสร้างบารมีกับคุณยายไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม เรานึกอธิษฐานแล้วก็ให้หยุดใจนิ่ง ๆ กันอีกสักครู่หนึ่งนะ
*********************************** จบ ***********************************