บุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร
(ม้วน 1/A)
พระฌาณาภิญโญ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคตทั้งหลาย ขอถวายความเคารพแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระเถระ เรียน สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาลูกหลานยายทั้งหลาย (สาธุ)
บุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร เป็นพุทธภาษิตที่มีปรากฏว่าในพระไตรปิฎก วันนี้มีโอกาสที่จะมาได้บรรยายคุณธรรมความดีของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เพื่อเป็นเครื่องบูชาธรรมของท่าน และเป็นโอกาสดีที่พวกเราได้มาอยู่ธุดงค์เนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่
โอกาสเทศกาลการขึ้นปีใหม่นั้นเป็นโลกสมมติ เป็นโลกบัญญัติ ที่เราอุปโลกกันขึ้นมา ซึ่งก็เป็นสิ่งดีที่เราจะได้นัดหมายกัน เป็นโอกาสพิเศษที่จะได้มีโอกาสมาทบทวนวันเวลาที่ผ่านไป และสิ่งใดที่เราได้พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ใคร่ครวญแล้วว่าเป็นข้อบกพร่อง เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่งาม ไม่มีประโยชน์ เราจะได้ทำการทบทวน เอาไว้เป็นบทเรียน เอาไว้แก้ไข เพื่อที่จะให้เวลาที่จะมาถึงต่อไปน่ะ ได้เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แนวทางที่เป็นประโยชน์ เป็นสาระ
ดังที่ได้เรียนมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าคนเรานี่ จะล่วงพ้นจากความทุกข์ได้นี่ ก็ได้ด้วยความเพียร ไม่มีใครที่จะล่วงทุกข์ได้ด้วยการร้องขอ การอ้อนวอน หรือด้วยอำนาจแแห่งกองทัพ แห่งอำนาจเงินตรา หรือด้วยอื่นๆ เลย ต้องมาจากความเพียรของตัวเองทั้งสิ้น ดังคุณยายอาจารย์ของพวกเราทั้งหลาย
ทุกวันที่ท่านได้อยู่กับเรา ท่านสอนเราด้วยคำพูดบ้าง ด้วยการกระทำบ้าง ซึ่งเราจะเรียนรู้บทเรียนต่างๆ นั้นได้ด้วยปัญญา ด้วยโยนิโสมนสิการของเรา ถ้าหากว่าเราจับถูก เราสังเกตเห็น เราก็จะได้ประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ แล้วเราก็จะได้แนวทางที่ประเสริฐที่จะดำเนินชีวิต ที่จะแก้ไขปัญหา อุปสรรคนานาทั้งปวง
ในชีวิตของคนเรานั้น ตั้งแต่เกิดมาเลย ก็ถูกครอบงำด้วยความทุกข์ บางคนก็รู้ตัวดีว่าตัวเองมีทุกข์ อันนี้แก้ไขได้ แต่พวกที่เกิดมาเลย ไม่รู้เลยว่าตัวเองมีทุกข์ อันนี้น่าสงสาร จะแก้ไข แก้ไขลำบาก
คุณยายอาจารย์ของเราท่านมีปัญญา มีปัญญายิ่งใหญ่ ท่านสอนตัวเองได้ ท่านมองเห็น มองเห็นว่าท่านมีทุกข์อะไร ทุกข์ของท่านอยู่ที่ไหน แล้วท่านก็จะมีเป้าหมายที่จะไปแก้ไขความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นๆ ได้ แล้วท่านก็มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความทุกข์นั้นๆ ในสมัยที่คุณยายยังเด็กอยู่ คุณยายได้รับความทุกข์จากความไม่เข้าใจ จากวาจาของคุณพ่อท่าน แล้วท่านก็อยากจะลบล้างไอ้ความทุกข์อันนี้ ท่านก็ใช้ความเพียร ใช้สติปัญญาของท่าน ใคร่ครวญแล้ว หาแนวทางเพื่อที่จะไปแก้ไขความทุกข์อันนั้นให้ได้ ใจของท่านมีความมุ่งมั่นที่จะหลุดจากความทุกข์อันนั้นให้ได้
แล้วก็ในที่สุดก็มาทราบว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่วัดปากน้ำน่ะจะนำท่านให้พ้นทุกข์ตรงจุดนั้นที่มีอยู่ในใจของท่านได้ ท่านก็มา จนกระทั่งมาเจอคุณยายทองสุก คุณยายทองสุกก็แนะนำให้ท่านปฏิบัติธรรม ท่านก็ปฏิบัติธรรมด้วยความใจจรดใจจ่อ ด้วยความเพียร ด้วยความสม่ำเสมอ ด้วยวิริยะอุตสาหะ จนในที่สุดท่านก็สามารถที่จะบรรลุธรรม และไปแก้ไขปัญหาข้อข้องใจที่มีอยู่ในใจของท่านได้ ด้วยการแก้ข้อที่คุณพ่อน่ะไม่เข้าใจในตัวท่านได้อย่างหมดสิ้น รวมทั้งได้ทดแทนบุญคุณอย่างยิ่งใหญ่ ดังที่พวกเราทราบกันมาดีแล้ว อันนี้นี่ท่านล่วงทุกข์ ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียรของท่าน
คราวนี้เมื่อมาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็ทำความเพียร ทำวิชชาธรรมกายอย่างอุกฤษฎ์ อย่างเข้มข้นต่อเนื่องเสมอมา จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านละโลกไปแล้ว ละสังขารไปแล้วน่ะ ก็ยังได้สั่งท่านให้ทำธรรมะต่อ ทำวิชชาธรรมกายต่อ รอบุคคลผู้มีบุญที่จะมาสานปณิธานให้ต่อ คุณยายก็ดำเนินตลอดมา ต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากมาย
ในบรรดาผู้ที่มาศึกษาธรรมะกับคุณยายน่ะ มีอยู่หลายประเภท หลายพวก หลายเหล่าเหลือเกิน มากันอย่างหลากหลาย คุณยายก็เมตตา สั่งสอนแนะนำไปตลอด ไม่ได้เลือกที่รัก มักที่ชังเลย แต่คุณยายทราบอัธยาศัยว่าผู้ที่จะมาศึกษาธรรมะของท่านแต่ละคน แต่ละคนนั้นน่ะ คนไหนเอาจริงเอาจังแค่ไหน คนไหนที่จะนอกลู่นอกทางที่คุณยายมักจะใช้คำพูดอยู่เสมอว่าเลอะๆ เทอะๆ คุณยายเข้าใจ เพราะฉะนั้นตั้งแต่สมัยอยู่วัดปากน้ำเป็นต้นมา ก็จะมีคนพวกนี้แหละ ปะปนเข้ามาอยู่เรื่อยทุกระยะ
แม้กระทั่งมาถึงสมัยตั้งศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมนี้ก็เช่นกัน ก็มีมาอยู่เรื่อย คุณยายใช้คำว่ามนต์ปนดำ คือบางครั้งก็จะเอาบุญ บางครั้งก็จะเอามนต์ เอาคาถา บางครั้งก็ดูเหมือนว่ามีศรัทธา แต่ว่าเป็นการศรัทธาที่จะทำให้ตัวเอง เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาอีก เรียกง่ายๆ ว่าอยากจะตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์ พวกนี้ก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน แล้วก็ประวัติศาสตร์ของการสร้างวัดของเรามา เราก็จะเจอคนพวกนี้ปะปนกันมาอยู่เรื่อย
แล้วก็มีปรากฏเป็นระยะๆ จนนำไปสู่รูปแบบของการหลอกลวง อันนี้นี่เป็นสิ่งที่คุณยายไม่ชอบเอามากๆ เลย แล้วคุณยายมักจะตำหนิแล้วก็อัปเปหิออกไปจากหมู่คณะ ซึ่งทำให้มีประโยคหนึ่งที่ตามมา ที่คุณยายมักจะพูดเสมอว่าเสียแล้วเสียไป หาใหม่ดีกว่า คำพูดนี้มา ตามมา คือคุณยายบอกว่าถ้าหมู่คณะของเรามีระเบียบ มีวินัย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนมาศรัทธา แต่ว่าถ้ามีพวกเลอะๆ เทอะๆ พวกมนต์ปนดำ พวกหลอกลวงพวกนี้เข้ามาปะปนในหมู่คณะ จะทำให้หมู่คณะแตกแยก แล้วก็เสื่อมสลายไปในที่สุด
เพราะฉะนั้นคุณยายซึ่งตรง ตรงมากเลย จะไม่ไปเออออห่อหมกกับคนที่จะมาประจบประแจง แล้วใช้คำพูดแบบมนต์ปนดำ หรือเลอะๆ เทอะๆ แล้วก็มีหลายคนตั้งตัวเป็นอาจารย์ พอจิตสงบนิ่งหน่อย ทำอะไรได้นิด เห็นแสงสว่างนิดๆ หน่อยๆ เอาล่ะ เริ่มตั้งตัวเป็นอาจารย์ พวกนี้ก็มีอยู่เยอะ โดยจะใช้ได้ผลกับคนที่ไม่มีปัญญา คนโง่ คนเขลา จะใช้กันได้ ตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์
อย่างเช่นว่าจะอัดธรรมะให้ได้บ้างล่ะ คนก็กราบตัวเป็นลูกศิษย์ว่าให้อาจารย์ช่วยอัดให้หน่อยเถอะ โธ่ ตัวเองมีบารมีขนาดไหนเชียว จะอัดกันได้ แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์บารมีขนาดไหน พระองค์ยังบอกเลยว่าตถาคตนี่เป็นเพียงผู้ชี้ทาง ส่วนผู้ที่จะเดินตามคือตัวของพวกเราเองที่จะต้องทำความเพียร ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร คราวนี้มีคนเขาใช้คำว่าอัดวิชชากัน อัดวิชชา ขออัดวิชชาให้บ้าง หรือขอให้คนโน้นคนนี้อัดวิชชาให้บ้าง แบบนี้เขาเรียกเลอะๆ เทอะๆ กันใหญ่
ในสมัยตอนคุณยายยังอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ มีโยมอยู่คนหนึ่งเป็นมหาเศรษฐีมีตึกแถวยาวเป็นกิโลเลย ให้เขาเช่า ทั้งอยู่ในเมืองก็มี หรือที่เมืองจีนก็มี ร่ำรวยมาก แล้วก็ใฝ่ฝันที่อยากจะไปเที่ยวนรก เที่ยวสวรรค์ อยากได้วิชชาที่เขาลือกันนักว่าวิชชาธรรมกายนี่ศักดิ์สิทธิ์ วิชชาธรรมกายนี่มีค่านัก ก็ไปกราบคุณยาย ขอให้คุณยายน่ะช่วยอัดวิชชาให้ บอกคุณยายนะว่าขอให้คุณยายช่วยอัดวิชชาให้หน่อยเถอะ ให้เข้าถึงธรรมะเลย เอาให้สว่างเลยนะ ถ้าคุณยายอัดวิชชาให้ได้แล้วนี่ จะยกตึกแถวเป็นกิโลๆ ให้เลย
คุณยายได้ยินแล้วก็นิ่ง แล้วก็พูดไป บอกว่าอย่าว่าแต่ตึกแถวยาวเป็นกิโลๆ ต่อให้มีสมบัติเป็นภูเขา มันก็อัดให้ไม่ได้ คุณยายนี่ได้แต่แนะนำว่าจะเข้าถึงธรรมะอย่างไร ได้วิชชาอย่างไร แต่อัดให้ไม่ได้ คุณต้องไปทำเอง อตฺตา หิ อตตโน นาโถ ไม่ใช่มาอัดวิชชากันแบบนี้ นี่คุณยายอัดไปเลย อัดคนละอย่างนะ แล้วถ้าหากว่าอัดวิชชากันได้จริงๆ แบบอย่างที่เขาคุยๆ โม้กัน หลอกๆ กัน ก็มีตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าท่านคงจะอัดกันมาให้พวกเรากันมาเต็มที่แล้วแหละ แต่นี่ไม่ได้
เพราะฉะนั้นพวกเราถ้าหากว่าไปเจอใครตั้งตัวเป็นอาจารย์ เที่ยวอัดวิชชาให้คนนั้น อัดวิชชาให้คนนี้ ก็ให้ระวังไว้ด้วยว่าจะโดนอัด หรือไม่ก็อาจจะต้องเสียอัด อาจจะต้องจ่ายอัฐไปอีกหลายอัดนะ มีแต่ของหลอกทั้งนั้นแหละ ถ้าจะอัด มันต้อง อัตตา หิ อัตตาโน นาโถ ไม่ใช่อัดแบบที่เขา อ้าง กล่าวอ้างกัน หลอกกันนะ แล้วก็จะมีอยู่ตรงนี้ ปนมาอยู่ในหมู่คณะพวกเราอยู่เรื่อย ถ้าเจอแบบนี้เราก็ไล่ไปเลยนะ ไล่ไปไกลๆ เลย เดี๋ยวจะโดนอัด บอกเขาไปนะ อันนี้เป็นเรื่องที่เราเจอกันมาตั้งแต่เริ่ม
คราวนี้มาเจอเรื่อง เรื่องของการอยู่ธุดงค์ ว่าตอนสมัยเราอยู่นั่งธุดงค์นี่ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้จัดอยู่ธุดงค์ปีใหม่กันมานี่ ตอนนั้นนี่คนมากันเยอะ เยอะมาก ได้เตรียมที่เตรียมทาง เตรียมสถานที่กันไว้เยอะ คนที่อยู่ธุดงค์นี่ ส่วนใหญ่แล้วนี่นะ มาจากในกรุงเทพฯ กัน เป็นคนเมือง ไม่ค่อยมีมาจากเออ ต่างประเทศเท่าไหร่ แต่ต่างจังหวัดก็เยอะ ครึ่งๆ เลย คราวนี้มาพออยู่ธุดงค์กันแล้วนี่ ก็จะมีการปฏิบัติแบบชาวบ้าน แบบอยู่กันง่ายๆ อยู่ธุดงค์ ไม่ว่าจะการกิน การอยู่อะไรพวกนี้ ง่ายๆ กัน อยู่ในกลดที่หลวงพ่อเคยใช้คำว่าบ้านน้อยที่เคลื่อนที่ได้น่ะ
ในระหว่างนั้นมีการอาบน้ำ บางคน พวกผู้ชายจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เวลาอาบน้ำก็สบาย นั่งกางเกงบอลบ้าง สบาย แต่อุบาสิกานี่ลำบากหน่อย เพราะบางคนนุ่งกระโจมอกไม่เป็น ไปใช้ห้องน้ำห้องส้วมเป็นที่อาบน้ำ ก็ยังสงสัยอยู่ว่าเอ๊ะเขาอาบน้ำกันยังไง เพราะในห้องส้วมสมัยก่อนเป็นห้องส้วมโครงอลูมิเนียม มีก๊อกน้ำมีถังน้ำ เขาอาบน้ำกันยังไงนะ ก็นั่งนึกกันอยู่นะ จนกระทั่งมีคนเขาบอก ใช้ถังราดส้วมนั่นแหละ ถังราดส้วม ถังล้างก้นนั่นแหละเป็นถังอาบน้ำ เออ ยังนั่งนึกอยู่ เขาทำกันได้เหมือนกันนะ
แต่ว่าพอมาอยู่ธุดงค์สบายขึ้นเยอะเลยนะ ไหนใครอยู่ธุดงค์บ้าง ช่วยยกมือขึ้นหน่อยซิ ธุดงค์ปีใหม่ โอ้ สาธุ ขออนุโมทนาด้วย การอยู่ธุดงค์ของเรานี่ เออ มันมีจังหวะที่เรานี่ จะได้มีโอกาสอยู่กับตัวเราเอง ทบทวนว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมานี่ เราได้พบ ได้ประสบได้ทำอะไรบ้างที่เป็นบุญเป็นกุศล ถ้าหากว่าเราทำมาดีแล้วนี่ จะได้มุ่งมั่นทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา
การให้ทานเราทำอะไรกันมาบ้าง ตั้งแต่ต้นปีเลย จนกระทั่งถึงวันนี้นี่ มีกี่ประเภท กี่อย่างเราทำ เราค่อยๆ นึกนะ เพราะเราแต่ละครั้งมีเส้นทางของชีวิต เส้นทางของการสร้างบารมีของตัวเอง
ส่วนการรักษาศีล ก็เหมือนกัน บางคนรักษาศีล ๕ เป็นปกติ บางคนรักษาศีล ๘ เป็นปกติ หรือศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ แต่บางคนศีล ๕ รักษาไม่ค่อยครบ เราต่างคนต่างจะได้มีโอกาส ถือโอกาสอยู่ธุดงค์นี้แหละทบทวนตั้งแต่ต้นปีเลย จนกระทั่งถึงวันนี้ว่าถ้าเรารักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ได้แล้วนี่ เราจะทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ให้มั่นคง ขยายเวลามากๆ ขึ้นไปได้ไหม หรือที่เรารักษามาแล้วนี่ กระพร่องกระแพร่ง เราจะแก้ไขได้ไหมที่เราผิดพลาดกัน เราจะแก้ไขอย่างไร เออ จะได้มีโอกาสทบทวน
ส่วนการเจริญภาวนา การนั่งธรรมะของพวกเราน่ะ เราได้ทำเอาจริงเอาจังกันแค่ไหน เราให้เวลาในการหยุดในการนิ่งแค่ไหน เราทำต่อเนื่องแค่ไหน อันนี้ให้เราดูตัวเราเอง ตอนสมัยคุณยาย คุณยายอาจารย์ของเราไปพบคุณยายทองสุก คุณยายทองสุกแนะนำให้นั่งสมาธิ ท่านก็ไม่ได้แนะนำอะไรมาก แนะนำพื้นฐาน แต่คุณยายน่ะใจจรดใจจ่อในการฝึกใจหยุดใจนิ่ง คุณยายท่านเข้าถึงธรรมได้ง่าย
แม้แต่ตัวผู้พูดเองตอนสมัยมาเจอหลวงพ่อ มากราบหลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อทัตตชีโวใหม่ๆ ท่านก็แนะให้นั่งสมาธิ ท่านแนะยังไงรู้ไหม ตอนนั้นมานี่อบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๑ เขาอบรมกันไปแล้ว ๗ วัน เราเพิ่งสอบเสร็จ สอบเสร็จก็รีบมาเลย รีบมา หลวงพ่อทัตตะท่านก็เปิดกระเป๋าที่อังสะ ล้วงเอาดวงแก้วขึ้นมาดวงหนึ่ง วางไว้บนฝ่ามือ แล้วก็ถามนี่คุณ เห็นไหม ท่านชี้ เราก็ตอบท่านว่าเห็นครับ จำไว้นะ ครับ หลับตาแล้วนึกเอาไว้ในท้องนะ ครับ ไปได้ ท่านสอนอยู่แค่นั้น แล้วเราก็นั่งทำกันไปแบบนั้น ไม่มีอะไรมากมายเลย ท่านสอนอยู่แค่นั้นจริงๆ แล้วเราก็ไปทำของเราเอง อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ว่าไปเรื่อย
เพราะฉะนั้นการทำธรรมะนี่ การทำใจหยุดใจนิ่งนี่ มันอยู่ที่ตัวเราเอง ไม่มีใครมาทำให้เรา ไม่มีการจ้าง ไม่มีการบังคับขู่เข็ญ ไม่ได้มาด้วยกองทัพ ไม่ได้มาด้วยอำนาจแห่งกองทัพ แต่ว่าได้มาด้วยความเพียรของเราเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้พวกเราลองเดินตามรอยเท้าคุณยายอาจารย์ท่าน นั่งหลับตาทำภาวนากันนะ ทำใจหยุด ใจนิ่งกัน
วางใจให้สบายๆ นะ สำหรับท่านที่มีภาระ จะ ภารกิจที่ต้องทำอย่างอื่นก็ ตามสบายก่อน เพราะวันนี้ได้รับอาราธนามาในโอกาสพิเศษของงานอยู่ธุดงค์ปีใหม่ ซึ่งกำหนดการว่าจะต้องเลิกตอน ๓ ทุ่ม เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่มีภารกิจอย่างอื่นก็ตามสบาย ส่วนท่านที่ไม่มีภาระอย่างอื่นจะได้นั่งอยู่กับคุณยาย นั่งไปเรื่อยๆ กลั่นใจไปเรื่อยๆ ทำใจใสๆ
พวกเรามานั่งอยู่เบื้องหน้าคุณยาย ให้น้อมนำเอาคุณยายน่ะมาไว้ในศูนย์กลางกาย ไว้ในท้องเราน่ะ คุณยายจะอยู่ในใจของเรา อยู่กับตัวของเราตลอด ไม่ไปไหน ให้เหมือนกับประหนึ่งว่าเรากำลังนั่งธรรมะอยู่ต่อหน้าคุณยาย มีคุณยายคอยเป็นกำลังใจ เป็นครูให้พวกเรา ได้เข้าถึง ใจหยุด ใจนิ่ง ได้เข้าถึงความสุขภายใน ให้เราวางใจของเราเบาๆ วางอย่างนุ่มนวล วางอย่างต่อเนื่อง เข้าไปกลางของกลางน่ะแหละ
เราวางใจของเราหยุดเข้าไปในกลางความสว่างภายใน ถ้ามีดวง หยุดเข้าไปกลางดวง ถ้าเข้าถึงกายภายใน ก็หยุดเข้าไปกลางภายใน หยุดเข้าไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุข ตรึกนึกถึงคุณยายว่าตอนสมัยคุณยายนั่งทำวิชชาน่ะกลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง เป็นยังไงบ้าง เราจะลองวางใจดูสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมง จะเป็นยังไงบ้าง แล้วเราจะเข้าใจว่าตลอดระยะเวลาที่คุณยายนั่งเข้าที่ทำวิชชาน่ะ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง ต่อเนื่องกันไปเป็นปีๆ หลายสิบปี เป็นเรื่องที่มันยากง่ายอย่างไร แล้วเราจะเข้าใจคุณธรรม เข้าใจคุณยายว่าท่านน่ะธรรมดาหรือไม่ธรรมดา (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
(นั่งสมาธิ)
(ประมาณกลางม้วน)ขอบารมีธรรมคุณยายนะให้มากลั่นธาตุกลั่นธรรมในตัวของเรา ให้ธาตุธรรมในตัวของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ เป็นธาตุธรรมของฝ่ายบุญล้วนๆ ฝ่ายขาวล้วนๆ ธาตุธรรมดำสกปรกทุกชนิด ให้หลุดร่อนออกไปจากจิตจากใจ จากทาสจากธรรม จากเห็น จำ คิด รู้ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ในตัวของเรา ให้หลุดร่อนออกไปหมดเลย ให้เหลือแต่ธาตุธรรมที่ใส สะอาด บริสุทธิ์ เป็นธาตุธรรมของฝ่ายบุญล้วนๆ ฝ่ายขาวล้วนๆ
ขอบารมีคุณยายมากลั่นธาตุกลั่นธรรมในตัวของเราให้หมด โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย เหตุอุบัติ บาปศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ละลายหายสูญไปให้หมดเลย ธาตุธรรมดำสกปรกทุกชนิดให้หลุดร่อนออกไปหมด ทุกอณูเนื้อในร่างกายของเรา ให้เหลือแต่ธาตุธรรมที่เป็นฝ่ายบุญล้วนๆ ฝ่ายขาวล้วนๆ ทั้งซ้ายทั้งขวา ทั้งหน้าทั้งหลัง ทั้งล่างทั้งบนในตัวของเรา ทุกๆ กายเลย ทั้ง ๑๘ กายให้ใส สะอาด บริสุทธิ์หมด
ให้เราน่ะซึ่งเป็นลูกหลานของคุณยายได้มีธาตุธรรมที่สะอาด บริสุทธิ์ ได้สร้างบารมีตามติดคุณยายหลวงพ่อ ได้ทำวิชชาธรรมกาย ให้ถึงที่สุดแห่งธรรม และขอบารมีคุณยายให้คุ้มครองพวกเราทั้งครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตาทวดของเรา ญาติพี่น้องมิตรสหายทั้งหลาย ขอให้บารมีของคุณยายคุ้มครองให้หมด ช่วยกลั่นธาตุกลั่นธรรมท่านทั้งหลายเหล่านั้นด้วย ให้อยู่ในแวดวงธรรมะ แวดวงของธรรมกาย ให้หมดทุกข์ หมดโศก หมดโรค หมดภัย สรรพเคราะห์เสนียดจัญไรทั้งหลายให้หลุดร่อนไปให้หมดเลย หนี้สินทั้งหลายให้หลุดร่อนไปหมด เลิกยากเลิกจนกันเสียที
ขอบารมีคุณยายต่อสายสมบัติจากพระนิพพานเชื่อมมายังกายของเราภายในทุกๆ กายเลย ให้มีสมบัติมาเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัว สร้างบุญสร้างบารมียิ่งๆ ขึ้นไป ขอคุณยาย ขอบารมีคุณยาย ปีแห่งความทุกข์ความโศก ปีแห่งความยาก ปีแห่งความหดหู่ ปีแห่งความหงอยเหงาจงผ่านพ้นไป ขอให้ปีใหม่ที่จะมาถึงให้เป็นฟ้าใหม่ ให้เป็นปีแห่งธรรมะ แห่งบุญแห่งกุศล เป็นปีที่คุณธรรมความดีครอบคลุมทั้งโลก ครอบคลุมทั้งจักรวาล เป็นปีแห่งการไหลมาเทมาแห่งทรัพย์สมบัติ เป็นปีแห่งความเจริญรุ่งเรืองของคุณธรรม เป็นปีแห่งความสุข ความสดชื่นเบิกบานของพวกเราลูกหลานคุณยายทุกๆ คน ปีแห่งความสำเร็จ เป็นปีแห่งความเจริญรุ่งเรืองของพวกเราทุกๆ คน
ขอให้คุณยายเติมบุญเติมบารมีให้พวกเรา ให้พวกเรามีสัมมาทิฏฐิมั่นคงอยู่ในบุญในกุศล เอาบุญอันนี้นี่ที่เราอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมกัน ให้คุณยายช่วยคุมบุญส่งไปยังผู้มีพระคุณของเราทุกๆ คนเลย มีคุณแม่ คุณพ่อ ปู่ย่าตาทวด บรรพบุรุษ ครูบาอาจารย์ของเราทั้งหลาย ผู้มีพระคุณของเราทุกๆ ท่านเลย ไม่ว่ามีชีวิตอยู่หรือละโลกไปแล้วก็ตาม ขอจงได้มีส่วนบุญส่วนกุศล มีส่วนแห่งความดีที่เราได้สร้างสมมาตลอดทั้งปี แล้วทั้งในอดีตด้วย ทั้งที่เราสร้างให้ยิ่งๆ ขึ้นไปในปีหน้าฟ้าใหม่ด้วย ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นมีส่วนร่วมแห่งบุญกุศลทั้งปวง
แล้วบุญนี้นี่แผ่ไปให้ยังสรรพสัตว์ทั้งหลายนี่ไม่มีประมาณเลย สัตว์เหล่าใดที่มีทุกข์อยู่ก็ขอให้พ้นทุกข์ สัตว์เหล่าใดที่มีความโศกอยู่ ก็ให้สร่างโศก ที่มีโรคอยู่ก็ขอให้หายจากโรค ที่มีภัยอยู่ก็ขอให้พ้นภัย ที่มีความสุขอยู่แล้วก็ให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป และสรรพสัตว์ทั้งหลายนี่จงอยู่เย็นเป็นสุข อย่าได้มีเวร อย่าได้มีกรรมซึ่งกันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียน อย่าได้ทำร้าย ทำลายซึ่งกันและกันเลย ให้มีแต่ความปรารถนาดี มีเมตตาจิต โอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ซึ่งกันและกัน
สัตว์เหล่าใดที่มีความสุขอยู่แล้วก็ให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป และให้มีสัมมาทิฏฐิให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ให้เข้าถึงพระธรรมกายทุกๆ ตัว ทุกๆ ตน ทุกๆ ท่านเลย แล้วเราก็ตั้งใจอธิษฐานขอบุญขอบารมีให้คุณยายช่วยเติมบุญเติมบารมีของเรา ทำความปรารถนาของเราให้เต็มเปี่ยม ให้บริบูรณ์ ให้สำเร็จ
สัพเพ…
หน้า PAGE 9
431230FW-CNT