ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

เพียงเสี้ยวแห่งคุณธรรม

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) กัลฯ วินิจ : ช่วงท้ายหลังจากที่เราพูดคุยกันแล้ว เราทุกท่านจะได้รับพรปีใหม่จากคุณยาย ตัวจริง เสียงจริง ต้องอดใจรอตรงนั้นนะครับ แต่ตอนนี้ขอเรียนเชิญทุกท่านพบกับกัลยาณมิตรอารีพันธุ์ ตรีอนุสรณ์ ครับผม ขอเสียงปรบมือดังๆ เลยครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : กราบ กราบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูงยิ่ง นมัสการพระคุณเจ้าและสามเณรทุกรูป สวัสดีท่านอุบาสก อุบาสิกานักสร้างบารมี ยอดนักสร้างบารมีทุกท่าน กัลฯ วินิจ : สวัสดีครับ ขอเสียงตบมือดังๆ อีกครั้งหนึ่งครับ (เสียงตบมือ) กัลฯ อารีพันธุ์ : ขอบคุณค่ะ กัลฯ วินิจ : คราวนี้ก็ต้องขออนุญาตนะครับ เป็นตัวแทนลูกหลานคุณยายได้มา พูดคุยจากคุณยายนะครับ ที่ขออนุญาตเรียกพี่อารีพันธุ์ก็แล้วกันครับ ได้อุปัฏฐากแล้วก็ได้ฟังเรื่องราว ได้เห็นจริยวัตร ได้เห็นถึงอานุภาพนะครับในด้านต่างๆ คุณยายที่มากมาย ซึ่งวันนี้ก็เป็นวันดีนะครับ ๙๒ ปีของคุณยายก็มีเรื่องราวต่างๆ มากมายนะครับ คงต้องให้พี่อารีพันธุ์ได้เริ่มต้นที่เตรียมตัว ต้องเริ่มจากตรงนั้นแหละครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ขอบคุณค่ะ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งนะคะ ที่ได้มีโอกาสมาเล่าถึงคุณธรรมของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความดี ยิ่งใหญ่ด้วยศีลธรรมความดีนะคะ ชีวิตของคุณยายท่านเป็นชีวิตที่ใช้สรีระร่างกายและจิตใจของท่านอย่างคุ้มค่าที่สุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ท่านเป็นปูชนียาจารย์ที่เป็นต้นแบบของคุณ ต้นแบบของการสร้างความดี ของความดีงามนะคะ เพราะท่านเป็นผู้ที่สอนโดยการทำให้ดีค่ะ และเป็นผู้ที่เสียสละอดทนอย่างยิ่งมาตลอดเวลานะคะ ลมหายใจของคุณยายนะค่ะตลอดเวลาของท่านจะเปลี่ยนไปด้วยบุญและธรรมะ วิชชาธรรมกายเป็นสิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่สำหรับท่าน การปราบมารประหารกิเลสในจิตใจของสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นเป้าหมายสำคัญอย่างยิ่งของการเกิดมาสร้างบารมีของคุณยาย คือตรงนี้นะคะ รู้สึกทุกๆ ท่านในที่นี้นะคะ และตัวเองค่ะมีบุญเป็นอย่างยิ่งเลยที่ได้มีโอกาสมาพบกับคุณยายท่าน และได้ท่านเป็นครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นต้นแบบของการสร้างความดีของเรานะค่ะ แต่ว่าความเมตตากรุณาอันใหญ่หลวงของท่านนี่นะคะ ทำให้ทุกคนที่ได้มีโอกาสพบท่านนี่มีความรู้สึกอย่างเดียวกันว่าท่านเป็นทั้งพ่อแม่และก็ครูบาอาจารย์อยู่ในบุคคลคนเดียวกัน คนเราแบบ ถ้าอยู่ด้วยกันไปนานๆ นี่นะคะ ยิ่งเห็นข้อบกพร่องของคนที่เราอยู่ด้วยกันนะคะ แต่สำหรับคุณยายท่านนะคะ ยิ่งอยู่ใกล้ท่านนานวันเข้าเท่าไหร่ ยิ่งเห็นคุณความดี แล้วก็ตระหนักถึงคุณค่าคุณธรรมที่สูงส่งของท่านที่ซ่อนอยู่ภายในร่างของท่านนะค่ะ กัลฯ วินิจ : อึม ตอนนี้นะครับที่พี่จะต้องถ่ายทอดออกมา คุณธรรมทั้งหลายหรือว่าสิ่งที่พี่ได้เห็นนะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ก็จะเรียนถามทุกท่านนะค่ะว่า ท่านทั้งหลายอาจจะแปลกใจไหมคะว่าผู้หญิงร่างเล็กนะคะ เป็นลูกชาวนา ไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านหนังสือก็ไม่ได้ เขียนหนังสือก็ไม่ได้ แต่ทำไมถึงได้ทำในสิ่งที่บุคคลทั้งหลายนี่ทำไม่ได้หรือทำได้ยาก อย่างเช่นปัดลูกระเบิด หรือสร้างวัด หรือได้สร้างบุคคลที่สำคัญที่มีคุณประโยชน์กับพระพุทธศาสนา ก็คือหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ๒ ท่านนะคะ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะทำได้ง่ายๆ และท่านยังเป็นที่เคารพบูชาของคนทุกๆ ชั้น ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า แม่ค้า หมอ ด๊อกเตอร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย รัฐมนตรี หรือว่าผู้ที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ หรือที่ชาวโลก ชาวโลกทั้งหมดเลย กัลฯ วินิจ : ที่มาเจอยาย เป็นที่นับถือหมด กัลฯ อารีพันธุ์ : เพราะว่าท่านตั้งเป็นที่พึ่งที่ระลึกด้วย ที่พึ่งหมายความว่าเวลาที่มีความทุกข์นะค่ะ ก็ได้ขอท่านเป็นที่พึ่ง เช่นช่วยคนตาย ช่วยให้รวย กัลฯ วินิจ : รวยเรื้อรังนะครับ เออ ตรงนี้ชอบ กัลฯ อารีพันธุ์ : หรือว่าเป็นที่ระลึก เวลาที่ประสบภัย ประสบปัญหาชีวิตอย่างนี้นะคะ ประสบอุปสรรค ก็ได้ท่านเป็นที่ระลึกเข้ามาในใจ แล้วท่านก็ช่วยเราให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้นนะค่ะ สิ่งเหล่านี้นะคะเกิดขึ้นได้นี่เพราะว่าคุณธรรมที่มากมายนับประมาณมิได้ของท่านเลย เช่นว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ความซื่อตรง ความมีอดทน ระเบียบวินัย ความประหยัด ความช่างสังเกต ความมักน้อย สันโดษนะคะ หรือว่าการที่ท่านมีสติปัญญา มีสติอย่างยอดเยี่ยมเลยนะคะ หรือมีปัญญาเลิศ มีปฏิภาณเฉียบแหลมนะคะ คุณธรรมของท่านนี่มากมาย แต่ทั้งหมดเหล่านี้นะคะ สิ่งที่สำคัญก็คือการปฏิบัติธรรมของท่านเป็นสิ่งสำคัญสำหรับท่าน ทำให้ท่านได้เข้าใจเลยว่าการที่เกิดมาเป็นมนุษย์ หรือเกิดมาสร้างบารมีนี่เป็นอย่างไร ท่านสรุปไว้ในประโยคหนึ่งนะคะที่สำคัญแล้วก็ย่อๆ โลกทั้งโลกไปเลยว่าหมดทั้งธาตุทั้งธรรม ที่สำคัญที่สุดก็คือบุญและบาป ท่านก็บอกว่า คุณยายท่านบอกว่าทุกอย่างในโลกนี้นะคะ ตัดสินกันด้วยบุญนะคะ ใช้บุญเป็นเครื่องตัดสิน แล้วก็บุญนี่เป็นต้นเหตุของทุกอย่าง บุญเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสำเร็จ เราจะชนะอะไร ก็ต้องอาศัยด้วยบุญค่ะ ท่านก็บอกว่าบุญนี่เป็นที่พึ่งของทุกท่าน แล้วก็บุญเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุข มนุษย์นี่เป็นเพียงหุ่น มีบุญและบาปเป็นตัวเชิดอยู่ข้างในตัวเรา เพราะงั้นคนไหนที่มีบุญมาก บุญในตัวนี่ก็จะสอนให้คนนั้นนี่ตัดสินใจอะไรก็ทำได้ถูกต้องนะคะ แล้วก็สอนให้คนนั้นได้สร้างความดี ท่านก็บอกว่าพวกเราต้องเอาบุญกันจริงๆ เพราะว่าบุญนี่ติดตัวเราไปได้ ทุกสิ่งในโลกนี้สำเร็จด้วยบุญค่ะ แล้วให้เอาบุญสะอาดๆ ติดตัวไป อย่าให้บุญปนกิเลสเข้ามาค่ะ กัลฯ วินิจ : แต่ตอนนี้ต้องคั่น ต้องคั่นเรื่องของพวกเราบ้าง กัลฯ อารีพันธุ์ : ค่ะ กัลฯ วินิจ : ครั้งก่อนเคยเล่าถึงจิ้งจกนะครับ ตอนนี้ก็รู้สึกจะมีเกี่ยวกับจิ้งจกด้วย กัลฯ อารีพันธุ์ : อ๋อ อันนี้จิ้งจกตัวใหม่ค่ะ กัลฯ วินิจ : ตัวใหม่ใช่ไหมครับ เป็นไงครับจิ้งจกตัวนี้ กัลฯ อารีพันธุ์ : พอดีเมื่อปี ๒๕๒๖ นะคะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะนะคะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านได้ให้คุณยายนะค่ะ ได้เข้าที่ตรวจดูว่ามีเศรษฐีท่านหนึ่งนะค่ะ ร่ำรวยมากๆ เลยนะคะ ตายไปแล้วนี่ไปอยู่ที่ไหน เกิดเป็นอะไร เศรษฐีท่านนี้ก็เป็นญาติของท่านเจ้าภาพที่มาวัดเราเป็นประจำ กัลฯ วินิจ : อ๋อ รู้จักกันว่างั้นเถอะ ครับผม กัลฯ อารีพันธุ์ : ค่ะ คุณยายก็นั่งเข้าที่ไปดูนะค่ะ แล้วก็บอกว่าตอนก่อนที่จะตายนี่นะคะ เศรษฐีท่านนี้จิตแกเป็นห่วงสมบัติมาก พอตายฉับปุ๊ป ก็เลยเข้าไปเกิดในท้องจิ้งจกปั๊ป เพราะ กัลฯ วินิจ : หวงสมบัตินี่นะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ห่วง ห่วงสมบัตินะค่ะ พอเกิดเป็นจิ้งจกก็เฝ้าสมบัติที่ห่วงอยู่นะค่ะ แล้วคุณยายก็บอกว่าถ้าตายจากจิ้งจกนี่นะคะ จิ้งจกตัวนี้ถ้าเกิดตายไปอีก ก็ต้องไปเกิดจิ้งจกอีกหลายชาติ หลวงพ่อท่านก็เลยบอกว่านี่น่าเสียดายนะ มีทรัพย์แต่ว่าไม่สามารถใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ คุณยายท่านก็บอกว่าพวกเราถ้ามีทรัพย์นะ ก็ต้องขนเอาทรัพย์ติดตัวไป จะได้เอาไปเป็นสมบัติทำทานไปทุกภพทุกชาติ กัลฯ วินิจ : อึม การขนของพวกเราก็คือทำทาน กัลฯ อารีพันธุ์ : ใช่ค่ะ กัลฯ วินิจ : ครับผม นั่นคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา ดังนั้นมีก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วงเลย ทำบุญให้หมดเลย หายห่วงเลยครับ หายห่วงแน่นอนนะครับ ทีนี้มีเรื่องอะไรครับ ที่เกี่ยวกับเรื่องในตรงนี้นะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : มีอยู่ครั้งหนึ่งนะคะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวค่ะ ท่านได้เรียนถามคุณยายค่ะ เป็นเรื่องที่อาจจะไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกันนะคะ หลวงพ่อท่านเรียนถามคุณยายว่าดวงบุญในตัวของคนเรานี่นะคะ คือ คือเดี๋ยวก่อนนะคะ นิดหนึ่งนะคะ คุณยายท่านบอกว่าท่านสอนว่าดวงบุญนี่นะคะ และดวงบาปนี่อยู่ในตัวของเราทุกคนเลย กัลฯ วินิจ : อ๋อ มีทุกคนเลย กัลฯ อารีพันธุ์ : อยู่ที่ศูนย์กลางกาย แล้วก็อยู่ที่เดียวกัน คือที่นี่นะคะ คุณยายท่านบอกว่าท่านจะคิดถึงบุญอยู่ตลอดเวลาเลย เวลาที่คิดถึงเรื่องบุญนี่นะคะ ดวงบุญนี่ก็จะผุดขึ้นมา แต่ว่าถ้าคิดถึงบุญบ่อยๆ นี่ ดวงบุญก็จะยิ่งโตขึ้นโตขึ้น กัลฯ วินิจ : อ๋อ ขยายขึ้น อึม กัลฯ อารีพันธุ์ : แต่ถ้าเราคิดถึงเรื่องบาปนะคะ ดวงบาปก็จะผุดขึ้นมาที่ศูนย์กลางกายเรา พอคิดถึงเรื่องบาปบ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ดวงบาปก็จะโตขึ้นโตขึ้น กัลฯ วินิจ : ขยายขึ้น เช่นเดียวกับดวงบุญ กัลฯ อารีพันธุ์ : ท่านบอกว่าบุญและบาปนี่สะสมได้นะคะ เวลาที่เราตั้งใจจะเอาบุญจริงๆ นี่นะคะ ท่านบอกให้เราใจจรด ตั้งใจเอาบุญนะคะ บุญที่เกิดขึ้นจะเป็นดวงใสที่ศูนย์กลางกาย แล้วสามารถสะสมจนกระทั่งเป็นภูเขาได้ แต่ท่านก็บอกว่าบาปก็สะสมเป็นภูเขาได้เหมือนกัน กัลฯ วินิจ : โอ้ แล้วแต่จะนึกเรื่องอะไร กัลฯ อารีพันธุ์ : แล้วแต่เราจะนึกเรื่องอะไร กัลฯ วินิจ : ครับผม กัลฯ อารีพันธุ์ : เพราะงั้นคุณยายท่านบอกว่าท่านจะเอาใจนี่จรดถึงบุญอยู่ตลอดเวลาเลย ถ้ามีบุญมากนะคะ จะทำอะไรก็สำเร็จ อธิษฐานอะไรก็สำเร็จ นี่ก็ย้อนกลับมาที่ว่า กัลฯ วินิจ : เรื่องหลวงพ่อทัตตะถาม กัลฯ อารีพันธุ์ : พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านได้ถามคุณยายนะค่ะว่าดวงบุญในตัวของคนเรานี่นะคะ โตที่สุดเลยนี่ขนาดเท่าไหร่ กัลฯ วินิจ : ขนาดเท่าไหร่ของคนเราโดยทั่วไป กัลฯ อารีพันธุ์ : ของคน คือคนที่มีดวงบุญโตมากที่สุดนี่นะคะ ก็หมายความว่าบุคคลท่านนั้นนี่มีบุญมาก กิเลสในตัวนี่น้อยลง เพราะฉะนั้นก็มี มีคุณธรรมภายในตัวมาก ซึ่งระดับขนาดนี้อาจจะได้เป็น คุณธรรมภายในนี่อาจจะเป็นถึงขั้นพระอริยบุคคลนะค่ะ นะคะ ซึ่งคุณยายก็ตอบว่า ๑ คืบค่ะ คือเราก็กางมือไปคืบหนึ่งนะคะของเราว่าคืบเราใหญ่แค่ไหน ดวงบุญในตัวเราที่ใหญ่ที่สุดของคนก็คือเท่านั้น กัลฯ วินิจ : ครับ เท่านั้นนะครับ ที่ว่าทำอย่างเต็มที่เลย บริสุทธิ์เต็มที่เลย ก็ประมาณ ๑ คืบ กัลฯ อารีพันธุ์ : ถึงขั้นพระอริยบุคคลค่ะ กัลฯ วินิจ : แล้วโดยทั่วๆ ไปล่ะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านก็เรียนถามคุณยายอีกว่าชาวโลกนี่นะคะ ทั่วๆ ไปนี่นะคะ ที่เขาเกิดมาแล้วเขาตั้งใจสร้างความดีตามประสาของเขานะคะ ที่เขาคิดว่าเป็นความดีอย่างนี้นะคะ ถ้าเขาตายไปแล้วนี่ รวมเอาบุญทั้งหมดที่เขาได้ทำไว้นี่ ออกมาแล้วนี่ ดวงบุญของเขานี่จะโตสักแค่ไหนค่ะ คุณยายก็บอกว่าเท่าหิ่งห้อย กัลฯ วินิจ : แค่นั้นเองนะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : แสงหิ่งห้อยนะคะ แต่คุณยายก็ยังบอกว่าขนาดเท่าหิ่งห้อยก็ยังหาได้ยากมาก กัลฯ วินิจ : อ๋อ ทั้งโลกนี่ หิ่งห้อยก็ยากอีก กัลฯ อารีพันธุ์ : ชาวโลก ใช่ค่ะ เพราะอะไร เพราะว่าใจของเขาส่วนใหญ่นี่จะจมอยู่ในกิเลสมากกว่าที่จะอยู่ในบุญนะคะ คุณยายบอกว่าที่ยายเคยบอกไว้ว่าตายแล้วเราก็จะรู้กันไงล่ะ กัลฯ วินิจ : อ๋อ ถ้าดื้อมาก อธิบายไม่เข้าใจ ก็ตายแล้วรู้เอง ประเภทนั้น อึม ครับผม กัลฯ อารีพันธุ์ : ใช่ค่ะ ทีนี้คุณยายก็เล่าให้ฟังอีกว่าคุณยายจะสังเกตว่าคนที่มาคุยกับท่านนี่นะค่ะ ท่านคุยว่ายังไงบ้าง คุยยังไงก็แสดงว่าคนๆ นั้นจะเป็นแบบนั้น เวลาที่ตายไปแล้วนี่ คนที่เป็นลักษณะอย่างนี้จะตายไปอยู่ที่ไหน ท่านบอกว่าท่านจะต้องอ่านคนให้ออก ดูคนให้ออกเลยว่าถ้าเขามาคุยอย่างนี้ เป็นคนแบบนี้ ตายแล้วเป็นยังไงนะคะ กัลฯ วินิจ : โอ้โฮ กัลฯ อารีพันธุ์ : ทีนี้ท่านก็บอกว่าคนเราต้องสร้างบุญให้มากๆ เพราะว่าแต่ละชาตินี่กว่าที่เราจะสั่งสมบุญให้ได้มากนี่ ทำได้ยาก ทีละนิด ทีละนิดแบบนี้ค่ะ แต่ว่าการทำ ได้ทีละน้อยทีละน้อยของการสร้างบุญอย่างนี้ ถ้ามากๆ ชาติเข้าก็สะสม ดวงบุญก็โตขึ้นได้ ฉะนั้นยายก็เลยบอกว่า คุณยายท่านก็เลยบอกว่ากว่าที่เราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี่นะค่ะ แสนยากมาก เราเกิดเป็นสัตว์มานับภพนับชาติไม่ถ้วนนะคะ ต้องใช้กรรมจนกระทั่งเกิดมาเป็นคน แต่คนที่ หลังจากเกิดเป็นสัตว์แล้วนี่ ก็อาจจะเกิดเป็นคนพิการนะค่ะ กัลฯ วินิจ : ขาขาด แขนขาด ตาบอด หูหนวกประเภทนี้ กัลฯ อารีพันธุ์ : ก็ต้องเกิดเป็นคนพิการไปจนกว่าจะได้เกิดมาเป็นคนที่สมประการครบอาการ ๓๒ หรือบางท่านเกิดมาก็ เกิดจากสัตว์มาแล้วนี่ค่ะ อาจจะเป็นคนสมประการ แต่ว่ายากจน ก็ต้องสั่งสมบุญไปเรื่อยๆ แต่ละภพแต่ละชาติจนกระทั่งได้เป็นคนที่ร่ำรวยขึ้นมาได้ ต้องสั่งสมบุญไปอย่างนี้แหละค่ะ ท่านก็บอกว่าคนเรานี่ถ้าดวงบุญโต ก็จะสอนตัวเองให้ทำความดีได้มากๆ เพราะฉะนั้นเราต้องสั่งสมความดีให้มากๆ กัลฯ วินิจ : เหมือนคุณยายนะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : เหมือนคุณยาย กัลฯ วินิจ : ครับผม กัลฯ อารีพันธุ์ : ท่านบอกว่าคนที่มีบุญนี่ค่ะ จะไปอยู่ที่ไหนนะคะก็จะทำความเจริญให้กับที่นั่น คนมีบุญนี่ถ้าไปอยู่ในป่าก็ทำป่าให้เป็นเมืองได้ เพราะบุญ เพราะฉะนั้นคนที่มีบุญนี่จึงเรียกได้ว่าเป็นคนที่มีสิริมงคล คนที่มีสิริมงคลนี่จะเป็นคนที่ดึงดูดความเจริญเข้ามาหาตัว แล้วก็ทำประโยชน์ให้กับคนอื่นได้นะคะ คุณยายท่านก็เลยบอกว่าเราต้องเอาบุญไปให้เต็มที่ ต้องนั่งธรรมะให้มากๆ ทำใจให้ใสๆ ใจเราถึงจะเป็นบุญตลอดเวลา กัลฯ วินิจ : พอพูดถึงเรื่องบุญแล้ว ยายนี่ชอบมากเลย เรื่องอื่นนี่ยายไม่เอา ถ้าเรื่องบุญนี่ยายเอาทุกอย่างครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ค่ะ คุณยายท่านบอกว่าคุณยายรักบุญมากที่สุด รักบุญอย่างเดียวเลยค่ะ คุณยายกลัวบาปนะคะ แล้วก็กลัวความชั่ว คุณยายงกบุญค่ะ คุณยายใช้คำว่าคุณยายงกบุญ แล้วก็กลัวบุญจะน้อยค่ะ เพราะงั้นคุณยายท่านก็เลยเล่าให้ฟังนะค่ะว่าความที่คุณยายรักบุญอย่างนี้นะคะ มีหมอที่เคยมารักษาคุณยาย ก็มาเรียนถามคุณยายว่าคุณยายมีเงินแค่ ๓,๒๐๐ บาทเท่านั้น ทำไมคุณยายถึงได้สร้างวัดได้ใหญ่โตขนาดนี้ กัลฯ วินิจ : เออ ครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : คุณยายท่านก็บอกว่ายายนั่งสมาธินะคะ แล้วเป็นบุญเก่าของคุณยาย เป็นทุนเก่าของคุณยายที่ได้เคยทำมา คุณยายบอกว่ายายเป็นชาวนา อ่านหนังสือไม่ออก แต่ที่ยายทำได้อย่างนี้นะคะ ยายสร้างวัดได้นี่ ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ ยายอยากจะทำก็ทำได้เลย เป็นเพราะบุญเก่าในอดีตที่เคยทำมาแล้ว คุณยายบอกว่าถ้าคุณยายทำ สร้างวัดในชาตินี้ได้สำเร็จ ภพชาติต่อไปคุณยายสามารถทำ คุณยายสามารถจะไปสร้างวัดอย่างนี้ค่ะได้ทุกภพทุกชาติจนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพานเลย กัลฯ วินิจ : โอ้ งั้นเราก็ไปเป็นเด็กวัดทุกภพทุกชาติเหมือนกัน (หัวเราะ) ดีไหม ดีครับ สาธุ ทีนี้พอพูดถึงเรื่องบุญนี่ ยายนี่อ่านหนังสือไม่ออก แล้วสวดมนต์ไม่ได้นี่ ยายพูดถึงเรื่องนี้ยังไงบ้างครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : มีอยู่วันหนึ่งตอนเช้านะคะ หลังจากที่คุณยายรับประทานอาหารเช้าแล้วนะคะ ก็ได้พาคุณยายเดินออกมาจากที่ดาวดึงส์นะคะ ตอนนั้นคุณยายพักอยู่ที่อาคารดาวดึงส์นะคะ คุณยายก็เดินมาขึ้นรถไฟฟ้า หรือรถกอล์ฟนี่ค่ะ กำลังจะไปที่ดุสิต คุณยายก็เห็นพนักงาน กัลฯ วินิจ : อ๋อ พนักงานที่ทำงานอยู่ในวัดนั่นแหละครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ค่ะ กำลังสวดมนต์อยู่ที่ศาลาจาตุ สวดมนต์ทำวัตรค่ะ คุณยายก็พูดขึ้นมาว่ายายสร้างวัดมาให้เขาอยู่ได้ แต่ยายสวดมนต์ไม่ได้ กัลฯ วินิจ : ครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : เสียดายที่ยายไม่ได้เรียนหนังสือ ยายก็เลยไม่ได้บุญจากการสวดมนต์ค่ะ ก็ตัวพี่ก็ คือตัวเองก็เลยกราบเรียนถามคุณยาย กราบเรียนกับคุณยายนะค่ะว่าความจริงคุณยาย บุญของคุณยายนะค่ะมีมากมายมหาศาลเลยนะคะ คุณยายยังอยากได้บุญทุกอย่างเลย คุณยายก็เลยตอบว่าใช่ ยายน่ะงกบุญ ยายตะกละบุญ ยายรักบุญมากที่สุด ยายรักบุญอย่างเดียว ยายจ้องจะเอาบุญอย่างเดียวเลย กัลฯ วินิจ : ครับ หมายถึงว่าถ้ายายทำได้ สวดมนต์ได้ ยายก็ต้องสวด กัลฯ อารีพันธุ์ : ใช่ค่ะ คุณยายเก็บบุญหมดเลย ทีนี้พอตกกลางคืนนะค่ะ ก็คุณยายท่านนอนอยู่บนเตียงอยู่ใช่ไหมคะ แบบตัวเองก็นอนอยู่ข้างล่าง กัลฯ วินิจ : ข้างล่าง คอยดูแลคุณยาย กัลฯ อารีพันธุ์ : ก็จะสวดมนต์ก่อนนะคะ คุณยายท่านก็เลยพูดขึ้นนะค่ะ ท่านบอกว่าขอให้ยายได้บุญกับเราด้วยนะ เห็นไหมคะว่าคุณยายท่านรักบุญมาก และท่านไม่เคยดูหมิ่นว่าบุญเล็กน้อยค่ะ ท่านเก็บบุญหมดทุกอย่าง พบอะไร เห็นอะไร ท่านเก็บหมดเลย กัลฯ วินิจ : ทำให้เรารักบุญตั้งเยอะเลย กัลฯ อารีพันธุ์ : งั้นก็ ทำ อะไรนะคะ ถ้าเราจะเป็นอย่างยาย เราก็ต้องทำอย่างยายนะคะ กัลฯ วินิจ : ทีนี้ คั่น คั่นมาถึง เห็นว่าพูดถึงพวกผมด้วยนะครับ พวกผมคือหลวงพี่ทั้งหลายนี่ เกี่ยวกับเรื่องบวชๆ นี่แหละครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : อ๋อ มีของฝากด้วยค่ะ จากคุณยายท่าน กัลฯ วินิจ : ครับ จากคุณยาย กัลฯ อารีพันธุ์ : พอดีมี เออ ท่านเจ้าภาพท่านหนึ่งที่ค่อนข้างจะสนิทกับคุณยายนะคะ เป็นอุบา เออเป็นท่านชายน่ะค่ะ พอดีคุณผู้ชายท่านนี้เป็นโสดนะคะ แล้วก็ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ตอนนั้นน่ะค่ะ ก็จะมีหลวงพี่อุดม ยติสโร แต่ตอนนั้นท่านยังไม่บวช อุบาสกค่ะ แล้วก็มีตัวเอง แล้วมีคุณยายท่านอยู่ด้วย คือคุณผู้ชายท่านนี้ค่ะก็คุยกับหลวงพี่อุดมท่าน กัลฯ วินิจ : ตอนนั้นเป็นอุบาสกนะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : อุบาสกค่ะ บอกว่าอุดม ขออภัยนะ อุดม นี่ถ้าอุดมบวชเป็นพระนะ จะต้องทำงาน แล้วก็ไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวพักผ่อนอย่างฆราวาสเลย กัลฯ วินิจ : ฮั่นแน่ กัลฯ อารีพันธุ์ : คือเป็นเอกลักษณ์ของพระที่วัดพระธรรมกาย กัลฯ วินิจ : ครับ บวชแล้วก็ต้องทำงาน กัลฯ อารีพันธุ์ : คือทำงานหนักค่ะ นั่งสมาธิทั้งวัน คือไม่ได้อยู่อย่างแบบเปล่าประโยชน์ คุณยายท่านก็พูดขึ้นมาทันทีเลย กัลฯ วินิจ : ทันทีเลย กัลฯ อารีพันธุ์ : ทันทีเลยนะค่ะ คุณยายท่านก็บอกว่า คุณ คุณ พูดกับคุณผู้ชายท่านนั้น คุณ คุณ ถ้าคุณบวชนี่นะ คุณยังมีเวลาได้พัก แต่ถ้าคุณไปแต่งงานมีลูกมีเมียนี่ คุณจะไม่มีเวลาได้พักเลย กัลฯ วินิจ : อึม (หัวเราะ) ชัดเจนนะครับ ชัดเจนก็จะได้มีความหวังมาบวชต่อไปนะครับ (หัวเราะ) กัลฯ อารีพันธุ์ : เพราะว่าคุณยายรักการประพฤติพรหมจรรย์มาก กัลฯ วินิจ : ยังไงต่อครับทีนี้ กัลฯ อารีพันธุ์ : ก็จะมีเรื่องเกร็ดเล็กน้อยนะคะ ที่เวลาที่คุณยายรับแขกน่ะค่ะ ก็จะมีเช้าวันอาทิตย์อยู่เช้าหนึ่งนะค่ะ มีคุณโยมอยู่ท่านหนึ่ง เอารถคันใหม่นะค่ะ แล้วก็มาขอคุณยายว่า ขอให้คุณยายช่วยเจิมรถให้ด้วย กัลฯ วินิจ : ให้เจิมรถเลยนะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ค่ะ คุณยายก็เลยบอกกับคุณโยมท่านนั้นว่ายายเจิมไม่เป็นหรอกนะ แต่ให้พรได้ พรยายนี่ศักดิ์สิทธิ์นะ ท่านบอกว่าเจิมนี่ไม่สำคัญ แต่มันสำคัญที่บุญ และคุณยายก็เลยบอกว่ายายให้พรนะ ขอให้บุญของคุณนี่กับบุญของยายนี่ช่วยคุ้มครองดูแลรักษาให้คุณกับรถของคุณนี่ปลอดภัย คือท่านบอกว่ามันสำคัญที่บุญ กัลฯ วินิจ : ก็คือบุญเรื่องหลักเลยนะครับ มีอีกไหมครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ก็พอดีอีกอาทิตย์หนึ่ง มีคุณผู้หญิงท่านหนึ่งค่ะ ไว้ผมม้าค่ะ กัลฯ วินิจ : ผมม้าเลย กัลฯ อารีพันธุ์ : พอดีผมนี่จะมาปิดตา คุณยายท่านไม่ค่อยชอบคนที่ไว้ผมรุงรัง ปิดหน้าปิดตา ท่านก็เมตตาแบบเอามือไปปัดผมให้นะคะ กัลฯ วินิจ : ปัดเปิดหน้า เห็นหน้าตาหน่อยใช่ไหมครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ค่ะ แล้วท่านก็พูดบอกว่าหนู คนเรานี่นะไม่ได้สวยเพราะผมหรอก แต่มันสวยที่ใจ มันต้องสวยออกมาจากใจ ท่านก็อย่างนี้ค่ะ กัลฯ วินิจ : อ๋อ ครับผม ทีนี้ ทีนี้ ก็ต้องโยงมาถึงวันนี้แหละครับ เห็นว่าวันนี้จริงๆ แล้วครบรอบปีของคุณยายสมัยก่อนจะมีความสำคัญมาก กัลฯ อารีพันธุ์ : คือขึ้น ๑๐ ค่ำเดือนยี่นะคะ ปี ๒๕๑๐ เมื่อ ๓๔ ปีที่แล้วนะคะ กัลฯ วินิจ : ๓๔ ปีที่แล้วนะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยนะค่ะ สมัยนั้นท่านยังไม่ได้บวช กัลฯ วินิจ : ยังเป็นนักเรียนนะครับ เป็นนักศึกษาอยู่นะครับ เป็นนักศึกษา กัลฯ อารีพันธุ์ : เป็นนักศึกษา ค่ะ ท่านได้มอบของขวัญอันล้ำค่าสำหรับคุณยายเพื่อบูชาธรรมคุณยายในวันเกิด ยายปีนั้นน่ะค่ะ ด้วยการตั้งสัจจะอธิษฐานประพฤติพรหมจรรย์ตลอดชีวิตน่ะค่ะ และหลังจากนั้นในปี ๒๕๑๑ ขึ้น ๑๐ ค่ำเดือนยี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวนะคะ สมัยนั้นท่านก็ยังไม่ได้บวชนะคะ กัลฯ วินิจ : ก็เป็นนักศึกษาอยู่เหมือนกัน กัลฯ อารีพันธุ์ : อ้อ แต่ กัลฯ วินิจ : ทำงานหรือ กัลฯ อารีพันธุ์ : ทำงาน กัลฯ วินิจ : ทำงานไปแล้วนะครรับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ท่านก็ได้ชักชวนสมาชิกบ้านธรรมประสิทธิ์หลายท่านนะคะ ได้มอบของขวัญอันล้ำค่ากับคุณยายอีกนะค่ะ ก็คือได้ตั้งสัตย์อธิษฐานประพฤติพรหมจรรย์และไม่สูบบุหรี่อีกเลยตลอดชีวิต กัลฯ วินิจ : โอ้โฮ ครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : แล้วในวันนี้นะคะ กัลฯ วินิจ : บัดนี้ล่ะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่นะคะ เป็นวันคล้ายวันเกิดคุณยายครั้งสำคัญ เพราะเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่านยังมีสังขารอยู่ ก็เลยอยากจะกราบเรียนเชิญทุกท่านนี่ค่ะ ได้มีโอกาสเออ มอบของขวัญอันล้ำค่าให้กับคุณยายเป็นการบูชาคุณท่านนะคะ เป็นการปฏิบัติบูชา กัลฯ วินิจ : ปฏิบัติบูชาครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : ซึ่งเราอาจจะได้ตั้งจิตอธิษฐานนะคะ ตั้งสัจจะบารมีในการที่จะทำความดีอะไร ซึ่งเราสามารถจะทำได้นะคะ ตลอดปีใหม่นี้ กัลฯ วินิจ : หรือว่าตลอดไป กัลฯ อารีพันธุ์ : หรือตลอดไปนะค่ะ เช่นว่าขอให้ได้สวดมนต์ทุกวันเลยนะคะ หรือว่ารักษาศีล ๕ ทุกวันเลยนะคะ หรือตั้งใจว่าจะมาวัดทุกวันอาทิตย์ไม่ให้ขาดเลย หรือนั่งสมาธิทุกวันไม่ให้ขาดเลย กัลฯ วินิจ : หรือว่ามางานยายทุกวันไม่ได้ขาดเลย (หัวเราะ) กัลฯ อารีพันธุ์ : (หัวเราะ) ซึ่งการที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานกับคุณยายนี่นะคะ กายของท่านนี่นะค่ะ ที่หลวงพ่อได้บอกว่าศูนย์กลางกายของท่านเป็นที่ผ่านของพระธรรมกายนับอสงไขยกายไม่ถ้วนเลยนะคะ เหมือนกับเราได้ตั้งจิตอธิษฐานปฏิบัติธรรมบูชาคุณพระธรรมกายนับอสงไขยไม่ถ้วน บุญที่เกิดขึ้นก็นับประมาณมิได้เช่นเดียวกัน อย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้นเวลาต่อไปนี้ก็กราบเรียนเชิญทุกท่านได้ตั้งใจเอาบุญสะอาดติดตัวไปนะคะ ด้วยการนั่งสมาธิ กัลฯ วินิจ : ก็ทำแบบที่หลวงพ่อท่านสอน และคุณยายท่านสอนนะครับ แล้วตั้งจิตอธิษฐานเลยครับตอนนี้ แล้วช่วงท้ายจะมีพรของคุณยายด้วยนะครับ เรียนเชิญเลยนะครับ กัลฯ อารีพันธุ์ : นั่งสบายๆ นะคะ หลับตาเบาๆ ทำใจเย็นๆ สบายๆ คุณยายท่านบอกว่าคนที่นั่งธรรมะเท่านั้นถึงจะไปอยู่ชั้นดุสิตได้ ถึงจะทำบุญมากหรือรักษาศีลมากเท่าไหร่ ไปได้อย่างมากก็ไปอยู่ชั้นยามาฯ คนที่จะไปชั้นดุสิตได้จะต้องนั่งสมาธิมากๆ ยายตายไปแล้ว ยายก็จะไปอยู่ชั้นดุสิตนี้ เป็นที่พักพระโพธิสัตว์ท่านสร้างบารมี พระพุทธเจ้าท่านจะสร้างบารมี ท่านก็อยู่ชั้นนี้ค่ะ (นั่งสมาธิ) กัลฯ อารีพันธุ์ : ขอให้ทุกท่านนึกถึงบุญที่ได้ทำมาทั้งหมดในวันนี้รวมถึงการตั้งใจสร้างความดีที่จะปฏิบัติบูชาต่อคุณยาย นึกอุทิศถวายบุญกุศลนี้แก่คุณยาย จากนี้ไปขอกราบอาราธนาคุณยายได้อำนวยพรปีใหม่แก่ลูกหลานทุกๆ ท่าน (เทปไม่มีเสียงคุณยายอวยพรปีใหม่) กัลฯวินิจ : …ยายสำหรับปีใหม่นี้นะครับ ก็ต้องขอขอบคุณพี่อารีพันธุ์นะครับที่วันนี้ได้นำเรื่องราวที่ดีๆ นะครับก็เป็นหลัก ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่จากคุณยายด้วยนะครับที่จะได้ทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไปจนกว่าเราจะถึงที่สุดแห่งธรรมนะครับ ครับก็ขอเสียงปรบมือดังๆ กับพี่อารีพันธุ์นะครับ (เสียงปรบมือ) จะมีอะไรอีกหรือเปล่าครับ หมดแล้วนะครับ กัลฯอารีพันธุ์ : กราบอนุโมทนาบุญและขอบพระคุณทุกท่านค่ะ กัลฯวินิช : สาธุ ครับ ขอเสียงปรบมือดังๆ อีกครั้งหนึ่งครับ (เสียงปรบมือ) (จบหมด 1/ A ) หน้า PAGE 14 440104FW-XXT