ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

หากอยากเป็นเช่นคุณยาย ต้องทำอย่างคุณยาย

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระชัยยันต์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระมหาเถระนุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานคุณยายทุกๆ คน (สาธุ) ในวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเราทุกคนจะได้มาเอาบุญกับคุณยาย วันนี้หลวงพี่ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสมาตอบแทนพระคุณคุณยาย ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวหลายสิ่งหลายอย่างที่หลวงพี่เองได้มีโอากาสพบเจอะพบเจอกับคุณยายในสมัยที่มีชีวิตอยู่ แล้วก็ได้มีโอกาสรับฟังเรื่องราวจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยนี่ เพราะงั้นบางสิ่งบางอย่างในวันนี้ ก็อยากจะนำมาถ่ายทอดให้พวกเราทุกคนในฐานะลูกหลานยายได้ประพฤติปฏิบัติตามอย่าง เยี่ยงอย่างคุณยาย ในปลายปี ๒๕๒๗ เป็นครั้งแรกที่หลวงพี่รู้จักวัดพระธรรมกายและรู้จักวิชชาธรรมกาย ก็ได้มีโอกาสมาเที่ยววัดพระธรรมกายอยู่สม่ำเสมอทีเดียว ก็มีโอกาสมาอบรมธรรมทายาทเหมือนกับรุ่นพี่ พระอาจารย์ที่มาเล่าให้ฟังนั่นแหละ มาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ได้มีโอกาสมากราบคุณยายในช่วงบ่ายวันอาทิตย์เป็นประจำทีเดียว จุดนี้ทำให้หลวงพี่ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลวงพี่ได้มีวันนี้ ที่กล่าวอย่างนี้คือว่ามีวันที่ได้มีโอกาสมาบวชเป็นพระภิกษุอยู่วัดพระธรรมกาย เพราะครั้งหนึ่งเมื่อเข้าวัดได้ประมาณสัก ๓ ถึง ๔ ปีนี่ ก็ได้มีโอกาสเจอะเจอคุณยาย พอกราบถวายปัจจัยท่านเสร็จ เงยหน้าท่านก็ทักขึ้นมาทีเดียวว่าคุณอย่าไปมีแฟนนะ คุณมาเป็นพระของยาย ก็ตอบรับคำท่านว่าครับ คำรับคำอันนี้ก็ติดอยู่ในใจตลอดเวลา แล้วก็ทำให้เป็นจุดเริ่มต้น ทำให้มีโอกาสมาเป็นพระภิกษุอยู่วัดพระธรรมกาย ดังเช่นที่คุณยายได้พูดไว้จริง หลังจากเป็นพระภิกษุแล้ว บวชเมื่อปี ๒๕๓๗ ก็บวชใหม่ได้ประมาณสักพรรษาเดียว ก็ได้มีโอกาสมารองรับงานหลายสิ่งหลายอย่างจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ในเบื้องต้นนี่ยังไม่ทราบ ยังไม่คุ้นอัธยาศัยท่าน แล้วงานเยอะทีเดียว ในช่วงปี ๒๕๓๙ นี่ก็รับงานเยอะ ก็ต้องบอกว่ามันล้าเหมือนกัน มันก็ท้อนิดหน่อย แต่มันไม่ถอย มันล้าแต่มันไม่ถอย เพราะที่บอกล้าแต่ไม่ถอย เพราะว่าหลายๆ ครั้งนี่ได้รับความเมตตาจากโยมพี่อารีพันธ์นี่ วันคล้ายวันเกิดของคุณยายก็ได้มีโอกาสจัดงานให้คุณยาย และพี่อารีพันธุ์ก็จะเมตตาให้ไปคุยกับคุณยาย ขอขวัญยาย ยายมักจะพูดอยู่สม่ำเสมอทุกครั้งที่ไปคุยกับยาย คุณยายจะพูดย้ำๆๆ ว่าให้ท่านได้บวชตลอดชีวิตนะ คำๆ นี้ก็ตอกย้ำในใจ ในใจ ในใจตลอดเหมือนกัน เพราะที่กล่าวว่ามันล้าแต่มันไม่ถอยนี่ เพราะนึกคำของคุณยาย แล้วหลังจากนั้นก็โอกาสเจอะเจอคุณยายของเราก็น้อย เพราะคุณยายก็อยู่ในช่วงของวัยชรา แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงประมาณเดือนกันยาที่ผ่านมานี่ ก็เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเราทุกคนได้ทราบข่าววันที่ยายละสังขารไป หลวงพี่เองก็ทราบข่าวพร้อมๆ กับพวกเราในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๓ แต่หลายๆ ครั้งที่แอบเห็นหลวงพ่อนี่ ท่านรักคุณยายมาก ท่านเล่าให้ฟังหลายๆ ตอนทีเดียว อย่างตอนหนึ่งซึ่งเป็นคำที่ดี ที่ท่านบอกว่าให้ควรเก็บรักษาไว้ หลวงพี่ก็เลยอยากให้พวกเราทุกคนลองจดจำไว้ แล้วก็ทำตาม นั่นคือหลวงพ่อท่านบอกว่าโรคของคุณยายนี่ ถ้าเป็นท่านอื่น เจออย่างนี้นี่ต้องไปสู่เชิงตะกอนแล้ว แต่ยายท่านไม่ เพราะทุกครั้งที่ท่านป่วย ท่านจะดิ่งงาน คำๆ นี้หลวงพ่อท่านบอกท่านชอบ เพราะเป็นคำที่ท่านและยาย เป็นคำของผู้รู้จะรู้กัน ท่านก็อยากจะให้เก็บรักษาคำๆ นี้ไว้คู่กับยายตลอดไป คำว่าดิ่งงานของท่านนี่ ท่านบอกดิ่งเข้าไปทำงานภายใน ฉะนั้นวันที่ยายละสังขารนี่ ท่านไม่ได้ป่วยด้วยโรคอะไร แต่ท่านจากพวกเราไปเหมือนกับใบไม้ที่หลุดออกจากขั้ว เพราะยางมันหมดเสียแล้ว ฉะนั้นตรงจุดนี้นี่ วันที่พวกเราทุกคนก็ทราบข่าวคือวันที่ ๑๗ กันยายน ที่พวกเราทุกคนมาร่วมอัญเชิญเรือนทองของคุณยายมายังสถานที่ตรงจุดนี้นี่ หลายๆ ท่านก็มาร่วมงานกัน หลวงพี่จะได้เก็บบรรยากาศมาเล่าให้พวกเราทุกคนฟัง หลังจากวันที่ยาย หรือคุณยายของเรานี่มาอยู่ที่จุดๆ นี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เล่าเรื่องราวของคุณยายของเรานี่อะไรบ้าง แต่ที่จะเล่าให้ฟังนี่ ไม่ต้องจำ แต่ให้ทำ หากเราจะเป็นเช่นอย่างคุณยาย ต้องทำอย่างคุณยาย วันนี้จะมาเทศน์ในหัวข้อว่า หากอยากเป็นเช่นอย่างคุณยาย ต้องทำอย่างคุณยาย หลายๆ คน หลายๆ ท่านหลังจากที่คุณยายได้จากไป ก็ได้มีโอกาสเห็นคุณยาย หลายๆ ท่านอยากจะพบเจอะเจอคุณยาย ก็มาอธิษฐาน ณ สถานที่แห่งนี้นี่ และหลายๆ ท่านก็ได้เจออานุภาพของคุณยายไปที่บ้านบ้าง ไปหลายๆ ที่บ้าง แล้วก็ไปเล่าให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยฟัง พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็บอกว่าท่านก็อยากจะเจอะเจอคุณยายเหมือนกัน เพราะท่านก็รักยาย ท่านก็กตัญญูต่อคุณยาย ท่านก็เล่าให้ฟังว่าแต่ทำไมยายไม่เคยมาเข้าฝันท่านเลย ไม่เคยเลย ท่านก็อธิษฐานนึกถึงคุณยาย ด้วยจิตที่ท่านผูกพันรักคุณยาย คืนหนึ่งในคืนวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๓ ท่านก็บอกว่ายายมาเลย ยายมาในความฝันทีเดียว แต่ความฝันนั้นมันเป็นความจริง มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ เหมือนกับท่านอยู่ในเหตุการณ์กับคุณยาย ท่านกำลังสร้างบุญกับคุณยาย ภาพเหตุการณ์นี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนท่านอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ และคุณยายกับท่านก็อธิษฐานอะไรมากมายทีเดียว อธิษฐานมากทีเดียว แต่สุดท้ายของคำอธิษฐานของคุณยายนี่ ท่านจำแม่นทีเดียว เพราะเป็นคำอธิษฐานตั้งแต่วันแรกที่เจอะเจอคุณยาย จนกระทั่งจนถึงวันนี้ ยายจะอธิษฐานคำนี้สม่ำเสมอว่าเอาบุญนี้ไปปราบไอ้ดำด้วยกัน หลวงพ่อท่านชอบคำนี้มากทีเดียว มันเป็นประโยคที่เด็ด คำพูดที่เด็ดมาก นี่คือยายจริงๆ ท่านก็บอกว่าท่านพอฝันถึงคุณยายนี่ ท่านก็เล่าให้หลวงพี่ฟังว่าพวกเรานี่ ต่างไม่รู้ว่าคุณยายจริงๆ ท่านไม่ได้ไปที่ไหนนะ ถ้าเราฟังเพลง เราจะเห็นว่าคุณยายก็อยู่ที่นี่แหละ ยายอยู่ที่นี่ตลอด ๒๔ น. ใครมีปัญญา รักคุณยายจริง อยากเอาบุญกับคุณยายจริง ต้องมาที่นี่ มาที่นี่ มาทำอะไร เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไป ในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๓ ก่อนหน้านี้นี่หลวงพี่นี่เคยทำงานกับหลวงพ่อมา ๕ ปีเต็มๆ งานอะไรจะสำคัญขนาดไหนก็ไม่เคยเห็นหลวงพ่อนี่ท่านมาจี้ท่านมาคุมงานเอง ท่านมาดูแลเอง แต่เพิ่งเห็นครั้งแรกทีเดียวในชีวิตสร้างบารมีของหลวงพี่นี่ หลวงพ่อท่านมาควบคุมการก่อสร้าง การทำเตรียมสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวของเราเองตลอดเวลาทีเดียว ฉันเช้าเสร็จท่านก็มาที่นี่ มาดูงาน ดูงานเสร็จก็ไปฉันเพล ฉันเพลเสร็จก็มาที่นี่อีกแล้ว มาดู ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อยาย เพราะยายท่านชอบความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะมีใครรู้ใจคุณยายในเรื่องความสะอาด เรื่องความระเบียบเรียบร้อยนี่ ยิ่งอย่างหลวงพ่อนั้นเป็นไม่มี ฉะนั้นหลวงพ่อท่านก็เอาสิ่งนี้มาทดแทนพระคุณของคุณยาย ท่านก็มาควบคุมดูแลงานอย่างดีทีเดียว และประการที่ ๒. ที่หลวงพี่เห็นก็คือว่าสมาชิกในวัดพระธรรมกายร่วมแรงร่วมใจกันดีทีเดียว ต่างช่วยกันทำทุกสิ่งทุกอย่าง เนรมิตบ้าน สถานที่แห่งนี้เสร็จเป็นอัศจรรย์ทีเดียว แล้วเมื่อเรือนทองยาย อัญเชิญมาที่สถานที่ตรงนี้แล้วนี่ คืนนั้นนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านปีติมากทีเดียวนะ ประมาณ ๒ ทุ่มถึง ๔ ทุ่ม ๒ ชั่วโมงเต็มๆ ท่านมานั่งเล่าเรื่องราวของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ เหมือนพ่อเล่าให้ลูกฟัง ท่านนั่งตรงกลางวง ตรงกลางที่แห่งนี้ แล้วก็มีลูกพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา สาธุชนเนืองแน่นทีเดียว ท่านก็เล่าเรื่องของคุณยาย ในสมัยที่ท่านเจอคุณยายในสมัยแรกๆ ซึ่งพวกเราก็ได้ยินได้ฟังมาเยอะทีเดียว แต่ตอนนี้ที่หลวงพี่จะเล่าให้ฟังนี่ เป็นเรื่องที่ดีทีเดียว ท่านก็เล่าให้ฟังคุณยายท่านมีมโนปณิธานที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว ตั้งแต่ท่านเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ท่านรู้เป้าหมายชีวิต ท่านจะมักพูดอยู่เสมอ หลวงพ่อจะได้ยินอยู่เสมอว่าใครจะไปนิพพานก็ไปเถอะ แต่ยายยังไม่ไป หากยังปราบกิเลสให้สิ้นไม่เหลือเศษแล้ว ยายจะยังไม่กลับพระนิพพาน คำนี้เป็นคำที่ยายพูดอยู่เสมอ แล้วหลวงพ่อก็ฟังอยู่สม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่หลวงพ่อก็ทำจนถึงทุกวันนี้เช่นเดียวกัน และบุคคลที่มีมโนปณิธานเช่นอย่างคุณยายของเรานี่ ก็มีไม่กี่คน หลวงพ่อก็เล่าให้ฟัง มีแม่ชีเผ้า แม่ชีปุก เท่านั้นเอง ฉะนั้นตรงจุดนี้ที่หลวงพี่เล่าให้พวกเราฟัง เราไม่ต้องจำแต่ทำ อย่างคุณยายก็คือเราจะต้องสร้างบารมีตามติดท่าน เอาอย่างท่าน เมื่อครูบาอาจารย์อย่างคุณยายเป็นอย่างนั้น เราในฐานะลูกของท่านก็ต้องสืบสานมโนปณิธานเช่นอย่างคุณยาย ตราบใดยังปราบกิเลสไม่หมด เราก็ต้องสร้างบารมีติดตามคุณยายและหลวงพ่อธัมมชโยไปทุกภพทุกชาติตราบถึงที่สุดแห่งธรรม นี่คือสิ่งที่อยากให้พวกเราทุกคนตอกย้ำทุกๆ วัน ตอกย้ำทุกๆ วัน หลวงพ่อท่านบอกว่าตื่นเช้าขึ้นมาต่างเอาใจไปตั้งผิดจุด คำว่าตั้งใจ คำของยาย คำของหลวงพ่อ บางคนตื่นขึ้นมาเอาใจไปตั้งกับเรื่องหนี้สิน เรื่องลูก เรื่องความกังวล เรื่องความท้อ เบื่อหน่าย ซึม เซ็ง เบื่อกลุ้ม เอาใจไปตั้งกับสิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นอย่างนั้น พอเราเริ่มต้นจากจุดใด มันก็เป็นอย่างนั้นตลอดทั้งวัน แต่หลวงพ่อท่านบอกว่าให้เราเอาเยี่ยงอย่างของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เยี่ยงอย่างคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ และหลวงพ่อธัมมชโยก็คือว่าควรเอาใจมาตั้งกับสิ่งที่เลิศ สิ่งที่ประเสริฐ และสิ่งที่ตั้งแล้วไม่ธรรมดา ที่เต็มไปด้วยความปีติและเบิกบาน สิ่งนั้นก็คือตื่นมาปุ๊ป เราก็เอาใจมาตั้งกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ พอตั้งใจกับหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ เราก็จะเห็นมโนปณิธานเช่นอย่างท่าน ท่านเป็นคนที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ตราบใดยังปราบกิเลสไม่หมด ให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษแล้วนี่ ก็ยังไม่เข้าสู่พระนิพพาน จะรื้อสัตว์ขนสัตว์เข้าสู่พระนิพพานให้หมดทีเดียว พอเราเอาใจไปตั้งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ใจของเราก็จะเป็นเยี่ยงอย่างท่าน หากเราเอาใจไปตั้งที่คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เราก็เห็นคุณยายนี่ท่านรักการปฏิบัติธรรม ท่านรักการประพฤติพรหมจรรย์ ท่านรักการกลั่นกาย วาจา ใจ ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส ท่านรักในความกตัญญูต่อคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ หลายสิ่งหลายอย่างที่เราชอบในตัวของคุณยาย เมื่อเราตั้งใจอย่างนั้น ใจของเราก็จะเป็นอย่างนั้น หากเราเอาใจไปตั้งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย เราก็เห็นมโนปณิธานของท่าน ท่านสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาเพื่อจะสร้างคนดีให้เกิดขึ้นในสังคม ท่านสร้างทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะนำความสุข นำวิชชาธรรมกายเผยแผ่ไปทั่วโลก ตราบใดวิชชาธรรมกายเผยแผ่ไปทั่วโลกไม่ได้ ท่านจะมุ่งทำทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน ท่านต้องคิดทุกวันที่นำสันติสุขไปสู่ชาวโลก เมื่อเราคิด เราตั้งใจอย่างนั้น ใจของเราก็จะเป็นเยี่ยงอย่างหลวงพ่อธัมมชโย ฉะนั้นความตั้งใจนี่ สิ่งนี้หลวงพ่อจึงบอกให้พวกเราทุกท่าน หากจะเป็นเช่นอย่างคุณยาย ต้องทำอย่างคุณยายอย่างนี้ ตลอด ๒๔ น.นี่ หลวงพ่อท่านบอกว่าย่อมมีการกระทำ หากการกระทำที่เกิดขึ้นมันย่อมมีวิบากกรรม หากการกระทำที่เป็นกุศล วิบากกรรมก็เกิดเป็นความสุข หากการกระทำเกิดเป็นอกุศล วิบากกรรมก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาในตัวบุคคลนั้น ฉะนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงบอกว่าที่หลวงพ่อสร้างกิจกรรมต่างๆ ให้พวกเราทุกคนมาทำกันนี่ เพื่อสร้างกิจกรรมให้เป็นกุศล พอกิจกรรมเป็นกุศลอยู่ในกลางใจเรานี่ เราก็เป็นบุญล้วนๆ มีกุศลล้วนๆ เกิดขึ้นที่กลางใจอยู่ตลอดเวลา และมีบุญล้วนๆ กุศลล้วนๆ เราจะคิดพูดทำอะไรก็จะสำเร็จ สำเร็จสมความปรารถนาทีเดียว นี่คือสิ่งที่อยากจะให้พวกเราทุกคนทำตามอย่าง เยี่ยงอย่างคุณยายของเรา และหลวงพ่อมักจะได้ยินคุณยายของเราพูดอยู่สม่ำเสมอว่าชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย ในสมัยเริ่มต้นนี่หลวงพ่อก็ไม่เข้าใจว่าคุณยายพูดว่าชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายหมายถึงอะไร แต่พอคุ้นคุณยายไปบ่อยๆ อยู่กับยายไปบ่อยๆ คำว่าชาติสุดท้ายของยายไม่ใช่จะเข้าพระนิพพาน แต่เป็นชาติสุดท้ายที่ยายจะเกิดเป็นผู้หญิง ภพชาติต่อไปยายตั้งความปรารถนาจะเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชาย แล้วเพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ และบริวารสมบัติ ยายจะบวชตั้งแต่เยาว์วัย แล้วเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ทำวิชชาปราบมารทีเดียว ฉะนั้นในชาตินี้เมื่อคุณยายเป็นผู้หญิงนี่ ท่านก็บอกท่านก็พลาด มันเสียเปรียบแล้วในชาตินี้นี่ เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นขี้ทั้งหลายนี่ ท่านจะเลิกหมดเลย เช่นขี้น้อยใจ ขี้อิจฉา ขี้สารพัดท้อแท้ เบื่อหน่าย เซ็ง กลุ้ม ดื้อ ท่านบอกว่าท่านจะปรับทีเดียว หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในกลางใจท่านเมื่อไหร่ ท่านจะไม่ ไม่ แล้วก็ไม่ ท่านจะเตือนสติท่านตลอดเวลา ไม่ ตรงนี้พวกเราไม่ต้องจำ แต่เราต้องทำเยี่ยงอย่างคุณยายก็คือหากเราจะเป็นลูกศิษย์ของคุณยายในภพชาติต่อไป เราจะต้องเลิกนิสัยอย่างนี้ซะ นี่คือสิ่งที่หลวงพี่จดบันทึกสิ่งที่หลวงพ่อเล่าให้ฟัง ก็มานำมาสู่พวกเรา แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็บอกว่าแปลกจังเลย คุณยายของเรานี่ กายท่านเป็นมหารัตนอุบาสิกา แต่ทำไมเวลาท่านละสังขาร ท่านเป็นสมณะเทพบุตร การจะเป็นสมณะเทพบุตรได้นั้น จะต้องเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชาย เป็นพระภิกษุ และเข้าถึงพระธรรมกายเท่านั้น แต่กายของยายเป็นมหาอุบาสิกา ทำไมถึงเป็นสมณะเทพบุตรได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็บอกว่าที่ยายท่านเป็นสมณะเทพบุตรได้ เพราะใจของท่านเป็นพระตลอดเวลา ใจของท่านมีองค์พระที่ผุดซ้อน สะอาด บริสุทธิ์ อยู่ตลอดเวลา ท่านจึงเหมาะที่จะเป็นสมณะเทพบุตร ฉะนั้นจุดตรงนี้หากพวกเราอยากเป็นเช่นอย่างคุณยาย เราจะต้องทำอย่างคุณยาย ก็คือต้องลักษณะใจของเรา ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้เข้าถึงองค์พระภายในให้เร็วที่สุด เราสังเกตไหม ช่วงหลังๆ หลวงพ่อมาก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมง ท่านเล่าให้หลวงพี่มานี่ ท่านอยากจะมาคุยเรื่องการปฏิบัติธรรม อยากให้ลูกทุกคนเข้าถึงพระธรรมกาย แต่ทำไมเขามาช้าจังเล เขาไม่ค่อยชอบฟังหลวงพ่อถามธรรมะ นี่ถ้าเป็นหลวงพี่นะ หลวงพี่จะนั่งธรรมะทุกวันเลย นั่งแล้วจะนั่งให้ท่านเห็นแล้วจะตอบอย่างมั่นใจว่านั่งทุกวันแล้วนั่งเห็นอย่างไร ท่านจะได้ปีติ เพราะจะเป็นการตั้งผังสำเร็จให้กะเรา ฉะนั้นหากเราอยากจะเป็นเช่นอย่างคุณยาย ให้ทำอย่างคุณยาย คือรักษาใจให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส นิสัยต่างๆ ที่หลวงพี่เล่าเบื้องต้น ต้องเลิก ต้องละ จะเกิดเมื่อไหร่ต้องไม่ ไม่ แล้วก็ไม่ นอกจากหลวงพ่อจะเล่าแล้ว มีโยมผู้นำบุญท่านหนึ่ง ตอนที่ยายละสังขารไป ท่านไม่ได้อยู่เมืองไทยหรอก ท่านไปอยู่อเมริกา ท่านก็ไม่ได้ทราบข่าวคุณยายละสังขารไป นานเกือบ ๒ สัปดาห์ทีเดียว แล้วคืนหนึ่งโยมท่านนั้นก็ฝันไป ฝันว่าเห็นคุณยายออกจากร่าง เหมือนมองจากที่สูง เห็นคนกำลังเคลื่อนคุณยายออกมา แล้วก็เป็นหีบสีทอง คนเดินเหมือนมด เดินตามกันมาอย่างสงบ แล้วคุณยายออกจากร่างกายเป็นพระ โยมท่านนั้นตกใจ ทำไมเป็นคุณยาย คุณยายทำไมเป็นพระ เป็นสมณะเทพบุตรได้อย่างไร จึงโทรทางไกลมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอกสิ่งที่คุณโยมเล่า จริง ฉะนั้นหลวงพ่อจึงบอกว่าคุณยายท่านเมตตาลูกหลานยายมาก ท่านจึงไปแจ้งข่าวลูกหลานทั่วทุกมุมโลกทีเดียวว่า รีบมาเอาบุญกับคุณยาย รีบมาเอาบุญกับคุณยาย ตรงจุดนี้ก็เลยอยากจะบอกพวกเราอีกนิดหนึ่งก็คือเมื่อสัก ๓-๔ วันก่อน หลวงพ่อมักจะพูดขึ้นมาลอยๆ เสมอว่าทำไมชาวโลกเขานี่ไม่รู้จักคุณยาย ว่าคุณยายคืออู่แห่งทะเลบุญ เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ เขาจึงไม่มาเอาบุญกับคุณยาย เขามัวไปทำอะไรกัน ที่ไหนกัน เพราะคุณยายท่านมาดูสังขารท่านทุกวัน ทุกคืน พอท่านมาดูสังขารท่านนี่ ท่านก็มาดูว่าใครบ้างที่มาตรงนี้ มานั่งสมาธิไหม มาเอาบุญกับท่านไหม ใครมาเอาบุญกับท่านนี่ ท่านก็เอาปุป เข้าไปในกลางกายท่าน แล้วก็บอกว่าเอาบุญไปเลยลูก เต็มใจก็ให้เต็มใจ ครึ่งค่อนใจก็ให้ครึ่งค่อนใจ ไม่อยากจะเอา ยายก็ไม่หงุดหงิดเลย แล้วหลวงพ่อก็บอกยายนี่ชอบคนที่ชอบขอ ใครอยากจะได้อะไรก็ขอท่านซิจ๊ะ แล้วถ้าขอเรื่องที่เป็นกุศลท่านให้หมดเลย ท่านจะไม่รำคาญเลย ไม่ แต่เราต้องขอในจิตที่มีความกุศล จิตที่หยุดนิ่งดีแล้ว แล้วมีอยู่วันหนึ่ง โยมท่านหนึ่งมาเล่าให้หลวงพ่อฟังว่าท่านเห็นบุคคลที่เป็นเจ้าภาพถวายเครื่องไทยธรรมนี่ ทุกท่านเป็นยายหมดเลย เป็นคุณยายหมดเลย แปลกจังเลย หลวงพี่ก็ได้ยิน หลวงพี่ก็ไม่กล้าจะเล่าให้ท่านฟัง แต่วันนั้นโยมมาเล่า หลวงพี่ก็บอกว่าผมก็ทราบเหมือนกันครับ จริงหรือเปล่าครับหลวงพ่อครับ ท่านก็บอกจริง เพราะคุณยายท่านไม่มีกายหยาบ ท่านจึงอยากจะเอาบุญเต็มที่แล้วท่านก็อยากจะให้ลูกหลานท่านได้บุญเต็มที่ ท่านจึงลงมาซ้อนในกลางกายของเรา ให้เราเป็นทางผ่านของบุญ เราจะได้บุญเต็มที่ ฉะนั้นหลวงพ่อก็บอกว่าใครก็ตามมาเอาบุญกับคุณยายนี่ มาร่วมงานคุณยายนี่ แล้วนึกถึงคุณยายนะ ต้องนึกถึงด้วยนะ นึกถึงอะไร นึกถึงความบริสุทธิ์ของคุณยาย แล้วเราก็นึกว่าจะเอาบุญกับท่านแค่ไหน มันแล้วแต่เรา จะตักตวงเอาเท่าไหร่ก็แล้วแต่เรา แต่หลวงพ่อท่านบอกว่าท่านจะเอาบุญกับยายเต็มที่ เพราะทำให้คุณยายมันได้ที่เรา ท่านบอกให้จำคำวันนี้ จำคำนี้ให้ดี แล้วท่านก็จะมา มาฟังสวดทุกวัน มาดูสังขารท่านทุกวัน ไม่มีขาดเลยแม้แต่วันเดียว ท่านมาเป็นสมณะเทพบุตร เป็นองค์พระลอย เป็นสมณะเทพบุตรลอยนิ่งๆ ท่านนิ่งอยู่แล้ว ท่านก็นิ่งในนิ่งหนักเข้าไปเรื่อย แล้วก็เอาพวกเรารวบวูบ เอาทุกคนที่มาร่วมงานรวบวูบในกลางกายท่าน แล้วก็บอกว่าเอาบุญไปเลยลูก หลวงพี่ฟังเรื่องราวที่หลวงพ่อเล่า โอ้โฮ หลวงพี่ไม่เคยขาด มาร่วมงานยาย แม้เพียงแต่วันเดียว ไม่สาธุบ้างเลยหรือ แล้วหลวงพี่จะไม่ถามพวกเราว่าใครมาบ้าง แต่อยากจะบอกพวกเราทุกคนว่าถ้าเราฟังที่หลวงพ่อเล่าเมื่อกี้ ถ้าหลวงพี่เป็นพวกเรานี่ หลวงพี่จะตั้งความปรารถนาทีเดียวว่านับตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๔ หลวงพี่และพวกเราจะไม่ขาดการมาร่วมเอาบุญกับยาย ณ สถานที่แห่งนี้ แม้แต่เพียงวันเดียว ถ้าเป็นหลวงพี่นะ แต่เป็นพวกเราก็แล้วแต่พวกเรา แล้วหลวงพ่อก็บอกว่าการที่มา ณ สถานที่แห่งนี้นี่ มาแล้วนี่ มามองคุณยายแล้วได้อะไร ท่านก็บอกว่าอยู่กับคุณยายนี่ สบายทุกอย่าง อยู่กับคุณยายนี่คลายทุกอย่าง และเมื่อเรามองตาคุณยายแล้วจะได้อะไร เราก็จะได้พลังแห่งความบริสุทธิ์ของคุณยายที่จะผ่านตัวเราตลอดเวลา ดวงตาคู่นั้นของคุณยาย จะทำให้เราบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น แล้วเราจะมีความรู้สึกว่าใจของเรานี่ถูกยกระดับให้สูงขึ้นมาทีเดียว สิ่งใดที่ไม่ดีนี่ เราก็ไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะพูด และไม่อยากจะทำ ความบริสุทธิ์จึงบังเกิดขึ้นในกลางใจของเรา และ ณ จุดที่เราอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้นี่ ร่างอันบริสุทธิ์ของคุณยายที่มารมันระย่อ คือมารมันกลัวจังเลย ผู้ที่สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น แต่ว่ามีละอองนวลผ่องใสยังกับพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญนี่ และเป็นผู้ที่มีดวงตาเด็ดเดี่ยว สดใส เป็นดวงตาที่ไม่มีอะไรกำบังได้ ไม่ว่ามนุษย์ ทิพย์ หรือธรรม นั่นแหละดวงตาของคุณยาย เราลองฟังหลวงพี่แล้วลองมองยายสักครู่หนึ่ง ลองมองตาคุณยายทุกๆ คน มองอย่างใจเย็นๆ นิ่งๆ สบายๆ แล้วเราลองมองนิ่งๆ แล้ว เราลองฟังหลวงพี่ว่าจริงอย่างหลวงพี่บอกหรือเปล่า มองเลยนะจ๊ะ ไม่ต้องฟัง ไม่ต้องมองหลวงพี่ มองคุณยายเลย หลวงพ่อบอกว่าหากใครมานั่ง ณ สถานที่นี้ แล้วมองคุณยายทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน เราจะได้เหตุ ๕ ประการด้วยกัน ๑. ยาย เราดูดวงตายาย เห็นยายไหมจ๊ะ ดวงตาของยายนี่ ยายรักธรรมะไหมจ๊ะ ยายรักธรรมะมากทีเดียว หลวงพ่อจึงบอกว่าใครอยากรักธรรมะเช่นอย่างคุณยาย ต้องเอาคุณยายเป็นต้นแบบ เพราะยายชอบนั่งสมาธิ ภายใต้พื้นที่ ๑ ตารางเมตร คุณยายนี่ไม่ชอบไปไหน ใจของยายมุ่งมั่นที่จะเอาจริงกับการปฏิบัติธรรม ไม่ติดเรื่องอื่นเรื่องใดเลย และยายมักจะพูดอยู่เสมอว่า ใครจะไปเหนือไปใต้ แต่ยายจะอยู่โยง ประการที่ ๒. ยายเป็นต้นแบบ เป็นต้นบุญอย่างดี คือมองยายแล้วนี่ แล้วอยากนั่งธรรมะ อยากหยุดอยากนิ่ง การที่มองคุณยายแล้วเป็นเช่นนี้นี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าหาได้ยากยิ่งนะ บุคคลประเภทนี้ที่ใครเห็นแล้วอยากจะนั่งธรรมะนี่ จะต้องสร้างบารมีมาข้ามภพข้ามชาตินี่เยอะมากทีเดียว จนกระทั่งความบริสุทธิ์พรั่งพรูออกมานี่ ทำให้คนเห็นแล้วเกิดความศรัทธาอยากจะทำตาม บุคคลประเภทนี้นี่หายากยิ่งในโลก นี่แหละคุณยายของเรา ประการที่ ๓. เห็นหน้าคุณยายแล้ว หมดปัญหาเลย หมดเวลาแห่งความทุกข์ เห็นแล้วมีความสุขทุกอนุวินาที เหตุที่ไม่มีปัญหานี่ เพราะว่าเวลาเรามีปัญหาอะไรก็ตาม แต่พอเรามาเจอะเจอหน้าคุณยายนี่ ปัญหาหมดทันที เพราะยายถามชัวะเลย หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่ามีโยมผู้หญิงท่านหนึ่งมีความทุกข์ใจมาก เพราะว่ามีคนมาจะขอแต่งงานมา ๔ ปี ก็ผัดผ่อนมาเรื่อย ก็เลยมีความทุกข์มาก ตั้งใจจะไปกราบคุณยาย พอกราบคุณยายเงยหน้าปุ๊ป ยังไม่ทันพูดเลย ยายชี้หน้าเลย คุณ อย่าไปแต่งงานนะ ถ้าคุณแต่งงานเมื่อไหร่นี่ แต่ ถ้าคุณแต่งงานเมื่อไหร่ เงินที่คุณมีร้อยบาท คุณจะทำบุญได้ไม่ถึงร้อยบาท แต่ถ้าคุณไม่แต่งงานนี่ คุณมีร้อย คุณทำได้ทั้งร้อยทีเดียวนะ บุคคลท่านนั้นนี่คลายทุกสิ่งทุกอย่างเลย คือไม่ต้องถามเลย จบหมดเลย เจอยายทุกสิ่งทุกอย่างหมดสิ้น ปัญหาสิ้น และมีความสุข พรั่งพรูมาทีเดียว โอ้ จบ ก็ทำอย่างคุณยาย นี่คือสิ่งที่อยากจะให้พวกเราทุกคน หากจะเป็นเช่นอย่างคุณยาย ต้องทำอย่างคุณยาย ประการที่ ๔. เห็นหน้าคุณยาย เห็นแล้วอยากทิ้งทุกสิ่ง แล้วก็อยากนิ่งกับหยุด เราสังเกตไหมจ๊ะว่าเวลาเรามา ณ สถานที่นี้นี่ พอเรามาเจอะเจอคุณยาย เราไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะทำอะไรให้ใจของเรากังวลอีกเลย เราอยากจะทำเพียงประการเดียวคืออยากจะนั่งหลับตา นั่งแล้วมันสบายใจ นั่งแล้วมันคลายความทุกข์ นั่งแล้วมันคลายปัญหาทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วหลวงพ่อท่านก็บอกว่าหลายๆ ครั้งนี่ ท่านเห็นคุณยายเข้าไปคุมงานในโรงครัว หลวงพ่อนี่กลัวท่านหยาบ หลวงพ่อก็พูดกับท่านว่าอย่าไปทำเลย ปล่อยให้คนอื่นทำเถอะ แต่ยายก็บอกท่านว่ายายไม่หยาบ ยายทิ้งหมด คุณยายบอกว่ายายไม่หยาบ ยายทิ้งหมด แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็สังเกตคุณยาย ยายก็ทิ้งหมดจริงๆ พอนั่งปุ๊ป ยายก็นั่งเข้าที่นี่ หลังพิงอากาศ ทะลุ ใจมุ่งสู่กลาง ทางที่สุดแห่งธรรม แล้วก็ดิ่งงานเลย หลวงพ่อก็สังเกตว่าท่านพูดจริงไหม ก็เห็นท่านนั่งพิงอากาศอย่างนี้ จริง เพราะท่านไม่กังวล ไม่ติดหยาบอะไรเลย ท่านนั่งนิ่งๆ หลังตรงตลอดทีเดียว ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน แล้วหลวงพ่อก็สังเกตตอนท้ายๆ ของชีวิตของยายน่ะ สมัยที่ยายอยู่กุฏิตรงข้ามอาคารนิมมานนรดี ที่เห็นนั่งแล้วหลังงอเดียวแค่นั้น นี่คือการสังเกตท่านั่งคุณยายจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ยายท่านนั่งหลังตรงตลอดทีเดียว มานั่งหลังงอนิดเดียว ตอนท่านอายุประมาณเกือบ ๘๐ ที่กุฏิใกล้อาคารนิมมานนรดี ประการสุดท้ายประการที่ ๕. ยายนี่ มองดวงตาท่านซิ ยายท่านเป็นคนจริง ทำจริง ทำอะไรแล้วทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจ หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่าท่านสังเกตคุณยาย เวลายายเดิน ยายท่านจะเดินเลย สังเกตไหมใครทักท่านก็ไม่หยุด ท่านก็เดินแล้วยกมือ เราก็สังเกตจะเห็นที่พระอาจารย์มาเล่า จะเดินยกมือรับทุกๆ คน ยายเดิน ยายก็เดินเลย เวลายายทานข้าวนี่ ยายก็ทานข้าวจริงๆ ไม่พูดกับใคร เวลายายพูด ยายก็พูดออกจากใจ พูดแล้วไม่กลัวใครโกรธ พูดแต่คำจริง ถูกใจทุกๆ คน เวลายายนั่งสมาธิ ยายก็นั่งแบบตัดใจ ไม่คิดฟุ้งหรือคิดอะไรเลย แล้วเวลายายลุกปุ๊ป ยายก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที ไม่บิดขี้เกียจเหมือนอย่างพวกเรา ท่านก็ว่าหลวงพี่นะ แต่หลวงพี่ไม่ได้ว่าพวกเรา ท่านก็เป็นอย่างนี้ แล้ววันๆ หนึ่งหลวงพี่ดีใจมาก ตลอดระยะเวลาที่บวชมา ๗ พรรษา ก่อนการมาบวชที่วัดพระธรรมกาย ชีวิตหลวงพี่นี่ก็เจอะเจอเรื่องราวกิเลสทางโลกเยอะทีเดียว ที่ทำให้ใจหลวงพี่นี่หยาบเยอะมาก และทำให้หลวงพี่มีความรู้สึกว่าบางอย่างคิดก็ไม่อยากจะคิด ใครพูดก็รู้สึกมันแหนงใจ ไม่อยากจะฟังเขาพูด ฟังแล้วมันไม่สบายใจ แต่พอวันนั้นมาฟังหลวงพ่อเล่าว่าการที่เรามานั่งต่อหน้านักรบเช่นอย่างคุณยายนี่ นักรบที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง นั่งนิ่งต่อหน้าท่าน แล้วได้อะไร โอ้โฮ พวกเราจะขนลุกทีเดียว หลวงพี่ดีใจมากทีเดียว ท่านบอกว่าถ้าเรามานั่งต่อหน้าคุณยาย คุณยายก็จะถ่ายพลังให้กับเรา แล้วถ้าเราทำใจนิ่งๆ เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร นั่งต่อหน้าท่านนะจ๊ะ ต้องอยู่ในสายตาท่านนะ ถ้านั่งไม่ได้อยู่ในสายตาท่านไม่ได้นะ ท่านจะถ่ายพลังให้กับเรา ถ่ายพลัง ถ่ายบุญบารมี ถ่ายวิชาความรู้ให้กับเรา แค่เรานั่งนิ่งๆ จะนึกถึงท่านหรือไม่นึกถึงท่านก็ได้ ท่านเฉยๆ แล้วเราจะสังเกตว่าร่างกายของเรามันแปลกๆ ดี แปลกไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่เรามานั่งที่อื่น หลวงพ่อท่านบอกอย่าไปกลัว อย่าไปตกใจ นั่นแหละกำลังดี เพราะคุณยายกำลังถ่ายพลังบุญบารมีให้กับพวกเรา นอกจากท่านถ่ายพลังแล้ว ท่านจะคุมให้ด้วย แล้วก็แก้ไขให้ด้วย หลวงพี่ก็เลยถามท่านว่าแก้อะไรครับ พวกเราก็เหมือน พวกเราก็เหมือนหลวงพี่อยากจะรู้ต่อว่าแก้อะไรครับ หลวงพี่ก็เลยถามดู ท่านก็บอกว่าแก้สิ่งที่เคยบกพร่องมานับภพนับชาติไม่ถ้วน จนถึงปัจจุบัน คุณยายจะล้างใจเราให้หมดทีเดียว เพื่อเวลาเรากลับสู่บ้านของเรานี่ ภาพประวัติศาสตร์แห่งการสร้างบารมีของเราจะได้งดงาม เวลามาฉายมานี่ เราจะมีแต่ความปีติ มีแต่ภาพดีๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา หลวงพี่จึงถามคุณยายต่อไป ถามหลวงพ่อต่อว่าแล้วยายแก้ไขให้หมดเลยใช่ไหมครับ เพราะเป็นคำถามที่ตรงใจอยากจะถาม หลวงพ่อก็บอกแก้ให้หมดเลย ฉะนั้นนั่งต่อหน้าคุณยายนี่ ให้ทำ นิ่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ทำใจสบายๆ คุณยายท่านจะทำของท่านเอง นิ่งๆ เดี๋ยวกายเราก็จะเบา ใจของเราก็จะเบา ท่านจะแก้ไขกาย แก้หมดเลย จะแยกธาตุแยกธรรม แยกเห็น จำ คิด รู้ ภายในของเรานี่ แล้วก็เกิดวิบาก เก็บบาปศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ ที่เราทำข้ามภพข้ามชาติมานี่ ซึ่งเป็นบกพร่อง เป็นสิ่งที่เราไม่อยากจะนึกถึง เป็นสิ่งที่ไม่อยากจะให้ใครพูดถึง คิด เราก็ไม่อยากจะคิดถึง คนอื่นเราเล่า เราก็ไม่อยากจะฟัง ยายจะแก้ไขให้เกลี้ยงทีเดียว แล้วท่านก็ถามหลวงพี่ว่าอย่างนี้เอาไหม หลวงพี่ก็ตอบเอาครับ ดีใจมาก แล้วก็ถามว่าแล้วกลั่นล่ะครับหลวงพ่อครับ ท่านก็บอกว่ากลั่นก็คือร่างกายของเราประกอบไปด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุ อากาศธาตุนี่ ทั้งธาตุจำ เห็น จำ คิด รู้ ของเรามันยังไม่สะอาด มันเป็นธาตุที่เขาปลอมปนอยู่ในร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเราลองสังเกตดูซิจ๊ะว่าเวลาเราจะทำอะไร มันก็ไม่ค่อยได้ดั่งใจ อยากจะทำดี บางทีมันก็ไม่ค่อยได้ดี อยากจะพูดดี มันก็พูดไม่สุดดี ไม่ถึงดี อยากจะคิดดี มันก็ไม่ได้ดั่งใจ ยายจะแก้สิ่งเหล่านี้ออกไปให้หมดทีเดียว ธาตุธรรมของเราจะสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาทันที เอาไหม หลวงพี่ก็บอกเอาครับ หลวงพี่ก็ตอบทันที เอาครับ แล้วก็เติมบุญล่ะครับหลวงพ่อ ท่านก็บอกเติมบุญหรือจ๊ะ พอเรานั่งต่อไปนิ่งๆ ยายก็เติมบุญให้เรา พอเรากลั่นแก้ไขเสร็จแล้ว เติมเลย คุณยายก็จะเติมความบริสุทธิ์ให้กับเรา เติมผังสำเร็จความเป็นหนึ่งไม่มีสองให้กับเรา แล้วถ่ายทอดพลังให้กับเราตลอดทีเดียว ถ่ายทอดผังเป็นนักรบหนึ่งไม่มีสองเช่นอย่างยายให้กับเรานี่ อย่างนี้เอาไหม ท่านก็ถาม หลวงพี่เอาครับ แล้วหลวงพี่ถามพวกเรา เอาไหม เบาจังเลย เอาไหม (เอาครับ) มันต้องเอา เอาแล้วนี่ หลวงพี่จะบอกให้ว่าถ้าเป็นหลวงพี่นะจ๊ะ นับตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ ๘ กุมภา ๒๕๔๔ หากจะเป็นเช่นอย่างคุณยาย ต้องทำอย่างคุณยาย ก็คือมานั่งต่อหน้าคุณยาย นี่คือสิ่งที่อยากจะบอกฝากพวกเรา แล้วหลวงพ่อท่านชอบการปฏิบัติธรรมมากทีเดียว ท่านบอกว่ายายนี่ ใครจะชอบท่าใดก็ตาม แต่หลวงพ่อท่านชอบอิริยาบถของคุณยายท่านั่งสมาธิมากที่สุด เพราะท่านเห็นคุณยายนั่งหลับตา รวบขา หลังพิงอากาศ ขาดรู้ ใจมุ่งสู่กลาง ทางที่สุดแห่งธรรม จำให้ดีนะ ยายนั่งหลับ รวบขา หลังพิงอากาศ ขาดรู้ ใจมุ่งสู่กลาง ทางที่สุดแห่งธรรม นี่คือคุณยายของเรา ฟังแล้วสังเกตไหม ยายจะหลับก่อนรวบขา แต่ลูกๆ ชายหญิงของคุณยายเป็นไง นั่งขัดสมาธิแล้วค่อยหลับตา แต่หลายๆ ท่านนั่งขัดสมาธิเสร็จแล้วก็ปัดไปปัดมา โยกซ้ายโยกขวา หลวงพ่อท่านบอกอย่างนี้แหละ หลวงพ่อก็เห็นแต่คุณยายเป็นท่าอย่างนี้ ท่านมาเห็นลูกๆ ชายหญิงเป็นอย่างนี้ ท่านก็บอกท่านก็ไม่เข้าใจทำไมต้อง เวลานั่งสมาธิต้องเอนซ้ายเอนขวา บิดซ้ายบิดขวา แล้วก็ปัด ท่านก็ไม่เข้าใจ เพราะท่านเห็นยายไม่เป็นอย่างนั้นเลย ยายนั่งหลับตา รวบขา หลังพิงอากาศ ขาดรู้ มุ่งสู่กลาง ทางที่สุดแห่งธรรม นี่คือคุณยาย แล้วเวลาท่านพิงฝานี่ ท่านนั่งหลับตาตัวตรง ดำรงสติมั่น จะทำความหวั่นไหวให้กับพญามารทีเดียว หลวงพ่อนี่ชอบอิริยาบถของคุณยายตอนนี้มากทีเดียว แล้วชอบคุณยาย ฟังเรื่องราวคุณยายเล่าเรื่องเดิมๆ ที่ท่านเล่านี่ คำเดิมๆ ประโยคเดิมๆ ฟังกี่ทีก็ชอบ คุณยายเล่าอะไรให้หลวงพ่อฟัง ตั้งใจฟังให้ดี คุณยายเล่าให้หลวงพ่อฟังว่าเวลายายนี่อยู่ในโรงงานทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ยายไม่เอาอะไรเลย คุณยายทิ้งหมด ทิ้งทุกอย่างเลย จัดเข้าที่ทำวิชชา แล้วพอออกจากเวร คนอื่นจะออกไปก่อน แต่คุณยายออกทีหลังครึ่งชั่วโมง ฟังดูว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะต่อวิชชาให้อย่างไร คุณยายอยากจะฟัง เพราะฟังจบคุณยายก็ออกไปล้างหน้าล้างตา ซักเสื้อซักผ้า แล้วก็ตรึกธรรมะไป ค้นวิชชาตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งมา แล้วก็เดินไปกินอาหารที่โรงครัว แล้วกลับมาล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็นอนหลับพักผ่อน นอนดิ่งธรรมะ แล้วก็หลับไป พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็เข้าเวร โอ้โฮ หลวงพ่อชอบฟังจังเลย ฟังกี่ทีก็ไม่เบื่อ ฟังกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ เพราะยายพูดกี่ครั้งกี่ครั้ง หลวงพ่อชอบฟังจังเลย แล้วคุณยายก็ทำ จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมรณภาพ พอหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมรณภาพ คุณยายก็ทำอย่างนี้อีกต่อไป ซึ่งตรงนี้หลวงพ่อท่านบอกท่านเห็น พอหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมรณภาพแล้วนี่ ๔ โมงเย็นเป๋ง คุณยายมักจะพูดกับหลวงพ่อว่า คุณ คุณ นั่งธรรมะที่นี่ก่อน เดี๋ยวยายจะเข้าโรงงานทำวิชชา แล้วหลวงพ่อก็สังเกตเห็นคุณยายนี่ กิริยาท่านกระปรี่กระเปร่าอยู่ตลอดเวลา ดูสดชื่น ตรงจุดนี้นี่หลวงพ่อท่านบอกว่าชี้ให้เห็นคุณยายรักธรรมะ คุณยายรักความตรงต่อเวลา คุณยายท่านเป็นคนที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำยิ่งสิ่งอื่นใด ฉะนั้นคุณธรรมข้อนี้ถ้าหากเราจะเป็นเช่นอย่างคุณยาย ต้องทำอย่างคุณยาย หลวงพ่อท่านก็เล่าให้ฟังว่าก่อนท่านเจอคุณยาย ท่านก็ตั้งใจบวชมาก่อนเจอหน้าคุณยายแล้ว ท่านก็ตามหาพระอาจารย์มาเรื่อย แต่ว่าไม่ลงเอยกับอาจารย์ท่านไหนเลย ทั้งที่มีบุคลิกดีกว่าคุณยายตั้งเยอะ แต่ท่านทำอย่างคุณยายไม่ได้ และตอบคำถามไม่ได้ทุกข้ออย่างเช่นคุณยาย เพราะพอหลวงพ่อมาเจอคุณยายนี่ เห็นดวงตาและคำพูดของยาย หลวงพ่อนี่จึงรู้ว่าคุณยายนี่แหละคืออาจารย์ของท่าน แล้วท่านก็บอกต่อว่ายายนี่ท่านไม่รู้หนังสือเลย บุคคลที่ไม่รู้หนังสือเลย แต่ตอบคำถามได้ทุกคำถามนี่เป็นเล่นเสียเมื่อไหร่ ไม่รู้หนังสือแต่คำถามได้ทุกคำถามไม่ธรรมดานะ นี่ยาก คำถามแรกที่หลวงพ่อถามคุณยาย หลวงพ่อถามคุณยายว่า คุณยายนรกสวรรค์มีจริงไหม คุณยายตอบ มีจริง ยายไปมาแล้ว คุณอยากไปไหม คุณนั่งไปซิ เดี๋ยวยายจะพาไป ชัดไหม หลวงพ่อบอกฟังยายนี่ชัดเลย ฟังแล้วชัดว่ายายทำได้ ยายพาไป ฟังอีกครั้งนะ คุณยายตอบว่ามีจริง ยายไปมาแล้ว คุณอยากไปไหมล่ะ คุณนั่งไปซิ แล้วยายจะพาไป หลวงพ่อท่านบอกเจอคุณยายตอบคำถามอย่างนี้ หลวงพ่อเชื่อยาย แล้วก็ฝากฝังเป็นลูกศิษย์ยายตั้งแต่วันนั้นทีเดียว เพราะเวลาไปเจออาจารย์ท่านอื่น หลวงพ่อก็ตอบ ก็ถามคำถามเดียวกัน อาจารย์ท่านอื่นก็บอกว่ามีจริง ในพระไตรปิฎกกล่าวว่าอย่างนั้น หลวงพ่อก็ถามว่าแล้วอาจารย์เคยไปไหมล่ะ อาจารย์ก็ตอบว่าไอ้นี่มันเรื่องส่วนตัว พูดกันไม่ได้ อาจารย์พูดไม่ได้ แต่คุณยายตอบชัวะๆๆ อย่างที่เล่าข้างต้น หลวงพ่อจึงรักยาย แล้วก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ยายตั้งแต่วันนั้น แล้วหลวงพ่อก็บอกว่ายายนี่ ที่ท่านมีญาณทัสสนะที่แม่นมาก เหตุที่ยายมีญาณทัสสนะที่แม่นยำมาก เพราะตลอดทุกภพทุกชาติที่ผ่านมา คุณยายเป็นบุคคลที่มีสัจจะมากทีเดียว พูดแต่คำจริง และเป็นคำพูดที่สร้างสรรค์ เป็นผู้มีถ้อยำคำออกจากปากอันบริสุทธิ์ คุณยายจะพูดแต่วจีสุจริต ปากกับใจท่านตรงกัน ตรงกันขนาดไหน หลวงพ่อก็บอกว่าถ้าเอากล้อง survey มาเล็ง ปากกับใจท่านตรงกันเป๊ะเลย เพราะฉะนั้นหากจะเป็นเช่นอย่างคุณยาย ต้องทำอย่างคุณยายก็คือก็ต้องหัดเป็นคนพูดแบบมีสัจจะ พูดแต่คำจริง เป็นคำที่สร้างสรรค์ เป็นผู้มีถ้อยคำออกจากปากอันบริสุทธิ์ และพูดแต่วจีที่สุจริต ปากกับใจต้องตรงกัน อีกสิ่งหนึ่งที่จะฝากพวกเรา หลายๆ ท่านชอบอธิษฐานทุกภพทุกชาติให้เจอะเจอหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมชโยและคุณยาย หลวงพี่ก็เลยหยิบยกเรื่องราวเรื่องหนึ่งมาเล่าให้พวกเราฟัง ในใจของหลวงพ่อนี่ ท่านเล่าให้ฟัง ท่านมีแต่พระธรรมกาย หลวงพ่อท่านชอบและรักพระธรรมกายที่สุดในโลก หลวงพ่อจึงอธิษฐานทุกๆ วัน และตลอดเวลาว่าทุกภพทุกชาติที่เกิดมาอย่าได้พลัดพรากจากวิชชาธรรมกายเลย ท่านจะอธิษฐานเป็นสิ่งแรกๆ สิ่งอื่นเป็นเรื่องรองๆ ลงมา เพราะใจท่านวนเวียนรักแต่วิชชาธรรมกาย ฉะนั้นพวกเราหากจะเกิดไปภพชาติต่อไป ไปเจอะเจอหลวงพ่อวัดปากน้ำ เจอะเจอคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง หลวงพ่อธัมมชโย เราอย่าลืมอธิษฐานว่าทุกภพทุกชาติที่เกิดมา อย่าได้พลัดพรากจากวิชชาธรรมกาย หนึ่งไม่มีสองของคุณยายน่ะ ที่เราได้ยินได้ฟังพระอาจารย์หลายๆ ท่านมาเล่า หลวงพี่ได้ฟังจากหลวงพ่อนี่ชอบจังเลย หลวงพ่อท่านบอกว่าในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ คำว่าหนึ่งไม่มีสองนี่ หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นผู้กล่าวชมคุณยายในโรงงานทำวิชชาว่าลูกจันทร์เป็นหนึ่งไม่มีสอง ตรงจุดนี้หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่าชี้ให้เห็นการทำวิชชาของคุณยายว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองอย่างไร หลวงพ่อได้อธิบายเพิ่มเติมว่าที่เป็นหนึ่งไม่มีสองก็คือว่าการทำวิชชาธรรมกายของคุณยายของเรานี่ติดไปกับหลวงพ่อวัดปากน้ำตลอดทีเดียว ติดๆๆ เหมือนทวนคู่มือแม่ทัพทีเดียว แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ก็พูดเดียวคำเดียว แล้วไม่เคยพูดกับใครอีกเลยจนกระทั่งท่านมรณภาพ ก็ไม่พูดกับใครอีกเลย จนกระทั่งถึงวันนี้ ที่หลวงพี่เล่ามาข้างต้นทั้งหมดให้พวกเราทุกคนฟังก็กำลังจะชี้ให้พวกเราทุกคนเห็นว่าชีวิตนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป หลวงพ่อพูดเมื่อเช้าว่าเราจะต้องท่องคำๆ หนึ่งไว้ในใจว่าเราจะต้องลุย ลุย ลุยสร้างบารมี ท่านบอกว่าทุกอย่างทำไปเถอะ มันเป็นทางมาของบุญบารมี ไม่ทำมันจะได้บุญบารมีได้อย่างไร มันต้องลุย ลุย ลุยสร้างบารมีกันต่อไป เพราะเราเกิดมาเป็นนักสร้างบารมี ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราจะหมดไฟแห่งการสร้างความดีไม่ได้ แม้เมื่อเราหมดลมหายใจแล้ว แต่ไฟแห่งการสร้างความดีก็ยังลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ดุจดั่งเช่นของคุณยายของเรา เพราะแม้นท่านจะหมดลมหายใจ แต่ไฟแห่งการสร้างความดี และไฟแห่งการสร้างบารมีก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา ท่านยังไปทำวิชชาปราบมารต่อไป หากเราอยากจะเป็นเช่นอย่างคุณยาย ต้องทำอย่างคุณยายก็คือต่อแต่นี้ไป เรายังมีลมหายใจอยู่ เราต้องมีไฟที่เป็นกล้าพันธุ์ตะวันเช่นอย่างหลวงพ่อ ลุย ลุย ลุยสร้างบารมีอย่างยิ่งยวดที่สุด สุดท้ายที่หลวงพ่อท่านเห็นและท่านรัก ท่านกตัญญูต่อคุณยาย ในวันมาฆบูชาที่จะมาถึง ซึ่งตรงกับวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ท่านรักคุณยายมาก ท่านเห็นว่าคุณยายทำให้ท่านมีวันนี้ได้ ท่านจึงมีความกตัญญูต่อคุณยายมากทีเดียว ท่านจึงย่อส่วนของมหาธรรมกายเจดีย์ให้เล็กลง ให้เหมาะสำหรับบุคคลที่มีร่างประดุจพระเจดีย์ เพื่อประดิษฐานประกอบพิธีจุดไฟแก้วมหาวิสุทธิรัตนเตโชให้กับคุณยายของเรา ท่านกล่าวว่าเพราะมหาธรรมกายเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานของพระธรรมกายประจำตัว ตัวของคุณยายก็เป็นที่ประดิษฐานของพระธรรมกายภายใน ฉะนั้นกายท่านจะต้องย่อส่วนด้วยมหาธรรมกายเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ยายรองรับกายท่านนั่นเอง ฉะนั้นตรงจุดนี้นะจ๊ะ ใครอยากเอาบุญกับคุณยาย หลวงพ่อท่านบอกคุณยาย มียายเพียงหนึ่ง หนึ่งไม่มีสองคือเพียงท่านเดียว ใครอยากเอาบุญกับยายต้องรีบเอานะ ในสมัยคุณยายมีชีวิตอยู่ ยายมักจะพูดอยู่เสมอว่าใครจะเอาบุญกับคุณยายก็เอาเถอะ ก่อนที่จะไม่ ยายจะไม่อยู่ ตรงจุดนี้หลวงพ่อบอกว่ายายท่านจะพูดตรงๆ ได้ยังไงว่าท่านเป็นอู่แห่งทะเลบุญ ท่านพูดไม่ได้ แต่หลวงพ่อพูดได้ ท่านก็บอกว่ายายเป็นอู่แห่งทะเลบุญ ใครอยากได้บุญกับคุณยาย รีบมาเป็นเจ้าของบุญกับยายเถอะ มีเพียงครั้งเดียวที่เราจะได้เป็นเจ้าของมหารัตนเตโชนี่ แต่ถ้าใครมีกำลังไม่ถึง สิ่งหนึ่งที่เราสามารถเอาบุญกับยายได้คือสร้างโป้งให้กับคุณยาย หลวงพี่นี่เป็นคนไม่ชอบจดบันทึก ตั้งแต่ไหนแต่ไรไม่เคยชอบจด แต่เมื่อคุณยายละสังขาร ฟังเรื่องราวที่หลวงพ่อเล่านี่จึงต้องจด พอจดแล้วก็ชอบจังเลย เพราะจดแล้วมันได้จำ จดมันดีกว่าจำ จดแล้วมันได้อ่านบ่อยๆ ทบทวนบ่อยๆ หลวงพี่ชอบจังเลย แล้วก็มีโยมพี่อารีพันธ์ก็ได้จดบันทึกเรื่องราวของคุณยายตั้งแต่ต้น จึงนำสิ่งที่ยายพูดทำเป็นหนังสือ หนังสือเล่มนั้นดีมากทีเดียว หลวงพี่อยากให้พวกเราทุกคนนี่เก็บไว้เป็นเจ้าของบุญ ชื่อหนังสือว่าเมื่อคืนที่พระจันทร์หายไป คืนที่พระจันทร์หายไป เป็นเรื่องราวที่จดบันทึกเกี่ยวกับเรื่องที่คุณยายพูดตั้งแต่ต้นจนถึงวันที่ยายละสังขาร ดีมากทีเดียวนะจ๊ะ อยากจะให้พวกเราทุกคนเป็นเจ้าของบุญอันนี้ แล้วเรารักใคร เราปรารถนาใคร รีบไปบอกข่าวบุญอันนี้ให้สร้างโป้งให้กับคุณยาย แล้วมาเอาบุญกับคุณยายกัน เราจะได้มีวิมาน เราจะได้มีบุญอยู่ใกล้กับคุณยาย ในวันนี้ก็สมควรแก่เวลา อยากให้พวกเราทุกคนนั่งหลับเตาเบาๆ แล้วก็นึกถึงคุณยายที่กลางกายกันทุกๆ คน สัพเพ… หน้า PAGE 17 431228FW-AAT