ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ผู้มีความรับผิดชอบต่อธาตุธรรม

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสมชาย : ขอนอบน้อมต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษาแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรอุบาสก อุบาสิกา สามเณร ท่านสาธุชนผู้เป็นลูกหลานยายทุกคน (สาธุ) สำหรับวันนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มามีโอกาสได้ตอบแทนพระคุณของคุณยาย หลวงพี่เองย้อนหลังไปประมาณ ๒๐ กว่าปีที่ได้เข้ามาที่วัดพระธรรมกายนี้ ในขณะนั้นก็มีบ้านธรรมประสิทธิ์ ซึ่งก็เป็นจุดรวมหมู่คณะพี่น้องนักสร้างบารมี ขณะนั้นวัดพระธรรมกายร้อยเก้าสิบหกไร่ เรายังเรียกว่าศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ในช่วงนั้นปี ๒๕๑๖ ๑๗ ช่วงนั้น ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ตามรุ่นพี่เข้ามา พอเข้าแล้วก็เกิดความประทับใจ เกิดความเลื่อมใสในหมู่คณะ เมื่อจบการศึกษาแล้วก็ได้ทำงานอยู่ระยะหนึ่ง ก็ลาออกมาเพื่อมาช่วยหมู่คณะ งานแรกที่มาช่วย ก็มาช่วยหลวงพี่ฌานาภิญโญ ท่านดูแลงานก่อสร้าง มาช่วยเรื่องงานก่อสร้าง งานก่อสร้างเป็นงานที่อยู่เบื้องหลัง คือเมื่อเราใช้สถานที่ที่สวยงามเรียบร้อยนี่ เราก็จะไม่รู้หรอกว่ากว่าจะมาเป็นสถานที่ที่ให้เราใช้ได้ ทำกันมาอย่างไรนะ ก็ทุกคนก็ตั้งใจทำ เป็นงานเหมือนติดทองหลังพระ เป็นงานที่ค่อนข้างจะเหนื่อย เป็นงานที่ค่อนข้างจะถือว่าเป็นงานหยาบ แต่ใจมันละเอียด เพราะเราตั้งใจที่จะให้เป็นบุญเป็นกุศลตลอดเวลา เราได้มีโอกาสได้บุญในเรื่องของการจัดเตรียม จัดหา จัดสร้างสถานที่ที่ พูดง่ายๆ ว่าที่ดีไว้รองรับผู้มีบุญ รองรับนักสร้างบารมี เราก็ดีใจกัน ในช่วงนั้นก็ไม่เคยที่จะได้ดูแลงานหรือว่าควบคุมงานอย่างนี้หรอก จบมาก็ส่วนใหญ่จะทำงานทางด้านเอกสารเป็นหลัก เมื่อมาช่วยงาน งานก่อสร้างมันก็จะแบ่งเป็นงานใหญ่ๆ งานหลักๆ ก็คือจะต้องบริหารงาน บริหารคน บริหารเวลา มันก็จะเป็นสิ่งที่ เป็นของเก่า เวลาไม่พอ คนไม่พอ นี่ก็เป็นคำถามเก่าๆ เป็นปัญหาเก่าๆ คือต้อง ในเรื่องของการบริหารงาน บริหารคน บริหารเวลาในงานก่อสร้างหรืองานใดๆ ก็ตามนี่ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของการบริหารคน เพราะเราต้องใช้คน ใช้คน ไอ้เรื่องเวลามันก็มีอยู่คงที่ ไอ้เรื่องการทำงานเราก็มีความรู้ เล่าเรียนมาศึกษาหาความรู้ อ่านตำรับตำราเอาได้ แต่สิ่งที่ไม่ได้สอนมาเลยในมหาวิทยาลัย หรือในที่ใดๆ ก็ตามก็คือเรื่องของคน การบริหารคน การอยู่ร่วมกับคน แล้วการที่เราจะใช้คน ถ้าเราใช้คนเป็น เรารู้จักใช้คนนี้ ชีวิตของคนๆ นั้นจะประสบความสำเร็จนะไม่ว่าเป็นบริษัทใหญ่ๆ องค์กรใหญ่ๆ ความสำคัญคือความสำเร็จของเขาก็คืออยู่ที่การใช้คนที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ฉะนั้นการใช้คนนี่แหละก็ได้ความเมตตาจากคุณยายท่าน ท่านก็ให้หลัก ท่านก็บอกว่าเออ ไอ้เราจะหาคนที่ทำนั่นทำนี่ ทำงานนี่นะ ทำงานเป็นนี่ มันก็หาไม่ยากหรอก เรารับสมัคร หรือเราจะหามานี่หาไม่ยากนัก คนที่ทำงานเป็น แต่คุณยายท่านบอกว่าคนที่มีความรับผิดชอบว่าอะไรเป็นอะไรนี่ นี่คนนี้คนประเภทนี้หายาก คือหาคนที่มีความรับผิดชอบ นี่หายาก ถ้าเราหาเจอ เราหาได้ แล้วเราใช้คนที่มีความรับผิดชอบ งานของเราจะประสบความสำเร็จ คุณยายท่านมีความรับผิดชอบสูงมาก คุณธรรมเรื่องความรับผิดชอบของคุณยายนี่ เมื่อครั้ง ถ้าเผื่ออ่านประวัติของท่าน ที่ท่านจะเป็นจุดหักเหชีวิตที่จะทำให้ท่านจะต้องมาศึกษาธรรมะ คงจำได้ที่โยม เออ ที่พ่อ โยมพ่อของท่านที่กำลังจะละโลก ปรากฏว่าลูกทุกคนนี่อยู่พร้อมหน้ากันหมดเลย มีคุณยายเพียงคนเดียวเท่านั้นเองที่จะต้องออกไปนา คุณยายท่านทำนา ท่านเป็นลูกชาวนา แล้วคุณยายท่านบอกว่า ๑. ความรับผิดชอบ ความขยันของท่านมีมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ถึงเวลาเช้านี่ สมัยก่อนนี่มันต้องใช้ควายนะไถนา ท่านจะต้องแบกไถออกไปนี่ ประมาณตี ๔ นี่ ออกไปแล้ว ตี ๔ ตี ๕ หลวงพี่เคยเป็นลูกชาวนามา เข้าใจ เพราะว่ามันไม่เหมือนเวลาการทำงานใน office ในปัจจุบันนี้ ๗ โมงครึ่ง ๘ โมงครึ่ง ชาวนาหรือกสิกรนะ เขาทำงาน เขาออกไปนากันตั้งแต่ประมาณตี ๔ หรือตี ๕ เพราะแดดมันยังไม่ร้อน เขาต้องควายไถนา เมื่อแดดมันร้อนแล้วนี่ ต้อง มัน มัน มันก็ต้องปลด คือมันก็ไม่ใช้งานมัน มันทำงานไม่ได้ แดดมันร้อน มันจะเหนื่อย มันจะหอบ คุณยายท่านบอกท่านออกไปตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ วันที่พ่อของท่านละโลกนี่ คุณยายท่านไม่อยู่ ที่ท่านไม่อยู่ก็คือท่านออกไปนา เพราะว่าท่านมีความรับผิดชอบว่างานที่ท่านได้รับมอบหมายอยู่นี่ท่านต้องไปทำนะ ท่านทุกวัน เพราะความรับผิดชอบของท่านตรงจุดนี้ก็เลย ท่านเลยไม่มีโอกาสได้ขอขมาพ่อ ตอนที่พ่อละโลก เมื่อกลับมา พอทราบว่า พอจะละโลกไปแล้ว ท่านบอกว่าเหมือน พูดง่ายๆ ว่าสายฟ้าฟาดลงมาทีเดียว เพราะว่าท่านตั้งใจว่าจะขอขมาตอนพ่อจะละโลก เป็นจุดที่ทำให้ท่านเปลี่ยนวิถีชีวิต หันเหวิถีชีวิตเข้ามาสู่ธรรมะ จากวันนั้นท่านก็คิดทุกวันทุกคืนเลย ทำยังไงถึงจะมีโอกาสไปขอขมาพ่อได้ พอได้ทราบเรื่องของหลวงพ่อวัดปากน้ำสอนวิชชาธรรมกาย เรียกว่าจะไปนรกสวรรค์ก็ได้ คนที่ตายไปแล้วจะไปเยี่ยมเยียนอะไรได้ทั้งนั้น ท่านดีใจ แล้วท่านก็พูดง่ายๆ ว่าจากบ้านมาแล้วมาเป็นคนใช้ มาเป็นคนใช้ มาเป็นคนรับใช้ที่บ้านคุณนายเลี้ยบ ความรับผิดชอบของท่านอีกนั่นแหละ ทำให้เจ้านายเจ้าของบ้านนี่คุณนายเลี้ยบอีกนั่นแหละ ทำให้เจ้านาย เจ้าของบ้าน คุณนายเลี้ยบนี่ไว้วางใจท่าน กุญแจ เซฟกุญแจกำปั่น สมัยนั้นเขาเรียกว่ากำปั่นคือที่ใส่หีบสมบัตินี่ให้คุณยายท่านถือ ลูกๆ หลานๆ ยังไม่ไว้ใจเหมือนคุณยาย รักคุณยายมาก วันที่คุณยายจะต้องไปอยู่วัดปากน้ำนี่ คุณนายเลี้ยบนี่รู้สึกว่าเสียดาย เห็นไหมนี่คุณยาย เรื่องความรับผิดชอบของคุณยายนี่สูงมากจริงๆ และเมื่อคุณยายมา เมื่อไปอยู่ในโรงงานทำวิชชา คือเมื่อเข้า เข้าไปวัดปากน้ำแล้วก็ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านมีธรรมะแล้ว การที่จะนั่งธรรมะในโรงงาน ที่เรียกว่าโรงงานทำวิชชา คือการปฏิบัติธรรมชั้นสูงระดับสูงนี่ เขาจะแบ่งกันเป็นกะๆ นะ กลางวันกลางคืนนะ กะละ ๖ ชั่วโมง คุณยายเป็นหัวหน้า เป็นหัวหน้านะ คุณยายบอกว่าหัวหน้า สมมติว่ากะนี้ ๖ ชั่วโมง เมื่อคุณยายเป็นหัวหน้าแล้วอยู่ในกะ เมื่อกลางวันก็ตาม กลางคืนก็ตาม คุณยายก่อนที่จะสมมติว่าครบ ๖ ชั่วโมงแล้วนี่ ก็จะออกมาพักได้ มาพักผ่อนได้ คุณยายท่านจะนั่งต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อจะให้ผู้ที่เขามารับช่วงต่อนี่ พูดง่ายๆ ดูตรวจตราให้มันเรียบร้อย ในเรื่องของธรรมะภายใน แล้วเมื่อถึงวาระกะใหม่ คุณยายท่านก็จะมาก่อนเวลา ก็มาเพื่อทำใจให้ละเอียด แล้วก็เข้าไปต่อได้สนิท ฉะนั้นคุณยายท่านถึงได้รับคำชมเชยคำยกย่องจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าหนึ่งไม่มีสอง ความรับผิดชอบของคุณยายท่านสูงมาก เวลาหลวงพ่อมอบหมายอะไรนี่ท่านให้ความสำคัญ แล้วท่านก็จะมีคำๆ หนึ่งเวลาท่าน ขณะนั้นหลวงพี่ก็จะเป็นอุบาสก ท่านก็จะพูดให้ฟังว่าถ้าใคร พูดง่ายๆ ว่าค่อนข้างจะขาดความรับผิดชอบ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะใช้คำอยู่คำหนึ่งซึ่งคุณยายกลัวมาก คือคำว่าไอ้ขี้ไต้ ไอ้ขี้ไต้นี่มันจุดบ่อยๆ คุณยายบอก เคยเห็นไหมไอ้ขี้ไต้ที่สมัยก่อนที่เขายังไม่มีเตาแก๊ส เขาก็ต้องใช้ฟืนใช้ถ่าน เขาจะใช้ขี้ไต้จุดนะ ขี้ไต้นี่จุดไม่เป็นนี่ ไม้ขีดเป็นกล่องจุดไม่ติด จุดอยู่นั่นแหละ มันไม่ติดสักที คือมัน มันทื่อนะ คือมันทื่อ คุณยายท่านก็บอกว่าคุณยายกลัวที่สุดเลย คำว่าไอ้ขี้ไต้นี่ เพราะว่าแสดงว่าไม่ได้เรื่องนะ ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวนี่ เวลาหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมอบหมายให้คุณยายทำ ทำละเอียด คุณยายท่านเต็มที่ เต็มที่ ไม่มี เรียกว่าทุ่มทั้งตัว ทำทั้งตัวทีเดียว ทำทั้งหัวใจ ฉะนั้น คุณยายท่านถึงบอกว่าเออ เรานี่จะหาคนรับผิดชอบนี่มันหายากนะ คนรับผิดชอบนี่เราสั่งงานกันครั้งเดียวนี่ มันสั่งทีเดียวมันใช้ได้ตลอดไป ใครนี่สั่งแล้วสั่งอีก สั่งครั้งที่ ๑ เอ้าทำ ครั้งที่ ๒ ต้องสั่งต่อนะ สั่งกันเรื่อยๆ ท่านก็บอกว่ามันก็เหมือนไอ้ขี้ไต้ ฉะนั้นเวลาเราจะทำงานใดก็ตาม จะเป็นปกครองบ้านปกครองเรือน หรือจะปกครองหมู่คณะอยู่ในบริษัทใดๆ เป็นหัวหน้าในระดับไหนก็ตาม ต้องหาคนที่มีความรับผิดชอบให้เจอ ต้องใช้คนที่มีความรับผิดชอบ คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ ถือว่าใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะว่าเขาเป็นคนเลวหรือยังไงหรอกนะ คือเป็นคนที่ใช้งานไม่ได้ ใช้งานแล้วเราเอง พูดง่ายๆ ว่าหลับไม่สนิทหรอก ฉะนั้นเราต้องหาคนที่มีความรับผิดชอบให้เจอ การดูคนที่มีความรับผิดชอบมันก็ต้องเริ่มดูตั้งแต่ พูดง่ายๆ ของที่ง่ายๆ ก่อน คนที่ไม่รับผิดชอบนี่นะ แม้กระทั่งคำพูดของตัวเขาเองนี่ เขาก็ยังไม่รับผิดชอบ เสื้อผ้า ของใกล้ตัว เราดูออกเลย อ๋อ เพราะพวกนี้จะ จะ เห็นจากพฤติกรรม เห็นจากการแสดงออก เห็นจากคำพูด ฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะหาคนที่มีความรับผิดชอบได้ เราประสบความสำเร็จแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เหมือนหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ หมู่คณะวัดพระธรรมกายที่มาถึงวันนี้ได้ ใครก็ให้ความชื่นชม จุดเริ่มต้นผู้ที่เป็นผู้บุกเบิกมาตั้งแต่พระมหาเถระนะ มีหลวงพี่ฐิติสุทโธนี่ ซึ่งก็นั่งเป็นประธานอยู่ในที่นี้ หลวงพี่จะเคารพท่านมาก คือสิ่งเหล่านี้นี่ ผู้นำผู้บุกเบิกนี่ มีกันโดยมันอยู่ในสายเลือด วัดพระธรรมกายที่มาถึงได้วันนี้ได้ก็คือเราแบ่งความรับผิดชอบ แล้วก็ เมื่อรับผิดชอบกันแล้ว บอกกันครั้งเดียวนี่ใช้ได้ตลอดชีวิต ไม่ต้องมาบอกกันแล้ว ไม่ต้องมาบอกกันอีก วันนี้พูดแล้ว อ้าว วันพรุ่งนี้ลืมไป เดือนนี้พูดแล้ว อ้าวเดือนหน้าลืมไปแล้ว ไอ้นี่ไม่ได้ ไม่ได้ แล้วเราก็แบ่งงานกัน เขาเรียกว่าแบ่งความรับผิดชอบ การทำงานถ้าเราจะทำให้เป็นระบบ เป็นระบบที่มันทำให้หมู่คณะเจริญนี่ มันต้องแบ่งความรับผิดชอบกันนะ ไม่ใช่บอกเอ้ามาช่วยๆ กันทำ ไอ้ช่วยๆ กันทำ มันเหมาะสำหรับงานเป็นครั้งเป็นคราว เพราะไอ้ช่วยๆ กันทำ บางทีมันก็จะต่อๆ ไป มันก็จะมีไอ้ช่วยๆ กันไม่ทำ มันก็ มันก็จะทำให้มันเป็นปัญหา เพราะเมื่อเราแบ่งความรับผิดชอบกันแล้วนี่ มันจะทำให้เราไม่มี ไม่เกิดการก้าวก่ายงานกัน เมื่องานมันไม่ก้าวก่ายกัน มันเป็นระบบ อารมณ์มันก็ มันก็ไม่เกิดการกระทบกระทั่ง เมื่อมันไม่มีการกระทบกระทั่ง มันอารมณ์มันก็ไม่ขุ่นมัว เมื่ออารมณ์ไม่ขุ่นมัว งานที่ทำมันก็มีแต่จะดีขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นเรื่องของความรับผิดชอบนี่ถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง เราเป็นผู้ปกครองบ้านปกครองเรือน หรือเป็นผู้ที่มีเออ ธุรกิจกิจการใดๆ ก็ตามหาคนที่มีความรับผิดชอบให้เจอ ใช้คนที่มีความรับผิดชอบให้ได้ ถ้าเผื่อได้แล้วเราสบายนะ ถ้าไม่ได้ ลำบาก ฉะนั้นคุณยายท่านบอก เออนี่ คนที่จะมีความรับผิดชอบว่าอะไรเป็นอะไรนี่นะ มันหายาก ๑. หา ๒. ก็สอนเขา เมื่อหาไม่ได้นะ เมื่อมันไม่มี เราก็ต้องเอาที่มีอยู่มาฝึก ก็ต้องฝึกให้เขารับผิดชอบ รับผิดชอบก็ตั้งแต่กิจวัตร กิจกรรม เอาตั้งแต่ของนอกตัว จนกระทั่งมาถึงของใกล้ๆ ตัว แล้วก็ของในตัวเอง ฝึกเขา ถ้าเราฝึกความรับผิดชอบได้ แล้วถ้าเผื่อเราได้คนที่มีความรับผิดชอบ ที่เราฝึกมากับมือนะ โอ้ดีทีเดียว เราจะทำอะไรก็สำเร็จ มีอยู่ในบ้าน บ้านก็เป็นบ้านที่เย็น มีอยู่ในบริษัท ก็เป็นบริษัทที่มีความเจริญ ฉะนั้นคุณยายท่านถึงบอกว่าเออ ความรับผิดชอบนี่ต้อง ต้องหาให้ได้ ต้องใช้คนที่มีความรับผิดชอบ ที่จริงก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เราก่อนแหละนะ เราก็ต้องมีความรับผิดชอบเป็นอันดับแรกนะ รับผิดชอบต่อพันธะสัญญา รับผิดชอบต่อวาจาที่เราให้ เราต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน บางทีเรามัวไปหาที่คนอื่นโดยตัวเราไม่มี อย่างนี้ไม่ถูก ฉะนั้นก็เริ่มที่ตัวเรานะ รับผิดชอบต่อคำพูด คำมั่นสัญญา โดยเริ่มที่ตัวเราก่อน แล้วก็พูดง่ายๆ ให้เป็นนิสัยของเรานี่ แล้วเราเมื่อเจอใครแล้ว เราก็ฝึกให้เขามีความรับผิดชอบ แล้วก็ เราก็จะมองคนรับผิดชอบออก ว่าคนนี้มีความรับผิดชอบ เราก็เอาเขามาใช้งานได้ นี่คือความรับผิดชอบที่คุณยายท่านบอกว่าเออ สำคัญนะ สำคัญ คนทำงานหาง่าย คนรับผิดชอบนี่หายาก ก็คือสอนให้เรารับผิดชอบนั่นเอง ทำอะไรต้องรับผิดชอบนะ ไม่ใช่ทำแล้วทิ้ง แล้วให้คนอื่นมาทำต่อ ไม่รับผิดชอบ ไอ้นี่ไม่ได้ ข้อที่ ๒. ก็คือก็บอกว่าต้องให้มีความสังเกตนะ ให้มีความสังเกต ทำอะไรก็ต้องสังเกต ก็คือให้มีปัญญา ทำอะไรนี่ต้องใช้ปัญญานะ เพราะว่าของบางอย่างนี่มัน เราไม่เคยเรียนรู้ ไม่เคยมีประสบการณ์มา แต่ถ้าเกิดเราสังเกต ๑. สังเกตก่อน ๒. เมื่อสังเกตแล้วก็ไตร่ตรอง แล้วก็ไตร่ตรอง แล้วมันจะเกิดปัญญา ความสามารถของคนนี่นะ มันได้มา ๒ อย่าง อย่างแรกก็คือ ได้จากสติปัญญาของเราเองที่เรามี อย่างที่ ๒ ได้จากวิชาความรู้ที่เราศึกษาเล่าเรียน คุณยายท่านบอกว่าหัดสังเกต แล้วก็ไปศึกษา ท่านมอบหมายงานพระในรุ่นบุกเบิก บางทีงานบางอย่างก็ไม่ได้เคยทำมาหรอก แต่คุณยายท่านมอบ หมู่คณะมอบหมาย ๑. ก็หัดสังเกตว่าเขาทำกันยังไง คนที่เขาทำกัน แล้วก็ไปศึกษาหาความรู้ตำรับตำราผู้รู้มีอยู่นะ ไปศึกษาหาความรู้ เดี๋ยวเราก็รู้เอง อย่างพี่เข่งนี่ คุณยายท่านให้บุญ ให้เย็บจีวร พี่เข่งก็บอกว่าไม่ได้เรียนเรื่องการเย็บจีวรมาก่อนหรอก แต่คุณยายพอท่านให้ พี่เข่งก็จะ พูดง่ายๆ ว่าตัวเองไม่เคยทำ คุณยายบอกเอ้าไปศึกษาเอา เดี๋ยวก็เป็นนะ ท่านให้ ท่านให้บุญท่านให้ภาระหน้าที่ให้ความรับผิดชอบ จนกระทั่งวันนี้หลวงพี่ว่าคนที่เย็บจีวรที่ดีที่สุดในโลก หลวงพี่คงไม่ให้อะไรล่ะ ไม่ให้เกียรติยศอันนี้แก่ใคร ก็คงให้กับพี่เข่งคนเดียวแหละ แล้วจีวรของพี่เข่งแต่ละผืนนะ พระที่ท่านมีโอกาสได้ครองได้ใช้ เป็น ๑๐ ปีนะ ตั้งแต่พรรษาแรกที่หลวงพี่บวชแล้วได้จีวรที่พี่เข่งเย็บ เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่เลย ถึงมันเก่าเราก็อยากจะเก็บ เพราะว่ามันไม่ใช่ผ้าอย่างเดียว มันไม่ใช่จีวรอย่างเดียว มันมีสิ่งที่เป็นอะไรล่ะ ศิลปะ สิ่งที่เป็น ของที่มันเป็น ของอะไรล่ะ เหมือนปฏิมากรรมอยู่ในนั้นทีเดียว เพราะฝีไม้ลายมือ เอ้อ ฝีมือนะ เราจะรู้เลยว่า อื้อฮือ ไม่มีใครที่จะทำได้อย่างนี้จริงๆ ยายก็เป็นที่ปรึกษาให้พี่เข่ง แล้วก็ให้กำลังใจ ไม่รู้ก็ให้ไปศึกษานะ ให้ไปถามนะ เดี๋ยวเราก็รู้เอง แล้วมันก็จะติดตัวไปด้วย มันเป็นศิลปะนะ มันติดตัวข้ามชาตินะ บางคนเกิดมา นี่เห็นไหมบางคนอายุ ๗ ขวบ ๕ ขวบ ๗ ขวบเล่นดนตรีได้ บอกมันเล่นได้ตั้งแต่ตอนนี้หรือ ไม่ใช่ มันเป็นศิลปะที่ติดตัวมาตั้งแต่ในอดีต ถ้าใครมักจะเป็นผู้ที่ว่าชอบใช้คนอื่นเขาทำ ใช้นิ้วเวลาทำงาน บางคนนี่เห็นไหม บางคนใช้ปาก บางคนใช้นิ้ว เจ้านายมักจะเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ได้ดังใจก็ใช้อารมณ์ ไม่ดีทั้ง ไม่ดีที่สุด ต้องหัดทำ พอทำแล้วมันจะติดตัวเป็นศิลปะ พระพุทธเจ้าของเรานะ ท่านฝึกศิลปะ ๑๘ ประการ ท่านฝึกมาทุกภพทุกชาติ ท่านจึงมีศิลปะ มันไม่ใช่ได้มาเอง ไม่ใช่อธิษฐานแล้วโอ้ ขอให้ข้าพเจ้า ท่านต้องอาศัยการฝึกฝน ฉะนั้นมันจะติดตัวข้ามภพข้ามชาติ ศิลปะทุกอย่างอย่าดูถูกดูแคลนนะ ทำให้ถึงจุดสุดยอด ให้ถึงจุดที่ดีที่สุดของมันเถอะ มันดีทุกอัน แล้วมันจะเป็นสิ่งที่ เป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเราเจริญรุ่งเรือง เพราะว่าศิลปะ ผู้ที่มีศิลปะจะเป็นมงคลด้วยนะ ให้ทำ อย่างหลวงพี่หมูนี่ ไม่เคยที่จะหล่อพระ หลวงพี่หมูนี่ท่านจบ ท่านจบที่เกษตร ท่านเริ่มเรียนที่คณะประมง เมื่อจบคณะศึกษาศาสตร์ ไม่มีหรอกเรื่องการหล่อพระ แต่พอหมู่คณะมอบหมาย คุณยายท่านก็อยากให้หลวงพี่หมู หลวงพี่นี่ ๑. งานแรกของท่านคือดูครัว ผู้ชายมาดูครัวนะ ผู้ชาย วัดพระธรรมกายนี่พ่อครัว ไม่ใช่แม่ครัวนะ คนแรกเป็นพ่อครัว แต่ที่จริงคนแรกนะ คือถ้าเผื่อเรารู้จักก็คือพระครูปลัดวันชัย สีลวัณโณ หลวงพี่สีลวัณโณ พ่อครัวคนแรก หลวงพี่มาวัดเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว อร่อย ท่านทำอะไรอร่อยหมดเลย ท่านคงบอกว่าสงสัยหิวมั้งนะ แต่คนแรกก่อนนั้นก็มีนะ แต่ก็นี่แหละท่าน แล้วก็ตอนต่อมาพอเป็นวัดพระธรรมกาย เริ่มเข้ารูปเข้ารอย คุณยายมาดูโรงครัว ก็ให้หลวงพี่หมู่เป็นพ่อครัว หลวงพี่หมูก็ไม่เคยเป็นพ่อครัวมาหรอกนะ ก็คราวหนึ่งก็ได้มีโอกาสได้ไปเป็นพี่ เออ ก็ถือว่าเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันกับหลวงพ่อหมู ตอนนั้นก็ช่วยทำอาหารให้ ตอนนั้นไปพักอยู่ด้วยกัน ท่านก็ทำอาหาร จำได้ ถึงเวลาปลูก ปลูกผักบุ้ง ตอนนั้นจบใหม่ๆ ยังไม่ค่อยมีตังก์ มาอยู่ด้วยกัน เอ้าทำอาหารประหยัด เวลาเราไปเก็บ คือจะออกไปเก็บผักบุ้งในเวลาเช้ามืดเลยนะ ปลูกงามเลย เอามาผัด คือมันยังไม่ทันสว่าง รวบๆๆ มาหมดเลย แล้วก็หั่นๆๆ แล้วก็ผัด มันก็มีอย่างอื่นแถมมาในผักบุ้ง เป็นผัก เป็นหญ้า เป็นผักอย่างอื่น ไม่ใช่ผักบุ้งนะ ผักหญ้า ก็อร่อยดีนะ จนกระทั่งหลวงพี่หมูมาดูครัวนะ มาดูครัว ยายก็คอยชี้แนะให้ ทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ เออ จนกระทั่งนี่ แล้วก็เรื่องของการหล่อพระ หลวงพี่ว่ารูปหล่อพระของเรานี่นะ ไม่ว่าจะเป็นรูปพระพุทธรูป หรือว่ารูปของหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพี่ไปเทียบแล้วโอ้โฮ อันดับหนึ่งนะ แล้วก็พระที่เจดีย์ อาศัยหลวงพี่หมูเป็นผู้ที่ดูแล บริษัทต่างๆ เขายอมรับเขาทำไม่ได้อย่างเรา ทั้งปริมาณ ทั้งคุณภาพ ทั้งความสวยงาม ท่านไม่ได้เรียนมาเลย นี่เห็นไหม ด้วยอำนาจของความ ของปัญญา แล้วก็ไม่รู้ ก็ศึกษาเอา จนกระทั่งมาวันนี้ ฉะนั้นพวกเราทุกคนเรื่องความสังเกต เรื่องของความรู้ให้แสวงหา อย่าอยู่กะที่ อย่าหยุดอยู่กะที่ ไม่ใช่เราจบมหาวิทยาลัยแล้ววันนี้โอ๊ยไม่ต้องเรียนแล้ว ต้องศึกษาสิ่งที่เป็นของรอบตัวเรา ถ้าเราหยุดอยู่กับที่เราจะล้าหลัง ฉะนั้นถึงบอกว่าความช่างสังเกต คุณยายท่านเป็นคนพูดเพราะ พูดเพราะ ท่านก็สอนบอกเออ ต้องพูดเพราะๆ นะ เราดูแลคนงานต้องพูดกับเขาเพราะๆ คำพูดนี่สำคัญนะ โคนะ โคนี่ยังให้ความสำคัญกับคำพูด โคนันทวิสาร ฉะนั้นคนที่นี่นะมันสำคัญกว่าโค ฉะนั้นก็จะต้องให้ความสำคัญกับคำพูดให้มาก พูดคำหยาบ พูดคำส่อเสียด หรือพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรยอะไร มันอาจจะไม่ผิดศีลนะ มันไม่ผิดศีลโดยตรง เพราะว่าถ้าเผื่อพูดปดแล้วผิดศีล พูดพวกนี้มันก็เฉี่ยวๆ แต่มันเสียประโยชน์ ไอ้บางอย่างนะ ผิดศีลนี่ประโยชน์มันยังเสียไม่มาก แต่ถ้าไม่รู้จักพูดคำที่ไพเราะอ่อนโยน เสียประโยชน์ เพราะอะไร คนเรานี่มันอยู่ที่อารมณ์ อารมณ์ดี อารมณ์ดีนี่นะ โอ้โฮ ทุกอย่างมันออกมาดีหมด อารมณ์ดีเกิดขึ้นจากอะไรล่ะ ๑. คิด (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ฉะนั้นจะทำให้เขาอารมณ์ดี มันก็ต้องเอาของดีให้เขา คือต้องเป็นผู้ให้เขาก่อน คือให้คำพูดที่ดีๆ คุณยายท่านเป็นคนที่บอกเออ ต้องพูดกับเขาดีๆ พูดกับเขาเพราะๆ นะ แล้วคุณยายท่านอ่อนน้อม มันเจอคุณยาย คุณยายเรียกว่าไหว้คุณยายนี่ ถ้าเผื่อใครมาวัดใหม่ๆ ยกมือไหว้คุณยายไม่ทันเลย คุณยายท่านต้องยกมือไหว้ก่อน คือท่านมีความอ่อนน้อมนะ ท่านถ่อมตัว คุณยายท่านไม่มีมานะทิฏฐินะ คุณยายท่านจะพูดเสมอ ท่านสร้างวัด เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างวัดพระธรรมกาย เป็นครูบาอาจารย์ แต่ท่านเคารพเจ้าอาวาส คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย มีโอกาสท่านก็บอก ให้หลวงพี่ฟังตอนนี้ บอกว่านี่หลวงพ่อท่านเป็นเจ้าอาวาส ยายต้องยก เมื่อก่อนนี่ใครไปบ้านธรรมประสิทธิ์ก็จะเคารพยาย พอหลวงพ่อท่านบวช ยายก็พยายามที่จะยก ยกหลวงพ่อท่าน แล้วจนกระทั่งมาเป็นวัดพระธรรมกาย คุณยายท่านให้ความเคารพหลวงพ่อท่านในฐานะท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านไม่ได้ถือว่าหลวงพ่อท่านเป็นลูกศิษย์ ๑. ท่านบอกว่าหลวงพ่อท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านบอกเป็นนิ้วโป้ง นิ้วโป้ง ท่านให้ความเคารพเจ้าอาวาส คุณยายท่านไม่มีมานะ มีมานะนี่สำคัญนะพวกเรา มีมานะนี่ต้องดูลักษณะยืดนะ ก้มหัวให้ใครไม่เป็น คนมีมานะนี่นะ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าการมีมานะทิฏฐินี่ทำให้เกิดในตระกูลต่ำ ต่ำขนาดไหน ต่ำถึงขนาดเป็นบ่าวเป็นทาสเขา หลวงพี่ได้มีโอกาสอ่านเรื่องของปุณณิกาเถรี ท่านพูดถึงอดีตกรรมของท่าน ท่านเป็นทาสีก็คือเป็นทาสในเรือนของอนาถบิณฑิกะ ๑. พูดง่ายๆ ว่าพิการหลังค่อม แล้วก็เป็นทาสด้วย คือเป็นทาสีนั่นเอง แต่ท่านมีปัญญานะ มีคราวหนึ่ง ท่านเห็นพราหมณ์ซึ่งไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา เพราะพราหมณ์มีความเชื่อว่าน้ำในแม่น้ำคงคาจะสามารถล้างบาปชำระบาปหรือลอยบาป ปุณณะทาสีเป็นทาสีนะ ก็ไปแบกน้ำไปหาบน้ำที่ ที่ริมฝั่งคงคาเพื่อจะเป็นหน้าที่ ก็ไปบอกไปสอนกับพราหมณ์ว่าเออ ถ้าเผื่อไอ้การอาบน้ำ คือน้ำในแม่น้ำคงคาถ้ามันล้างบาป มันลอยบาปได้ จะเข้าถึงเออ พรหมโลกได้นะ จะหมดบาปได้ บอกผู้ที่จะไปพรหมโลกก่อนนี่ คงไม่ใช่ท่านหรอก พวกยังไง กุ้งหอยปูปลาในแม่น้ำคงคาไปก่อนแล้ว เพราะมันอยู่ทั้งวันทั้งคืน มันแช่อยู่ในนั้น พราหมณ์ได้คิดนะ เกิดสติ ได้คิด แล้วก็ให้บอก ให้นัยยะนี่ไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้รู้ พราหมณ์ไป ได้ไปฟังธรรม ได้บวช ได้บวชแล้วได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ด้วย เรื่องนี้โจษจันกันไป โอ้ ปรากฏว่าอนาถบิณฑิกะก็เลยยกนะ ถือว่าให้ความเป็นไท คือพ้นจากความเป็นบ่าวเป็นทาส แล้วท่านได้มาบวช แล้วได้เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกทีเดียว ท่านบอกว่า ท่านเล่าอดีตกรรมของท่านให้ฟัง เพื่อคนอื่นพระอรหันต์นี่ท่านจะเป็นคนที่ตรง ท่านทำอะไรไม่ดีมา ท่านเปิดหมด พวกเรายังปิด กลัวเขาจะรู้ อาย แต่พระอริยเจ้าท่านเปิดเผย ท่านบอกว่าถอยหลังไป ๙๙ อัตภาพ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นภิกษุณี เป็นภิกษุณีที่เป็นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ท่านเป็นอาจารย์ ครูบาอาจารย์นะ ไม่ใช่ระดับธรรมดานะ แต่ความที่ท่านเป็นคนมีมานะว่าเป็นครูบาอาจารย์นะ พูดง่ายๆ มันยังไม่ได้บรรลุ มันยังมีกิเลส สอนคน เป็นครูบาอาจารย์บางคนพูดง่ายๆ ว่า ถือ ถือว่าตัวเองมีความรู้มีมานะ บอกจากภพนั้นเป็นต้นมา ด้วยกรรมแห่งการมีมานะ ทำให้ฉันต้องถือกำเนิดเป็นทาสีมา ๙๙ อัตภาพ ฉะนั้นดูคุณยายเป็นตัวอย่าง ท่านอ่อนน้อม คุณยายอ่อนน้อมมาก นี่ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์จริงๆ ต้องอย่างนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะของพวกเรา ท่านอ่อนน้อมนะ เวลาท่านไปหาพระผู้ใหญ่ ท่านกราบ เพราะคนอ่อนน้อมจะน่ารัก แล้วก็น่าเคารพ แล้วก็น่ากราบไหว้ น่าบูชา นี่เรื่องของความ คือวาจาอ่อนหวาน วาจานุ่มนวล เป็นคนอ่อนน้อม แล้วก็รู้จักการตรวจตรางาน เวลาเราจะทำงานเล็กงานใหญ่นี่ ต้องตรวจตรางานเป็น เพราะเมื่อเราตรวจตราคือเมื่อเสร็จงานแล้วนี่ ด้วยบริวารของเรา ลูกน้องของเรา คนในบ้านเราทำไปแล้ว เราดูสักครั้งหนึ่ง ตรวจดูทุกอย่างเลย เราจะเห็น เราจะเห็นคนจากผลของงานว่าไอ้นี้นี่ทำงานทิ้ง ทำงานพูดง่ายๆ ว่า พูดง่ายๆ ทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่เก็บงาน เราจะได้เห็น เราจะอ่านคนออก การตรวจตรางานนี่สำคัญ ตระกูลทั้งหลาย เหตุที่ทำให้ตระกูลเสื่อมคือ ๑. ของเสียไม่ซ่อม ของหายไม่หา เมื่อเราตรวจงานเราจะรู้เลยว่าอะไรมันจะเป็นจุดรั่วไหลของตระกูล ของบริษัท ของหมู่คณะ หลวงพ่อทัตตะนี่ท่านจะได้อัธยาศัยนี้มา ถึงเวลาท่านจะเดินตรวจวัด จะเห็นเลย ใครทำอะไรไว้ ยายท่านบอกทุกคนนี่เขาวิ่งไปข้างหน้า ทำนั่นทำนี่เพราะว่างานมันเยอะ แต่ยายจะมาดูตามข้างหลัง เดินดู ยายก็จะ หลวงพี่อริญชโยตอนที่ท่านยังไม่ได้บวชก็จะเป็นคนขับรถสามล้อให้ยาย ยายก็จะตรวจวัดนะ ยายก็จะตรวจวัดไปด้วยนะ ก็ถือว่าเป็นการได้ชมธรรมชาติด้วย แล้วได้ดูไปด้วยอะไรเป็นอะไร แล้วยายก็จะบอก อะไรที่มันไม่เรียบร้อย ยายก็จะมาบอกอย่างนั้นอย่าทิ้งขว้างๆ ไม่เก็บของให้เรียบร้อย ยายเห็นหมด แล้วยายก็จะมาพูดให้ฟังในเวลาเช้า ตอนที่ฉัน พระฉันหรือว่าอุบาสก อุบาสกก็ทานอาหารกัน แล้วเราฟังยาย เออ ว่าเราต้องตรวจตรางาน ฉะนั้นพวกเราทุกคนเวลาทำงานเล็กทำงานใหญ่ ให้หมั่นตรวจตรางาน ดูตามหลัง นอนทีหลังเขานะ แล้วเมื่อเราหาทรัพย์ได้มากอย่างเดียวยังไม่พอนะ เราต้องดูว่ามันรั่วไหลตรงนั้น มันสมควรไหม อะไรไม่สมควรก็อย่าให้มันเสีย นี่ก็เป็นสิ่งที่ได้จากคุณยาย นี่ก็เป็นเรื่องของการทำงาน แต่จริงๆ พระคุณของคุณยายท่านที่เราเคารพที่ทำให้เราทุกคนนี่เคารพรักคุณยายท่านอยู่ที่เรื่องของการที่ให้เราเข้าใจ เข้าใจเรื่องของบุญ เข้าใจเรื่องของบารมี เรื่องของความดี เราไปศึกษาธรรมะนะ อ่านบารมี ๓๐ ทัศ บารมี ๑๐ ทัศ เราอ่านแล้วเราไม่เข้าใจนะว่าแล้วเราจะทำยังไง พระพุทธเจ้าท่านทำยังไง อ่านแล้ว อ่านชาดกมันก็ มันก็เราก็ไม่เหมือนอย่างนั้น แต่คุณยายท่านทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ตั้งแต่เรื่องของ เริ่มตั้งแต่เรื่องของการปฏิบัติธรรม คุณยายท่านรักเรื่องการปฏิบัติธรรมนะ เรื่องของทาน เรื่องของศีล คุณยายท่านจะสอนโดย คือ มันจะไปพร้อมกับเออ กิจวัตรประจำวัน ท่านจะสอนไป เมื่อมีเรื่องอะไรท่านจะชี้ให้ดู ก็คืออยู่ในเรื่องของทาน ศีล ภาวนา ตรงนี้แหละสอนให้เราได้เข้าใจ ถ้าใกล้ชิดคุณยายมาก คำพูดของท่านจะเป็นคำพูดที่ง่าย เรียบง่าย เป็นคำพูดที่ไม่ต้องมาตรองใหม่ มันชัดเจนนะ มันชัดเจน เช่นบอกว่าเออ คนเรานะตายแล้วรู้กันรู้กันหมายความว่าไง รู้กันว่า ๑. สิ่งที่ชีวิตของเรามันไม่สูญ ความดีหรือบุญที่เราทำ เราจะไปได้รับผล เสวยผลของบุญที่เราทำ ถ้าใครบอกว่าพูดก็ไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร ตายแล้วรู้กัน คือไปรู้ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้ แต่รู้ตอนนี้เราได้ประโยชน์ เราจะทำอะไร เราก็ทำกันตอนนี้ คุณยายท่านก็จะสอนทุกเรื่อง พ่อแม่ให้สมบัติแก่เรา ถือว่าพ่อแม่เป็นมหาเศรษฐีนะ สมบัติที่พ่อแม่ให้แก่เรานี่ เราจะเอาไว้ใช้เลี้ยงชีวิตของเราให้มีความสุขก็ได้เพียงแค่อัตภาพเดียว คือชีวิตเดียวนี้เท่านั้นเอง ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะให้สิริจักรพรรดิ ก็คือความเป็นจักรพรรดิ จักรพรรดิสมบัติ พ่อแม่ให้แก่ลูกไม่ได้หรอก ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะให้ทิพยสมบัติ มีปฐมฌาน เป็นต้น แล้วก็ไม่ต้องกล่าวไปถึงว่าจะให้เส้นทางของพระนิพพาน คือโลกุตตรสมบัติ ฉะนั้นพระคุณของยาย ท่านให้จักรพรรดิสมบัติ ให้สมบัติจักรพรรดิ ท่านให้ทิพยสมบัติ ท่านให้นิพพานสมบัติแก่พวกเรา ให้ความเห็นถูก ให้ความเข้าใจถูก ในเรื่องของการที่เราจะต้องสร้างความดี จนกระทั่งเมื่อเราละโลกไปแล้ว เราก็จะไปเสวยผลความดี อันนั้นท่านสอนทุกเรื่อง ท่านทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การให้ทานท่านก็ทำให้ดู คุณยายท่านไม่เคย ท่านให้หมดนะ ไม่เก็บ ท่านไม่สะสมอะไรเลย มีปัจจัยท่านทำบุญหมด แล้วเป็นตัวอย่างได้ เรื่องศีล คุณยายท่านบอกท่านไม่ชอบเลอะๆ เทอะๆ คำว่าไม่ชอบเลอะๆ เทอะๆ ก็คือว่ามันต้องมีวินัย หมู่คณะต้องมีวินัย วัดต้องมีวินัย ต้องมีกฎมีกติกา หมู่คณะไหนถ้าไม่มีวินัย หมู่คณะนั้นมันก็ไปได้ไม่นานหรอก ฉะนั้นคุณยาย วินัยก็คือศีล ฉะนั้นคุณยายจะใช้คำว่าใครเลอะๆ เทอะๆ ยายไม่เอานะ ยายต้องปราบไอ้ที่เลอะๆ เทอะๆ ก็ตรงนี้ก็คือศีลนั่นเอง ศีล ๕ เป็นเบื้องต้นนะ ศีล ๘ เป็นพระ เป็นภิกษุสามเณรก็มีศีลไปตามลำดับศีล ก็คือเลอะๆ เทอะๆ ของยายก็คือต้องให้สำรวมในศีล ส่วนของการที่จะทำใจให้บริสุทธิ์นะ มันอยู่ที่การทำภาวนาที่พวกเราทำกัน ฉะนั้นเมื่อระลึกถึงคุณยาย คำสอนในคราวที่ไม่พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น คำสอนเพียงแค่ศีล ๕ ก็พาคนไปสวรรค์นับไม่ถ้วน ในการที่ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นบางคราวคำสอนเพียงแค่ศีล ๕ บุคคลยังยึดถือปฏิบัติอยู่นับพันๆ ปี แต่คำสอนของยายมันไปไกลกว่านั้น สูงกว่านั้น มีคุณค่ามากกว่านั้น ฉะนั้นวิธีที่จะให้คำสอนของยายยืนยาวก็คงจะต้องปฏิบัตินะ ปฏิบัติบูชา เราทำด้วย แล้วเราก็สอนลูกสอนหลาน แล้วก็สั่งลูกสั่งหลาน ให้สอนลูกสอนหลาน สอนเหลนไปเรื่อยๆ เอาสัก ๑๐ generation ๒๐ generation คำสอนนี้ก็จะอยู่ไปเป็นนับพันๆ ปี แล้วเป็นประโยชน์มหาชนบุคคลทั้งหลายในโลกนี้ก็จะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ จะไปพระนิพพาน เพราะว่าคำสอนของยายไปถึงโน่นน่ะนะ ไปถึงพระนิพพานเลย ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ต่อจากนี้ก็ขอให้พวกเราได้นั่งทำใจให้สงบ ทำใจให้หยุดให้นิ่ง เราก็นึกอาราธนาคุณยาย คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเราได้คุ้นเคยท่าน เห็นภาพของท่าน ยังมีภาพของท่านอยู่ในใจของเรา เราก็นึกน้อมเอาภาพของท่านมาไว้ในศูนย์กลางกายของเรา เราก็ตั้งความเคารพ นึกถึงพระคุณของท่านที่มีต่อเรา มีต่อศิษยานุศิษย์ มีต่อพวกเราทุกคน นึกน้อมอุทิศบุญที่เกิดขึ้นจากการสร้างคุณงามความดี การทำทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา บุญกุศลใดๆ ที่เราทำมาตลอดชีวิต ให้เรานึกอุทิศเจาะจงแด่คุณยายของพวกเรา ท่านสถิต ณ ดุสิตบุรีในทิพยสถาน คือให้ท่านได้รู้ ได้เห็น ได้เป็นพยานความเคารพที่เราทุกคนได้น้อมจิตถวายหรือมอบ หรืออุทิศบุญที่เราได้กระทำมานี้นี่เป็นเครื่องบูชาพระคุณของท่าน เราก็นึกขอให้ท่านนี่ได้มีจิตเมตตา ได้มีจิตอนุเคราะห์ มีจิตกรุณา ให้ลูกช่วย ให้พร แล้วก็ลงปกปักรักษาพวกเราทุกๆ คน ให้ชีวิตของพวกเรานี้นี่ดำเนินไปสู่เส้นทางที่พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านดำเนินไป ให้เราได้สร้างบารมีติดตามคุณยาย ติดตามหลวงพ่อ ติดตามหมู่คณะ ไปทุกภพทุกชาติ เราก็ขอคุณยายท่าน ให้คุณยายท่านเมตตา ว่าขอบุญคุณยายท่านให้คุ้มครองเส้นทางชีวิตของพวกเราทุกคนให้ไปตลอดรอดฝั่ง หน้า PAGE 8 431225FW-AAT